ทุกส่วนในบล็อกนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ อุทิศแล้วเพื่อปวงชน. Powered by Blogger.
RSS
Showing posts with label พลังพิเศษ. Show all posts
Showing posts with label พลังพิเศษ. Show all posts

ยิ่งฝึกยิ่งเพี้ยน ไม่ต้องไปฝึกอะไรทั้งนั้น (เคล็ดลับวรยุทธ์ของหลวงจีนกวาดลาน)

ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาสาระ ผมแนะนำก่อนว่า นี่เป็นเคล็ดลับการฝึกจิต ให้มีพลังภายในที่ ดีที่สุด เจ๋งที่สุดเลย จากหลวงจีนกวาดลาน หรือหลวงจีนนิรนาม ในเรื่อง ๘ เทพอสูรมัง กรฟ้า นั่นเอง หลักการฝึกงานมากครับ คือ "ฝึกโดยไม่ฝึก - ปฏิบัติโดยไม่ปฏิบัติ" นั่น แหละ เคล็ดลับของท่านละ วันนี้ ผมเลยเอา มาเล่าให้ฟังกันครับ


ทำไม ยิ่งฝึกกลับยิ่งเพี้ยน พอไม่ฝึกแล้วกลับสำเร็จได้ละ?


อ่า ถ้าคุณเคยอ่านหรือดูหนังกำลังภายในเรื่องแปดเทพอสูร มังกรฟ้ามาแล้วละก็ ก็คงจะทราบว่าในเรื่องนั้น มีคนอยู่สอง คนที่แอบขโมยอ่านคัมภีร์ของเส้าหลินไปมากมาย เอาไปฝึก จนเก่งเลย ทว่า เขาทั้งสองคนกลับต้องได้รับผลกระทบข้าง เคียงจากการฝึกนั้น เพราะอะไรละครับ? ก็เพราะอะไรที่มัน ไม่ใช่ธรรมชาติ มันก็จะขัดแย้งกับธรรมชาติแล้วมันก็จะเล่น งานธรรมชาติภายในเราภายหลัง นั่นเอง อาทิเช่น การที่ไป ฝึกลมหายใจ กำหนดให้มันเข้าหรือว่าออกให้มันเป็นยังไงก็ ช่างเถอะ ล้วนไม่เป็นไปตามธรรมชาติปกติของมนุษย์ แม้ว่า มันจะทำให้คุณได้ฤทธิ์, ได้อภิญญา, ได้อะไรๆ ที่พิเศษมาก็ ตาม ทว่า สิ่งที่คิดขึ้น, ทำขึ้น, กำหนดขึ้น อย่างไม่เป็นธรรม ชาติ นี้เอง ที่กลายเป็นผลร้ายทำลายผู้ฝึกในภายหลังเอง ? ทว่า ในคนที่เข้าใจจริงๆ ไม่ต้องฝึกอะไร ก็เหมือนฝึกอยู่ทุก วัน ทุกเวลา ดังนั้น หลวงจีนกวาดลานที่เอาแต่กวาดลานวัด ไปวันๆ เหมือนไม่ได้ฝึกยุทธ์อะไรกับใครเลย จึงกลายเป็นผู้ ที่มีพลังวัตรสูงสุดได้โดยไม่มีปัญหาอะไรจากการฝึกนั้นเลย


ใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ไม่ได้ฝึกอะไร ก็ได้ผลได้เช่นกัน?


ต่อไป การฝึกโดยไม่ฝึก, ปฏิบัติโดยไม่ปฏิบัติ นี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ เมื่อบุคคลมีปัญญาเข้าใจในธรรมะ ธรรมชาติจริงๆ เมื่อนั้นแม้ว่า เขาจะไม่ได้ฝึกอะไรเลย แค่ใช้ชีวิตปกติตามธรรมชาติ กลับเป็น ว่าเขาฝึกอยู่ทุกขณะจิต, ทุกเวลา นี่ต่างจากคนที่ฝึกอย่างมีรูป แบบ ที่พวกนั้น จะมีเวลาฝึกและเวลาที่ไม่ได้ฝึกอยู่ ดังนั้น เวลา ในหนึ่งวันของเขาจึงไม่ได้ฝึกตลอดเวลา แต่ละวันที่เสียไปของ เขาจึงถูกลดทอนลงไปโดย "ช่วงเวลาที่ไม่ได้ฝึก" ดังนั้น เวลา ของผู้ที่ฝึกโดยไม่ฝึกนี้ จึงยาวนานกว่า พลังวัตรสะสมที่ได้ย่อม จะมากกว่าเป็นธรรมดา อีกทั้งการฝึกโดยไม่ฝึกนี้ กลับทำให้ไม่ ผิดธรรมชาติ, ไม่เสียสมดุลเดิม ของธรรมชาติไป จึงไม่เกิดผล กระทบด้านลบต่อผู้ฝึกพลังจิต, พลังภายใน, พลังปราณใดเลย


ธรรมชาติจัดสรรให้ทุกคนได้รับการฝึกที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ไม่ต้องไปคิดใหม่


ต่อไป คือ ธรรมชาติได้จัดสรรให้มนุษย์ได้รับการฝึกที่เหมาะสมกับภารกิจ ของเขาอยู่แล้ว โดยไม่ต้องไปคิดค้นวิธีการฝึก, รูปแบบการฝึก ฯลฯ อะไร ใดๆ อีกเลย ถ้าเราเข้าใจธรรมชาตินี้ได้ เราก็จะพัฒนาไปได้เอง โดยไม่ใช้ การฝึกอะไรเลยก็ได้ อย่างที่หลายท่านทราบดีแล้วว่าโลกได้รับการเปลี่ยน แปลงอะไรหลายอย่าง ให้ได้รับพลังจักรวาลมากมาย และพลังเหล่านี้เอง ก็ขับเคลื่อนมนุษย์ให้ได้รับการฝึกอย่างเป็นธรรมชาติ ไปในตัวเองแล้วด้วย มันจึงไม่ต้องมีการฝึกแบบใดๆ รูปแบบการปฏิบัติ หรือการทำสมาธิในแบบ ใดๆ เลย เมื่อบุคคลเข้าใจ ถึงตรงนี้ได้ ก็จะไหลไปตามธรรมชาติ และได้รับ พลังธรรมชาติโดยไม่ต้องฝึก ทั้งยังได้รับอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลาด้วย


จักรวาลได้ออกแบบ "โลก" นี้ให้กลายเป็นสนามฝึกพิเศษทุกที่, ทุกเวลา


ต่อไป คือ จักรวาลได้ออกแบบโลกไว้อย่างดีและสมบูรณ์แล้ว เพื่อให้มวล มนุษย์ได้รับการฝึกตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีการฝึกแบบใดอีก ไม่ต้อง คิดค้นวิธีการฝึกจิต, ฝึกตน, ฝึกสมาธิ ฯลฯ อะไรขึ้นมาเลย ทุกอย่างล้วน เป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว มันดำเนินอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เมื่อใดที่คน ออกห่างจากธรรมะ ธรรมชาติ เขาก็เหมือนหยุดฝึก หรือฝึกผิดทางไปเอง ทำให้แทนที่จะพัฒนาและยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นได้ กลับกลายเป็นต้อง เสียโอกาสดีๆ ที่จะได้รับการฝึกนั้นๆ ได้รับพลังพิเศษไปได้ในที่สุด นั่นเอง ทุกอย่างในโลกขณะนี้ ดีอยู่แล้ว, พร้อมอยู่แล้ว, สมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่เว้น แม้แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติ นั่นก็คือ แบบแผนการฝึกอย่างหนึ่งจากจักรวาลนี้ เช่นกัน ดังนั้น ผมจึงกล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่าไม่ต้องไปคิดค้นหรือหาวิธี การฝึกพลัง, ฝึกจิต, ฝึกตน ฯลฯ อะไรใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องเลย เพราะมันมี อยู่แล้ว และเตรียมไว้ให้อย่างดีแล้วทั้งสิ้น เพียงคุณเห็นและเข้าใจมันเอง เท่านั้นก็พอ เมื่อคุณอยู่ในกระบวนการฝึกนี้ได้ตลอด คุณก็จะก้าวหน้าเอง


เมื่อฝึกผิดจนเกิดปัญหา จึงต้องเกิดวิชาฟอกไขกระดูก เปลี่ยนเส้นเอ็น


ต่อไป คือ คุณคงเคยได้ยินสุดยอดวิชาเส้าหลิน เปลี่ยนเส้นเอ็นและฟอก ไขกระดูก บ้างใช่ไหมครับ นั่นแหละ วิชาที่เอาไว้ใช้ล้างผลของการฝึกที่ ผิดทาง อย่างที่คุณเห็นในเรื่องแปดเทพอสูรมังกรฟ้าที่หลวงจีนกวาดลาน ได้ใช้วิชาบางอย่าง ทำให้คนที่ผิดวิชาไปผิดๆ ตายแล้วเกิดใหม่ ล้างวิชา ที่ฝึกมาผิดๆ นั้น (ซึ่งก็คือ อวิชชา นั่นเอง) เพราะพวกเขาฝึกแล้วทำให้มี ผลกระทบข้างเคียง ส่งผลร้ายต่อสุขภาพ ดังนั้น จึงต้องใช้วิชาเปลี่ยนเส้น เอ็น ฟอกไขกระดูก ในการล้างพิษอันเป็นผลจากการฝึกเหล่านั้นเสีย หาก พวกเขาไม่ได้ฝึกผิดเพี้ยนไป เขาก็ไม่ต้องพึ่งพาวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็น, ฟอก ไขกระดูก นั้นเลย ดังนั้น ผมจึงสรุปไว้ว่าฝึกโดยไม่ต้องฝึก, ปฏิบัติโดยไม่ ต้องปฏิบัติ เพราะในยุคสมัยนี้ ยากที่จะหาใครมาแก้ไขผลร้ายอันเกิดจาก การฝึกที่ผิดพลาดของท่านได้ เพราะไม่มีผู้สืบทอดวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นและ วิชาฟอกไขกระดูกในระดับที่สามารถรักษาให้ท่านได้ง่ายๆ อีกแล้ว นั่นเอง


การฝึกจิตที่ผิดพลาด อาจไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย แต่จิตใจก็...


ต่อไป คือ การฝึกจิตที่ผิดพลาดนั้น แม้ว่าบางอย่างไม่ส่งผลกระทบ ต่อร่างกาย ก็ตาม ทว่า ก็อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจได้ เช่น ทำให้มี ความหลง คิดว่าตนเองได้บรรลุอรหันต์แล้ว ก็มีได้ เป็นได้ ทั้งยังอาจ ส่งผลกระทบต่อไปอีกถึงขั้น ทำให้มีพฤติกรรม การดำรงชีพที่เพี้ยน ไปจากเดิมได้ ซึ่งในสมัยโบราณคนมากมายอยากได้ฤทธิ์เดช เมื่อมี วิชา ฝึกแล้วได้ฤทธิ์เดชได้จริง ทว่า กลับต้องได้รับผลข้างเคียงตาม มาด้วยเสมอ ดังนั้น การฝึกที่ดีที่สุด จึงกลายเป็นการไม่ฝึกอะไรเลย แต่ใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมะ ธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ก็จะกลาย เป็นการฝึกตลอดเวลา ทุกวัน ทุกสถานที่ได้ แม้แต่ในยามที่นอนหลับ ก็กลายเป็นการฝึกพลังจิตได้เช่นกัน นี่แหละคือเคล็ดลับที่สำคัญที่สุด


"ดาวฤษี" ดาวแห่งดาบส, การฝึกตน, การสอนสมาธิ แต่ไม่ใช่ที่สุด?


สุดท้าย คือ การฝึกตน ก็ดี, ฝึกจิต ก็ดี, ฝึกสมาธิ ก็ดี ฯลฯ ล้วนมาจาก พลังของดาวฤษี ทั้งสิ้น ซึ่งพลังของดาวดวงนี้ ไม่ใช่พลังอันเป็นที่สุด เลย แต่จะทำให้ท่านที่ถูกพลังนี้ครอบงำต้องปฏิบัติอะไรมากมายไปซะ หมด พลังของดาวฤษีนั้น ยังไม่สูงเท่าพลังของดาวสุริยะเลย ทั้งยังไม่ อาจไปเทียบได้กับดาวไซย่าด้วย ดังนั้น จึงไม่ต้องเอ่ยถึงนิพพาน ด้วย พลังของดาวฤษีนี้ ยังไม่ได้นิพพาน ยังไม่ใช่นิพพานนี่เอง แต่จะนำพา ท่าน "ไปติดดาว" คือ ไปจุติและดำรงอยู่ในดาวฤษีนี้ ยาวนานนักหนา ไม่ได้มีความก้าวหน้าในธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งนี่ก็ไม่ได้ผิดหรือถูกอะไร เป็นเพียงธรรมะ ธรรมชาติ อีกอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่ผมได้เอามาเล่าให้ได้ ฟังกันว่าเมื่อสร้างเหตุอย่างนี้ๆ ไว้แล้วผลจะออกมาอย่างไรก็เท่านั้นเอง


12 ต.ค. 2555

"เสียงจากนิรนาม"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ไม่ได้โม้นะ! ความไม่ได้เรื่อง ไม่ดี ห่วยแตก ของใครๆ นั้น มันยอดอยู่แล้วพวกเอ้ย

เฮ้นี่ มีใครกำลังคิดอยากจะทำให้ความ ไม่ดีในตัวเองทั้งหลาย ความไม่ได้เรื่อง ความห่วยแตก ฯลฯ ทั้งหลายในตัวเอง หมด หายไป บ้างหรือเปล่า? หรือใครที่ พยายามขจัดมันออกไปบ้างไหม? เช่น พยายามขจัดความทุกข์, ความเครียด, ความหมองเศร้า, ความหม่นหมอง ฯลฯ ออกไปอะไรแบบนั้น ไม่น่า พวกเอ้ย เอ็ง คิดผิดแล้ว ทุกอย่างมันคือธรรมะ ธรรม ชาติ อย่าไปปฏิเสธตัวเองเล้ย เอ็งน่ะ มี ความเลว, ทุเรศ, ห่วยแตก, ไม่ได้เรื่อง อะไรต่อมิอะไร ก็ช่าง นั่นแหละ ยอมรับ สิ่งที่ตัวเองเป็นซะ ทั้งหมด ทุกอย่างน่ะ แหละ เพาะอะไรละ? แหม ของดีทั้งนั้น เดี๋ยวจะโม้ให้ฟังแบบซุปเปอร์เม้าท์เลย


ตัวตนหลากมิติของคุณอาจกลายเป็นทาสซาตาน เมื่อคุณปฏิเสธมัน?


เฮ้แล้วฉันไปปฏิเสธมันตอนไหนละ? อ้าวก็ตอนที่เอ็งปฏิเสธส่วนที่ไม่ดี ในตัวเองน่ะแหละ เช่น ปฏิเสธความทุกข์, ความเศร้าหมองของตนเอง ที่ไหนได้ละ ความทุกข์ความเศร้าหมองนี่ มันมีที่มาจาก "ตัวตนหลาก มิติของคุณเอง" เมื่อคุณปฏิเสธมัน คุณอาจสูญเสียตัวตนในระดับจิต วิญญาณแก่ซาตานไปแล้วได้สิ่งอื่นที่คุณต้องการมาแทนเช่น ได้ตัวตน ที่ดูแฮปปี้มากๆ ทว่า คุณไมได้บรรลุธรรมอะไรหรอกนะ มันก็แค่เปลี่ยน ตัวตนต่างมิติเท่านั้น และแย่ไปกว่านั้นคือ ตัวตนของคุณแต่เดิมที่มีความ หม่นหมองนั้น กลายเป็นทาสซาตานไปแล้ว เพราะคุณยอมให้มันไปเอง เขาเลยเอาไป คุณต้องการความสุขผ่องใส คุณก็ได้รับมา แต่ทว่า มันก็ มาจากตัวตนในโลกมืดที่แฮปปี้มากๆ เท่านั้นเอง แต่มันไม่ใช่ของดี หรือ ตัวตนที่บรรลุธรรม สว่างไสวอะไรหรอกนะ มันก็แค่ "ตัวตลกตัวหนึ่ง" ที่ ทำให้คุณขำๆ ได้ก็เท่านั้นเอง นี่หละ ผมจึงเริ่มต้นด้วยการเตือนคุณว่ามิ ควรที่คุณจะปฏิเสธ "ความไม่ดีหรืออะไรๆ ในตัวของคุณเองเลย" โอเค?


"พระอรหันต์จอมปลอม" ถูกปั้นโดยซาตาน เมื่อเขาปฏิเสธกิเลสตัวเอง


มันไม่จบแค่นั้นนะซาร่าห์ เพราะคนมากมายที่อยากได้อรหันต์และคิดจะ ตัดกิเลส หรือทำให้มันหมดไปนั้น พอเขาเพียรพยายามแรกๆ มันยังไม่มี อะไรเข้าตาซาตาน เขาก็ไม่สนใจ รอก่อน รอให้มันพยายามต่อไป ให้มัน มีบารมีมากอีกหน่อย โตพอเก็บเกี่ยวได้อีกหน่อย พอได้ที่ละ ซาตานก็จะ แลกเปลี่ยนให้ โดยเอา "จิตภาคแบ่งส่วนที่มีกิเลส" ไปเป็นทาสในภพมืด แล้วเอาตัวตนที่เป็นบริวารโลกมืดเข้ามาแทนที่ ให้มีหัวโขนที่ดูเหมือนกับ พระอรหันต์เลย เขาก็เลย "ปั้นพระอรหันต์ได้" อย่างไรละ? นั่นน่ะ ไม่ใช่ พระอรหันต์อะไรหรอก แค่คนที่แลกเปลี่ยนจิตวิญญาณกะซาตานไปโดย ที่ไม่รู้ตัวก็เท่านั้นเอง พอสูญเสียจิตวิญญาณภาคแบ่งส่วนที่มีกิเลสไป ก็ เหลือแต่ส่วนที่ใสบริสุทธิ์มากๆ ไร้กิเลส ก็เลยคิดว่าบรรลุธรรมละตูแล้วก็ ตามมาด้วยการ "ถูกแทรกด้วย จิตวิญญาณฤษี ภาคมืด" ทำให้หลงคิด ไปว่า "ฉันบรรลุได้ด้วยมรรควิธี, ด้วยสมาธิ, ด้วยเหตุนั้นเหตุนี้ฯ" ไม่น่ะ ซาร่าห์นั่นมันไม่ใช่วิถีการบรรลุธรรมอะไรเลย นิพพานไม่มีเหตุเกิดได้นะ ถ้านิพพานมีเหตุเกิดได้ มันก็ต้องดับได้ด้วยเหตุนั้น พระศาสดาตรัสเรื่อง นี้ชัดเจน พระอัสสชิก็บอกแก่พระสารีบุตรแต่แรกพบเลย นิพพานนั้นมัน ไม่มีเหตุเกิด แล้วใครจะไปสร้างเหตุเพื่อให้เกิด ให้ได้นิพพานได้เล่า ใน เมื่อมันเป็นเช่นนั้นเอง มานานแล้ว ไม่ใช่แต่ในอดีตเท่านั้น ไม่ว่าปัจจุบัน หรืออนาคต ก็เหมือนเดิม เช่นเดิมเช่นนั้น ไม่ขึ้นกับกาลและสถานที่ใดๆ อีกด้วย คือ ไม่ต้องนั่งขี่ม้าไปเมืองนิพพานที่ไหนหรอกจ๊ะ มันไม่ได้ขึ้นกะ ภพอยู่แล้ว มันจะหาที่ หาบริเวณ หาอาณาเขต หาเมือง หาสวรรค์วิมาน อะไรได้ที่ไหนกะนิพพานเล่า? โอ้ย มีสาระมากไป ขอโทษๆ ไม่ได้เจตนา


คนมีปัญญาเขายอมรับทุกอย่างได้ทั้งนั้นแหละ ใครสอนให้ปฏิเสธกิเลส?


