พี่น้องครับ พี่น้องทั้งหลาย ผมมีเรื่องจะบอกว่า
ในการสร้างมวลมนุษย์ทั้งหลายนั้น จักรวาลจะ
สร้าง "มนุษย์ต้นแบบ" ขึ้นมาก่อน ๑ คนเท่านั้น
ที่ดีที่สุด แล้วจากนั้น เมื่อสำเร็จดีแล้ว มวลมนุษย์
ทั้งหลายก็จะอาศัยมนุษย์ต้นแบบ (The one)
คนนั้นเป็นแบบอย่างต่อไป อาวละ วันนี้ เราก็มา
คุยเรื่องนี้กันเลยเหอะ ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้กันแล้ว
จักรวาลเลือก "พระอาภาโพธิสัตว์และพระศรีอาร์ฯ" เป็นมนุษย์ต้นแบบ?
สรุปเลยละกัน ยุคนี้ จักรวาลเลือก "พระมหาโพธิสัตว์อาภา" เป็นต้นแบบ
ของมวลมนุษย์ทั้งหมด และให้ภาคหนึ่ง ตัวตนหนึ่งของท่านลงมาตรัสรู้
เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนตัวตนอื่นๆ จะตามมาทำหน้าที่เป็นต้นแบบมนุษย์ใน
รูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าครับ ทว่า เรื่องของเรื่องมันมีปัญหาครับ
คือ พระอาภาโพธิสัตว์ท่านมีบารมีไม่มาก ท่านจะไปได้ถึงเพียงจุดหนึ่งก็
จะทำหน้าที่ต่อไม่ได้ ท่านมาได้เท่านั้น ทำได้แค่นั้น เหมือนครั้งอธิษฐาน
แลกเปลี่ยนดอกบัวนั่นแหละ พระอาภาฯ เลือกดอกบัวบานแล้วไปก่อนแต่
มันบานไม่นานก็เหี่ยวครับ เป็นนิมิตหมายให้รู้ว่าแม้ท่านจะได้รับพลังนั้น
ไปก่อน แต่มันจะอยู่ได้ไม่นาน ท่านก็จะต้อง "ส่งทอดต่อให้พระศรีอาร์ฯ"
ไม่เช่นนั้นกำลังบารมีของท่านจะเอาไม่อยู่ สถานการณ์จะร้ายแรงเกินไป
กว่าที่ท่านจะดูแลได้ครับ เรื่องของเรื่องเป็นแบบนี้ เลยทำให้มนุษย์ตัวตน
แรกที่จะได้รับ "ต้นแบบพลังงานจากจักรวาล" จึงเป็นพระอาภาโพธิสัตว์
และจะมีพระศรีอาร์ฯ มารับช่วงต่อไป หลังจากนั้นครับ (จนจบตลอดยุคนี้)
"พระอาภาฯ และพระศรีอาร์ฯ" ก็มีหลายตัวตน แล้วมันตัวไหนกันล่ะ?
สรุปเลยละกัน "ตัวตนในมิติแห่งจักรวาล" ครับ แม้ว่าตัวตนของท่าน
จะมีหลายตัวตนมากมายก็จริง ทว่า แต่ละตัวตนประจำอยู่ในมิติที่ไม่
เหมือนกัน ต่างกันไปครับ ดังนั้น ตัวตนที่ทำหน้าที่เป็นต้นแบบมนุษย์
และจะได้รับ "พลังจักรวาลที่ดีที่สุด" ก่อนใครๆ ก็คือตัวตนในมิติแห่ง
จักรวาล นั่นเอง นั่นหมายความว่า ตัวตนนั้นๆ จะต้องไต่ระดับขึ้นไปให้
ถึงระดับจักรวาลให้ได้ จึงจะได้รับพลังนั้นและกลายเป็นต้นแบบของ
มวลมนุษย์ในยุคนี้ได้ครับ นี่แหละ วิธีเลือก, วิธีสร้างมนุษย์ของพระผู้
สร้าง ท่านจะต้องทดลองและเลือกที่ดีที่สุดก่อน ๑ คนแล้วจึงจะขยาย
ไปยังคนอื่นๆ จำนวนมากต่อไปครับ สำหรับตัวตนอื่นๆ ที่ไม่อาจจะไต่