อาวละ คนที่มีปัญญาเขาจะเห็นชัดว่า "ทุกสรรพสิ่งเป็นธรรมะ ธรรมชาติ" ทีนี้ เมื่อเขายอมรับในธรรมะ ธรรมชาติ เขาจะไปปฏิเสธ หรือไม่เอาอะไรงั้น หรือ? ไม่เลย แม้แต่กิเลส, อวิชชา, ทุกข์, ขันธ์ห้า ฯลฯ อะไรต่อมิอะไร นั้น ก็ธรรมะ ธรรมชาติทั้งนั้น คนมีปัญญาก็คือคนที่ยอมรับความจริงครับ แล้ว อะไรคือความจริงละ? แหม ทุกอย่างมันก็จริงหมดแหละ เพียงแต่มันจริงที่ มิติไหน? จริงแบบใด? เช่น จริงแบบโลกๆ, จริงแบบสมมุติๆ, จริงตามฝัน, จริงตามจินตนาการ, จริงตามการโกหก หรือว่าจริงแบบวิมุติ ฯลฯ อาวละ มันก็จริงกันทั้งนั้น เพียงแต่เป็น "ความจริงในมิติที่ต่างกัน ก็เท่านั้นเอง" ก็ ไต่ระดับไปให้เลยระดับมิติที่ ๕ ก่อนนะจ๊ะ แล้วจะเข้าใจความจริงในแบบนี้ เองละจ้า ดังนั้น การเริ่มต้นไปอ่านตำรา เขาว่ามาว่ากิเลสไม่ดี เป็นของทำ ให้เกิดผลเลวร้ายอะไร? มันก็เกิดทัศนคติเชิงลบ เอนเอียงไปแล้ว แล้วมัน ก็เอาจุดเริ่มต้นจาก อวิชชา จากความเอนเอียงนี้แหละ ไปปฏิบัติ มันก็เลย เข้าทางซาตานซะเลย มันไม่ใช่ "มรรค" ที่แท้จริงหรอก ตื่นได้แล้วนะจ๊ะ!


ยอมรับซะเหอะ เราต่างก็มีตัวตนที่บ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ กันทั้งนั้น


อาวละ ทีนี้ ตัวตนในมิติต่างๆ ของคุณๆ ทั้งหลายนั้น ถูกพระผู้สร้าง สร้างมาให้ครบองค์ทุกมิติ เพื่อให้คุณเข้าใจเพื่อนมนุษย์ทุกคน และ ทุกแบบ ดังนั้น เราทุกคนจึงมี "ตัวตนทุกแบบทุกมิติ" ไม่ว่าจะเป็นตัว ตนที่บ้า, ที่หลง, ที่ห่วยแตก, ที่เลว, ที่มืดมน ฯลฯ เรามีกันหมด และ มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะมาชำระล้างตัวตนในมิติต่างๆ เพื่อรวบรวม ตัวตนของเราให้เป็นหนึ่งเดียวที่เรียกว่า The one ซึ่งทุกคนสามารถ เป็น The one ได้ ในแบบของตัวเอง เมื่อเขาคนนั้นได้ทำหน้าที่รวบ รวมเศษตัวตนอื่นๆ ในมิติต่างๆ ของตัวเองให้เป็นหนึ่งได้ เขาก็จะเป็น The one ได้ ในแบบของเขาเองได้ แต่ถ้าเราปฏิเสธสิ่งไม่ดีในตัวตน ของเรา เราก็จะสูญเสียตัวตนที่ไม่ดีนั้นไป ทว่า ตัวตนนั้นไม่ดีจริงๆ แค่ ไหน? เช่น เทพหมู อาจไม่ดีที่ขี้เกียจ, เอาแต่กินกับนอน ทว่า เขาก็มี ความเป็นเทพและมีข้อดีอะไรอีกมากมาย ถ้าคุณเสียเขาไปแล้วคุณก็ จะสูญเสียส่วนดีของเขาไปด้วย และนั่น ก็ไม่ใช่วิถีของผู้มีปัญญาหรือ บรรลุธรรมอะไรเลย เป็นวิถีของคนโง่ที่เสียอะไรไปยังไม่รู้ตัวตะหากละ


ถึงเวลาใช้ "ความบ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ" อย่างผู้มีปัญญากันแล้ว


อาวละ ทีนี้ ก็ถึงเวลาที่เราจะหันมาใช้ทุกอย่างที่เราได้รับมาจากธรรม ชาติของเรา อย่างผู้มีปัญญา คำว่าอย่างผู้มีปัญญานั้น ย่อมใช้อย่างมี สติ มีปัญญา ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป มีคำกล่าวว่า "ถ่อมตนเกิน ไปคือ ความทนงตนอย่างหนึ่ง" นั่นแหละ อะไรที่มันมากเกินไปหรือว่า น้อยเกินไป มันก็ไม่ใช่วิถีของผู้มีปัญญาทั้งนั้น แม้แต่ความดี, ความมี เมตตา ถ้ามากเกินไป ก็กลายเป็น "ตรงข้ามได้" นะจ๊ะ เช่น ถ้าแม่นั้น รักลูกมากเกินไป อาจทำให้เด็กอ่อนแอ นั่นกลายเป็นว่าแม่ทำร้ายเด็ก ก็ได้? โอเค? มันมากเกินไปไงละ มันไม่พอดีไงละ นั่นแหละ ความดีก็ มีพิษได้เหมือนดีนกยูงไงล่ะ ทีนี้ เมื่อมีปัญญาแล้วก็เห็นชัดอย่างนั้นว่า ทุกสรรพสิ่งก็คือ ธรรมะ ธรรมชาติ อยู่แล้ว เป็นเช่นนั้นเองอยู่แล้ว หามี ความถูก, ผิด, ดี, ชั่ว, บวก, ลบ ฯลฯ ในสิ่งนั้นๆ เองไม่ มันคือ ธรรมะ ธรรมชาติล้วนๆ ที่บริสุทธิ์ในตัวของมันเอง ไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งให้มี ความถูก, ผิด, ดี, ชั่ว, บวก, ลบ ฯลฯ อะไรๆ อีก มันก็จบสมบูรณ์แล้ว


"ความบ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ" ล้วนเป็นธรรมชาติที่มีหน้าที่ของมันเอง


เอาละ ทีนี้ "ความบ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ" ทั้งหลาย ก็ล้วนเป็นธรรมะ, ธรรมชาติที่มีหน้าที่ของมันเอง มีเหตุผลในตัวเอง ที่มันต้องมี, ต้องเกิด, หรือว่าต้องดับไป ก็ตามที เป็นเช่นนี้เองตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องให้คน ไปทำกรรมให้มัน "เกิดขึ้นหรือดับไป" ก็หาไม่ นั่นคือ ไม่ใช่หน้าที่อะไร? ที่เราจะต้องไปทำให้อะไรมันดับเลย เราไม่จำเป็นจะต้องไปตัดกิเลส หรือ ว่าทำกรรมอะไรให้อะไรมันสิ้นไป สูญไปเลย เพราะมันก็เป็นของไม่เที่ยง อยู่ในตัวมันเองแล้วทั้งนั้น มันเป็นธรรมะ เป็นอนิจจัง เป็นตัวที่เกิด แล้วมัน ก็เป็นตัวที่ดับ จบของมันเอง ทุกอย่างมันก็แค่ลีลาทางธรรมะ ธรรมชาติที่ มองเปลือกนอกแล้วเห็นสมมุติเป็น "มายาหลอกหลอนเกิด-ดับ" วนเวียน ไปอยู่นั่น ทั้งหมดที่เห็นนี้ "ล้วนไม่ใช่วิมุติ ล้วนไม่ใช่นิพพาน" มันเป็นแค่ เปลือกนอก เป็นแค่สมมุติ เป็นแค่ภาพมายา หาใช่ความจริงแท้ไม่ ก็เท่านี้ แท้แล้วมันจริงอยู่แล้วทั้งนั้น แท้แล้วมันนิพพานอยู่ในตัวเอง อนิจจังอยู่ใน ตัวมันเอง ทุกอย่างอยู่แล้วทั้งนั้น ไม่ใช่สาระอะไรที่เราต้องไปทำกรรมใดๆ ให้มันเป็นอะไร อย่างไรไปเลย พระพุทธเจ้าก็แค่แสดงสิ่งที่เป็นจริงอยู่แล้ว มันก็จริงอยู่แล้ว โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรเลย มันก็จริงของมันอย่างนั้น แล้วนี่เราจะต้องไปทำอะไรๆ กะมันอีกเล่า? ในเมื่อมันก็เป็นธรรมอยู่แล้วนี่


"ความบ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ" ล้วนมีค่า ขายให้ซาตานได้ทั้งนั้น?


สุดท้าย อยากจะเตือนท่านไว้ว่า "ความบ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ" ล้วน มีคุณค่าในตัวมันเอง เฉกเช่นเดียวกันกับคนบ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ ก็ มีคุณค่าในตัวเองเช่นกัน และมันก็ขายให้ซาตานได้ด้วยละ เช่น ถ้าคุณ ไม่อยากได้ความเหลวไหลห่วยแตกแล้ว คุณเอาไปขายให้ซาตาน มันก็ จะเอาตัวตนส่วนที่มีความเหลวไหลห่วยแตกของคุณไป ไม่ว่าตัวตนนั้นๆ จะอยู่ในมิติใดก็ตาม แล้วคุณก็อาจได้สิ่งที่คุณต้องการมาได้ จากการได้ แลกเปลี่ยนกันครั้งนั้น ดังนั้น ถ้าคุณยังไม่ต้องการให้ตัวตนหลากหลาย มิติของคุณต้องลงไปกองรวมกันที่ "ภพมืด" ละก็ คุณก็ควรระวังการไม่ ยอมรับใน "ข้อด้อย, จุดอ่อน, สิ่งไม่ดี" ในตัวคุณเองด้วย เพราะสิ่งเหล่า นี้ "ล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันในทุกมิติ" แม้ว่าการกระทำของคุณนี้ จะปรากฏเฉพาะในมิติของคุณ แต่มันมีผลแน่นอนในทุกๆ มิติ รวมทั้งตัว ตนอื่นๆ ของคุณด้วย ที่อาจตกเป็นเหยื่อของคุณเองได้ แน่นอนว่ามันอาจ ทำให้ตัวตนปัจจุบันของคุณได้อะไรมามากมาย อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมี จะเป็นไปได้ เช่น คุณอาจชนะคดีได้โดยที่ไม่น่าเชื่อเลย อะไรแบบนี้ ทว่า คุณกำลังสูญเสียตัวตนในหลากหลายมิติของคุณไปทีละตัวตนๆ หรือไม่?


จบซะที..


11 ต.ค. 2555

"เสียงจากสามประสาน"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

จักรวาลจะสร้าง "มนุษย์ต้นแบบ" ของมวลมนุษย์มาก่อนคือ The one นั้นคือใคร?

พี่น้องครับ พี่น้องทั้งหลาย ผมมีเรื่องจะบอกว่า ในการสร้างมวลมนุษย์ทั้งหลายนั้น จักรวาลจะ สร้าง "มนุษย์ต้นแบบ" ขึ้นมาก่อน ๑ คนเท่านั้น ที่ดีที่สุด แล้วจากนั้น เมื่อสำเร็จดีแล้ว มวลมนุษย์ ทั้งหลายก็จะอาศัยมนุษย์ต้นแบบ (The one) คนนั้นเป็นแบบอย่างต่อไป อาวละ วันนี้ เราก็มา คุยเรื่องนี้กันเลยเหอะ ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้กันแล้ว


จักรวาลเลือก "พระอาภาโพธิสัตว์และพระศรีอาร์ฯ" เป็นมนุษย์ต้นแบบ?


สรุปเลยละกัน ยุคนี้ จักรวาลเลือก "พระมหาโพธิสัตว์อาภา" เป็นต้นแบบ ของมวลมนุษย์ทั้งหมด และให้ภาคหนึ่ง ตัวตนหนึ่งของท่านลงมาตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนตัวตนอื่นๆ จะตามมาทำหน้าที่เป็นต้นแบบมนุษย์ใน รูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าครับ ทว่า เรื่องของเรื่องมันมีปัญหาครับ คือ พระอาภาโพธิสัตว์ท่านมีบารมีไม่มาก ท่านจะไปได้ถึงเพียงจุดหนึ่งก็ จะทำหน้าที่ต่อไม่ได้ ท่านมาได้เท่านั้น ทำได้แค่นั้น เหมือนครั้งอธิษฐาน แลกเปลี่ยนดอกบัวนั่นแหละ พระอาภาฯ เลือกดอกบัวบานแล้วไปก่อนแต่ มันบานไม่นานก็เหี่ยวครับ เป็นนิมิตหมายให้รู้ว่าแม้ท่านจะได้รับพลังนั้น ไปก่อน แต่มันจะอยู่ได้ไม่นาน ท่านก็จะต้อง "ส่งทอดต่อให้พระศรีอาร์ฯ" ไม่เช่นนั้นกำลังบารมีของท่านจะเอาไม่อยู่ สถานการณ์จะร้ายแรงเกินไป กว่าที่ท่านจะดูแลได้ครับ เรื่องของเรื่องเป็นแบบนี้ เลยทำให้มนุษย์ตัวตน แรกที่จะได้รับ "ต้นแบบพลังงานจากจักรวาล" จึงเป็นพระอาภาโพธิสัตว์ และจะมีพระศรีอาร์ฯ มารับช่วงต่อไป หลังจากนั้นครับ (จนจบตลอดยุคนี้)


"พระอาภาฯ และพระศรีอาร์ฯ" ก็มีหลายตัวตน แล้วมันตัวไหนกันล่ะ?


สรุปเลยละกัน "ตัวตนในมิติแห่งจักรวาล" ครับ แม้ว่าตัวตนของท่าน จะมีหลายตัวตนมากมายก็จริง ทว่า แต่ละตัวตนประจำอยู่ในมิติที่ไม่ เหมือนกัน ต่างกันไปครับ ดังนั้น ตัวตนที่ทำหน้าที่เป็นต้นแบบมนุษย์ และจะได้รับ "พลังจักรวาลที่ดีที่สุด" ก่อนใครๆ ก็คือตัวตนในมิติแห่ง จักรวาล นั่นเอง นั่นหมายความว่า ตัวตนนั้นๆ จะต้องไต่ระดับขึ้นไปให้ ถึงระดับจักรวาลให้ได้ จึงจะได้รับพลังนั้นและกลายเป็นต้นแบบของ มวลมนุษย์ในยุคนี้ได้ครับ นี่แหละ วิธีเลือก, วิธีสร้างมนุษย์ของพระผู้ สร้าง ท่านจะต้องทดลองและเลือกที่ดีที่สุดก่อน ๑ คนแล้วจึงจะขยาย ไปยังคนอื่นๆ จำนวนมากต่อไปครับ สำหรับตัวตนอื่นๆ ที่ไม่อาจจะไต่ ระดับไปถึงจักรวาลได้ก็จะไปทำหน้าที่ในมิติอื่นๆ ครับเช่น ในมิติของ ประเทศชาติก็ดี, ในมิติของนานาชาติก็ดี ฯลฯ ซึ่งจะยังไม่ถึงมิติของ จักรวาลครับ อ้าวละ ทีนี้ "ตัวตน" ของพระมหาโพธิสัตว์อาภา ก็จะมี มาเกิดเรื่อยๆ เพราะ "ตัวตนภาคสว่าง-ตัวตนที่สูงขึ้น" จะอยู่เป็นสิ่งที่ เรียกว่า "จิตอำมตะ" นี้ ไม่นิพพานยาวนาน และจะแบ่งภาคส่วนของ พลังลงมาเรื่อยๆ ครับ เพื่อให้ได้ตัวตนที่ทำหน้าที่ต่างๆ กันไปอย่างทั่ว ถึงครับ ไม่ต่างจากตัวตนของพระศรีอาร์ฯ เหมือนกัน ในที่สุดของการ บำเพ็ญบารมี จักรวาลก็จะเลือกเขาทั้งสองให้ได้รับรู้เรื่องราวของจักร วาลครับ เพื่อเตรียมพร้อมร่างสังขารตัวตนนั้นๆ ให้กลายเป็นตัวตนต้น แบบของมวลมนุษย์ (The one) ในยุคสมัยนี้ นั่นเอง (ทั้งสององค์ฯ)


"พระอาภาฯ" จะถูกเลือกก่อน แล้ว "พระศรีอาร์ฯ" จะรับช่วงต่อภายหลัง


สรุปเลยละกัน พระมหาโพธิสัตว์อาภา จะได้รับเลือกให้ได้รับพลังจักรวาล "ต้นแบบของยุค" ไปก่อน ซึ่งจะเป็นพลังจักรวาลที่ดีที่สุด และเหมาะสมที่ สุดของมนุษย์โลกครับ แต่ต่อมา ท่านจะทำกิจไม่ไหว ไปต่อไม่ได้ ก็จะมีคน ที่สองมารับช่วงต่อไปซึ่งก็คือ "พระมหาโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตตรัย" นั่นเอง ดังนั้น ผู้ที่ดูออกว่าต้นแบบของมนุษย์คือใคร และจะรับช่วงต่อจากใครได้ก็ ต้องเป็นพระศรีอาริยเมตตรัยแน่นอน เพราะคนอื่นไม่อาจทราบได้ และไม่มี ความสามารถที่จะรองรับพลังจักรวาลนั้นๆ ได้ ในช่วงแรกพระอาภาฯ จะมี พลังอำนาจมากมาก่อน แต่ช่วงหลังท่านจะมีกำลังลดลงและไปต่อไม่ไหว เมื่อนั้นพระศรีอาร์ฯ จะปรากฏมารองรับพลังจักรวาลนั้นๆ แล้วนำพาไปต่อ เอง ซึ่งมีมากมายหลายสายนะครับ พลังจักรวาลแต่ละสายมีหน้าที่ต่างกัน ทำให้คนที่ได้รับได้รับภารกิจที่ต่างกันด้วย ท่านก็จะไต่ระดับไป จากพลังที่ ไม่สูงมากไปยังพลังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ครับ นั่นหมายความว่าท่านจะได้พบกับ ตัวตนของพระอาภาฯ โพธิสัตว์แต่ละตัวตน ในมิติที่ต่างกัน เพื่อที่จะรับเอา พลังจักรวาลที่มีในแต่ละตัวตน ไปทำหน้าที่ต่อ จนหมดวาระ ก็เลื่อนระดับ ไปสู่ตัวตนและพลังงานในระดับชั้นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเอง (ถ้าทำได้นะ)


แม้แต่ "พระศรีอาร์ฯ" ก็อาจจะสลับตัวตน กันทำหน้าที่ของกันและกันได้


สรุปเลยละกันว่า แม้แต่พระอาภาฯ หรือพระศรีอาร์ฯ เอง ก็อาจจะมีการ สลับตัวตน ในการทำหน้าที่กันได้ เช่น ตัวตนหนึ่งเคยรับพลังดาวมฤตยู มาก่อน แล้วไปต่อไม่ไหว ทำงานต่อไม่ไหว ก็อาจจะต้องส่งพลังทอดต่อ ให้ตัวตนอื่น ทำหน้าที่แทนตัวเองต่อไป ดังนั้น ตัวตนบางตัวตน อาจเคย มีพลังอำนาจมาก ต่อมา ก็อาจจะสูญสิ้นพลังอำนาจที่มีแต่เดิมนั้นไปได้ ครับ โดยก่อนที่จะสูญเสียไปนั้น จะมี "ตัวตนอีกตัวของตน" ที่เข้ามารับ พลังจักรวาลนั้นไปต่อ พร้อมกับปฏิบัติภารกิจแทนต่อไปครับ ทว่า ไม่ใช่ แต่ตัวตนของเขาเอง แม้แต่ตัวตนอื่นๆ เช่น ตัวตนของนางแก้ว บางองค์ ก็สามารถมารับไม้ต่อ ทำงานต่อได้นะครับ เหมือนการวิ่งผลัด มีการส่ง ไม้ต่อกัน นั่นแหละ หรือบางครั้งพระศรีอาร์ฯ อาจจะส่งไม้ต่อทอดให้แก่ พระโพธิสัตว์องค์อื่น ที่มีความพร้อม มีความเหมาะสมที่จะรับและรับได้ ก็ได้ครับ ทว่า ผู้ที่ถ่ายทอดพลังพิเศษให้คนอื่นแล้วไม่ได้เลื่อนระดับขึ้น ก็จะเสี่ยงที่จะได้รับภัย และอาจถึงตายได้ครับ ส่วนคนที่ยังไขว่คว้าหา พลังงานใหม่มาแทนที่ของเก่าได้ ก็จะไม่เป็นอะไรครับ ยิ่งถ้าพัฒนาขึ้น ไปได้รับพลังงานที่สูงขึ้นได้ ก็จะยกระดับตัวเองไปได้เรื่อยๆ ครับ ซึ่งจะ ต้องยอมปลดปล่อยพลังงานเก่าของตน ให้แก่ผู้สืบทอดหรือผู้รับกิจซึ่ง จะทำหน้าที่แทนต่อไปด้วยนะครับ จึงจะถ่ายทอดและเปลี่ยนพลังสำเร็จ


อย่ามัวหลงสิ่งหลอกล่อทางโลก คุณอาจกลายเป็นผู้รับสืบทอดก็ได้


สรุปเลยละกันว่า "มันไม่แน่ไม่นอนหรอก" ทุกอย่างไม่เที่ยง เปลี่ยน แปลงได้ คนที่เคยได้รับพลังจักรวาล ก็ดี, ได้รับการเลือก ก็ดี ฯลฯ ก็ เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น ดังนั้น ขอให้คุณตั้งใจบำเพ็ญให้ดีเถอะ คุณก็ จะได้รับพลังจักรวาลที่ดี ได้รับการถ่ายทอดจากคนดีๆ ได้ ถ้าคุณไม่ หลงสิ่งหลอกล่อยั่วยุไปเสียก่อน คุณก็จะรักษาระดับของคุณไว้ได้ มี แต่จะไต่ระดับสูงขึ้นครับ แต่ถ้าคุณหลงออกนอกทางไปเสียก่อนละก็ ก็จะไม่ได้ไต่ระดับไปสูงขึ้นก็จะไม่ทราบอะไรที่เหนือกว่านั้นกว่าที่คุณ เคยเข้าใจได้ครับ และมันหมายถึงการเดินทางอันยาวไกลของคุณใน จักรวาลนี้ด้วย เหมือนการวิ่งแข่งนั่นแหละ คุณอาจไปได้ไกลมากๆ ก็ จะมีโอกาสได้พักเหนื่อยได้ ในขณะใครบางคนหลงออกนอกเส้นทาง ก็จะยิ่งห่างไกลออกไปจากเป้าหมายแต่เดิมครับ และผมอยากจะบอก ว่า "ตลอดเส้นทางเดินนี้" มีสิ่งหลอกล่อยั่วยุมากมายอยู่ตลอดทั้งสอง ข้างทาง คือ ทั้งฝ่ายที่เป็นลบและฝ่ายที่เป็นบวกครับ แล้วแต่ว่าจะหลง ออกไปฝั่งไหน ทางฝั่งที่เป็นลบหรือฝั่งที่เป็นบวก ที่เข้ามาทดสอบครับ


ผู้ที่ได้รับ "เศษพลัง" กับ "ศูนย์กลางพลัง" นั้นแตกต่างกันอย่างไร?


สรุปเลยละกันว่า มันต่างกันมากครับ คนที่ได้รับเศษพลังมีมากมายก็ ไม่ใช่ The one ครับ อันนี้มีมากได้ เหมือนได้รับโจทย์เล้กๆ ไปลอง ก่อน ถ้าสอบผ่านก็จะได้เข้าใกล้ศูนย์กลางพลังไปเรื่อยๆ ครับ แต่ถ้า ไม่เวิร์กแล้ว ก็จะสูญเสียพลังนั้นไปครับ โดยคนที่มี "ศูนย์กลางพลัง" จะมาดึงดูด รองรับ รวมเอา เศษพลังเล็กน้อยทั้งหลายไปครับ ซึ่งไม่ ใช่การดูดพลังนะครับ แต่เป็นไปตามธรรมชาติจัดสรร ดังนั้น หลาย คนที่รู้สึกเหมือนว่าถูกดูดพลัง เสียพลังให้คนอื่น ก็ควรเข้าใจด้วยว่า บางครั้ง อาจเพราะ "มีศูนย์กลางพลัง" มาดึงดูดและรับเองเศษพลัง เหล่านั้นไปรวมกันครับ แล้วคนที่เป็นศูนย์กลางพลังได้เรื่อยๆ เมื่อได้ เก็บรวบรวมเศษพลังทั้งหมด ก็จะกลายเป็น The one สำหรับพลัง ชนิดนั้นๆ ครับ พอเข้าใจแล้วใช่มั้ยครับ เพราะพระผู้สร้างไม่อาจล่วง รู้ได้ว่ามนุษย์ทุกตัวตนที่ท่านสร้าง จะลิขิตชีวิตตัวเองไปตามที่ท่านมี ท่านให้ไว้หรือไม่? เพราะท่านสร้างให้ทุกตัวตนเลือกทางเดินเองได้ ก็จะทำให้ท่านไม่ทราบผลอันนี้ ท่านจึงต้องทดลองกับตัวตนหลายๆ ตัวตนครับ โดยการให้เศษพลังเหล่านั้นมาเป็นโจทย์กับหลายตัวตน ก่อน เมื่อผ่านการทดสอบหมดแล้ว ก็จะเก็บเศษพลังคืน จึงเกิดมี เป็น The one ขึ้นมาไงละครับ แล้วในบรรดา The one นี้ จะมีเพียง ๑ คนเท่านั้นที่เป็น Super นะครับ เรียกว่า Super the one ก็ได้มั้ง?


แม้แต่พลังองค์เทพก็มี "เศษพลัง" กับ "ศูนย์กลางพลัง" เหมือนกัน?


สุดท้ายสรุปว่า แม้แต่พลังองค์เทพก็มีแบบเศษพลังและแบบศูนย์กลาง พลังครับ เช่น เทพกวนอู ท่านอาจไปพบว่าทำไมมีคนทรงเยอะจัง แล้ว ร่างทรงไหนที่เป็นของจริง? เอาละ ของจริงอาจไม่ได้มีทั้งหมด ทุกคน ก็มีจริงบ้าง, เท็จบ้าง ทว่า ของจริงอาจไม่ได้มีเพียง ๑ คนนะครับ แบบ ว่ามันมีทั้งที่แบบ "เศษพลังเล็กๆ" และแบบ "ศูนย์กลางพลัง" อยู่ด้วย ไงครับ บางคนอาจได้รับเศษพลังของเทพกวนอูแต่บางคนอาจเป็นศูนย์ กลางพลังของเทพกวนอู ก็ได้ครับ นี่คือ ข้อแตกต่างกันอีกประการหนึ่ง ในกรณีนี้บางคนก็ทำหน้าที่ "รวบรวมเศษพลัง" ด้วยครับ ขอเรียกง่ายๆ ว่าเป็น "คนรวมญาณ" ก็แล้วกัน เช่น บางคนอาจรวบรวมญาณขององค์ พระนเรศวรอยู่ อะไรแบบนี้ก็มีได้ เป็นไปได้ครับ และเมื่อเขารวบรวมญาณ เหล่านั้นได้หมดแล้ว เขาก็จะกลายเป็น ร่างฯ พระนเรศวรแบบ The one นั่นเอง นี่เรียกว่าการ "เคลียร์เศษญาณที่ตกค้าง" อย่างหนึ่ง นั่นเองครับ เอาละ จบก่อนดีกว่า ...


10 ต.ค. 2555

"เสียงจาก The one"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เคล็ดลับพ่อรวยสอนลูกเป็น "เศรษฐี" โดยไม่ต้องเหนื่อยยากด้วยพลังไซย่า?

เอาละ ผมคิดว่ายุคนี้ คงไม่มีอะไร ที่คนอยากจะเป็นกันมากไปกว่าได้ เป็นเศรษฐีมีเงินทองเยอะๆ มังครับ ที่ทำงานกันทุกวันนี้ เหนื่อยยากกัน ทุกวันนี้ ก็เพื่อเงิน ก็เพื่อความร่ำรวย ไม่ใช่หรือครับ ถ้าอย่างนั้น ก็มาคุย กันเรื่องนี้เลย ตรงประเด็นที่สุดว่ามั้ย ผมเลยขอเสนอกระทู้รวยด้วยพลัง ไซย่า รวยโดยไม่ต้องเหนื่อยยาก ครับ ให้ท่านทั้งหลายโดยเฉพาะ!


จงใช้ "ความร่ำรวยเป็นเศรษฐีด้วยพลังไซย่า" เป็นมรรคของคุณ?


อย่างแรกเลย ผมต้องขอบอกก่อนว่าการตั้งใจไปสู่ความร่ำรวยเป็น เศรษฐีด้วยพลังไซย่านี้ ไม่ได้ขวางการเข้าถึงธรรมของคุณเลย มัน จะเป็นเหมือนกุศโลบายที่ใช้ได้จริง ตอบโจทย์ในชีวิตจริงของคุณ และมีอะไรมากมาย คอยเอื้อหรือช่วยคุณในเรื่องธรรม มันจึงไม่ใช่ ความหลงนะครับ มันเป็นการใช้ "กิเลสเป็นโพธิ" สำหรับผู้มีปัญญา แล้ว เขาย่อมเห็นกิเลสเป็นธรรมะ ธรรมชาติอย่างหนึ่ง คนไม่ถึงธรรม ไม่มีปัญญา ก็ใช้กิเลสไม่เป็น ตกเป็นทาสของกิเลส ส่วนคนมีธรรมก็ ใช้กิเลสเป็น เท่านั้นเอง นี่แหละ ธรรมะที่มีความเป็นกลาง พอดี ไม่มี ภาวะสุดโต่งไปทางบวก หรือลบเกินไป ไม่ใช่ไปปฏิเสธความร่ำรวย, หรือหลงใหลความร่ำรวยเกินไป โอเค? ดังนั้น การพุ่งเป้าไปสู่ความ ร่ำรวยด้วยพลังไซย่า จึงเป็นเครื่องหลอกล่อที่ไม่ทำให้คุณหลงออก ไปนอกทางธรรมหรอกครับ มันจะดีแค่ไหน? ถ้าคุณเจริญทั้งทางโลก และทางธรรมคู่กันไปด้วย นั่นแหละ พลังไซย่าที่ผมจะแนะนำคุณครับ


ความร่ำรวยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการก่อกรรมใดๆ แต่มาจากพลังไซย่า


ต่อไป ผมจะไม่แนะนำให้คุณไปทำกรรมอะไรทั้งนั้น คุณจะทำกรรม อะไรไปมากมายให้มันเหนื่อยยากทำไม? ในเมื่อทุกเวลา ทุกวินาที ของคุณ มันมีค่าในตัวมันเอง ดุจทองคำอยู่แล้ว ถ้าคุณเริ่มต้นคิดว่า จะใช้เวลาในชีวิตเท่าไรก็แล้วแต่ ทำกรรมด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ จะดีจะ ชั่วก็แล้วแต่ แล้วรอรับผลของมันให้ออกมาเป็น "ความร่ำรวย" แล้ว ละก็ ผมขอบอกเลยว่า "คุณขาดทุนตั้งแต่ต้นแล้ว" โธ่ๆๆ ที่รัก อย่า โง่ไปหน่อยเลย คิดจะทำงานอะไรมากมายเพื่อให้ได้ความร่ำรวย ก็ ดี, ให้ได้เงินทองมากมาย ก็ดี คุณจะใช้เวลาทำกรรม ทำงาน อยู่กะ มันนานเท่าไร? เมื่อเทียบกับเวลาที่คุณมีให้กับการเสวยสุข? นั่นละ คุณเคยเห็นคนรวย มีเงินมากๆ ไหม? แต่เขามีเวลาเสพสุขกับเงินที่ เขามีเท่าไร? หรือจริงๆ แล้ว เขาเสียเวลาไปกับการทำให้ตัวเองรวย สัก ๗๕% ของเวลาในชีวิต แล้วมีเวลาเพียง ๒๕% ของชีวิตที่จะมี ความสุข เสพสุขกับสิ่งที่ตนเองหามาได้นั้น "โง่มาก หนูจ๋า" แค่เริ่ม ต้นคิดก็โง่แล้ว เอาง่ายๆ ลองเอา ๗๕% - ๒๕% ดู นั่นแหละ ก็ขาด ทุนแล้ว คือ เวลาในชีวิตที่เสพสุขมันก็แค่ ๒๕% แต่เวลาที่เสียไปกับ การทำกรรมให้ได้เป็นคนรวยนี่ มันใช้ไปมากถึง ๗๕% แล้วมันจะไม่ ขาดทุนได้อย่างไรละครับ? เอาละ เลิกโง่นะลูกนะ โอ๋ๆๆ เด็กน้อย คิด ใหม่นะลูกนะ เริ่มต้นคิดแบบไซย่า คิดแบบเศรษฐี ก็เป็นเศรษฐีได้, ไม่ จำเป็นต้องเอา "มูลค่าทรัพย์สินที่เป็นวัตถุ" มาคิดอย่างเดียว เดี๋ยวจะ โดนหลอกเอา วัตถุกับเวลาในชีวิต อะไรมันมีค่ามากกว่า แหม แค่นี้ก็ รู้แล้ว เศรษฐีที่แท้จริง อาจมีเงินเก็บแค่หลักร้อย ก็เป็นเศรษฐีได้ครับ!


พลังไซย่าช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีได้อย่างไร โดยไม่ต้องเหนื่อยยาก?


ต่อไป ผมคิดว่าคุณคงเข้าใจพื้นฐานสัจธรรมของโลกนี้บ้างแล้วว่าคน ที่จะรวย หรือเป็นเศรษฐีได้ มันก็เป็นไปตามอำนาจแห่งกรรม ไม่ว่าจะ เป็น "วิบากกรรมดีแต่ปางก่อนนำพา" ให้เกิดมาก็รวยแล้ว ไม่ต้องมา ทำงานเหนื่อยยาก หรือว่าอาจจะรวยได้วิธีใดก็ได้ โดยไม่ได้ก่อกรรม กระทบถึงใคร นั่นแหละ รวยจริง ด้วยด้วยผลบุญเก่าสนองผลให้ ทว่า บางคนอาจไม่ได้รวยด้วยบุญเก่า แต่เพราะสร้างกรรมใหม่ ให้มากไป กว่าวิบากกรรมเก่า เช่น วิบากกรรมเก่าให้เกิดมาเป็นคนจน แต่เขาได้ ทำกรรมมากมายฝืนกรรม ให้มันมากไปกว่าของเขา ทำกรรมปัจจุบัน ให้ตนได้พ้นจากความยากจน ได้เป็นคนร่ำรวย อันนี้ เรียกว่า รวยด้วย การก่อกรรมปัจจุบัน คิดง่ายๆ บริษัทขายไก่ ก็ต้องฆ่าไก่วันละกี่ตัว ถ้า ลูกค้าต้องการ และการแข่งขันสูง จะหยุดผลิตก็ไม่ได้ ทุกคนที่ได้เสพ สุข ได้รับผลจากบริษัทนี้ร่วมกัน ก็ร่วมกันก่อกรรม และต้องร่วมกันรับ กรรมไป สมมุติต้องผลิตไก่ให้ได้วันละ ๑๐๐ ล้านตัว แม่เจ้า? กรรมมัน จะมากแค่ไหน? คิดดูแล้วกัน? เอาละ ทีนี้ ก็เลยมีคนคิดสองแบบ พวก หนึ่งก็คิดว่า "ฉันยอมรับกรรมวะ ขอให้พ้นจากความยากจนก็พอ" อีก พวกหนึ่งก็คิดว่า "ฉันยอมรับกรรมแล้ว ขอไม่ต้องก่อกรรมมาก ก็พอ" ซึ่งไม่ใช่แนวทางของไซย่าทั้งสองแบบนะครับ เราไม่เน้นก่อกรรมให้มี ให้ได้อะไรก็จริง แต่เราไม่ได้แนะนำให้ต้องยอมอยู่อย่างยากลำบากให้ โง่หรอกครับ เพราะคนในโลกที่เชื่อเรื่องกรรม มักคิดว่ากรรมเที่ยง มัน เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทว่า ชาวไซย่าเห็นกรรมไม่เที่ยง, ไม่อาจยึดเป็นตัว ตนของตนได้ครับ นั่นคือ พลังของไซย่าเปลี่ยนชีวิตให้คนที่มีวิบากเป็น คนยากจน ให้กลายเป็นคนรวยได้ โดยไม่ต้องก่อกรรมทำเข็ญ นั่นเอง!