ระดับไปถึงจักรวาลได้ก็จะไปทำหน้าที่ในมิติอื่นๆ ครับเช่น ในมิติของ
ประเทศชาติก็ดี, ในมิติของนานาชาติก็ดี ฯลฯ ซึ่งจะยังไม่ถึงมิติของ
จักรวาลครับ อ้าวละ ทีนี้ "ตัวตน" ของพระมหาโพธิสัตว์อาภา ก็จะมี
มาเกิดเรื่อยๆ เพราะ "ตัวตนภาคสว่าง-ตัวตนที่สูงขึ้น" จะอยู่เป็นสิ่งที่
เรียกว่า "จิตอำมตะ" นี้ ไม่นิพพานยาวนาน และจะแบ่งภาคส่วนของ
พลังลงมาเรื่อยๆ ครับ เพื่อให้ได้ตัวตนที่ทำหน้าที่ต่างๆ กันไปอย่างทั่ว
ถึงครับ ไม่ต่างจากตัวตนของพระศรีอาร์ฯ เหมือนกัน ในที่สุดของการ
บำเพ็ญบารมี จักรวาลก็จะเลือกเขาทั้งสองให้ได้รับรู้เรื่องราวของจักร
วาลครับ เพื่อเตรียมพร้อมร่างสังขารตัวตนนั้นๆ ให้กลายเป็นตัวตนต้น
แบบของมวลมนุษย์ (The one) ในยุคสมัยนี้ นั่นเอง (ทั้งสององค์ฯ)
"พระอาภาฯ" จะถูกเลือกก่อน แล้ว "พระศรีอาร์ฯ" จะรับช่วงต่อภายหลัง
สรุปเลยละกัน พระมหาโพธิสัตว์อาภา จะได้รับเลือกให้ได้รับพลังจักรวาล
"ต้นแบบของยุค" ไปก่อน ซึ่งจะเป็นพลังจักรวาลที่ดีที่สุด และเหมาะสมที่
สุดของมนุษย์โลกครับ แต่ต่อมา ท่านจะทำกิจไม่ไหว ไปต่อไม่ได้ ก็จะมีคน
ที่สองมารับช่วงต่อไปซึ่งก็คือ "พระมหาโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตตรัย" นั่นเอง
ดังนั้น ผู้ที่ดูออกว่าต้นแบบของมนุษย์คือใคร และจะรับช่วงต่อจากใครได้ก็
ต้องเป็นพระศรีอาริยเมตตรัยแน่นอน เพราะคนอื่นไม่อาจทราบได้ และไม่มี
ความสามารถที่จะรองรับพลังจักรวาลนั้นๆ ได้ ในช่วงแรกพระอาภาฯ จะมี
พลังอำนาจมากมาก่อน แต่ช่วงหลังท่านจะมีกำลังลดลงและไปต่อไม่ไหว
เมื่อนั้นพระศรีอาร์ฯ จะปรากฏมารองรับพลังจักรวาลนั้นๆ แล้วนำพาไปต่อ
เอง ซึ่งมีมากมายหลายสายนะครับ พลังจักรวาลแต่ละสายมีหน้าที่ต่างกัน
ทำให้คนที่ได้รับได้รับภารกิจที่ต่างกันด้วย ท่านก็จะไต่ระดับไป จากพลังที่
ไม่สูงมากไปยังพลังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ครับ นั่นหมายความว่าท่านจะได้พบกับ
ตัวตนของพระอาภาฯ โพธิสัตว์แต่ละตัวตน ในมิติที่ต่างกัน เพื่อที่จะรับเอา
พลังจักรวาลที่มีในแต่ละตัวตน ไปทำหน้าที่ต่อ จนหมดวาระ ก็เลื่อนระดับ
ไปสู่ตัวตนและพลังงานในระดับชั้นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเอง (ถ้าทำได้นะ)
แม้แต่ "พระศรีอาร์ฯ" ก็อาจจะสลับตัวตน กันทำหน้าที่ของกันและกันได้
สรุปเลยละกันว่า แม้แต่พระอาภาฯ หรือพระศรีอาร์ฯ เอง ก็อาจจะมีการ
สลับตัวตน ในการทำหน้าที่กันได้ เช่น ตัวตนหนึ่งเคยรับพลังดาวมฤตยู