ปรับพลังชีวิตเป็นพลังไซย่า กรรมก็เปลี่ยนได้ ชีวิตก็เปลี่ยนเป็นเศรษฐี?


ต่อไป อย่างที่ผมบอกแล้วว่าชาวไซย่าเขาเข้าใจดีว่าคนบนโลกที่เชื่อใน กฏแห่งกรรม ส่วนใหญ่มักคิดว่ากรรมมันตายตัว มันเที่ยงแท้ เปลี่ยนไม่ ได้ ทว่า ชาวไซย่าเขาเห็น อนิจจัง, อนัตตา ในกรรมครับ ดังนั้น มันย่อม เปลี่ยนแปลงได้เสมอ และพวกเขาก็ทราบดีว่ามันมาจาก "พลังงานภาย ใน" ของคนแต่ละคน นำพากรรมมาสู่ตัวเขาเอง เมื่อใดที่คุณมีพลังภาย ในแบบหนึ่ง มันก็จะจูน, จะดึงดูดเอาวิบากกรรม ซึ่งเป็นพลังงานอีกแบบ หนึ่งเข้ามาเหมือนกัน ดังนั้น มันจึงมีพลังงานบางชนิดที่จูนเอากรรมหรือ บุญมาได้ "แตกต่างกัน" ถ้าคุณเข้าใจเรื่องนี้ และมีพลังงานภายในที่จูน กับพลังบุญได้ มันจะดีแค่ไหนละ? นั่นแหละที่ผมบอกว่าคุณไม่ต้องไปทำ กรรมอะไรให้มันเหนื่อยยาก คุณเคยเห็นมั้ย คนที่ทำกรรมให้ได้มาซึ่งเงิน ทองมากๆ เขาอาจได้มากจริงแต่ไม่อาจเสพ หรือเสวยสุขจากมันได้เลย? อ้าวมีนะครับ เช่น รวยแต่ถูกฟ้อง จนต้องโอนเงิน มาให้ใครต่อมิใครวุ่นไป หมด นี่ก็มีให้ทราบกันทั่วประเทศแล้วนะครับ ขอบอกนะครับว่าร่างสังขาร ที่ผมเชื่อมต่อข้อมูล (คนที่โพสกระทู้นี้) เขาไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ครับ แต่เงินและทองก็เข้ามาสู่บ้านเขาเรื่อยๆ หึๆๆๆ ขอไม่บอกว่ามันมาได้ยังไง บ้าง เพราะมันมาในฐานะที่ยังไม่ใช่ของเขาเท่านั้นเอง แต่มันก็เป็นสิ่งที่มี ให้เห็นได้จริงครับ เพราะว่าพวกเราชาวไซย่าไม่ได้โม้ โอเค เขายังไม่ได้ มีเงินอะไรนัก เพราะไม่มีรายได้แบบคนทางโลก แต่พลังของไซย่าก็ทำให้ เขาเห็นเป็นรูปธรรมแล้วว่าสาร์นจากต่างมิติที่เขาได้รับ มันความเป็นจริง!


จงมีชีวิตอยู่อย่างเศรษฐีที่แท้จริง ไม่ใช่มีเงินมากมายแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น


ต่อไป คือ ความเป็นเศรษฐีที่แท้จริงนั้น มันไม่ได้วัดจากการมีอะไรเยอะ แต่มันวัดจาก "ชีวิตจริงๆ ของคุณว่าดำรงอยู่อย่างไร?" ถ้าคุณมีเงิน เยอะมากๆๆๆ แต่คุณก็นอนป่วยอยู่ตลอด และใช้เงินเหล่านั้นไม่ได้เลย ขอบอกเลยว่าคุณไม่ใช่เศรษฐีแล้ว คุณก็แค่คนป่วยคนหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะชีวิตจริงของคุณเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าคนๆ หนึ่งมีเงินติดตัวแค่ไม่กี่ พัน แล้วใช้จักรยานปั่นไปท่องโลกเรื่อยๆ ได้ มีคนสงสารช่วยให้เงินแก่ เขารายทางสักไม่กี่ร้อย เขาก็ไปได้เรื่อยๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับเศรษฐีที่ กำลังเอาเงินไปท่องเที่ยว และเช่าจักรยานขี่ไปเรื่อยๆ เลยครับ นั่นหละ ที่ผมกำลังบอกคุณว่าความเป็นเศรษฐีที่แท้จริง มันไม่ได้วัดกันที่วัตถุที่ มีอยู่ แต่มันดูที่ "ชีวิตจริงของคุณ" ว่าคุณมีชีวิตจริงเป็นอย่างไร? และ ทำอะไรอยู่ในแต่ละวัน, แต่ละนาที? นี่แหละคือ "ความหมายของคำว่า เศรษฐี" ในแบบฉบับของ "พ่อ (ไซย่า) รวยสอนลูก" อย่างไรละครับ!


"พลังไซย่า" พลังแห่งความมั่งมี-ศรีสุข และโชคลาภ-วาสนาทั้งปวง


ต่อไป คือ พลังไซย่าเป็นพลังที่ตรงกันข้ามกับพลังของดาวมฤตยูที่นำ โชคร้ายและภัยพิบัติมาสู่คน ดังนั้น พลังไซย่าจึงเป็นพลังแห่งความมี โชค พลังแห่งความมั่งมี-ศรีสุขและโชคลาภ-วาสนาทั้งปวง นั้นเอง นี่ แหละ เป็นสุดยอดแห่งความปรารถนาของคนในโลกนี้เลย ทว่า เฉพาะ คนที่มีบุญได้เสวยใช่มั้ยครับ ที่จะได้รับสิ่งดีๆ โชคดีเหล่านี้ เอาละ ชาว ไซย่าก็เหมือนผู้ที่มีอำนาจในการควบคุม "โชคดี" ทั้งหลาย ไม่ต่างไป จากชาวดาวมฤตยูที่มีอำนาจในการควบคุม "โชคร้าย" ทั้งหลาย อย่าง ที่บอกแล้วว่า "พลังบุญมันไม่เที่ยงและไม่อาจยึดมั่นได้" มันถูกจูนและ ดึงดูดได้ด้วย "พลังบางอย่าง" และพลังไซย่าก็ดึงดูดพลังบุญได้ ต่าง จากพลังมฤตยูที่ดึงดูดพลังกรรมของปวงสัตว์ นั่นหมายความว่าเมื่อคุณ ได้รับพลังไซย่า คุณก็จะมีบุญเข้าถึงตัวด้วย โดยที่คุณอาจไม่ได้อยากมี อยากเป็น แค่คุณไม่ปฏิเสธมันก็พอ พลังบุญจะเข้ามาเรื่อยๆ และถ้าคุณ ยอมรับมัน คุณก็จะได้รับมันได้ คนอื่นก็อาจมองว่าคุณไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ทำไม โชคดีจัง ทำไมคุณจึงได้รับอะไรต่อมิอะไรต่างจากคนอื่นจังเลย


"พลังไซย่า" ไม่ได้ทำให้คุณยึดมั่นหรืออยากรวย แต่โชคดีมันมาเอง?


สุดท้าย คือ พลังไซย่าไม่ได้ทำให้คุณยึดมั่น หรืออยากรวยแต่อย่างใด ไม่เลย ตรงกันข้าม พลังของไซย่าจูนได้ดีกับคนที่ใสมากๆ ไม่ได้มีความ อยากหรือยึดความร่ำรวยแต่อย่างใด ด้วยซ้ำไป ทว่า "มันมาเอง" ก็โชค ดีอย่างไรละครับ? มันถูกดึงดูดหรือถูกจูนมาด้วยพลังไซย่า โดยที่คุณไม่ ได้ก่อกรรมให้ได้มา ถึงแม้ว่ามันไม่ได้มากมายถึงขนาดใครบางคนในโลก นี้ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้คุณ "มีชีวิตดำรงอยู่" ในโลกนี้เหมือนเศรษฐี ได้อย่างแท้จริง บางคนอาจมองว่านี่เป็นการยึดมั่น, ความอยากหรือความ โลภหรือไม่? ไม่เลย มันเป็นธรรมชาติปรุงแต่งไปอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ ว่าคนที่เป็นเช่นนี้จะอยากหรือยึดมั่นในสิ่งนั้นๆ เลย เอาง่ายๆ นะครับ คนที่ มีธรรม เข้าถึงธรรมแล้ว มีปัญญาแล้ว ก็อาจมีชีวิตดำรงอยู่บนโลกได้ต่าง กัน เช่น บางคนอรหันตืแล้วแต่อยู่ในโลกอย่างยากลำบาก ก็มี, แต่บางคน ที่อรหันต์แล้ว อยู่บนโลกนี้อย่างสุขสบายเหมือนเศรษฐี ก็มีได้, เป็นได้ครับ สุดท้าย มันขึ้นอยู่กับ "การเลือก" ของคุณเอง หวังว่าคุณ จะมีปัญญาพอ ที่จะเลือกดำรงอยู่บนโลกนี้อย่างผู้มีปัญญา และไม่ต้องยากลำบากนะครับ จบ ...


9 ต.ค. 2555

"เสียงจากชาวไซย่า"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

มือถือ, คอมฯ, รถยนต์ ก็มี "จิตวิญญาณ" อยู่ แล้วชาวไซย่าเขาทำยังไง?

ไงเบื่อกระทู้ไซย่าหรือยังครับ ฮ่าๆๆ ผมว่าผมก็เบื่อๆ อยู่นะ อะไรๆ ก็ไซย่าๆ บ้าอ่ะป่าว อ่ะ อะไรแบบนั้น เอ้า แต่ก็ช่างมัน เถอะ ยังไงเนื้อหาสาระข้างใน มันก็โอเคอ่ะนะ ถึงแม้ว่ามันจะ มีแต่โม้ก็ตาม อ้าว เป็นงั้นไป เอ้า มีเรื่องเล่าละ เขาว่ากันว่า ในเครื่องมือที่คนใช้กันมากๆ ที่ มีความพิเศษหน่อย จะมีอะไรที่ เรียกว่าจิตวิญญาณ มาประจำ ด้วยนะ แล้วทีนี้ ชาวไซย่าเขา จะจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้ เรา ก็ลองมาโม้ เอ้ย มาคุยกันดูครับ


มือถือ, คอมฯ, รถยนต์ ฯลฯ ก็มีจิตวิญญาณเชื่อมโยงอยู่ด้วย!


เริ่มต้นจาก ของใช้ของคนเรานี่ครับ บางชนิดมันจะอายุไม่นาน ก็พังไป บางอย่างก็นาน ไม่เท่ากัน มีความซับซ้อนและความ พิเศษที่ต่างกันไป "ทุกอย่างมีพลังวิญญาณเชื่อมโยงอยู่" แต่ มันจะมีระดับที่ไม่เท่ากันนะครับ เช่น พัดธรรมดาๆ ที่ใช้แล้วพัง ไป ก็จะมี "จิตวิญญาณเทพผู้สร้างพัด" เชื่อมโยงอยู่ แต่ท่าน จะอยู่ข้างบน เป็น "ตัวตนในมิติที่สูงขึ้น" นะครับ จะไม่ลงมาที่ พัดหรืออยู่ในพัดละ ยกเว้นพัดพิเศษของคนพิเศษ อาจมีได้บ้าง บางครั้ง บางคราวครับ ทีนี้ ของบางชนิด ก็มีพลังวิญญาณมาที่ มันด้วย ประจำอยู่กันมันเลยก็มี แต่เป็นจิตวิญญาณระดับล่างลง ไปนะครับ ยังไม่ได้อยู่ในมิติที่สูงเท่าไร เช่น มือถือ, รถยนต์ และ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดตัวมนุษย์ หรือเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตหรือจิตใจ ของคนมากๆ ก็จะมีจิตวิญญาณระดับต่ำๆ เช่น จิตวิญญาณภาค มืด มาอยู่ด้วยได้ครับ ดังนั้น เวลาคนเอาไปใช้ ก็จะถูกพลังมืดนั้น ครอบงำได้ครับ เช่น เวลาเด็กมีเงินไปซื้อมือถือมาใช้ ก็จะติดมาก ใช้จนเหมือนไม่มีสติเลยอะไรแบบนั้น นี่เพราะพลังมืดครอบงำครับ เอาละ ยกตัวอย่างพอเป็นพิธี แต่อย่าเพิ่งตกใจไปละ เพราะเดี๋ยวก็ จะมีวิธีจัดการกับสิ่งเหล่านี้ ให้เป็นของใช้ของเรา ไม่ใช่เป็นเจ้าเป็น นาย มาครอบงำชีวิตเรานะครับ อย่างไร? ลองคุยกะช่าวไซย่าครับ


ปีศาจมือถือ, คอมฯ, รถยนต์ ฯลฯ มีตัวพญาและตัวบริวารอยู่ด้วยอ่ะนะ


ต่อไป เราจะเล่าเรื่องปีศาจในมือถือ, คอมพิวเตอร์, อินเตอร์เน็ต, รถยนต์ และอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะที่มนุษย์ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ที่ "มีความพิเศษ" มากๆ นั่นแหละ มันเกิดจาก "ผู้สร้าง" เป็นตัวพญา แล้วเขาก็มีบริวารอยู่ ในภพมืดใต้พิภพ แล้วเขาก็จะดึงออกมา ปลดปล่อยออกมา แล้วก็มาอยู่ ประจำที่สิ่งที่เขาสร้างละ รอให้คนมาซื้อก็จะไปอยู่กับคนซื้อและครอบงำ คนซื้อได้ด้วยละ ขึ้นอยู่กับว่าของพิเศษแค่ไหน? ยิ่งพิเศษ ก็ยิ่งมีตัวที่ยิ่ง ใหญ่ เจ๋งๆ ฤทธิ์มากๆ ประจำอยู่ด้วยอ่ะนะ เอาละ เขาก็อาจจะเริ่มต้นจาก "พลังมืด" แต่เมื่อได้รับการปลดปล่อยออกมาอยู่กับสิ่งของแล้ว เราเอา ไปใช้ในทางที่ดีสร้างสรรค์ เขาก็จะได้รับการ "ชำระล้างและสร้างใหม่" ได้ครับ ตอนแรกที่เราเอามาใช้ เขาอาจครอบงำเรา ทำให้เรามืดและหลง มันมากๆ ใช้มันแบบว่าเมามันมากๆ เสพติดมันมากๆ แต่พอเราใช้ไปทาง ที่ดี เขาก็จะดีขึ้นและหลุดพ้นได้ครับ ถึงเวลานั้น "เราจะรู้จักใช้อย่างพอ ดี" เอง เช่น ใช้มือถือแต่พอดี ไม่มากเกินไป ไม่เสพติดมากไป แต่ว่าถ้ามี การนำไปใช้ทางลบบ่อยๆ เขาก็จะมืดลง และเราก็จะมืดลงด้วยครับ ในที่ สุด ก็อาจนำพากันไปสู่ภพมืด ยากจะเยียวยา อันนี้ก็โทษใครไม่ได้นะครับ สรุป ก็คือ ตัวพญาจะอยู่กับผู้สร้างสิ่งของ, ส่วนตัวบริวารจะอยู่กับสิ่งของ ที่ถูกสร้าง พวกเขาจะถูกปลดปล่อยออกมาจากภพมืด แล้วรอการชำระ ก็ จะมีพลังงานที่ดีได้ แต่ต้องผ่านการชำระล้างด้วยการสร้างสรรค์ก่อนครับ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

พลังมาร, พลังมืด, พลังอสูร, มนต์ดำ อะไรก็ใช้ได้ทั้งนั้นแหละ ถ้ารู้จักใช้อ่ะนะ

ฮาโหลๆ วันนี้มาช้าหน่อยนะครับ ต้องขอโทษทีติดธุระ อ่ะ แต่มีเรื่อง เจ๋งๆ มาโม้ เอ้ยเล่าให้ฟังอีกแล้วก็ คือ เรื่องการใช้พลังงานด้านลบเช่น พลังภาคมืด, ภาคมาร, ภาคอสูร ฯลฯ มันก็ได้นะ ถ้ารู้จักใช้ มันก็ไม่เป็นลบ ไปซะหมด เรียกว่า มันพลิกผันกลับ เป็นบวกได้ไงคร้าบ อ้าว แล้วจะใช้ยัง ไงให้มันพลิกกลับมาเป็นบวกได้ละ อันนี้ละ ไม่ช่ายง่ายๆ เพราะคนทั่วไป ทำไม่ได้หร้อก ต้องเราชาวไซย่าเท่านั้น ถึงจะได้ หุๆๆ เอาละ จะโม้ เอ้ยเล่าให้ฟัง


ทุกอย่างนี้ ไม่มีอะไรผิดหรือเป็นลบหรอก มันขึ้นอยู่กับเราใช้ตะหากเล่า?