มาก่อน แล้วไปต่อไม่ไหว ทำงานต่อไม่ไหว ก็อาจจะต้องส่งพลังทอดต่อ
ให้ตัวตนอื่น ทำหน้าที่แทนตัวเองต่อไป ดังนั้น ตัวตนบางตัวตน อาจเคย
มีพลังอำนาจมาก ต่อมา ก็อาจจะสูญสิ้นพลังอำนาจที่มีแต่เดิมนั้นไปได้
ครับ โดยก่อนที่จะสูญเสียไปนั้น จะมี "ตัวตนอีกตัวของตน" ที่เข้ามารับ
พลังจักรวาลนั้นไปต่อ พร้อมกับปฏิบัติภารกิจแทนต่อไปครับ ทว่า ไม่ใช่
แต่ตัวตนของเขาเอง แม้แต่ตัวตนอื่นๆ เช่น ตัวตนของนางแก้ว บางองค์
ก็สามารถมารับไม้ต่อ ทำงานต่อได้นะครับ เหมือนการวิ่งผลัด มีการส่ง
ไม้ต่อกัน นั่นแหละ หรือบางครั้งพระศรีอาร์ฯ อาจจะส่งไม้ต่อทอดให้แก่
พระโพธิสัตว์องค์อื่น ที่มีความพร้อม มีความเหมาะสมที่จะรับและรับได้
ก็ได้ครับ ทว่า ผู้ที่ถ่ายทอดพลังพิเศษให้คนอื่นแล้วไม่ได้เลื่อนระดับขึ้น
ก็จะเสี่ยงที่จะได้รับภัย และอาจถึงตายได้ครับ ส่วนคนที่ยังไขว่คว้าหา
พลังงานใหม่มาแทนที่ของเก่าได้ ก็จะไม่เป็นอะไรครับ ยิ่งถ้าพัฒนาขึ้น
ไปได้รับพลังงานที่สูงขึ้นได้ ก็จะยกระดับตัวเองไปได้เรื่อยๆ ครับ ซึ่งจะ
ต้องยอมปลดปล่อยพลังงานเก่าของตน ให้แก่ผู้สืบทอดหรือผู้รับกิจซึ่ง
จะทำหน้าที่แทนต่อไปด้วยนะครับ จึงจะถ่ายทอดและเปลี่ยนพลังสำเร็จ
อย่ามัวหลงสิ่งหลอกล่อทางโลก คุณอาจกลายเป็นผู้รับสืบทอดก็ได้
สรุปเลยละกันว่า "มันไม่แน่ไม่นอนหรอก" ทุกอย่างไม่เที่ยง เปลี่ยน
แปลงได้ คนที่เคยได้รับพลังจักรวาล ก็ดี, ได้รับการเลือก ก็ดี ฯลฯ ก็
เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น ดังนั้น ขอให้คุณตั้งใจบำเพ็ญให้ดีเถอะ คุณก็
จะได้รับพลังจักรวาลที่ดี ได้รับการถ่ายทอดจากคนดีๆ ได้ ถ้าคุณไม่
หลงสิ่งหลอกล่อยั่วยุไปเสียก่อน คุณก็จะรักษาระดับของคุณไว้ได้ มี
แต่จะไต่ระดับสูงขึ้นครับ แต่ถ้าคุณหลงออกนอกทางไปเสียก่อนละก็
ก็จะไม่ได้ไต่ระดับไปสูงขึ้นก็จะไม่ทราบอะไรที่เหนือกว่านั้นกว่าที่คุณ
เคยเข้าใจได้ครับ และมันหมายถึงการเดินทางอันยาวไกลของคุณใน
จักรวาลนี้ด้วย เหมือนการวิ่งแข่งนั่นแหละ คุณอาจไปได้ไกลมากๆ ก็
จะมีโอกาสได้พักเหนื่อยได้ ในขณะใครบางคนหลงออกนอกเส้นทาง
ก็จะยิ่งห่างไกลออกไปจากเป้าหมายแต่เดิมครับ และผมอยากจะบอก
ว่า "ตลอดเส้นทางเดินนี้" มีสิ่งหลอกล่อยั่วยุมากมายอยู่ตลอดทั้งสอง
ข้างทาง คือ ทั้งฝ่ายที่เป็นลบและฝ่ายที่เป็นบวกครับ แล้วแต่ว่าจะหลง
ออกไปฝั่งไหน ทางฝั่งที่เป็นลบหรือฝั่งที่เป็นบวก ที่เข้ามาทดสอบครับ
ผู้ที่ได้รับ "เศษพลัง" กับ "ศูนย์กลางพลัง" นั้นแตกต่างกันอย่างไร?