เริ่มแรกนะ ทุกอย่างในจักรวาลนี้ มันไม่ได้มีดี-ชั่ว, ถูก-ผิด, บวก-ลบ ใน ตัวมันเองหร้อก แต่ถ้ามันถูกใช้ไปในทางบวก มันก็เป็นบวกได้, ถ้ามันถูก ใช้ไปในทางลบ มันก็เป็นลบได้, ถ้ามันถูกใช้ไปในทางที่ดี มันก็ดีได้, แต่ ถ้ามันถูกใช้ไปในทางที่ไม่ดี มันก็ไม่ดีได้ เอาละ สรุปแว่ เอ้ยว่า ยังไงก็ยัง งั้น ก็แล้วกัน เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา, ส่วนเรื่องของเรา ก็อยู่ที่ว่า เราจะใช้มันยังไง ใช่มั้ยละคร้าบ? ดังนั้น ทั้งพลังภาคมืด, พลังภาคมาร, ภาคไหนต่อมิอะไร ก็ช่างมันเถอะ อยู่ที่เราจะใช้มันไปทางไหนตะหากเล่า


สำหรับพวกเราชาวไซย่าแล้วละก็ สามารถใช้พลังทุกอย่างเป็นบวกได้


ต่อไป ถ้าคุณอยากจะใช้พลังทุกอย่างไปในทางสร้างสรรค์หรือเป็นบวก ละก็ คุณอาจทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตามกำลังของคุณเอง แต่สำหรับพวก เราชาวไซย่าแล้วละก็ เรามีธรรมชาติที่สร้างมาให้สามารถใช้พลังไปใน ทางบวกได้เสมอ เราจึงเป็น "ต้นแบบของการใช้พลังงานไปในทางบวก" สำหรับจักรวาลนี้ครับ ดังนั้น เราทำได้ 100% เพราะเราเป็นแบบนี้ แต่ถ้า คุณจะทำอย่างเราบ้าง ก็จะได้ไม่ถึง 100% แต่ก็ไม่เป็นไร สัก 50-75% ก็ถือว่า ดีมากๆ แล้วละ โอเค? ดังนั้น เมื่อคุณคิดจะใช้พลังงานแบบเรา ก็ ควรที่จะ "เปิดใจยอมรับพลังทุกอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่าง" ได้ว่ามันคือธรรมะ ธรรมชาติ อย่างหนึ่ง ก็เท่านั้นเอง มันไม่ได้มีความถูก-ผิด, ดี-ชั่ว, บวก- ลบ ฯลฯ อะไรในตัวของมันเองเลย มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง มาตั้งแต่ ต้น เอาละ ผมไม่ได้บอกว่าให้คุณไปใช้พลังมาร, พลังมืด แล้วก็จะได้เป็น เหมือนผมนะ เพราะคุณยังห่างชั้นจากพวกเรา มั๊กๆๆๆ ม้ากกกกก เอาละ ถ้าคุณยกระดับตัวเองมาใกล้เรามากขึ้นเท่าไร ก็จะใช้พลังงานด้านลบได้ เอง โดยไม่เกิดปัญหา แต่ถ้าคุณยังไม่ถึงระดับก็ละเว้นการใช้ น่าจะดีกว่า


นั่นก็หมายความว่า ทุกอย่างที่มีอยู่ในธรรมชาติ คุณก็ใช้ได้ทั้งนั้นนั่นแหละ


ต่อไปถ้าคุณยกระดับถึงระดับของชาวไซย่าได้ ไม่ว่าจะกี่ % ก็แล้วแต่คุณ ก็จะมีความสามารถในการใช้พลังงานด้านลบได้ โดยที่มันไม่เป็นลบ แถม ยังแปลงเป็นบวกได้อีกตามแต่กำลังความสามารถของคุณก็แล้วกัน ฉะนั้น ทุกอย่างที่มีอยู่ในธรรมชาติ คุณจึงใช้ได้ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็น ยาบ้า ก็ ดี, การพนัน ก็ดี, สิ่งผิดกฏหมาย ก็ดี, อาวุธสงคราม ก็ดี ฯลฯ คุณก็ใช้ได้ ทั้งนั้น ตามกำลังความสามารถในการใช้ของคุณ ว่าคุณจะใช้ไปในทางที่ ดีได้มากแค่ไหนก็เท่านั้นเอง แต่ระหว่างที่คุณยังไม่มีพลังของไซย่า คุณก็ ไม่ควรใช้นะครับ เพราะมันอาจส่งผลลบต่อคุณได้ก่อน เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่ เตือน เอาละ ยกระดับขึ้นไปให้ได้เหมือนพวกเราชาวไซย่า แล้วคุณก็จะทำ ได้เอง นั่นแหละ เรียกว่า ทุกอย่างคือธรรมชาติ แต่คนแต่ละคน จะมีธรรมะ ธรรมชาติ ของการทำกิจ, ใช้สิ่งต่างๆ, รับสิ่งต่างๆ, เสวยสิ่งต่างๆ ฯลฯ ได้ ต่างกัน มันก็เท่านั้นเองแหละ ใครมีกำลังใช้อะไรได้ เขาก็จะใช้มันได้คร้าบ


เราก็เหมือนพวกไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ใช้แต่ของคนอื่นเขาทั้งน้านหละ


ทีนี้ พวกคุณอาจมองพวกเราชาวไซย่า เหมือนว่าไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง เพราะใช้แต่ของคนอื่น ทว่า จริงๆ แล้วเรามีมากมาย ซุปเปอร์เลยละ แต่ว่า เราไม่ได้เอามาใช้ เราเก็บไว้อย่างดี ไว้ใช้สำหรับตัวเราเอง ตะหากละ คุณ ก็เลยอาจมองเห็นเปลือกนอกของเราเหมือนว่าเราไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง เลย นั่นแหละ การไม่ใช้พลังของตัวเองออกไปให้เสียเปล่า (เพื่อจะได้เก็บ ไว้ใช้เพื่อสมดุลของตัวเองไงเล่า) แต่ใช้แต่ของคนอื่น ไม่ใช่ขโมยนะ แล้ว ก็ไม่ใช่การแลกเปลี่ยน มันเป็นธรรมชาติที่ไหลเวียนไม่อาจยึดเป็นของใคร ได้ เราก็เลยหยิบมาใช้ ก็เท่านั้นเอง นั่นก็คือ เทคนิกในการใช้พลังงานของ เรา เราก็เลยไม่ค่อยสูญเสียพลังชีพไปกับการทำกิจอื่นๆ และคนทั่วไป จึง มองไม่ออกว่าเรามีพลังอะไรกันแน่เพราะเราไม่ได้ใช้ออกไปไงละ ซึ่งเหล่า มนุษย์โลก จะฝึกฝนเพื่อทำให้ได้อย่างเราบ้าง แม้ไม่ 100% ก็ได้นะ เขา เป็นพวกที่ฝึกฝนได้ เรียนรู้ได้หมดทุกอย่างอยู่แล้วนี่นาแม้ว่าจะไม่เก่งที่สุด เหมือนพวกต่างดาว ก็ตาม แต่มนุษย์โลกก็เรียนรู้ได้หมดทุกๆ อย่างเช่นกัน


เราไม่ใช่ครูผู้สอน, ไม่ใช่นักอธิบาย หรือนักสื่อสาร เราก็แค่ "เม้าท์ๆๆ"


เอาละ ทีนี้ มาดูการทำกิจของเรา ชาวไซย่ากันบ้าง ปกติแล้ว พวกเราก็ ไม่ได้ทำอะไร เป็นชิ้นเป็นอัน นักหรอก หรือกล่าวง่ายๆ ว่าไม่ได้ทำอะไร เลย ก็ว่าได้ ฮ่าๆๆ จะให้เราไปสอนคนอื่นเขาแบบพวกดาวพฤหัสฯ เราก็ ไม่ทำ, จะให้เราไปอธิบายธรรม ให้คนเข้าใจกระจ่างแจ้ง แบบพวกที่มา จากพระอาทิตย์ เราก็ไม่ทำ, จะให้เราไปสื่อสารเหมือนพวกที่มาจากดาว พุธ นี่ก็ไม่ใช่เราอีก เราก็แค่ "เม้าท์ๆๆๆ" ไป เหมือนกะมนุษย์ปุถุชน ที่มา เจอกัน ก็คุยกันธรรมดา เราไม่มีอะไรที่เกินไปกว่านั้นหรอก ก็แค่คุยกันก็ แค่นั้นเอง ไม่ได้มีตัวตนของผู้คุยว่าเป็น "คุณครู" หรือไม่, "นักบรรยาย" หรือไม่, "นักสื่อสาร-สื่อมวลชน" หรือไม่? ก็ไม่มีเลย ไม่มีตัวตนตัวไหน ที่รองรับการเม้าท์ของเราเลย ฮ่าๆๆ ไม่ใช่ว่าเราไปพูดในฐานะตัวตนของ คุณครู, นักบรรยาย, หรือว่าสื่อมวลชนสักหน่อย ก็ไม่ใช่ เราก็แค่เม้าท์ๆ ไปตามธรรมะ ธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไป ไม่ใช่เพราะด้วย "มีตัวตน" มา ให้เราๆ จึงพูดซะหน่อย ก็หาไม่ เพราะเหตุนี้แหละ กิจของเรามีแค่นั้นเอง


เราอยู่เหนือ "ตัวตนทุกตัวในระบบสุริยจักรวาลนี้" เราเลยไม่ติดดาวใดๆ


เอาละ ทีนี้ เพราะเหตุว่าเราไม่มีตัวตน ไม่ติดตัวตนใดในดาวดวงใดที่อยู่ ในระบบสุริยจักรวาลนี้ เราจึงไม่มีตัวตนในดาวเหล่านั้นจะเป็นตัวตนของ นักทำนาย, นักพยากรณ์มั้ย ก็ไม่มีอีกแหละ เราก็เลยไปพ้นเหนือดาวทั้ง หลายในระบบสุริยจักรวาลโน่น เราจึงรู้ว่าทุกตัวตนที่ยังวนเวียนอยู่ในนี้ ในระบบสุริยจักรวาลนี้ "ยังมีตัวตนกันอยู่ในดาวต่างๆ มิติต่างๆ" ไม่ใช่ ผู้ที่หมดสิ้นตัวตน-ชาติภพแล้วก็หาไม่ เอาละ เราเองก็ยังมีตัวตนเหมือน กัน ทว่า ตัวตนของเราอยู่สูงกว่า, เหนือกว่าระบบสุริยจักรวาล ก็เลยได้ เห็นอะไรๆ ในระบบสุริยจักรวาลนี้ ได้มากกว่าตัวตนที่อยู่ต่ำกว่าลงไป ก็ เท่านั้นเอง มีอยู่หลายตัวตนมาก ที่หลงคิดว่าพวกเขาหมดสิ้นตัวตนแล้ว และได้นิพพานแน่นอน ทว่า เรายังเห็นตัวตนของเขา เวียนว่าย-ตายเกิด อยู่ในระบบสุริยจักรวาลนี้ ยังไม่อาจออกไปเหนือกว่านั้นได้เลย บางพวก ก็ไม่ติดดาว ไม่ไปเกิดในดาวดวงใด ทว่า "หลงล่องลอยเท้งเต้งอยู่แต่ใน ที่ว่างระหว่างระบบสุริยจักรวาลนี้" ก็มี เอาละ อย่าตกใจ แค่เล่าให้ฟัง ก็ เท่านั้นเอง เพราะที่แย่กว่านี้ก็ยังมีอีกเยอะแยะ โดยเฉพาะ ที่อยู่ใต้โลกนี้


มนุษย์โลกที่มีนิสัยเปลือกนอกคล้ายเรา ก็อาจรับพลังของเราได้ แต่ทว่า?


สุดท้าย พลังของเราชาวไซย่า ได้เชื่อมโยงมายังโลกด้วย และก็มีมนุษย์ โลกมากมายหลายคนรับพลังของเราได้ เพราะมี "นิสัยเปลือกนอก" ซึ่ง คล้ายคลึงกับพวกเรา ทว่า "แก่นแท้ข้างในพวกเขา" ต่างจากเรามาก ก็ เลยเกิดปัญหา คือ พวกเขาได้พลังของพวกเราไปใช้ได้แค่ระยะหนึ่ง เท่า นั้นเอง จากนั้น พวกเขาก็จะสิ้นท่า เพราะของมันไม่ได้ดีแท้จากข้างในยัง ไงละ เอาละ เรากำลังบอกแค่ว่าพลังของเราไม่ได้ลึกลับหรือหายากอะไร ทว่า คนที่ได้รับ ได้รับง่าย ก็อาจสูญเสียไปได้ง่ายเช่นกัน เมื่อพวกเขาได้ สูญเสียพลังของเราไปแล้ว ก็จะมีชีวิตที่ตกอับ และมีปัญหาชีวิตมากมาย


หมดเวลาของเราละ ไปก่อนละกัน ...


2 ต.ค. 2555

"เสียงจากชาวไซย่า" รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

มาปรับเปลี่ยนพลังเป็นพลังของชาวไซย่ากันได้แล้ว ง่ายๆ อย่างนี้

เฮ้ย นี่มันเกิดอะไรขึ้น เข้าเว็บมั้ยดั้ย ไปวันหนึ่ง เอาละ วันนี้ก็มาทำงานต่อ อ้อ เรื่องที่จะคุยกันคือ เรื่องการเปลี่ยน พลังงานที่ใช้อยู่แต่เดิม (ของเก่า) มา รับพลังงานใหม่ ซึ่งในปีนี้ ผมแนะนำให้ ใช้พลังของดาวไซย่าไปก่อน เพราะว่า พลังงานอื่นๆ ล้วนมีผลกระทบต่อภัยพิบัติ น่ะครับ เอาละ ทีนี้ ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยน ไปใช้พลังของดาวไซย่า จะทำอย่างไร? เรามาคุยกันแบบง่ายๆ กันเลยดีกว่าครับ


สยบพลังของตัวคุณเองให้ได้ก่อน ไม่ใช่สลายพลัง หรือให้พลังคนอื่น?


อย่างแรก เราจะมาเริ่มต้นกันที่ การปรับฐานพลังงานของชาวไซย่าที่จะ ปรับพลังงานภายในของตัวเองที่มีอยู่มากมาย ให้เสมือนกับว่าไม่มีพลัง อะไรเลย เหมือนเป็น 0 ฉะนั้น เหมือนคนปกติธรรมดา อย่างนั้น ซึ่งชาว ดาวอื่นๆ เขาทำกันไม่ได้ ต่างดาวส่วนใหญ่ เวลาปรากฏกายก็จะมีพลัง งานแผ่ออกมาด้วย เป็นพลังงานเฉพาะแบบของดาวนั้นๆ เขาจึงมีอะไร ที่แตกต่างจากคนธรรมดาครับ แม้ว่าจะแฝงร่าง แฝงกายในมนุษย์ก็ตาม ก็ยังมี "พลังงานเฉพาะตัว" ทำให้เราจับสังเกตุได้ครับ ทว่า สำหรับชาว ดาวไซย่าแล้ว จะเหมือนมนุษย์ปกติมาก เพราะเขามีวิธี "ซ่อนพลังงาน" โดยการเก็บพลังงานได้ดี ทำให้พลังงานไม่แผ่ออกจากตัว เหมือนว่าไม่ มีพลังงานอะไรแบบนั้นเลย ซึ่งเมื่อเราสัมผัสเขาได้ว่าเขาไม่มีพลังงานนี้ ไม่ใช่ให้เราไปทำลายพลังงานของเราเองด้วยการสลายพลังภายในหรือ การถ่ายทอดพลังงานของเราให้คนอื่นไปหมดนะครับ (เพราะคนที่รับเอา พลังของเราไปอาจใช้ไม่เป็น และเกิดภัยได้) ดังนั้น มันจึงไม่ใช่การสลาย พลังให้เป็น 0 หรือการถ่ายพลังให้ผู้อื่นจนหมด แต่มันคือการควบคุมพลัง จนทำให้สงบนิ่งได้ราวกับว่าไม่มีพลังอะไรเลย ต่างหากละครับ เอาละ ใน ครั้งก่อน สังขารผู้ถ่ายทอดข้อมูลนี้ ได้ทดสอบระเบิดพลังไปแล้ว แต่เขาก็ ยังไม่ผ่าน เพราะพลังงานเก่าของเขายังเหลืออยู่และเขาควบคุมมันยังไม่ ได้ดีพอ พลังความร้อนจึงกระจายออกไปด้วยขณะระเบิดพลัง ซึ่งเขาก็จะ ต้องสอบซ่อม คือ ระเบิดพลังใหม่อีกครั้ง เพื่อให้สำเร็จตามแบบไซย่าครับ


ระบบพลังงานสองส่วน คือ ภายนอกและภายใน ควรใช้พลังนี้อย่างไร?


ต่อไป คือ เรื่องระบบการใช้พลังงานของชาวดาวไซย่า ซึ่งจะมีเทคนิก ที่แตกต่างจากชาวดาวอื่นๆ บ้าง คือ เขาใช้พลังงานได้ทั้งพลังภายใน และพลังภายนอก แต่เขาจะใช้ต่างกันนะครับ ดังนี้ 1. พลังงานภายใน เขาจะใช้เพื่อ "หล่อเลี้ยงร่างกายและเพื่อความสมดุล" เท่านั้น จะไม่มี การดึงเอาไปใช้ในการต่อสู้หรือทำกิจอื่นๆ นะครับ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ สูญเสียพลังชีพ ที่ใช้ในการรักษาสมดุล ของชีวิตเลย 2. พลังงานภาย นอก เขาจะใช้เพื่อทำกิจต่างๆ หรือเพื่อต่อสู้หรือป้องกันตัวเช่น พลังงาน ที่ได้จากศัตรู ก็ใช้ในการต่อสู้กับศัตรูเอง นั่นแหละครับ คล้ายๆ หลักการ ของไทเก็กในการยืมแรง ทว่า เขาจะมีการแปลงพลังงานให้เป็น + ก่อน เพื่อจะได้ไม่ส่งผลกระทบด้านลบต่อใครครับ (ไทเก็ก ไม่มีการแปลงพลัง ให้เป็นบวกก่อน ผู้ถูกกระทำจึงได้รับผลกระทบรุนแรงได้) เอาละ พอเข้า ใจหลักการใช้พลังงานที่แตกต่างของชาวไซย่าและนะครับ ซึ่งวิธีแบบนี้ ชาวดาวอื่นๆ จะทำไม่ได้ เพราะระบบภายในเขาต่างกันครับ แต่มนุษย์นั้น สามารถเรียนรู้จากชาวไซย่าได้ครับ (เพราะมนุษย์มีพลังของไกอา ที่ทำ ให้เรียนรู้ได้ทั่วจักรวาลไงครับ) ดังนั้น มนุษย์จึงจะเป็นผู้ที่จะรับพลังของ ชาวไซย่าได้ และผู้ที่จะใช้พลังงานแบบ ชาวไซย่า ได้ จึงมีแต่ชาวไซย่า และมนุษย์โลก ที่ผ่านการฝึกจนสำเร็จ ในแบบชาวไซย่าแล้ว เท่านั้นเอง


เอ้า หัดโง่ให้เป็นซะมั่ง ทำเป็นแต่ฉลาด ทำเป็นแต่รู้อยู่นั่นแหละ


ฮ่วย รู้อะไรมากมาย แค่นั้นพอแล้ว ยิ่งติดรู้มาก ก็ไปไม่พ้นดวง อาทิตย์เน้อ จะไปเหนือระบบสุริยจักรวาลได้ ต้องพ้นรู้แล้ว โง่ซะ บ้าง โง่ให้มันเป็น ถ้าโง่ไม่เป็น โง่แล้วโง่เลย อันนั้น ช่วยไม่ได้ ตัวใครตัวมัน อยากโง่เอง เอาละ มันก็ไม่มีอะไรอ่ะนะ แต่ว่ามัน ไม่ใช่วิถีแบบคนฉลาด หรือสายปัญญา มันเป็นสายฤทธิ์ ถ้าจะ เปลี่ยนมาสายฤทธิ์ ก็อย่าติดฉลาดเกินไป มันจะออกนอกสาย ปัญญาไม่ได้เสียที แล้วทีนี้ มันก็จะไม่เจอกะพลังของไซย่านะ คร้าบ เอาละ ถามหน่อยถึง มั่วเป็นมั้ย? ทำอะไรแบบไม่ต้องมี ความรู้มาก่อนเลยน่ะ? แบบมั่วไปเลย ลองผิด ลองถูก สุ่มๆ ไป เลย ถ้าทำไม่เป็นก็ซวยว่ะ 555 เอ็งซวยแล้วมาโทษข้าไม่ได้นะ เรื่องของเอ็ง อยากมั่วไม่เป็น เอาละ ถ้ามันมั่วเป็น มันก็ไม่ซวย นะ อันนี้ ขอบวกไว้ก่อน มั่วๆ สุ่มๆ เสี่ยงๆ แล้วก็ "แล้วแต่โชค" โอเค? ไม่ต้องไปรู้ก่อน ไม่ต้องไปเข้าใจอะไรก่อน ไม่ต้องให้มี โพยมาบอกก่อน มั่วไปเลย มั่วผิดที่ผิดทาง ก็ซวยเน้อ มั่วเป็น เมื่อไรจะโชคดี ข่อยสิบอกให้ 555 เอาละ สอนกันไม่ได้ว่ะ ไม่ รู้จะสอนยังไง สอนไม่เป็น โม้เป็นอย่างเดียว เข้าใจมั้ย ถ้าไม่ เข้าใจก็โอเค ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน 555 ไปกันได้ว่ะ 555


เฮ้นี่นาย ฉันไม่ได้ทำเป็นเล่นๆ นะ แบบนั้นน่ะ เป็นพวกดาวพระเกตุ


นี่อย่าเหมาว่าข้าทำเป็นเล่นๆ ละ เอ็งต้องเข้าใจว่าข้าไม่ได้มาจาก ดาวพระเกตุ ซึ่งดาวพระเกตุนั้น เขาชอบเล่น ติดเล่นเป็นเด็กๆ จะ ทำอะไรก็ได้แค่เด็กทำ มันไม่เวิร์กหรอก ทำแบบเล่นๆ น่ะ ข้าไม่ได้ จริงจังอะไรมาก แต่มันก็ไม่ใช่การเล่นๆ หรือติดเล่นแบบเด็กๆ ละนี่ เข้าใจไว้ด้วยเน้อ แม้ว่าจะดูเหมือนโม้ แต่ว่า "ข้าไม่ได้โม้" นะเฟ้ย แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะไม่เข้าใจ เพราะมันไม่เข้าใจอยู่แล้ว 555 ว่าไงละ เอ็งเข้าใจที่ข้าพูดมั้ย? ถ้าเข้าใจ อธิบายให้ข้าฟังด้วยนะ ก็ ข้าไม่เข้าใจว่ะ เหอะๆๆ เอาเป็นว่า "ข้าไม่ได้เล่นๆ" นะ จะบอกให้ ข้า เป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำอะไรได้จริงๆ เต็มที่ ไม่เหมือนพวกดาวพระเกตุ ซึ่ง ยังเป็นเด็กกันอยู่ทั้งน้าน ถ้าจะเชื่อมต่อพลังกับข้า ก็อย่าหลงทางไปที่ ดาวพระเกตุ เพราะหลงคิดว่าเขาเล่นๆ เข้าละ เพราะข้าเอาจริง แต่ไม่ ได้จริงจังอะไรหรอก? อ้าว ตกลงจะเอายังไง? ใครรู้ช่วยบอกที เหอะๆๆ


ยอมรับซะว่าแกน่ะติงต้องตัวพ่อ ขี้โม้ตัวแม่ มั่วตัวลูกและไม่ได้เรื่องตัวแก


เอาละ ยอมรับซะเหอะว่าแก มันทั้งขี้โม้ ติงต้อง แล้วก็มั่ว ไม่ได้รู้เรื่องอะไร เลย ห่วยแตก ใช้ไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เรื่องทั้งน้าน 555 แล้วจะทำไม เป็น แบบนี้แล้วมันยังไง? ไม่เป็นแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้นตรงไหน? อ่ะ ก็แค่ยอมรับ ไปก็เท่านั้น ไม่เห็นมันจะเป็นอะไรเลย ชาวไซย่าอย่างเรา เป็นผู้ยอมรับได้ ทั้งนั้นแหละ แต่รับมาแล้วมันก็ไม่ได้ติดลบนี่ มาแล้วเป็นบวกทั้งนั้น เลยไม่ ใช่คนขี้กลัว ขี้ปฏิเสธ ปฏิเสธจนติดเป็นนิสัย ไอ้นั่น ก็ไม่ใช่, ไอ้นี่ ก็ผิด ฯลฯ เลยสุดท้ายปฏิเสธโลก, ปฏิเสธสังคม, ปฏิเสธสมมุติ, ปฏิเสธไปหมด เย้ย แล้วทีนี้ มันจะอยู่กะอะไรละ? ก็ต้องโดดเดี่ยวนะสิ เพราะจะเอาแต่นิพพาน ไง เอาแต่อะไรที่มันเห็นว่าใช่ แค่อย่างเดียว แล้วมันก็เลยโดดเดี่ยวไงละ! ทั้งที่ มันไม่ต้องปฏิเสธอะไรเลย ทุกอย่างนั่นแหละ นิพพาน นิพถ้วย นิพไห โอ้ย ได้ทั้งนั้นแหละ ยอมรับมันซะทุกอย่าง นั่นแหละ จะไปกลัวอะไรในเมื่อ มันไม่ติดลบอยู่แล้ว บวกได้ทั้งหมดอยู่แล้ว แล้วจะกลัวอะไร ปฏิเสธอะไร? อีกเล่า ยอมรับไปซะ แล้วก็ทำให้มันเป็นบวกซี 555 จะโง่ไปปฏิเสธทำไม


อธิบายจนติดนิสัย ก็โอเคอ่ะ ถ้าเบื่อเมื่อไรก็จะได้เลิกอธิบาย โม้ดีกว่า 55


แล้วบางคนก็อธิบายเก่งนะ ขยันอธิบาย ให้กระจ่าง สว่างแจ้งเป็นดั่งแสง อาทิตย์ โอเคอ่ะ เวิร์ก เก่งว่ะ แต่ก็งั้นๆ ละ สู้โม้ไม่ได้ โม้ดีกว่า ยาวๆ เยอะๆ ไม่ต้องเข้าใจ เข้าใจแล้วมันติดใจ มันคาอยู่ในใจ มันดองอยู่ในใจ มันเลย มี "ขยะในหัวใจ" 555 อยากลืมเทอร์ ก็ลืมไม่ลง ปลงไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะเอา เทอร์ออกไปจากหัวใจได้อย่างไร? โอ้ย ยิ่งไปฟังธรรมะดีๆ อธิบายเก่งๆ ก็ นะ ขยะเต็มหัวใจเลย เก็บมาเยอะ มาย่อย มาทำความเข้าใจ มาไว้ในใจก็ มากมาย ใจเลยไม่ใสปิ๊งๆๆๆ ว้าย อะไรนั่น ขี้! อยู่ในหัวใจ ยี้ ... ไปเอาขี้มา ไว้ในใจ เพราะเห็นว่ามันดี, มันถูก, มันเป็นธรรมะ, มันเป็นอะไรที่ถูกใจ ก็ ไป "เก็บอยู่ในหัวใจ" ดวงนั้น โอ้ย อย่าให้ร้องเป็นเพลง เดี๋ยวต้นฉบับเขา จะขายไม่ออก โฮ่ๆๆ เพราะเราหล่อเกินไป อ่ะจึ๋ย ตลก เอ้ย ตกลงว่า แม้ว่า โม้แล้วจะไม่มีใครเข้าใจ ก็ไม่เป็นไร เพราะ "หัวใจยังใสอยู่" ไงล่า ... ถ้า เข้าใจมากๆ อธิบายเก่งๆ มันก็เข้าใจหมด ขยะเลยเต็มหัวใจไงละจ๊ะ ที่รัก


ตลก ก็คล้ายแต่เราเจ๋งกว่าเยอะ, โกหก ก็เหมือนแต่เราใช่กว่ามาก หุๆๆ


เออแล้วอย่าเผลอหลงทางไปเจอะ พวกตลกเข้าละ ไม่ใช่พวกเรานะ มัน มีตั้งแต่ตลกธรรมดา ไปจนถึงตลกร้าย ระวังให้ดีละ เพราะพวกเขาไม่เจ๋ง เท่าเรา เจอแล้วเดี๋ยวจะจ๋อย ต้องเจอพวกเราจริงๆ ถึงจะรู้ว่าเจ๋งกว่าตลก เยอะ เออ แล้วพวกขี้โกหกก็ไม่ใช่พวกเราน้าตัวเอง เพราะเราไม่ได้โกหก ไม่ได้โม้ เรามีใจใสซื่อ พูดจริงตรงใจของเราทั้งน้าน โกหกใครไม่เป็นครับ ไม่เชื่อลองเป็นแฟนกันดูสิ อ่ะจ้าก ล้อเล่น เดี๋ยวถ้าเราดังขึ้นมา จะมีคนมา เลียนแบบทำเป็นตลกบ้าง ก็ไม่เจ๋งแบบเรานะ, หรือมีคนโกหกมาทำตัวให้ คล้ายๆ เราบ้าง นี่ก็สู้เราไม่ได้อยู่ดี ก็บอกแล้วไง เราเหนือชั้น เจ๋ง กระเด้งๆ ได้ดีกว่าพวกชอบโกหก และพวกชอบตลก เยอะแยะเลย แบบว่ายังไงดีละ มันอธิบายไม่ได้ อธิบายไม่ถูก บอกได้คำเดียวว่า "มันสวดยอด" มากเลย เอาละ สังขารเริ่มสับสนนิดหน่อย วันนี้ เอาแค่พอเล็กน้อย ไปก่อนละคร้าบ


29 ก.ย. 2555

"เสียงจากชาวไซย่า"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การแพทย์ระดับควอนตัม ช่วย "สร้างใหม่" ซ่อนพลังภายในท่านได้ไม่ต้องกำเนิดใหม่

ที่รัก เหล่าเด็กแซ่บทั้งหลาย นี่เป็นอีกก้าวกระโดด หนึ่ง ที่จะช่วยให้ท่านเลื่อนระดับขึ้นได้ ช่ายแล้ว เรากำลังนำพาท่านเข้าสู่วิทยาการขั้นสูงขึ้นไปอีก และท่านต้องบินสูงขึ้นไปอีก ตอนนี้ภาษาทางโลก น่าจะเรียกว่า "ควอนตัม" สินะ มันเป็น วิทยาการ ในสากลจักรวาลที่พยายามเชื่อมต่อลงมายังโลก มนุษย์และผู้ที่รับมันได้ก็ได้เสนอทฤษฎีนั้นขึ้นทว่า มันยังไม่สมบูรณ์นัก มันยังขาดหายไปมาก และ ทำให้มนุษย์โลกเข้าใจในสิ่งนี้น้อยมาก ดังนั้น เรา จำเป็นที่ต้องเชื่อมต่ออีกครั้ง เพื่อให้ท่านเกิดความ เข้าใจในเรื่องนี้อย่างชัดเจนยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะมันมี ความสำคัญกับขั้นตอน "การสร้างใหม่" และการ กำเนิดใหม่ อันนำไปสู่การเลื่อนระดับในที่สุด ดังจะ อธิบายแก่ท่านต่อไปนี้


เพื่อให้ท่านเข้าใจถึงพื้นฐานของ "การแพทย์ระดับควอนตัม" เราจะขอ อธิบายหลักการพื้นฐานของ "สรีระวิทยาระดับควอนตัม" ให้แก่ท่านก่อน กล่าวคือ ตัวตนที่ท่านเห็นนั้นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แต่เป็นเพียง "แสงจาก ดวงอาทิตย์ที่สะท้อนเข้าตาของท่าน" ตาของท่านยังไม่ได้เห็นสิ่งต่างๆ ในฐานะตัวตนของมันที่แท้จริงเลยสักครั้ง เพราะตาของมนุษย์รับได้แต่ แสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์เท่านั้น สิ่งที่เราจะเปิดให้ท่านรู้ต่อไปนี้ เป็นดั่ง "ดวงตาพิเศษ" ที่จะทำให้ท่านเห็นสิ่งต่างๆ ที่มันเป็น อย่างที่มันเป็นได้


เมื่อท่านได้เห็นอย่างที่เราเห็นแล้ว ท่านจะไม่เห็นตัวตนเชิงวัตถุอีกต่อไป ท่านจะเห็นสิ่งต่างๆ เหมือนพลังงานกลุ่มหนึ่ง มันเป็นพลังงานละเอียดใน ระดับควอนตัม ซึ่งไม่เที่ยง แปรปรวน และมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกอย่างเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง (ในระดับควอนตัม) และถ่ายทอดถ่ายเท จากที่หนึ่งไปที่หนึ่งได้เสมอๆ ในแต่ละช่วงเวลา แปรเปลี่ยนไม่เหมือนเดิม แม้แต่ตัวตนของท่าน ก็เป็นเหมือนก้อนพลังงานที่ไม่เที่ยง มีกระแสพลังที่ แผ่ออกและเดินทางจากตัวท่านไปรอท่านในอนาคต เพื่อรอที่จะก่อตัวเป็น "ตัวตนในอนาคต" ของท่านนั่นเอง ก่อนที่เราจะขยายองค์ความรู้ของตัว ตนเชิงซ้อนหลากมิติของท่านไปมากกว่านี้ เราจะขอจำกัดการเรียนรู้ให้มี ความเรียบง่ายขึ้นเป็นพื้นฐานก่อน โดยเราจะใช้ "ตัวตนเชิงสังขาร" ของ ท่านเป็น "ตัวตนแห่งสรีระที่เราจะศึกษา" ซึ่งตัวตนนี้จะมีพลังงานเชิงซ้อน ในระดับควอนตัมอยู่ภายใน เราจะศึกษาเฉพาะตัวตนตัวนี้ "ตัวเดียว" ก่อน สำหรับตัวตนตัวอื่นๆ ที่เชื่อมโยงถึงกันในเครือข่ายนั้น เราจะยังไม่อธิบาย


ให้ท่านลองจินตนาการถึง "ตัวตนแห่งพลังงานในระดับควอนตัม" ของ ท่าน ซึ่งเป็นเหมือน "กลุ่มแสง" กลุ่มหนึ่ง เป็นพลังงานที่ซับซ้อน และมี "องค์ประกอบย่อยๆ" มากมายประกอบกันขึ้นมาเป็นหนึ่งตัวตน เหมือน สังขารของท่านที่มีอวัยวะต่างๆ ฉะนั้น แต่อวัยวะในระดับควอนตัมนี้ จะ มีความแตกต่างไปบ้างจากระดับสังขารนั้น ซึ่งเราจะค่อยๆ อธิบายต่อไป


ระบบพลังงานในจักรวาลเป็นระบบเปิดทั้งหมด ไม่มีอะไรที่ปิดกั้นได้อย่าง แท้จริง สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นระบบปิดนั้น อาจเป็นไปได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น แม้แต่ตัวตนเชิงพลังงานระดับควอนตัวของท่านเอง ก็เช่นกัน มันมี ระบบเปิดอยู่ และเพราะมันเปิด มันจึงแลกเปลี่ยน, ได้รับและถ่ายทอดพลัง ต่างๆ ระหว่างภายนอกและภายในระบบของมันได้ และผลคือ บางครั้ง มัน ดีขึ้น, สว่างขึ้น หรือเลื่อนระดับขึ้น แต่บางครั้ง มันก็แย่ลง, มืดลง หรือตก ต่าลงจากระดับเดิม ก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวตนเชิงพลังงานระดับควอนตัม ของท่านคือ "การเจ็บป่วยในระดับชั้นของพลังงาน" และความผิดปกติใน อวัยวะระดับพลังงานควอนตัม และเมื่อท่านเจ็บป่วยแล้ว ท่านจึงจะต้องได้ รับการรักษาเยียวยา ในกระบวนการนี้หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ตัวตนเชิงพลังงานระดับควอนตัมของท่านมากๆ ก็จะเรียกว่าเป็นการสร้าง ใหม่ เหมือนการผ่าตัดใหญ่เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ศัลยกรรมเสริมความ งามหรือการผ่าตัดแปลงเพศเลยทีเดียว ทว่ายังไม่ถึงขั้นตายแล้วเกิดใหม่ ที่เรียกว่า "การกำเนิดใหม่" หรอกนะ กระบวนการ "สร้างใหม่" นี้ มันเป็น แค่การรักษาเยียวยาที่มากไปกว่าปกติเหมือนการผ่าตัดใหญ่ ก็เท่านั้นเอง


เมื่อใดที่ "ตัวตนเชิงพลังงานระดับควอนตัม" ของท่าน มีพยาธิสภาพไป มันจะยังไม่ส่งผลกระทบไปยัง "ตัวตนเชิงสังขาร" ของท่านในทันที แต่ จะมีแนวโน้มในอนาคตที่จะเป็นไปได้สูงถ้าไม่ได้รับการบำบัดเยียวยา ซึ่ง บางครั้ง ท่านก็สามารถรักษามันได้ด้วยตนเอง เพราะตัวตนเชิงพลังงาน ระดับควอนตัมของท่านมีความสามารถในการ "ฟื้นคืน" และรักษาตัวมัน เองอยู่แล้วในระดับหนึ่ง ความสามารถในการรักษาตัวเองนี้ ไม่เท่ากันใน แต่ละคน และในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ความสามารถในการฟื้นคืนไม่เท่า กันด้วย ทำให้ท่านที่มีพลังแห่งการบำบัดน้อยกว่า จำจะต้องอาศัยการให้ ความช่วยเหลือจากท่านที่มีพลังในการบำบัดรักษามากกว่า และด้วยเหตุ นี้ เราจึงเลือกที่จะถ่ายทอดวิทยาการนี้แก่ท่าน เพื่อหวังว่าท่านจะเป็นส่วน หนึ่งที่ช่วยในกระบวนการรักษาเยียวยาเล็กๆ จนกระทั่งในกรณีที่ต้องได้ รับการผ่าตัดในระดับควอนตัมครั้งใหญ่ที่เรียกเฉพาะว่า "การสร้างใหม่"


นี่คือ "หัวใจสำคัญ" ที่จะทำให้ท่านเข้าใจกระบวนการ สร้างใหม่ ได้มาก ขึ้น นั่นเอง เรากำลังพัฒนาท่านไปสู่กระบวนการนี้ เพื่อให้ท่านมีส่วนร่วม ในการสร้างใหม่ อย่างที่เราได้บอกท่านแล้วว่าการสร้างใหม่นี้ ไม่ใช่การ กำเนิดใหม่ จึงไม่มีลักษณะของการตายของสิ่งเก่า และเกิดสิ่งใหม่ขึ้นแต่ อย่างใด แต่มันคือ "การบำบัดรักษาสิ่งเก่าให้ดำรงต่อไปได้" ก็เท่านั้นเอง ซึ่งวิทยาการนี้ ไม่ใช่เฉพาะแต่การรักษาตัวตนเชิงพลังงานระดับควอนตัม ของท่านเท่านั้น มันยังใช้ขยายผลเป็นหลักการในการรักษาสิ่งอื่นๆ ได้อีก เช่น การรักษาสังคมโลกมนุษย์, ระบบระบอบต่างๆ ที่กำลังป่วยหนัก ฯลฯ