สรุปเลยละกันว่า มันต่างกันมากครับ คนที่ได้รับเศษพลังมีมากมายก็
ไม่ใช่ The one ครับ อันนี้มีมากได้ เหมือนได้รับโจทย์เล้กๆ ไปลอง
ก่อน ถ้าสอบผ่านก็จะได้เข้าใกล้ศูนย์กลางพลังไปเรื่อยๆ ครับ แต่ถ้า
ไม่เวิร์กแล้ว ก็จะสูญเสียพลังนั้นไปครับ โดยคนที่มี "ศูนย์กลางพลัง"
จะมาดึงดูด รองรับ รวมเอา เศษพลังเล็กน้อยทั้งหลายไปครับ ซึ่งไม่
ใช่การดูดพลังนะครับ แต่เป็นไปตามธรรมชาติจัดสรร ดังนั้น หลาย
คนที่รู้สึกเหมือนว่าถูกดูดพลัง เสียพลังให้คนอื่น ก็ควรเข้าใจด้วยว่า
บางครั้ง อาจเพราะ "มีศูนย์กลางพลัง" มาดึงดูดและรับเองเศษพลัง
เหล่านั้นไปรวมกันครับ แล้วคนที่เป็นศูนย์กลางพลังได้เรื่อยๆ เมื่อได้
เก็บรวบรวมเศษพลังทั้งหมด ก็จะกลายเป็น The one สำหรับพลัง
ชนิดนั้นๆ ครับ พอเข้าใจแล้วใช่มั้ยครับ เพราะพระผู้สร้างไม่อาจล่วง
รู้ได้ว่ามนุษย์ทุกตัวตนที่ท่านสร้าง จะลิขิตชีวิตตัวเองไปตามที่ท่านมี
ท่านให้ไว้หรือไม่? เพราะท่านสร้างให้ทุกตัวตนเลือกทางเดินเองได้
ก็จะทำให้ท่านไม่ทราบผลอันนี้ ท่านจึงต้องทดลองกับตัวตนหลายๆ
ตัวตนครับ โดยการให้เศษพลังเหล่านั้นมาเป็นโจทย์กับหลายตัวตน
ก่อน เมื่อผ่านการทดสอบหมดแล้ว ก็จะเก็บเศษพลังคืน จึงเกิดมี เป็น
The one ขึ้นมาไงละครับ แล้วในบรรดา The one นี้ จะมีเพียง ๑
คนเท่านั้นที่เป็น Super นะครับ เรียกว่า Super the one ก็ได้มั้ง?
แม้แต่พลังองค์เทพก็มี "เศษพลัง" กับ "ศูนย์กลางพลัง" เหมือนกัน?
สุดท้ายสรุปว่า แม้แต่พลังองค์เทพก็มีแบบเศษพลังและแบบศูนย์กลาง
พลังครับ เช่น เทพกวนอู ท่านอาจไปพบว่าทำไมมีคนทรงเยอะจัง แล้ว
ร่างทรงไหนที่เป็นของจริง? เอาละ ของจริงอาจไม่ได้มีทั้งหมด ทุกคน
ก็มีจริงบ้าง, เท็จบ้าง ทว่า ของจริงอาจไม่ได้มีเพียง ๑ คนนะครับ แบบ
ว่ามันมีทั้งที่แบบ "เศษพลังเล็กๆ" และแบบ "ศูนย์กลางพลัง" อยู่ด้วย
ไงครับ บางคนอาจได้รับเศษพลังของเทพกวนอูแต่บางคนอาจเป็นศูนย์
กลางพลังของเทพกวนอู ก็ได้ครับ นี่คือ ข้อแตกต่างกันอีกประการหนึ่ง
ในกรณีนี้บางคนก็ทำหน้าที่ "รวบรวมเศษพลัง" ด้วยครับ ขอเรียกง่ายๆ
ว่าเป็น "คนรวมญาณ" ก็แล้วกัน เช่น บางคนอาจรวบรวมญาณขององค์
พระนเรศวรอยู่ อะไรแบบนี้ก็มีได้ เป็นไปได้ครับ และเมื่อเขารวบรวมญาณ
เหล่านั้นได้หมดแล้ว เขาก็จะกลายเป็น ร่างฯ พระนเรศวรแบบ The one
นั่นเอง นี่เรียกว่าการ "เคลียร์เศษญาณที่ตกค้าง" อย่างหนึ่ง นั่นเองครับ
เอาละ จบก่อนดีกว่า ...
10 ต.ค. 2555
"เสียงจาก The one"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
จักรวาลจะสร้าง "มนุษย์ต้นแบบ" ของมวลมนุษย์มาก่อนคือ The one นั้นคือใคร?
เคล็ดลับพ่อรวยสอนลูกเป็น "เศรษฐี" โดยไม่ต้องเหนื่อยยากด้วยพลังไซย่า?
เอาละ ผมคิดว่ายุคนี้ คงไม่มีอะไร
ที่คนอยากจะเป็นกันมากไปกว่าได้
เป็นเศรษฐีมีเงินทองเยอะๆ มังครับ
ที่ทำงานกันทุกวันนี้ เหนื่อยยากกัน
ทุกวันนี้ ก็เพื่อเงิน ก็เพื่อความร่ำรวย
ไม่ใช่หรือครับ ถ้าอย่างนั้น ก็มาคุย
กันเรื่องนี้เลย ตรงประเด็นที่สุดว่ามั้ย
ผมเลยขอเสนอกระทู้รวยด้วยพลัง
ไซย่า รวยโดยไม่ต้องเหนื่อยยาก
ครับ ให้ท่านทั้งหลายโดยเฉพาะ!
จงใช้ "ความร่ำรวยเป็นเศรษฐีด้วยพลังไซย่า" เป็นมรรคของคุณ?
อย่างแรกเลย ผมต้องขอบอกก่อนว่าการตั้งใจไปสู่ความร่ำรวยเป็น
เศรษฐีด้วยพลังไซย่านี้ ไม่ได้ขวางการเข้าถึงธรรมของคุณเลย มัน
จะเป็นเหมือนกุศโลบายที่ใช้ได้จริง ตอบโจทย์ในชีวิตจริงของคุณ
และมีอะไรมากมาย คอยเอื้อหรือช่วยคุณในเรื่องธรรม มันจึงไม่ใช่
ความหลงนะครับ มันเป็นการใช้ "กิเลสเป็นโพธิ" สำหรับผู้มีปัญญา
แล้ว เขาย่อมเห็นกิเลสเป็นธรรมะ ธรรมชาติอย่างหนึ่ง คนไม่ถึงธรรม
ไม่มีปัญญา ก็ใช้กิเลสไม่เป็น ตกเป็นทาสของกิเลส ส่วนคนมีธรรมก็
ใช้กิเลสเป็น เท่านั้นเอง นี่แหละ ธรรมะที่มีความเป็นกลาง พอดี ไม่มี
ภาวะสุดโต่งไปทางบวก หรือลบเกินไป ไม่ใช่ไปปฏิเสธความร่ำรวย,
หรือหลงใหลความร่ำรวยเกินไป โอเค? ดังนั้น การพุ่งเป้าไปสู่ความ
ร่ำรวยด้วยพลังไซย่า จึงเป็นเครื่องหลอกล่อที่ไม่ทำให้คุณหลงออก
ไปนอกทางธรรมหรอกครับ มันจะดีแค่ไหน? ถ้าคุณเจริญทั้งทางโลก
และทางธรรมคู่กันไปด้วย นั่นแหละ พลังไซย่าที่ผมจะแนะนำคุณครับ
ความร่ำรวยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการก่อกรรมใดๆ แต่มาจากพลังไซย่า
ต่อไป ผมจะไม่แนะนำให้คุณไปทำกรรมอะไรทั้งนั้น คุณจะทำกรรม
อะไรไปมากมายให้มันเหนื่อยยากทำไม? ในเมื่อทุกเวลา ทุกวินาที
ของคุณ มันมีค่าในตัวมันเอง ดุจทองคำอยู่แล้ว ถ้าคุณเริ่มต้นคิดว่า
จะใช้เวลาในชีวิตเท่าไรก็แล้วแต่ ทำกรรมด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ จะดีจะ
ชั่วก็แล้วแต่ แล้วรอรับผลของมันให้ออกมาเป็น "ความร่ำรวย" แล้ว
ละก็ ผมขอบอกเลยว่า "คุณขาดทุนตั้งแต่ต้นแล้ว" โธ่ๆๆ ที่รัก อย่า
โง่ไปหน่อยเลย คิดจะทำงานอะไรมากมายเพื่อให้ได้ความร่ำรวย ก็
ดี, ให้ได้เงินทองมากมาย ก็ดี คุณจะใช้เวลาทำกรรม ทำงาน อยู่กะ
มันนานเท่าไร? เมื่อเทียบกับเวลาที่คุณมีให้กับการเสวยสุข? นั่นละ
คุณเคยเห็นคนรวย มีเงินมากๆ ไหม? แต่เขามีเวลาเสพสุขกับเงินที่
เขามีเท่าไร? หรือจริงๆ แล้ว เขาเสียเวลาไปกับการทำให้ตัวเองรวย
สัก ๗๕% ของเวลาในชีวิต แล้วมีเวลาเพียง ๒๕% ของชีวิตที่จะมี
ความสุข เสพสุขกับสิ่งที่ตนเองหามาได้นั้น "โง่มาก หนูจ๋า" แค่เริ่ม
ต้นคิดก็โง่แล้ว เอาง่ายๆ ลองเอา ๗๕% - ๒๕% ดู นั่นแหละ ก็ขาด
ทุนแล้ว คือ เวลาในชีวิตที่เสพสุขมันก็แค่ ๒๕% แต่เวลาที่เสียไปกับ
การทำกรรมให้ได้เป็นคนรวยนี่ มันใช้ไปมากถึง ๗๕% แล้วมันจะไม่
ขาดทุนได้อย่างไรละครับ? เอาละ เลิกโง่นะลูกนะ โอ๋ๆๆ เด็กน้อย คิด
ใหม่นะลูกนะ เริ่มต้นคิดแบบไซย่า คิดแบบเศรษฐี ก็เป็นเศรษฐีได้, ไม่
จำเป็นต้องเอา "มูลค่าทรัพย์สินที่เป็นวัตถุ" มาคิดอย่างเดียว เดี๋ยวจะ
โดนหลอกเอา วัตถุกับเวลาในชีวิต อะไรมันมีค่ามากกว่า แหม แค่นี้ก็
รู้แล้ว เศรษฐีที่แท้จริง อาจมีเงินเก็บแค่หลักร้อย ก็เป็นเศรษฐีได้ครับ!