ใช่แล้ว สิ่งที่เราให้แก่ท่านเป็นเพียง "พื้นฐานขั้นต้นของการสร้างใหม่" ก็ เท่านั้น เมื่อท่านได้เข้าถึง, เข้าใจ และสามารถทำได้แล้ว ท่านยังสามารถ ขยายผลไปสู่การบำบัดเยียวยาสิ่งอื่นๆ ได้มากขึ้น และเราก็หวังว่าท่านจะ ทำได้เช่นนั้น เพราะเราไม่มีเวลามากพอที่จะขยายผลวิทยาการเหล่านี้ให้ แก่ท่านมากนัก ดังนั้น ขอให้ท่านที่สนใจ "กระบวนการสร้างใหม่" และคิด มีส่วนร่วมในการสร้างใหม่ พยายามให้มาก เพราะมันก็คือพื้นฐานสำคัญ


เพื่อให้ท่านเข้าใจมากยิ่งขึ้น เราจะขออนุญาติยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่กระทบบางท่านบ้าง ต้องขออภัยด้วย กล่าวคือ ในบางท่าน มีปัญหาระดับ "ตัวตนเชิงพลังงานควอนตัม" ในขณะที่ สังขารของเขายังปกติดีมาก ตัวตนเชิงพลังงานควอนตัมของเขาอาจ มีปัญหาในบางจุดเหมือนการอักเสบหรือพยาธิสภาพของอวัยวะร่าง กายได้ เช่น "กลุ่มพลังงานแห่งความรู้" ซึ่งจะทำหน้าที่แปลงสภาพ ข้อมูล, ความรู้ เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องได้ เหมือนกับตับที่สามารถ เปลี่ยนแปลงสสารที่ร่างกายได้รับ ให้เป็นสสารที่ดีต่อร่างกายได้นั้น มันอาจเกิดปัญหาขึ้น เหมือนกับคนที่กินเหล้ามากๆ ตับแข็ง ตับมีพิษ ของเหล้าสะสมมากๆ เช่นกัน "กลุ่มพลังงานแห่งความรู้" ซึ่งเป็นดั่ง อวัยวะหนึ่งของตัวตนเชิงพลังงานควอนตัมของท่าน ก็อาจมีปัญหา เช่นนั้นได้ เช่น เมื่อท่านได้รับข้อมูลความรู้ที่ไม่เหมาะสม มากเกินไป เหมือนกินเหล้ามากเกินไปจนตับได้รับพิษ มันจะเกิดพิษขึ้นในอวัยวะ นั้นได้ และส่งผลให้ท่านมีปัญหามากในการรับความรู้, ใช้ความรู้และ ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในที่สุด เช่น รู้มากจนทะเลาะกับคนอื่นๆ ไปเรื่อย, รู้มากจนชีวิตยุ่งเหยิง หาความสุขไม่ได้, รู้มาก แต่กลับยิ่งใจแคบลง ฯลฯ เป็นต้น ภาวะอาการเหล่านี้เป็นการเจ็บป่วยอย่างหนึ่งในระดับชั้น ของพลังงานควอนตัม ที่ควรจะได้รับการรักษา หรือการผ่าตัดใหญ่เพื่อ เปลี่ยนอวัยวะในระดับควอนตัมที่เสียหายนั้น ให้กลับคืนมาปกติดังเดิม


ที่รัก ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ขณะที่มีคนไข้ที่อาการหนักและรอการผ่าตัด ใหญ่ในระดับควอนตัมนี้ มากมายเหลือเกิน แต่เราขาดแคลนแพทย์ใน ระดับควอนตัมนี้อย่างมาก! ดังนั้น เราจึงต้องการ การร่วมแรงร่วมใจ จากท่าน หาวิธีเลื่อนระดับให้แก่ท่าน เพื่อให้ท่านรับภารกิจสำคัญนี้


และเพื่อให้ท่านเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่ามีคนไข้ในโลกนี้มากมายเพียงใด ที่รอคอยความช่วยเหลือจากท่านอยู่ เราจะขอยกตัวอย่างอาการดังนี้


1. ยิ่งรู้มาก ยิ่งบาดหมางมาก ยิ่งทะเลาะมาก ยิ่งมีเรื่องมาก ยิ่งทุกข์มาก ยิ่งเข้ากับใครได้ยาก ยิ่งมีปัญหาด้านต่างๆ มาก นี่เป็นอาการของอวัยวะ แห่งความรู้ ซึ่งอยู่ในระดับควอนตัมได้รับพิษบางอย่างคล้ายโรคตับแข็ง

2. เป็นคนเหมือนคนในอุดมคติมากไปจนไม่เหมือนมนุษย์ปกติ เช่น เป็น เหมือนพระอรหันต์ที่ประเทศไทยต้องการ ไม่มีกิเลสเลย ผิดปกติมนุษย์ ทว่า ไม่ใช่มาจากผลของการปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่มาจากพยาธิสภาพของ "อวัยวะในระดับควอนตัม" เช่น การสูญเสียอวัยวะในการรับรู้หรืออารมณ์

3. เป็นคนที่ถูกสร้างให้เป็นอย่างหนึ่งอย่างใดอยู่ จนสำเร็จแต่สูญเสียไป ซึ่งธรรมชาติดั้งเดิมของตนแล้ว อวัยวะในระดับควอนตัมของท่านบางชนิด อาจเสื่อมสภาพ หรือขาดหายไป เช่น อวัยวะแห่งความเป็นเด็กที่ใสซื่อ มัน ถูกทำให้สิ้นไป และแทนที่ด้วยอย่างอื่นแทน หรือกลายเป็นคนใหม่ที่ไม่เป็น ธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็น ถูกสร้างให้เป็นอย่างอื่นที่ผิดธรรมชาติไปแล้ว

4. สูญเสียธรรมชาติบางอย่างของตนเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งบางอย่าง ทำให้ กลายเป็นคนใหม่ไม่เหมือนเดิม สูญเสีย "ความสว่างไสว" ของอวัยวะบาง ชนิด ทำให้การทำงาน, พฤติกรรม, การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เช่น กลายเป็น คนเย็นชา, ไร้ความรู้สึก, รักใครไม่เป็น ฯลฯ อันอาจเกิดจากการสูญเสีย อวัยวะระดับควอนตัมที่เหมือน "ดวงใจ" ไป ทำให้ต้องกลายเป็นเช่นนั้น


นี่เป็นอาการต่างๆ ที่ท่านจะสามารถสังเกตุเห็นได้ในสังคมของท่าน แล้ว ท่านจะทราบว่ารอบตัวของท่าน ผู้คนมากมาย ล้วนมีปัญหาพยาธิสภาพ ในระดับควอนตัมกันมากมายและรอคอยการบำบัดรักษาเหมือนการผ่าตัด ใหญ่ ที่เรียกว่า "การสร้างใหม่" อยู่มากมายเลยทีเดียวเลย ใช่หรือไม่?


ต่อไปนี้ คือ "วิธีการบำบัดรักษา" ของวิทยาการการแพทย์ระดับควอนตัม ซึ่งมีขั้นตอนเหมือนการแพทย์แผนปัจจุบันของท่าน อย่างแรก คือ การ ตรวจวินิจฉัยโรค ซึ่งเริ่มจากการสังเกตุ, สัมภาษณ์คนไข้ และการตรวจ ด้วย "เครื่องมือพิเศษ" เช่น ตาทิพย์ เป็นต้น เมื่อท่านได้ข้อมูลมากพอจึง วินิจฉัยโรคได้ชัด หรือในกรณีทำงานเป็นทีม และท่านได้เชื่อมต่อกับตัว ตนเบื้องบนที่สูงขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานท่าน พวกเขาอาจส่งข้อมูล ให้คุณถึงโรคที่เขาเป็นอย่างชัดเจน โดยท่านไม่ต้องตรวจวินิจฉัยเลย!


ขั้นตอนต่อไป คือ การเลือกแนวทางในการรักษา ซึ่งอาจมีหลายทางเลือก ในขั้นตอนนี้ คนไข้จะมีส่วนร่วมด้วย เพื่อเลือกทางของเขาเองว่าจะรับการ บำบัดรักษาในแนวทางใด ซึ่งท่านควรเปิดกว้างให้เขาได้เลือกทางเองเช่น การเปลี่ยนอวัยวะในระดับควอนตัม บางครั้ง ท่านต้องหาอวัยวะในระดับนั้น ให้ได้ ซึ่งเป็นการยากเกินไป หรือล่าช้าไม่ทันเวลา หรือบางท่านอาจเลือก ที่จะ "ปลูกถ่ายใหม่" โดยใช้พลังงานที่ถูกต้องเป็นแบบ แล้วถ่ายเข้าสู่ร่าง ของคนไข้ จากนั้นจึงหาวิธีเพาะเลี้ยงให้เติบโตขึ้นจนมากพอที่จะแทนที่สิ่ง เดิมได้ ยกตัวอย่างเช่น คนไข้ที่สูญเสียดวงใจในระดับควอนตัมเป็นคนที่ไร้ ใจ ไร้อารมณ์ ไม่มีความรู้สึกร่วมกับใครอาจได้รับการปลูกถ่ายพลังงานใน ระดับควอนตัมแบบหัวใจ จากดวงเล็กๆ ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ ก็จะเติบโต มากพอจนกลายเป็น "คนที่มีหัวใจใหม่" ได้ในที่สุด นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งใน การรักษา ซึ่งมีอยู่มากมายหลายวิธี ดังที่ได้บอกแล้วว่าคนไข้นั้นเลือกได้


ข้อแตกต่างอย่างยิ่งของ "แพทย์ควอนตัม" คือ แพทย์ในระดับควอนตัม ต้องมีพลังงานควอนตัมที่ดีมากๆ มีพลังและความบริสุทธิ์ เป็นต้นแบบที่ ดีงามก่อน มีสุขภาพในระดับควอนตัมที่ดีมาก เพราะในการรักษานั้น จะ ใช้ "พลังงานของแพทย์ผู้รักษา" เป็นต้นแบบ มากกว่าการแสวงหายา ใดๆ หรือก็คือ "การถ่ายทอดพลังงานที่ดี" เข้าไปแทนที่พลังงานที่เสีย ขับพลังงานส่วนเสียออก และแนะนำวิธีเพาะเลี้ยงพลังงานที่ดีนั้น ให้มี การเจริญเติบโตถาวรต่อไป ไม่เสื่อมถอยจนเกิดพยาธิสภาพเช่นเดิมอีก


ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาเป็น "ผู้บำบัดรักษาในระดับควอนตัม" (Quantum Healer) ได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการเลื่อนระดับก่อนและได้เข้าสู่ในระดับ ของ Healer แล้วเท่านั้นจึงจะสามารถบำบัดรักษาผู้อื่นได้ ข้อนี้แตกต่าง จากแพทย์แผนปัจุบันของท่าน ที่จะต้องมีความรู้ก่อน เน้นความรู้เป็นสิ่งที่ สำคัญ แต่สำหรับ Quantum Healer แล้ว ความรู้ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ "พลังงานภายในของท่าน" มีความสามารถ ในการบำบัดรักษาหรือไม่? ถ้าไม่มี ก็ไม่อาจเป็น Quantum Healer ได้


มาถึงตรงนี้ ท่านคงเห็นความสำคัญของ Quantum Healer ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการ "สร้างใหม่" ซึ่งไม่ใช่การกำเนิดใหม่ นั้น ท่านมีความสำคัญมากและไม่น้อยไปกว่า "ผู้ปลดปล่อย" ในขั้นตอน ของกระบวนการปลดปล่อยเลย และมีความสำคัญไม่ต่างจาก "พระบิดา" ในขั้นตอนของกระบวนการ "กำเนิดใหม่" อีกเช่นกัน แน่นอนว่าแต่ละคน มีภาระหน้าที่ที่ต่างกัน และมีความสำคัญเทียบเท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ ปลดปล่อย, องค์ธรรมบิดา, ผู้ชำระล้าง, และ Quantum Healer เอง ก็เช่นกัน ทุกท่านต่างล้วนมีส่วนช่วยในกระบวนการ "เลื่อนระดับ" ทั้งสิ้น


สุดท้ายนี้ เราหวังว่าท่านจะเห็นความสำคัญในข้อมูลที่เราได้บอกแก่ท่าน และเพียรพยายามที่จะเลื่อนระดับตัวของท่านเองขึ้นไป เพื่อเข้าสู่ภาระกิจ สำคัญที่รอท่านอยู่เบื้องหน้า ซึ่งเราได้แจกแจงแก่ท่านไปบ้างบางส่วนแล้ว เด็กน้อย เด็กแซ่บทั้งหลายเอ๋ย มีผู้คนอีกมากมายที่รอท่านอยู่เบื้องหน้า ที่ รอให้ท่านปลดปล่อย ก็ดี, ชำระล้าง ก็ดี, สร้างใหม่ (รักษา-เยียวยา) ก็ดี แม้พวกเขามีจำนวนมากกว่าท่านเหลือเกินแต่ท่านก็คือ "ความหวัง" ของ พวกเขาเหล่านั้น ที่จะนำพาพวกเขาสู่ความสว่างไสวและเลื่อนระดับต่อไป หวังว่าท่านจะไม่ทำให้เราผิดหวัง เดินหน้าต่อไป เพื่อทำหน้าที่สำคัญของ ท่านทุกคน ด้วยพลังไฟแห่งความสร้างสรรค์ เต็มเปี่ยมด้วยความสามารถ ของท่านทุกคน เพื่อชัยชนะในท้ายที่สุดนั้นจะมีค่าสมความเพียรนั้นทีเดียว


12 พ.ค. 2555

"เสียงจากจักรวาล"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

พลังแห่งการเชื่อมเป็นหนึ่งกับ "ตัวตนในอนาคต" ทำให้คุณสร้างอนาคตขึ้นได้ ณ วันนี้

ที่รัก เหล่าเด็กแซ่บทั้งหลาย หวังว่าท่านคงไม่แปลก ใจที่เราเรียกท่านว่าอย่างนี้ เราติดต่อทานมาหลาย ครั้งแล้ว เพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ เริ่มจากการคลาย ความกังวลเรื่องภัยพิบัติมาจนถึงเรื่องภาระกิจใน การเปลี่ยนโลกนี้ของท่าน ด้วยมือของท่านเอง ที่ ท่านไม่อาจหลีกหนีหรือปฏิเสธได้ เพราะทันทีที่ได้ ส่งท่านมาเกิดบนโลกนี้ การเกิดของท่านก็กระทบ โลกแล้วในทันที ดังนั้น มันจึงเป็นหน้าที่ของท่านที่ จะนำทิศทางในการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ไปในทาง ที่เจริญมากยิ่งขึ้น อนึ่ง ท่านคงสังเกตุเห็นได้ว่าเรื่อง ราวที่เราได้ถ่ายทอดแก่ท่านหลังๆ จะยิ่งยากแก่การ ยอมรับหรือเปิดใจรับมากยิ่งขึ้น และนี่แหละ วิธีการ "เลื่อนระดับขึ้น" ของเรา ท่านจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราได้ บอกแก่ท่านเป็นเรื่องยากแก่การยอมรับของท่าน มากขึ้น นั่น แสดงว่าเรากำลังจะพาท่าน "บินสูงขึ้น" นั่นเอง เหล่านกน้อย ทั้งหลาย แต่อย่าได้กลัวลมพายุ หรือความสูง เพราะในวันหนึ่งท่านก็ต้อง "โผบินเดี่ยว ด้วยตัวเอง" สูงน่านฟ้าที่สูงขึ้นอยู่แล้ว นี่หละ วิถีแห่งการเลื่อนระดับ มันย่อมพาท่านสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่องที่จะบอกแก่ท่านต่อไปนี้ นับเป็นเรื่องที่ยากต่อการเปิดรับ อย่างมาก ท่านต้องมีระดับชั้นทางจิตวิญญาณที่ใกล้เคียงกับ "ไอสไตน์" เลยทีเดียว เพราะเรากำลังพูดเรื่อง "ความจริงใน มิติแห่งกาลเวลา" ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากต่อการเข้าใจในมิติที่ท่าน กำลังเป็นอยู่ แต่ช่างเถอะ นกน้อยทั้งหลาย ถ้าเจ้าไม่กล้าโผ บินในวันนี้ แล้วเจ้าจะกล้าบินด้วยตัวเองได้ในวันไหน ใช่ไหม?


เราขอปูพื้นฐานให้ท่านอย่างง่ายที่สุดเพื่อให้ท่านเข้าใจความจริงในมิติ แห่งการเวลา เริ่มจากให้ท่านลองจินตนาการถึงเส้นจำนวน ท่านยืนอยู่ ณ จุด 0 เบื้องหน้าท่านไป เป็นบวกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ "อนาคต" ด้าน หลังของท่านยาวไกลออกไป เป็นลบไปเรื่อยๆ ก็คือ "อดีต" ทีนี้ ตัวตน ของท่าน "มีครบทุกมิติ" เรากำลังบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของท่าน ซึ่ง ไม่ใช่สังขารเดียวที่ท่านแบกอยู่นี้ ตัวตนที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายหนึ่ง เดียวกันนั้นจะมี "ตัวตนของท่านในอดีต" เราขอเรียกเขาว่า Shadow เขามีหน้าที่เดินตามท่านเหมือนเงาตามตัว เพื่อให้ท่านสมบูรณ์ขึ้นในมุม ของอดีต และยังมี "ตัวตนของท่านในอนาคต" เราขอเรียกว่า Shine เมื่อใดที่ท่าน "ถอยหลัง" ท่านจะค่อยๆ ถูกกลืนไปกับ Shadow แต่ถ้า ท่าน "ก้าวหน้า" ท่านจะค่อยๆ กลมกลืนไปกับ Shine ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็ คือ ตัวตนที่หลากหลายในมิติแห่งกาลเวลาของท่าน ทว่า ตัวตนที่หลาก หลายเหล่านี้ ไม่ได้มีเพียง 3 ตัวตนเท่านั้น ให้ท่านลองจินตนาการว่ามี เส้นทางเดินไปข้างหน้าของท่านมากมายเหมือนชุมสายรถไฟ และมีเส้น ทางจากเบื้องหลังมาบรรจบที่ตัวท่านเหมือนชุมทางรถไฟเหมือนกัน ทุก เส้นทางจะมี 1 ตัวตนประจำการณ์อยู่ หมายความว่า เมื่อใดที่ท่านเลือก เส้นทางสายใดสายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคตก็ตาม ท่านจะได้รับ การนำทางด้วย "ตัวตนในเส้นทางสายนั้นๆ" ซึ่ง "เขามีบทที่ต้องเล่นอยู่ แล้วอย่างชัดเจน" ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร ได้รับสิ่งใดบ้าง แตกต่างกัน ไป ทั้งหมดมีอยู่แล้ว รอเพียง "ท่านเลือก" เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นตัวตน ในอดีตตัวใด หรืออนาคตตัวใด ล้วนมีอยู่แล้วทั้งหมด เพราะท่านไม่อาจ หนีตัวตนในอดีตที่ท่านทำทิ้งไว้ได้และเบื้องหน้าของท่านก็มี "ตัวตน" ใน อนาคตที่รออยู่อีกด้วย หรือคือ ท่านไม่ได้เป็นคนแรกที่เดินทางสายนี้หรอก มีตัวตนตัวใดตัวหนึ่งเสมอที่จะเดินนำหน้าไปรอท่านอยู่ก่อนแล้ว และเขาจะ คอยส่องแสงนำทางท่านก็เพียงเท่านั้น เมื่อท่านเลือกเขา ท่านจะเชื่อมโยง เป็นเสมือนหนึ่งเดียวกับเขา แต่ท่านอยู่ที่ปัจจุบัน ในขณะที่เขาอยู่ที่อนาคต