พลังไซย่าช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีได้อย่างไร โดยไม่ต้องเหนื่อยยาก?
ต่อไป ผมคิดว่าคุณคงเข้าใจพื้นฐานสัจธรรมของโลกนี้บ้างแล้วว่าคน
ที่จะรวย หรือเป็นเศรษฐีได้ มันก็เป็นไปตามอำนาจแห่งกรรม ไม่ว่าจะ
เป็น "วิบากกรรมดีแต่ปางก่อนนำพา" ให้เกิดมาก็รวยแล้ว ไม่ต้องมา
ทำงานเหนื่อยยาก หรือว่าอาจจะรวยได้วิธีใดก็ได้ โดยไม่ได้ก่อกรรม
กระทบถึงใคร นั่นแหละ รวยจริง ด้วยด้วยผลบุญเก่าสนองผลให้ ทว่า
บางคนอาจไม่ได้รวยด้วยบุญเก่า แต่เพราะสร้างกรรมใหม่ ให้มากไป
กว่าวิบากกรรมเก่า เช่น วิบากกรรมเก่าให้เกิดมาเป็นคนจน แต่เขาได้
ทำกรรมมากมายฝืนกรรม ให้มันมากไปกว่าของเขา ทำกรรมปัจจุบัน
ให้ตนได้พ้นจากความยากจน ได้เป็นคนร่ำรวย อันนี้ เรียกว่า รวยด้วย
การก่อกรรมปัจจุบัน คิดง่ายๆ บริษัทขายไก่ ก็ต้องฆ่าไก่วันละกี่ตัว ถ้า
ลูกค้าต้องการ และการแข่งขันสูง จะหยุดผลิตก็ไม่ได้ ทุกคนที่ได้เสพ
สุข ได้รับผลจากบริษัทนี้ร่วมกัน ก็ร่วมกันก่อกรรม และต้องร่วมกันรับ
กรรมไป สมมุติต้องผลิตไก่ให้ได้วันละ ๑๐๐ ล้านตัว แม่เจ้า? กรรมมัน
จะมากแค่ไหน? คิดดูแล้วกัน? เอาละ ทีนี้ ก็เลยมีคนคิดสองแบบ พวก
หนึ่งก็คิดว่า "ฉันยอมรับกรรมวะ ขอให้พ้นจากความยากจนก็พอ" อีก
พวกหนึ่งก็คิดว่า "ฉันยอมรับกรรมแล้ว ขอไม่ต้องก่อกรรมมาก ก็พอ"
ซึ่งไม่ใช่แนวทางของไซย่าทั้งสองแบบนะครับ เราไม่เน้นก่อกรรมให้มี
ให้ได้อะไรก็จริง แต่เราไม่ได้แนะนำให้ต้องยอมอยู่อย่างยากลำบากให้
โง่หรอกครับ เพราะคนในโลกที่เชื่อเรื่องกรรม มักคิดว่ากรรมเที่ยง มัน
เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทว่า ชาวไซย่าเห็นกรรมไม่เที่ยง, ไม่อาจยึดเป็นตัว
ตนของตนได้ครับ นั่นคือ พลังของไซย่าเปลี่ยนชีวิตให้คนที่มีวิบากเป็น
คนยากจน ให้กลายเป็นคนรวยได้ โดยไม่ต้องก่อกรรมทำเข็ญ นั่นเอง!
ปรับพลังชีวิตเป็นพลังไซย่า กรรมก็เปลี่ยนได้ ชีวิตก็เปลี่ยนเป็นเศรษฐี?
ต่อไป อย่างที่ผมบอกแล้วว่าชาวไซย่าเขาเข้าใจดีว่าคนบนโลกที่เชื่อใน
กฏแห่งกรรม ส่วนใหญ่มักคิดว่ากรรมมันตายตัว มันเที่ยงแท้ เปลี่ยนไม่
ได้ ทว่า ชาวไซย่าเขาเห็น อนิจจัง, อนัตตา ในกรรมครับ ดังนั้น มันย่อม
เปลี่ยนแปลงได้เสมอ และพวกเขาก็ทราบดีว่ามันมาจาก "พลังงานภาย
ใน" ของคนแต่ละคน นำพากรรมมาสู่ตัวเขาเอง เมื่อใดที่คุณมีพลังภาย
ในแบบหนึ่ง มันก็จะจูน, จะดึงดูดเอาวิบากกรรม ซึ่งเป็นพลังงานอีกแบบ
หนึ่งเข้ามาเหมือนกัน ดังนั้น มันจึงมีพลังงานบางชนิดที่จูนเอากรรมหรือ
บุญมาได้ "แตกต่างกัน" ถ้าคุณเข้าใจเรื่องนี้ และมีพลังงานภายในที่จูน
กับพลังบุญได้ มันจะดีแค่ไหนละ? นั่นแหละที่ผมบอกว่าคุณไม่ต้องไปทำ
กรรมอะไรให้มันเหนื่อยยาก คุณเคยเห็นมั้ย คนที่ทำกรรมให้ได้มาซึ่งเงิน
ทองมากๆ เขาอาจได้มากจริงแต่ไม่อาจเสพ หรือเสวยสุขจากมันได้เลย?
อ้าวมีนะครับ เช่น รวยแต่ถูกฟ้อง จนต้องโอนเงิน มาให้ใครต่อมิใครวุ่นไป
หมด นี่ก็มีให้ทราบกันทั่วประเทศแล้วนะครับ ขอบอกนะครับว่าร่างสังขาร
ที่ผมเชื่อมต่อข้อมูล (คนที่โพสกระทู้นี้) เขาไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ครับ
แต่เงินและทองก็เข้ามาสู่บ้านเขาเรื่อยๆ หึๆๆๆ ขอไม่บอกว่ามันมาได้ยังไง
บ้าง เพราะมันมาในฐานะที่ยังไม่ใช่ของเขาเท่านั้นเอง แต่มันก็เป็นสิ่งที่มี
ให้เห็นได้จริงครับ เพราะว่าพวกเราชาวไซย่าไม่ได้โม้ โอเค เขายังไม่ได้
มีเงินอะไรนัก เพราะไม่มีรายได้แบบคนทางโลก แต่พลังของไซย่าก็ทำให้
เขาเห็นเป็นรูปธรรมแล้วว่าสาร์นจากต่างมิติที่เขาได้รับ มันความเป็นจริง!
จงมีชีวิตอยู่อย่างเศรษฐีที่แท้จริง ไม่ใช่มีเงินมากมายแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น
ต่อไป คือ ความเป็นเศรษฐีที่แท้จริงนั้น มันไม่ได้วัดจากการมีอะไรเยอะ
แต่มันวัดจาก "ชีวิตจริงๆ ของคุณว่าดำรงอยู่อย่างไร?" ถ้าคุณมีเงิน
เยอะมากๆๆๆ แต่คุณก็นอนป่วยอยู่ตลอด และใช้เงินเหล่านั้นไม่ได้เลย
ขอบอกเลยว่าคุณไม่ใช่เศรษฐีแล้ว คุณก็แค่คนป่วยคนหนึ่งเท่านั้นเอง
เพราะชีวิตจริงของคุณเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าคนๆ หนึ่งมีเงินติดตัวแค่ไม่กี่
พัน แล้วใช้จักรยานปั่นไปท่องโลกเรื่อยๆ ได้ มีคนสงสารช่วยให้เงินแก่
เขารายทางสักไม่กี่ร้อย เขาก็ไปได้เรื่อยๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับเศรษฐีที่
กำลังเอาเงินไปท่องเที่ยว และเช่าจักรยานขี่ไปเรื่อยๆ เลยครับ นั่นหละ
ที่ผมกำลังบอกคุณว่าความเป็นเศรษฐีที่แท้จริง มันไม่ได้วัดกันที่วัตถุที่
มีอยู่ แต่มันดูที่ "ชีวิตจริงของคุณ" ว่าคุณมีชีวิตจริงเป็นอย่างไร? และ
ทำอะไรอยู่ในแต่ละวัน, แต่ละนาที? นี่แหละคือ "ความหมายของคำว่า
เศรษฐี" ในแบบฉบับของ "พ่อ (ไซย่า) รวยสอนลูก" อย่างไรละครับ!
"พลังไซย่า" พลังแห่งความมั่งมี-ศรีสุข และโชคลาภ-วาสนาทั้งปวง
ต่อไป คือ พลังไซย่าเป็นพลังที่ตรงกันข้ามกับพลังของดาวมฤตยูที่นำ
โชคร้ายและภัยพิบัติมาสู่คน ดังนั้น พลังไซย่าจึงเป็นพลังแห่งความมี
โชค พลังแห่งความมั่งมี-ศรีสุขและโชคลาภ-วาสนาทั้งปวง นั้นเอง นี่
แหละ เป็นสุดยอดแห่งความปรารถนาของคนในโลกนี้เลย ทว่า เฉพาะ
คนที่มีบุญได้เสวยใช่มั้ยครับ ที่จะได้รับสิ่งดีๆ โชคดีเหล่านี้ เอาละ ชาว
ไซย่าก็เหมือนผู้ที่มีอำนาจในการควบคุม "โชคดี" ทั้งหลาย ไม่ต่างไป
จากชาวดาวมฤตยูที่มีอำนาจในการควบคุม "โชคร้าย" ทั้งหลาย อย่าง
ที่บอกแล้วว่า "พลังบุญมันไม่เที่ยงและไม่อาจยึดมั่นได้" มันถูกจูนและ
ดึงดูดได้ด้วย "พลังบางอย่าง" และพลังไซย่าก็ดึงดูดพลังบุญได้ ต่าง
จากพลังมฤตยูที่ดึงดูดพลังกรรมของปวงสัตว์ นั่นหมายความว่าเมื่อคุณ
ได้รับพลังไซย่า คุณก็จะมีบุญเข้าถึงตัวด้วย โดยที่คุณอาจไม่ได้อยากมี
อยากเป็น แค่คุณไม่ปฏิเสธมันก็พอ พลังบุญจะเข้ามาเรื่อยๆ และถ้าคุณ
ยอมรับมัน คุณก็จะได้รับมันได้ คนอื่นก็อาจมองว่าคุณไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่ทำไม โชคดีจัง ทำไมคุณจึงได้รับอะไรต่อมิอะไรต่างจากคนอื่นจังเลย
"พลังไซย่า" ไม่ได้ทำให้คุณยึดมั่นหรืออยากรวย แต่โชคดีมันมาเอง?
สุดท้าย คือ พลังไซย่าไม่ได้ทำให้คุณยึดมั่น หรืออยากรวยแต่อย่างใด
ไม่เลย ตรงกันข้าม พลังของไซย่าจูนได้ดีกับคนที่ใสมากๆ ไม่ได้มีความ
อยากหรือยึดความร่ำรวยแต่อย่างใด ด้วยซ้ำไป ทว่า "มันมาเอง" ก็โชค
ดีอย่างไรละครับ? มันถูกดึงดูดหรือถูกจูนมาด้วยพลังไซย่า โดยที่คุณไม่
ได้ก่อกรรมให้ได้มา ถึงแม้ว่ามันไม่ได้มากมายถึงขนาดใครบางคนในโลก
นี้ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้คุณ "มีชีวิตดำรงอยู่" ในโลกนี้เหมือนเศรษฐี
ได้อย่างแท้จริง บางคนอาจมองว่านี่เป็นการยึดมั่น, ความอยากหรือความ
โลภหรือไม่? ไม่เลย มันเป็นธรรมชาติปรุงแต่งไปอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่
ว่าคนที่เป็นเช่นนี้จะอยากหรือยึดมั่นในสิ่งนั้นๆ เลย เอาง่ายๆ นะครับ คนที่
มีธรรม เข้าถึงธรรมแล้ว มีปัญญาแล้ว ก็อาจมีชีวิตดำรงอยู่บนโลกได้ต่าง
กัน เช่น บางคนอรหันตืแล้วแต่อยู่ในโลกอย่างยากลำบาก ก็มี, แต่บางคน
ที่อรหันต์แล้ว อยู่บนโลกนี้อย่างสุขสบายเหมือนเศรษฐี ก็มีได้, เป็นได้ครับ
สุดท้าย มันขึ้นอยู่กับ "การเลือก" ของคุณเอง หวังว่าคุณ จะมีปัญญาพอ
ที่จะเลือกดำรงอยู่บนโลกนี้อย่างผู้มีปัญญา และไม่ต้องยากลำบากนะครับ
จบ ...
9 ต.ค. 2555
"เสียงจากชาวไซย่า"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王