ในตัวของท่านมี "ตัวตนแห่งพลังงานเชิงซ้อน" ที่ซ้อนๆ กันอยู่ในสังขาร และตัวตนเหล่านี้ สามารถเคลื่อนไปรอท่านในอนาคตที่เรียกว่า Shine ก็ ได้ ซึ่งถ้าเขาทำอย่างนั้น เขาก็จะกลายเป็นตัวตนในอนาคตหรือเดินทาง ไปสู่อนาคตเพื่อรอส่องแสงสว่างให้แก่ท่าน (ซึ่งท่านอยู่ ณ ปัจจุบัน) ซึ่ง เราเรียกกระบวนการนี้ว่า "การสร้างอนาคต" ด้วยส่วนเสี้ยวหนึ่งของตัว ตนในปัจจุบัน หรือก็คือตัวตนแห่งพลังงานเชิงซ้อน บางตัวตนของท่านที่ เคยอยู่ ณ ปัจจุบัน ได้เคลื่อนไปสู่โลกแห่งอนาคต กลายเป็นตัวตนอนาคต ที่รอคอยส่องแสงนำทางท่าน นั่นเอง และด้วยวิธีนี้ ท่านจึงกำหนดอนาคต ได้ด้วยตนเอง ณ ปัจจุบัน ตัวตนที่เคลื่อนไปรอท่าน ณ อนาคตนั้น ก็จะวาง แบบแผนชีวิตให้แก่ท่าน เพื่อให้ท่านเดินตามแสงสว่างที่เขาส่องลงมาให้


แต่ถ้ามี "ตัวตนแห่งพลังงานเชิงซ้อน" บางตัวตนของท่าน เลือกถอยหลัง กลับไปสู่อดีต ท่านก็จะสามารถสร้างตัวตนตัวใหม่ในอดีตขึ้นมาได้ที่ชื่อว่า "Shadow" นั่นเอง ในกรณีนี้ Shadow ที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น จะเดินตาม ท่านเป็นเงาตามตัว เหมือนในอดีตบางอดีตของท่านที่ได้ "ปิดไปแล้ว" แต่ มันถูกสร้างขึ้นมาใหม่ด้วย "ส่วนหนึ่งของตัวตนปัจจุบันของท่าน" อีกครั้ง หมายความว่า ในอดีตท่านได้ "ชำระล้าง" ตัวตนในอดีตตัวนี้สิ้นไปแล้วแต่ ปัจจุบัน ท่านได้สร้างตัวตนในอดีตตัวนี้ ให้ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และ มันไม่ดีต่อท่านสักเท่าใดนัก เพราะมันจะคอยส่งพลังงานเชิงลบมากระทบ ท่านที่ได้สร้างมันขึ้นมาเสมอ ทำให้ท่านต้องได้รับอุปสรรคในชีวิตมากมาย


หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ "คุณไม่ควรสร้างตัวตนในอดีตให้เกิดขึ้นมาอีก" แต่ควร "สร้างตัวตนในอนาคตไว้เพื่อส่องนำทางคุณ" นั่นคือ การ เลือกที่ฉลาดที่สุด ที่เราจะสามารถแนะนำแก่ท่านได้ อย่างไรหรือ? ก็คือ การไม่ทำสิ่งใดที่จะทำให้ท่านเสื่อมต่ำลง "ซ้ำแล้วซ้ำเล่า" อีก เพื่อไม่ให้ตัวตนในอดีตของท่าน ที่ผ่านการชำระล้างแล้ว ได้ฟื้นคืน ชีพขึ้นมาตามหลอกหลอนท่านอีกครั้ง และการเลือกที่จะทำสิ่งที่นำ พาท่านไปสู่ระดับที่สูงขึ้นอย่างหลากหลายตามความปรารถนา คือ การเลือกทำสิ่งที่ดีที่ท่านคิดว่าเป็นเครื่องนำทางท่านได้ในอนาคตไว้ เพื่อวางแผนการเดินทางสู่อนาคต หรือคือกำหนดอนาคตด้วยตนเอง นั่นเอง ดังนั้น "อย่าเดินตามเงา" ท่านจงหันหน้าเข้าหาแสงสว่างทั้ง สร้าง "ขุมพลังแห่งแสงสว่าง" ขุมใหม่ๆ เพื่อไว้ส่องทางรอท่าน ใน อนาคต นั่นเอง ทว่า ท่านจะจัดการอย่างไรกับ "พลังงานจากอดีต" ที่มาจากตัวตนในอดีต (Shadow) ซึ่งคอยรบกวนและหลอกหลอน ท่านอยู่เสมอดุจเงาตามตัว? วิธีที่ดีที่สุดคือ "การชำระล้างตัวตนนั้น เสีย" เพื่อให้กำเนิดใหม่เป็น "ตัวตนแห่งอนาคตที่สว่างไสว" และด้วย วิธีนี้เอง ท่านจึงกำจัดต้นตอของ "พลังงานเชิงลบจากอดีต" ให้หมด ไปได้ หรือก็คือ การพยายามระลึกถึงความผิดพลาดในอดีตแล้วทำให้ กระจ่างเสีย หมดสิ้นเสีย ไม่ติดเป็นนิสัยเสีย ทำให้เกิดพฤติกรรมใหม่ที่ ดีกว่าเสีย ด้วยวิธีนี้เอง จึงทำให้ท่านควบคุมพลังงานในอดีตให้ดีขึ้นได้


นอกจากนี้ยังมีวิธี "ส่งพลังงานที่ดีไปสู่โลกอนาคต" เพื่อเตรียมพร้อมตัว ท่านเองในอนาคต วิธีการคือ ให้ท่านเลือก Thought form ที่ง่ายและ ชัดเจนที่สุด เพื่อนำทิศทางของท่านในอนาคต สร้างเสริมพลังให้แก่มัน เพื่อให้มันชัดเจนและเป็นจริงได้ยิ่งขึ้น เช่น ระลึกถึง Thought form รูป "ธนู" ให้ท่านลองจินตนาการว่า "เป้าหมายใน 10 ปีข้างหน้าของ ท่าน" เป็นอย่างไร? ลองนึกมันให้เป็นภาพที่ชัดเจนเหมือนเห็นเป้าธนู ตรงหน้าที่ไกลออกไป 10 ปีนั้น จากนั้น ให้มองภาพกว้างๆ รวมๆ ก่อน เหมือนเป้าธนูใหญ่ๆ แล้วค่อยๆ เล็งไปยังจุดหมายที่ต้องการ คือ จุดที่ดี ที่สุด เล็กแต่มีความสำคัญมากที่สุด เล็งจุดนั้นให้แม่นยำชัดเจน แล้วจึง ระลึกว่าท่านซึ่งเต็มเปี่ยมพร้อมแล้วด้วยพลังแห่งความสว่างไสว ได้เป็น ดังเช่นลูกธนู ที่พุ่งตรงไปข้างหน้านั้น ตรงไปยังเป้าหมายนั้น และตรงไป ยัง "จุดที่สำคัญที่สุด" นั้น อย่างแน่วแน่ชัดเจน และมั่นใจยิ่ง ยิ่งท่านเห็น ตัวตนของตัวเองในอนาคต อย่างหนึ่งอย่างใดได้ ให้ท่านเชื่อมโยงจนเป็น หนึ่งเดียวกับตัวตนนั้นๆ ทันที นั่นก็คือ "เป้าหมายเชิงรูปธรรม" ของท่าน พลังจิต ณ ปัจจุบันนี้ของท่าน จะนำพา นำทางท่านไปสู่ตัวตนแห่งอนาคต ตัวนั้นๆ ที่ท่านได้เล็งเอาไว้เป็นเป้าหมายของท่าน ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยพลัง แห่งความสว่างไสวและความเชื่อมั่น เหมือนท่านศรัทธาเทพเจ้าองค์หนึ่ง ท่านควรเชื่อมั่นและศรัทธาใน "ตัวตนแห่งอนาคต" ของท่านนี้ ดุจเช่นกัน


เคล็ดลับที่สำคัญสำหรับ "นักท่องกาลเวลา" คือ ท่านไม่ควรเดินตามเงา ของตนเองและไม่ควรเป็นเงาของใคร เพราะเมื่อใดที่ท่านทำเช่นนั้น ท่าน ก็ล้าหลังเต็มทนแล้ว แต่ท่านควรมุ่งหน้าไปสู่ "ตัวตนแห่งอนาคต" ซึ่งรอ ท่านอยู่มากมายหลายแบบ การสัมผัสไปถึงตัวตนแห่งอนาคตทั้งหลายนี้ ทำให้ท่านเห็น "รูปธรรมที่เป็นไปได้ของท่านเองในอนาคต" ซึ่งมีทางไป อยู่หลายทาง เมื่อเห็นดังนั้นแล้ว ท่านก็สามารถ "เลือก" ตัวตนในอนาคต ตัวใดตัวหนึ่งได้ตามที่ท่านปรารถนาหรือถ้าหากท่านไม่พอใจ ท่านก็สร้าง ตัวตนในอนาคตตัวใหม่ๆ ขึ้นมาแล้วส่งเขาไปรอท่านที่โลกในอนาคตแทน ก็ได้ เช่นกัน สิ่งสำคัญในการเลื่อนระดับด้วยวิธีนี้คือ "ท่านควรท่องไปใน โลกอนาคต" คือ ก้าวหน้าไปเสมอ ไม่ควรย้อนถอยหลังไปอีก ทว่า ตลอด ระยะทางการเดินทางของท่าน ท่านไม่อาจจะเลือกได้เสมอไป และกาลทั้ง สามจะปรากฏร่วมกันเสมอๆ มันจะประสานกันด้วยแสงที่สาดส่องตัวท่าน (อนาคต) และเงาที่ตามหลังท่านมา (อดีต) และทั้งสามกาลนี้ปรากฏร่วม กัน อย่างสมบูรณ์พร้อม ไม่มีขาดหายหรือบกพร่องไปเลย เพียงแต่ว่าท่าน จะหันหน้าไปทางใด และมองเห็นสิ่งนี้อย่างไร? แน่นอนว่าในมิติที่ต่ำกว่านี้ ท่านยังเห็นอดีต, ปัจจุบัน และอนาคต ที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจนอยู่ดี


อนึ่ง ตัวตนในอดีตไม่ใช่ตัวตนที่เลวร้ายเสมอไป แต่ถ้าตัวตนในอดีตของ ท่านกลายเป็นแสงสว่างเมื่อใด มันจะไม่ทำหน้าที่อดีตอีกต่อไปแล้ว มัน จะถูกเลื่อนระดับให้ไปทำหน้าที่ใน "โลกอนาคต" เท่านั้น เช่นกัน ตัวตน ในอดีตที่ไม่ดีนัก จะตกอยู่ในโลกอดีตยาวนานจนกว่าจะ กำเนิดใหม่ ได้ หรือบางครั้ง "ตัวตนในอนาคต" เอง หากมี "ส่วนที่มืดดำ" ก็อาจกลาย เป็น "จุดกำเนิดใหม่ของตัวตนในอดีต" ทำให้ตัวตนในอดีต "ฟื้นคืนชีพ" ขึ้นมาอีกครั้งก็ได้ ดังนั้น เราจึงกล่าวว่า "ตัวตนทั้งสามกาลปรากฏร่วมกัน ได้เสมอ" และมันจะวนเวียนเกิด-ดับอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ทว่า "ตัวตนเฉพาะในส่วนย่อยของท่าน" นั้นเอง จะเลื่อนระดับไปยังตัวตนใด? ก็เท่านั้น หมายความว่าอย่างไร? อย่างนี้ สมมุติ ตัวตนในอนาคตที่ 1 ของ ท่านจะเป็นเศรษฐี แต่ตัวตนในอนาคตที่ 2 จะเป็นข้าราชการ และตัวตนตัว ที่ 3 (อนาคต) จะเป็นเกษตรกร ท่าน ณ ปัจจุบัน ได้สัมผัสถึงตัวตนทั้ง 3 นี้เรียบร้อยแล้วสมมุติว่าท่านเลือกตัวตนที่ 1 และท่านสามารถทำได้ ท่าน ก็จะเลื่อนระดับไปสู่อนาคตแบบตัวตนที่ 1 นั้น แต่ถ้าเมื่อใดท่านเลื่อนระดับ ไม่สำเร็จและเกิดภาวะ "เสื่อมต่ำ ถอยหลังไป" ท่านอาจมีตัวตนในอนาคต ที่ไม่ได้เป็นแบบนี้เลย แต่จะเหมือนตัวตนในอดีตมากกว่า หรือก็คือ ท่านมี สภาพเหมือน Shadow ของท่านเองในอดีต ท่านวนรอบซ้ำกลับไปรอย เก่า และต้องได้รับแบบทดสอบเก่าเอามาทำใหม่ เหมือนสอบซ่อมนั่นเอง


การเล็งเป้าหมายที่ผิดพลาดเป็นอย่างไร? แน่นอนว่าไม่มีใครจะยิงธนูถูก ตรงเป้าตลอดเวลา ย่อมมีสำเร็จและล้มเหลว การเล็งตัวตนในอนาคตของ ท่านก็เช่นกัน บางครั้งท่านเล็งพลาด คือ ไม่มีตัวตนในอนาคตตัวใดที่รอ ท่านอยู่ และจะทำให้สิ่งที่ท่านเล็งไว้เป็นความจริงขึ้นมาได้เลย? เพราะ อะไรหรือ? เพราะท่านอาจประเมินตัวเองผิดไป เช่น ประเมินตัวเองต่ำไป หรือสูงไปก็ได้ หรืออาจเพราะตัวตนในปัจจุบันของท่าน ได้เปลี่ยนอนาคต ให้ท่านเองไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไร? เช่น การเคลื่อนย้ายพลังงานของ โลกอนาคตมาสู่ปัจจุบัน ที่เรียกภาษาพื้นๆ ว่า "ยืมอนาคตมาใช้ก่อน" นี่ เอง เป็นตัวการณ์สำคัญมาก ที่เปลี่ยนแปลงตัวตนในอนาคตของท่านไป


อย่างที่เราแนะนำท่านแล้วว่าท่านควรส่งพลังที่ดีไปสู่โลกอนาคต ไม่ใช่ ให้ "ดึงเอาพลังในโลกอนาคตมายืมใช้ ณ ปัจจุบัน" เพราะนั่นเท่ากับว่า ท่านได้กัดกร่อนทำลายโลกแห่งอนาคตและตัวตนในอนาคตของท่านเอง ไม่ต่างจากการกู้ยืมเงินในอนาคตมาใช้ ณ ปัจจุบัน สุดท้าย ท่านหมุนเงิน ผิดพลาด อนาคตของท่านจึงมืดมน และกลายเป็น Shadow หรือตัวตน ในอดีตปรากฏรออยู่ในอนาคตแทน หรือก็คือ "ท่านถอยหลัง ล้าหลังลง"


อนึ่ง "ตัวตนในอนาคต" แต่ละตัวตนมีพลังงานจำกัดที่แตกต่างกัน เมื่อ ท่านดึงเอาพลังงานจากอนาคตมาใช้ เหมือนท่านได้สูบลมออกจากลูก โป่งแห่งอนาคตทีละน้อยๆ ท่านได้สมใจในปัจจุบัน แต่อนาคตของท่าน ก็ไม่ต่างจาก "ลูกโป่งแฟ่บ" และรอคอยแต่จะสิ้นสภาพเท่านั้นเอง การ ใช้พลังงานจากอนาคต ดึงมาสู่ปัจจุบันนั้น มีอยู่มากมาย เพราะความใจ ร้อนอยากได้สมใจเร็วๆ อยากประสบความสำเร็จเร็วๆ นั่นเอง สิ่งนี้ทำให้ ปัจจุบันดูดีขึ้นมาก แต่มันทำลายอนาคตลงอย่างชัดเจน และทำให้ท่าน เริ่มสูญเสียความสามารถในการ "เล็งอนาคต" เพราะมันเริ่มจะมืดมนลง จนท่านไม่อาจเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนได้อีกต่อไปแล้ว ตัวตนแห่งอนาคต ที่รอคอยท่านอยูนั้น ควรเป็นตัวตนแห่งความสว่าง กลับกลายเป็นตัวตน แห่งเงามืดแทน (Shadow) เมื่อนั้น วิกฤติแห่งโลกอนาคตของท่านได้ เริ่มขึ้นแล้ว และทำให้ท่านได้แต่รอวันก้าวเข้าสู่ความหายนะอย่างเดียว


บางครั้ง ท่านอาจรู้สึกว่าตนเองเหมือนตัวตนในอดีต สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะแท้แล้ว "อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต" เหมือนวงกลมที่บรรจบกันเท่านั้น เอง เมื่อท่านเดินทางไปสู่อนาคตแล้ว ท่านยังปรากฏมีตัวตนแห่งอดีตเกิด จากท่านได้อีก วนเวียนเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตัวตนเหล่านี้จะเกิดและดับไป เรื่อยๆ ส่วนท่านเองจะเคลื่อนไปสู่ตัวตนแบบใด? หรือหลุดออกจากตัวตน ทุกแบบ ไม่ต้องเวียนวนอยู่ต่อไปอีก ก็เป็นได้ แต่นั่นเฉพาะส่วนย่อยที่เป็น ตัวตนของท่าน เท่านั้น ส่วน "เครือข่ายแห่งตัวตนหลายมิติ" เหล่านั้น จะ ยังคงมีตัวตนครบทุกตัวตน ที่พร้อมรับบทเดิมๆ เล่นบทเดิมๆ ต่อไปเสมอๆ


เพื่อให้ท่านเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ขออุปมาเหมือนสระน้ำหลายๆ สระเป็นเช่น "ตัวตนในอดีต, ปัจจุบัน หรืออนาคต" ของท่าน ตัวใดตัวหนึ่ง (ต่อ 1 สระ) ท่านเป็นเหมือนปลาที่ว่ายไปมาได้ทั้งหมดทุกสระ แต่ละสระมีคลองเชื่อมที่ เชื่อมโยงถึงกันอยู่ บางครั้งท่านว่ายไปอนาคตจนสุดแล้ว วนกลับมาอดีต อีก ก็ได้ (จินตนาการว่าคลองเชื่อมโยงกันเป็นวงกลม แต่มีสระมากมายที่ อยู่ระหว่างคลองเต็มไปหมด) ดังนั้น ท่านจึงสามารถเวียนว่ายไปได้ในทั้ง อดีต, ปัจจุบัน และอนาคต และสิ่งเหล่านี้ ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้เสมอ


11 พ.ค. 2555

"เสียงจากจักรวาล"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS