ทุกส่วนในบล็อกนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ อุทิศแล้วเพื่อปวงชน. Powered by Blogger.
RSS
Showing posts with label ภาคมืด. Show all posts
Showing posts with label ภาคมืด. Show all posts

ผีหลุดมาจากนรกเพราะการปลดปล่อย แต่ถ้าไม่ได้รับ "การไถ่" ก็ไม่รอดอยู่ดี

อ้าว วันนี้มีเรื่องค้างมาคุยต่อครับ ไม่ได้ใช้พลังของไซย่ามากนักใน ช่วงนี้ หลังใช้แล้วมันมีปัญหาเข้า เว็บนะครับ (ไม่ทราบว่าเพราะอะไร) เรื่องของเรื่องคือ การปลดปล่อยที่ เราทราบกันดีนั้น บางครั้ง มันเป็น แค่การปลดปล่อยเขาออกมาจากที่ กักขังหรือในภพเบื้องล่าง ทว่า ถ้า เขายังไม่เข้าสู่กระบวนการต่อไป ก็ จะยังไม่รอดอยู่ดี เช่น จิตวิญญาณ มืดจะมีพันธสัญญา พันธะกรรมกับ ซาตาน ถูกซาตานผูกมัดไว้ใช้งาน ทีนี้ เขาได้รับการปลดปล่อยมาแล้ว ก็จะมาหาร่างมนุษย์อยู่เพื่อทำงาน รับใช้ซาตาน, ระบบซาตานทั้งหลาย เราเลยต้องมี "พระผู้ไถ่" จึงจะช่วย ให้พวกเขารอดจาก "ภาคมืด" ได้ เราจึงมี "พระผู้ช่วยให้รอด" ไงครับ เอาละ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ


เมื่อบำเพ็ญบารมี "พร้อมแล้ว" พระโพธิสัตว์ควรทำกิจ "ไถ่" ปวงสัตว์


เอาละ เริ่มแรกเลยคือ ควรเข้าใจก่อนว่าการฝึกฝนตน, การศึกษา, การ บำเพ็ญบารมี ก็อย่างหนึ่ง มันเป็น "ช่วงแรกก่อนรับกิจ" ครับ แต่ถ้าผ่าน ได้แล้ว เหมือนเราเรียนจบ สอนผ่านหมดแล้วน่ะครับ เราก็จะมีงานทำใช่ ไหมครับ? (สมมุติง่ายๆ นะครับ) พระโพธิสัตว์ก็เช่นกัน จะบำเพ็ญบารมี อย่างไรก็แล้วแต่ กินเจหรือไม่กินเจ ก็แล้วแต่ ถ้าบำเพ็ญบารมีได้เต็มแล้ว (สำหรับที่จะใช้ในชาตินั้นๆ) จึงจะเข้าสู่ขั้นตอน "รับกิจจากสวรรค์" ซึ่ง ในขั้นตอนนี้ พระโพธิสัตว์ "จะไม่ได้ลองผิด, ลองถูกไปเองอีกแล้ว" แต่ก็ จะได้รับ "เฉลย" ว่าจะต้องทำอย่างไร? อะไรที่ทำไปแล้วมันผิด ก็แก้ใหม่ ให้มันถูก อะไรแบบนั้น เอาง่ายๆ ที่ท่านเห็นคนทำความดี, สร้างบารมีมาก มายกันนั้น "ผิดไปแล้ว ๙๐% กว่า" แต่มันก็ไม่ใช่ความผิด ความเลวร้าย อะไรนะ มันคือ "การลองผิดลองถูก" ขณะบำเพ็ญบารมียังไม่สำเร็จไง ก็ จะมีผิดกันได้เป็นธรรมดา แต่เมื่อเต็มแล้ว พอดีแล้ว เดี๋ยวเบื้องบนท่านจะมี เฉลยมาให้เราเองว่าให้เราทำอะไร ทำอย่างไร ทำกับใครบ้าง จะดีขึ้นครับ


การทำกิจ "ไถ่" ปวงสัตว์ เป็นกิจจากสวรรค์เพื่อฉุดช่วยสัตว์ในโลกมืด


ต่อไป ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่าสัตว์ในโลกนี้ ที่จำเป็นจะต้องได้รับความ ช่วยเหลือมากเป็นพิเศษคือพวกที่อยู่ในอบายภูมิ ๔ ซึ่งมีพระกษิติครรภ์ ดูแลอยู่ อีกพวกหนึ่งคือ พวกที่ไม่ได้อยู่ในระบบภพภูมิทั้งสามนี้ และไม่ ได้มาจากต่างดาวหรือโลกธาตุอื่น แต่เป็นพวกที่หลบซ่อนผิดกฏสวรรค์ ในใต้ภาคพื้นโลกเรานี่เอง พวกเขาเหล่านี้มีมากมาย มีตั้งแต่ที่ยังมีกาย ทิพย์เป็นเทพชั้นสูงๆ, ชาวพรหมโลกชั้นสูงๆ หรือแม้แต่พวกต่างดาว ที่ อับแสงไปแล้วกลายสภาพเป็นภาคมืดก็มีครับ ดังนั้น โลกจึงกลายเป็นที่ หลบซ่อนตัวของ "ผู้กระทำความผิดแล้วหลบหนีมา" มากมายครับ เรา จึงต้องมีการร้องขอให้พระโพธิสัตว์ลงมาช่วยแก้ไขปัญหานี้ เหมือนคน เรานี่แหละครับ บางครั้งทำผิดไปแล้ว ไม่รู้จะกลับหลัง, ถอยหลังกลับได้ อย่างไร? ทั้งยังถูกพลังภาคมืด ดึงดูดไปเรื่อยๆ ให้ถลำลึกไปเรื่อยๆ ดังนี้ จึงเป็น "กิจสำคัญ" มากทีเดียวครับ ที่เราจะมา "ไถ่จิตวิญญาณมืด" ที่ ถูกพันธนาการไว้กับภาคมืดเหล่านั้นให้เขากลับคือสู่ระบบสามภพดังเดิม


ท่านทั้งหลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพระผู้ไถ่และพระผู้ช่วยให้รอดกันเถิด


ต่อไป ท่านทั้งหลายที่บำเพ็ญบารมีมาดีแล้ว "บางท่าน" จะมีบารมี และ มีความสามารถในการโปรดสัตว์แบบนี้ได้ "ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้" แต่ "ทุกคนก็เรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ ไม่ต่างกัน" คือ ทุกคนสามารถลอง เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง จนถึงจุดที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็น "พระผู้ไถ่และผู้ ช่วยให้รอด" ได้ ทว่า แต่ละท่านก็มี "บารมีและกำลังจำกัด" บางครั้งก็ ไถ่จิตวิญญาณเขาได้ "ครั้งหนึ่งแล้ว" ทว่า เขามีเจ้าหนี้เยอะเหลือเกินก็ เลยช่วยเขาได้แค่ "ชั่วคราว" เท่านั้น ไม่นานก็มี "ภาคมืดที่เป็นเจ้าหนี้" มาผูกพันธนาการเขาต่ออีก เลยไม่จบ ไม่สิ้นกันได้ มันทำได้แค่นั้นเอง ก็ เพราะเวรกรรมของแต่ละคนมีมากน้อยไม่เท่ากัน และบารมีของพระโพธิ สัตว์เองก็มีไม่เท่ากัน จึงเป็นเช่นนี้เองครับ แต่อย่างไรเสีย แม้การช่วยให้ เขาได้รับการไถ่ ได้รับความรอด แค่เพียงชั่วขณะสั้นๆ ก็อาจทำให้เขาได้ มีโอกาสรับแสงธรรมและเกิดปัญญาได้เหมือนกัน ทว่า หลังจากนั้น เขาก็ ยังต้องกลับไปอยู่ในฐานะเดิม คือ ถูกภาคมืดพันธการอีกเช่นเดิม เอาละนี่ ไม่ใช่ความผิดอะไรหรือของใรคร แต่มันเป็นเช่นนี้เอง เราช่วยเราได้เท่านี้ ก็ไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าจะช่วยให้หลุดพ้นไปเลย, ได้มากกว่านั้น ก็ยิ่งดีครับ


เหล่าซอมบี้ทั้งหลาย เมื่อได้รับการปลดปล่อยแล้วจะมาอาศัยร่างคน!


ต่อไป เหล่าซอมบี้ (จิตวิญญาณมืดที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อย) เมื่อได้ รับการปลดปล่อยแล้ว พวกเขาจะมาครองร่างคนอยู่ เขาจะเลือกคนที่มี พลังจิตต่ำๆ ก่อน ตามกำลังของเขาที่จะครอบงำได้ เช่น คนป่วย หรือผู้ เสพยาเสพติด ขาดสติอยู่ จากนั้นจะพัฒนาไปเรื่อยๆ เพื่อหา "ร่างใหม่" ที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ตามกำลัง "ฤทธิ์ที่เพิ่มขึ้น" ของพวกเขา แต่ร่างที่ดีนั้น ครอบงำได้ยาก จำต้อง "หาช่องโหว่" เช่น ถ้าเป็นพระ จะต้องยุยง, ดล จิตดลใจให้หลงตัวเอง ให้ประมาทเข้าไว้ เมื่อประมาทพลาดพลั้ง ผิดศีล มากๆ ก็กลายเป็น "ช่องโหว่, ช่องกรรม" เปิดให้พวกเขาเล่นงานพระผู้ นั้นได้ ยังมีอีกหลายวิธีมากที่พวกเขาจะเล่นงานผู้ที่มีพลังจิตสูงๆ หรือมี สภาพร่างกายสมบูรณ์ มีบุญบารมีหล่อเลี้ยงตัวดีๆ เช่น การหลอกให้ได้ เสวยผลบุญมากจนเกินตัว สุดท้าย ไม่ทันรู้ตัวว่าบุญตนติดลบไปแล้ว ได้ กลายเป็นหนี้ภาคมืดไปแล้ว เมื่อไรไม่ทราบ (เคยโดนไหมครับ ที่เขามา เก็บเงินอะไรเรามากมาย โดยเราไม่ทราบก่อน เช่น ค่าโทรฯ คุณเกินค่ะ) อะไรแบบนั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำกันอย่างดีและเป็นระบบโดยภาคมืดนั่นเอง


เหล่าซอมบี้ทั้งหลาย "อัพเกรดตัวเอง" ให้มีฤทธิ์มากขึ้น ได้อย่างไร?


ต่อไป เมื่อเหล่าซอมบี้มาอยู่ร่วมกับร่างสังขารมนุษย์แล้ว หรือยังอยู่ใน ขั้นตอน "รอเข้าร่างคนอยู่" หรือ "กำลังเลือก, กำลังหาอยู่" ก็ดี เขาก็ จะทำการ "อัพเกรดตัวเอง" ให้มีฤทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ไปอยู่ในพระ พุทธรูป, เทวรูป, เครื่องรางของขลัง, พระเครื่อง, รูปภาพ, หรืออะไรก็ ได้ที่รองรับ "พลังจิตของมนุษย์ได้" เช่น ไมค์ร้องเพลง ก็ดี ก็ได้นะครับ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ก็ได้ครับ พวกเขาจะอาศัยเกาะอยู่ เพื่อรับพลังจิต ของคนทั้งหลาย ทั้งยังเสริมความหลงให้คนเช่น ใช้ฤทธิ์เดชทำให้คนมี เงิน, รวยขึ้น, ถูกหวยมากผิดปกติ ฯลฯ ก็จะก่อให้เกิด "วังวนแห่งความ เชื่อที่หลงผิด" เชื่อแล้วได้ เชื่อแล้วเป็นจริงก็ยิ่งเชื่อแล้วซอมบี้ที่อยู่เบื้อง หลัง ก็จะได้รับพลังจิตของคนไปเรื่อยๆ ต่อเนื่อง เลยกลายเป็นวังวนมืด ไปครับ มันจะมีลักษณะคล้าย "ธรรมจักร" แต่มันไปคนละทาง ให้ผลไป คนละอย่าง ธรรมจักรหมุนแล้วสว่างขึ้น แต่วังวนมืดหรือ "สวัสดิกะ" นั้น จะหมุนแล้วยิ่งมืด ยิ่งดำ "พลังแห่งความมืดหลง" ยิ่งเข้ามามากขึ้นครับ


การไถ่จิตวิญญาณมืดออกมาจากภาคมืด บางครั้งก็ต้องแลกด้วย...


ต่อไป ในกระบวนการไถ่จิตวิญญาณมืด ที่ถูกพันธนาการโดยภาคมืด นั้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ หรือมีปัญหากับภาคมืด (เช่น การปะทะ กัน) จึงใช้สันติวิธีเช่น การแลกเปลี่ยนด้วยอะไรบางอย่างยกตัวอย่าง เช่น พระเยซู ได้ใช้ชีวิตของท่านเอง เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนเพื่อไถ่เอา จิตวิญญาณบาป จิตวิญญาณมืดในยุคนั้น ออกไปจากพันธนาการซึ่ง ภาคมืด ต้องการแลกด้วยชีวิตของท่าน ให้ท่านตายไปจากโลกเพราะ ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็จะได้รับการยอมรับจากคนมากมาย จนจะทำให้ พวกเขาสิ้นอำนาจไป พระเยซูก็จะกลายเป็น "ผู้นำคนใหม่ในยุคนั้น" พวกภาคมืดต้องการมีอำนาจดังเดิม จึงให้ท่านตายบนไม้กางเขนเพื่อ ให้พ้นๆ ไปเสีย ผลจากการแลกเปลี่ยนครั้งนั้น ทำให้พระเยซูไถ่เอาจิต วิญญาณมืดมาได้มากมายเช่นกัน จึงกลายมาเป็นพระนามที่เรียกกัน ว่า "พระผู้ไถ่" ในอีกฐานะหนึ่ง ที่มาของพระนามนี้ ก็เป็นไปดังกล่าว


การไถ่จิตวิญญาณมืดออกมาจากภาคมืด โดยการแลกด้วยบุญของตน


สุดท้าย ก็คือ การไถ่จิตวิญญาณมืดอีกวิธีที่ดีกว่าการแลกด้วยชีวิตครับ ก็คือ การไถ่จิตวิญญาณบาป ด้วย "การแลกด้วยผลบุญ" ของเรา ถ้ามี มากนะครับ หรือไม่เราก็ทำบุญไปเรื่อยๆ ตุนไว้ เพื่อเป็นคลังบุญในการที่ เราจะเบิกมาใช้ในการ "ไถ่จิตวิญญาณบาป" ซึ่งจะมี "จิตวิญญาณมืด" ที่มาทำหน้าที่ "แลกเปลี่ยนกับเรา" อีกที ทั้งนี้ ถ้าจิตวิญญาณดวงนั้นๆ ไม่ได้ติดหนี้ภาคมืดมากเกินไป หรือทำงานใช้หนี้ภาคมืดมานานแล้ว ก็ จะมีโอกาสไถ่เขาได้มากขึ้น เมื่อไถ่เขาแล้ว เขาจะมาอยู่กับเราๆ ก็ต้อง ช่วยให้เขากำเนิดใหม่อีก ด้วยการชำระล้างจิตวิญญาณบาป นั่นเอง ที่ กล่าวเช่นนี้ ให้เข้าใจง่ายๆ นะครับ ไม่ใช่การเอาน้ำมาล้างจริงๆ หรือถ้า คนที่มีพลังจิต, มีของทิพย์เป็นแจกันทิพย์ที่มีน้ำทิพย์ชำระจิตวิญญาณ ได้ ก็สามารถทำได้ด้วยการ "สมมุติเอาน้ำมาล้าง หรือรดน้ำมนต์ ก็ได้" อันนั้นได้เฉพาะท่านที่มีธรรมเอื้ออำนวยนะครับ ก็ใช้สมมุติทางโลก เช่น น้ำ ชำระล้างได้เลย ทำพอเป็นพิธี เท่านั้น สำคัญอยู่ที่ "ใจ-พลังจิต" ที่ อยู่ข้างในต่างหากครับ เอาละ เรื่องการไถ่ยังมีอีกมากมาย เอาไว้แค่นี้ก็ พอนะครับ ท่านใดมีประสบการณ์จริง ก็เชิญเล่า, แลกเปลี่ยนกันได้ครับ สวัสดีครับ ....


7 ต.ค. 2555

"เสียงจากนิรนาม"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

พลังมาร, พลังมืด, พลังอสูร, มนต์ดำ อะไรก็ใช้ได้ทั้งนั้นแหละ ถ้ารู้จักใช้อ่ะนะ

ฮาโหลๆ วันนี้มาช้าหน่อยนะครับ ต้องขอโทษทีติดธุระ อ่ะ แต่มีเรื่อง เจ๋งๆ มาโม้ เอ้ยเล่าให้ฟังอีกแล้วก็ คือ เรื่องการใช้พลังงานด้านลบเช่น พลังภาคมืด, ภาคมาร, ภาคอสูร ฯลฯ มันก็ได้นะ ถ้ารู้จักใช้ มันก็ไม่เป็นลบ ไปซะหมด เรียกว่า มันพลิกผันกลับ เป็นบวกได้ไงคร้าบ อ้าว แล้วจะใช้ยัง ไงให้มันพลิกกลับมาเป็นบวกได้ละ อันนี้ละ ไม่ช่ายง่ายๆ เพราะคนทั่วไป ทำไม่ได้หร้อก ต้องเราชาวไซย่าเท่านั้น ถึงจะได้ หุๆๆ เอาละ จะโม้ เอ้ยเล่าให้ฟัง


ทุกอย่างนี้ ไม่มีอะไรผิดหรือเป็นลบหรอก มันขึ้นอยู่กับเราใช้ตะหากเล่า?


เริ่มแรกนะ ทุกอย่างในจักรวาลนี้ มันไม่ได้มีดี-ชั่ว, ถูก-ผิด, บวก-ลบ ใน ตัวมันเองหร้อก แต่ถ้ามันถูกใช้ไปในทางบวก มันก็เป็นบวกได้, ถ้ามันถูก ใช้ไปในทางลบ มันก็เป็นลบได้, ถ้ามันถูกใช้ไปในทางที่ดี มันก็ดีได้, แต่ ถ้ามันถูกใช้ไปในทางที่ไม่ดี มันก็ไม่ดีได้ เอาละ สรุปแว่ เอ้ยว่า ยังไงก็ยัง งั้น ก็แล้วกัน เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา, ส่วนเรื่องของเรา ก็อยู่ที่ว่า เราจะใช้มันยังไง ใช่มั้ยละคร้าบ? ดังนั้น ทั้งพลังภาคมืด, พลังภาคมาร, ภาคไหนต่อมิอะไร ก็ช่างมันเถอะ อยู่ที่เราจะใช้มันไปทางไหนตะหากเล่า


สำหรับพวกเราชาวไซย่าแล้วละก็ สามารถใช้พลังทุกอย่างเป็นบวกได้


ต่อไป ถ้าคุณอยากจะใช้พลังทุกอย่างไปในทางสร้างสรรค์หรือเป็นบวก ละก็ คุณอาจทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตามกำลังของคุณเอง แต่สำหรับพวก เราชาวไซย่าแล้วละก็ เรามีธรรมชาติที่สร้างมาให้สามารถใช้พลังไปใน ทางบวกได้เสมอ เราจึงเป็น "ต้นแบบของการใช้พลังงานไปในทางบวก" สำหรับจักรวาลนี้ครับ ดังนั้น เราทำได้ 100% เพราะเราเป็นแบบนี้ แต่ถ้า คุณจะทำอย่างเราบ้าง ก็จะได้ไม่ถึง 100% แต่ก็ไม่เป็นไร สัก 50-75% ก็ถือว่า ดีมากๆ แล้วละ โอเค? ดังนั้น เมื่อคุณคิดจะใช้พลังงานแบบเรา ก็ ควรที่จะ "เปิดใจยอมรับพลังทุกอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่าง" ได้ว่ามันคือธรรมะ ธรรมชาติ อย่างหนึ่ง ก็เท่านั้นเอง มันไม่ได้มีความถูก-ผิด, ดี-ชั่ว, บวก- ลบ ฯลฯ อะไรในตัวของมันเองเลย มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง มาตั้งแต่ ต้น เอาละ ผมไม่ได้บอกว่าให้คุณไปใช้พลังมาร, พลังมืด แล้วก็จะได้เป็น เหมือนผมนะ เพราะคุณยังห่างชั้นจากพวกเรา มั๊กๆๆๆ ม้ากกกกก เอาละ ถ้าคุณยกระดับตัวเองมาใกล้เรามากขึ้นเท่าไร ก็จะใช้พลังงานด้านลบได้ เอง โดยไม่เกิดปัญหา แต่ถ้าคุณยังไม่ถึงระดับก็ละเว้นการใช้ น่าจะดีกว่า


นั่นก็หมายความว่า ทุกอย่างที่มีอยู่ในธรรมชาติ คุณก็ใช้ได้ทั้งนั้นนั่นแหละ


ต่อไปถ้าคุณยกระดับถึงระดับของชาวไซย่าได้ ไม่ว่าจะกี่ % ก็แล้วแต่คุณ ก็จะมีความสามารถในการใช้พลังงานด้านลบได้ โดยที่มันไม่เป็นลบ แถม ยังแปลงเป็นบวกได้อีกตามแต่กำลังความสามารถของคุณก็แล้วกัน ฉะนั้น ทุกอย่างที่มีอยู่ในธรรมชาติ คุณจึงใช้ได้ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็น ยาบ้า ก็ ดี, การพนัน ก็ดี, สิ่งผิดกฏหมาย ก็ดี, อาวุธสงคราม ก็ดี ฯลฯ คุณก็ใช้ได้ ทั้งนั้น ตามกำลังความสามารถในการใช้ของคุณ ว่าคุณจะใช้ไปในทางที่ ดีได้มากแค่ไหนก็เท่านั้นเอง แต่ระหว่างที่คุณยังไม่มีพลังของไซย่า คุณก็ ไม่ควรใช้นะครับ เพราะมันอาจส่งผลลบต่อคุณได้ก่อน เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่ เตือน เอาละ ยกระดับขึ้นไปให้ได้เหมือนพวกเราชาวไซย่า แล้วคุณก็จะทำ ได้เอง นั่นแหละ เรียกว่า ทุกอย่างคือธรรมชาติ แต่คนแต่ละคน จะมีธรรมะ ธรรมชาติ ของการทำกิจ, ใช้สิ่งต่างๆ, รับสิ่งต่างๆ, เสวยสิ่งต่างๆ ฯลฯ ได้ ต่างกัน มันก็เท่านั้นเองแหละ ใครมีกำลังใช้อะไรได้ เขาก็จะใช้มันได้คร้าบ


เราก็เหมือนพวกไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ใช้แต่ของคนอื่นเขาทั้งน้านหละ


ทีนี้ พวกคุณอาจมองพวกเราชาวไซย่า เหมือนว่าไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง เพราะใช้แต่ของคนอื่น ทว่า จริงๆ แล้วเรามีมากมาย ซุปเปอร์เลยละ แต่ว่า เราไม่ได้เอามาใช้ เราเก็บไว้อย่างดี ไว้ใช้สำหรับตัวเราเอง ตะหากละ คุณ ก็เลยอาจมองเห็นเปลือกนอกของเราเหมือนว่าเราไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง เลย นั่นแหละ การไม่ใช้พลังของตัวเองออกไปให้เสียเปล่า (เพื่อจะได้เก็บ ไว้ใช้เพื่อสมดุลของตัวเองไงเล่า) แต่ใช้แต่ของคนอื่น ไม่ใช่ขโมยนะ แล้ว ก็ไม่ใช่การแลกเปลี่ยน มันเป็นธรรมชาติที่ไหลเวียนไม่อาจยึดเป็นของใคร ได้ เราก็เลยหยิบมาใช้ ก็เท่านั้นเอง นั่นก็คือ เทคนิกในการใช้พลังงานของ เรา เราก็เลยไม่ค่อยสูญเสียพลังชีพไปกับการทำกิจอื่นๆ และคนทั่วไป จึง มองไม่ออกว่าเรามีพลังอะไรกันแน่เพราะเราไม่ได้ใช้ออกไปไงละ ซึ่งเหล่า มนุษย์โลก จะฝึกฝนเพื่อทำให้ได้อย่างเราบ้าง แม้ไม่ 100% ก็ได้นะ เขา เป็นพวกที่ฝึกฝนได้ เรียนรู้ได้หมดทุกอย่างอยู่แล้วนี่นาแม้ว่าจะไม่เก่งที่สุด เหมือนพวกต่างดาว ก็ตาม แต่มนุษย์โลกก็เรียนรู้ได้หมดทุกๆ อย่างเช่นกัน


เราไม่ใช่ครูผู้สอน, ไม่ใช่นักอธิบาย หรือนักสื่อสาร เราก็แค่ "เม้าท์ๆๆ"


เอาละ ทีนี้ มาดูการทำกิจของเรา ชาวไซย่ากันบ้าง ปกติแล้ว พวกเราก็ ไม่ได้ทำอะไร เป็นชิ้นเป็นอัน นักหรอก หรือกล่าวง่ายๆ ว่าไม่ได้ทำอะไร เลย ก็ว่าได้ ฮ่าๆๆ จะให้เราไปสอนคนอื่นเขาแบบพวกดาวพฤหัสฯ เราก็ ไม่ทำ, จะให้เราไปอธิบายธรรม ให้คนเข้าใจกระจ่างแจ้ง แบบพวกที่มา จากพระอาทิตย์ เราก็ไม่ทำ, จะให้เราไปสื่อสารเหมือนพวกที่มาจากดาว พุธ นี่ก็ไม่ใช่เราอีก เราก็แค่ "เม้าท์ๆๆๆ" ไป เหมือนกะมนุษย์ปุถุชน ที่มา เจอกัน ก็คุยกันธรรมดา เราไม่มีอะไรที่เกินไปกว่านั้นหรอก ก็แค่คุยกันก็ แค่นั้นเอง ไม่ได้มีตัวตนของผู้คุยว่าเป็น "คุณครู" หรือไม่, "นักบรรยาย" หรือไม่, "นักสื่อสาร-สื่อมวลชน" หรือไม่? ก็ไม่มีเลย ไม่มีตัวตนตัวไหน ที่รองรับการเม้าท์ของเราเลย ฮ่าๆๆ ไม่ใช่ว่าเราไปพูดในฐานะตัวตนของ คุณครู, นักบรรยาย, หรือว่าสื่อมวลชนสักหน่อย ก็ไม่ใช่ เราก็แค่เม้าท์ๆ ไปตามธรรมะ ธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไป ไม่ใช่เพราะด้วย "มีตัวตน" มา ให้เราๆ จึงพูดซะหน่อย ก็หาไม่ เพราะเหตุนี้แหละ กิจของเรามีแค่นั้นเอง


เราอยู่เหนือ "ตัวตนทุกตัวในระบบสุริยจักรวาลนี้" เราเลยไม่ติดดาวใดๆ


เอาละ ทีนี้ เพราะเหตุว่าเราไม่มีตัวตน ไม่ติดตัวตนใดในดาวดวงใดที่อยู่ ในระบบสุริยจักรวาลนี้ เราจึงไม่มีตัวตนในดาวเหล่านั้นจะเป็นตัวตนของ นักทำนาย, นักพยากรณ์มั้ย ก็ไม่มีอีกแหละ เราก็เลยไปพ้นเหนือดาวทั้ง หลายในระบบสุริยจักรวาลโน่น เราจึงรู้ว่าทุกตัวตนที่ยังวนเวียนอยู่ในนี้ ในระบบสุริยจักรวาลนี้ "ยังมีตัวตนกันอยู่ในดาวต่างๆ มิติต่างๆ" ไม่ใช่ ผู้ที่หมดสิ้นตัวตน-ชาติภพแล้วก็หาไม่ เอาละ เราเองก็ยังมีตัวตนเหมือน กัน ทว่า ตัวตนของเราอยู่สูงกว่า, เหนือกว่าระบบสุริยจักรวาล ก็เลยได้ เห็นอะไรๆ ในระบบสุริยจักรวาลนี้ ได้มากกว่าตัวตนที่อยู่ต่ำกว่าลงไป ก็ เท่านั้นเอง มีอยู่หลายตัวตนมาก ที่หลงคิดว่าพวกเขาหมดสิ้นตัวตนแล้ว และได้นิพพานแน่นอน ทว่า เรายังเห็นตัวตนของเขา เวียนว่าย-ตายเกิด อยู่ในระบบสุริยจักรวาลนี้ ยังไม่อาจออกไปเหนือกว่านั้นได้เลย บางพวก ก็ไม่ติดดาว ไม่ไปเกิดในดาวดวงใด ทว่า "หลงล่องลอยเท้งเต้งอยู่แต่ใน ที่ว่างระหว่างระบบสุริยจักรวาลนี้" ก็มี เอาละ อย่าตกใจ แค่เล่าให้ฟัง ก็ เท่านั้นเอง เพราะที่แย่กว่านี้ก็ยังมีอีกเยอะแยะ โดยเฉพาะ ที่อยู่ใต้โลกนี้


มนุษย์โลกที่มีนิสัยเปลือกนอกคล้ายเรา ก็อาจรับพลังของเราได้ แต่ทว่า?


สุดท้าย พลังของเราชาวไซย่า ได้เชื่อมโยงมายังโลกด้วย และก็มีมนุษย์ โลกมากมายหลายคนรับพลังของเราได้ เพราะมี "นิสัยเปลือกนอก" ซึ่ง คล้ายคลึงกับพวกเรา ทว่า "แก่นแท้ข้างในพวกเขา" ต่างจากเรามาก ก็ เลยเกิดปัญหา คือ พวกเขาได้พลังของพวกเราไปใช้ได้แค่ระยะหนึ่ง เท่า นั้นเอง จากนั้น พวกเขาก็จะสิ้นท่า เพราะของมันไม่ได้ดีแท้จากข้างในยัง ไงละ เอาละ เรากำลังบอกแค่ว่าพลังของเราไม่ได้ลึกลับหรือหายากอะไร ทว่า คนที่ได้รับ ได้รับง่าย ก็อาจสูญเสียไปได้ง่ายเช่นกัน เมื่อพวกเขาได้ สูญเสียพลังของเราไปแล้ว ก็จะมีชีวิตที่ตกอับ และมีปัญหาชีวิตมากมาย


หมดเวลาของเราละ ไปก่อนละกัน ...


2 ต.ค. 2555

"เสียงจากชาวไซย่า" รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

"เงิน" กำลังครอบงำ ล่ามโซ่คุณไว้ดุจทาสหรือไม่? ทำอย่างไรจะพ้นจากปีศาจเงิน?

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องเกร็ดเล็กๆ ครับ คือ จำได้มั้ยครับที่ผมบอกว่าสมมุติทุก สิ่งในโลกล้วนมี "วิญญาณ" เช่นกัน ครับ "เงินก็มีวิญญาณ" มันเป็นสิ่งที่ กำลังมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ครับและ กำลังครอบงำคน ล่ามโซ่คน ให้คนจะ ต้องกลายเป็น "ทาสของเงิน" ฟังดูก็ ไม่ต่างจากปรัชญาทั่วไปเนอะ แต่ผม กำลังจะบอกว่ามันไม่ใช่ปรัชญา แต่ มันคือ "ความจริง" และตอนนี้มันมีทั้ง "รูปนาม" ที่แก่กล้ามากครับ มันมีจิต วิญญาณ และกำลังเล่นงานมนุษย์อยู่ เอาละ เริ่มน่าสนุกแล้ว งั้นเรามาเข้า เรื่องกันแบบง่ายๆ สบายๆ กันเลยครับ


"สมมุติทั้งหลายที่คนสร้างขึ้น" อาจกลายเป็น "ปีศาจ" ได้ถ้าได้รับ...


อย่างแรกที่ผมอยากจะบอกท่านคือ "สมมุติทุกอย่างที่คนสร้างขึ้น" ถ้า ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพลังจิตของคนจำนวนมาก ถึงจุดหนึ่งก็จะเกิดมี "วิญญาณครอง" และตามมาด้วย "จิต" และถ้าพลังจิตที่หล่อเลี้ยงนั้น เป็นพลังกิเลสแล้ว มันมีโอกาสสูงมากครับที่จะกลายเป็น "ปีศาจ" หรือ ก็คือ "สื่อนำวิญญาณ" อย่างหนึ่ง ขณะนี้ เงิน ได้กลายเป็นสื่อนำปีศาจ ร้ายเข้ามาครอบงำมนุษย์ ทั้งยังผูกมัดล่ามโซ่มนุษย์ไว้เป็นทาสของมัน! ในขณะเดียวกัน ถ้าสมมุติที่คนสร้างขึ้นได้รับพลังงานที่ดี มันก็จะนำพา วิญญาณที่ดี สว่างไสวตามมาคุ้มครองสิ่งนั้นด้วย เช่น เทวรูปที่ได้รับการ ดูแลอย่างดีและถูกต้องจากผู้ดูแลศาลเจ้า (ทว่า แบบนี้เป็นไปได้ยาก จน แทบไม่มีอีกแล้วบนโลกครับ) ดังนั้น ผู้รู้จึงแนะนำว่าไม่ควรสร้างสมมุติที่ สามารถ "รองรับพลังจิต" ของผู้คนไว้บนโลกมากครับ เช่น ไม่ควรสร้าง เทวรูปต่างๆ ให้คนกราบไหว้เพราะคนที่กราบไหว้โดยไม่ส่งพลังจิตให้สิ่ง นั้นๆ มีน้อยและเป็นไปได้ยากครับ พลังจิตของคนทั้งหลายเมื่อส่งไปรวม กันที่ "วัตถุสมมุติ" นั้นแล้ว วัตถุนั้นก็จะรองรับเอาพลังจิตของคนไว้ ทว่า มันได้ไม่นานครับ เพราะวัตถุพวกนี้ ไม่อาจจะรองรับพลังจิตคนได้ดีนัก ก็ จะมี "จิตวิญญาณ" มาเอาพลังจิตเหล่านั้นไปครับ แล้วมันก็จะเติบโตขึ้น จนกลายเป็นปีศาจที่มีฤทธิ์มาก แปลงร่างได้ ประสานร่างกับมนุษย์ได้ จน ถึงขั้นทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมาย พลังจิตที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณนั้น ก็ มีคำเรียกครับว่า "วิญญาณาหาร" คือ พลังวิญญาณที่หล่อเลี้ยง เหมือน อาหาร นั่นแหละครับ นี่แหละ การพัฒนาการของเหล่าปีศาจทั้งหลายครับ


ทุกครั้งที่คุณใช้เงิน คุณอาจจะสูญเสียพลังปราณแห่งมนุษย์ไปเรื่อยๆ


ต่อไปที่ผมอยากจะบอกท่านคือ ถ้าท่านใช้เงินไม่เป็น ทุกครั้งที่ท่านใช้ เงิน ท่านจะถูก "ปีศาจเงิน" สูบลมปราณไปเรื่อยๆ มันจะสูบลมปราณ เฉพาะนะครับ ฟังให้ดีนะ มันจะสูบลมปราณที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความ เป็นมนุษย์ เท่านั้น ลมปราณชนิดอื่นๆ มันไม่ต้องการครับ เพราะอะไร? เพราะมัน "ต้องการเป็นมนุษย์" ครับ ปีศาจเงิน จะสูบลมปราณเฉพาะ ที่ทำให้มนุษย์ค่อยๆ สูญเสียความเป็นมนุษย์ไป มันจะค่อยๆ ทำให้คน ไม่เหลือความเป็นมนุษย์ครับ เพราะมันต้องการเป็นมนุษย์ และตอนนี้ มันก็กำลังจะสำเร็จแล้ว มันวางแผนจะตั้งตัวเป็น "พระเจ้า" บนโลกนี้ ด้วย ดังนั้น "พระเจ้าที่แท้จริง" จึงต้องทำบางอย่างเพื่อหยุดกระบวน การนี้ครับ เอาละ ถ้าคุณอยากจะรู้ความจริง ลองสังเกตุดูครับ ใช้ที่ใช้ เงินเป็นการแก้ปัญหาในชีวิตมากๆ จนเคยชิน จะไม่ค่อยรู้ว่าจะใช้พลัง ความสามารถของ "มนุษย์" ในการแก้ปัญหาชีวิตอย่างไร เอะอะอะไร ก็ใช้เงินแก้ปัญหาก่อนเลยครับ คนพวกนี้จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพราะสูญ เสีย "พลังชีพแห่งมนุษย์" ครับ มันจะเปลี่ยนถ่าย "ปราณปีศาจ" ของ มันสู่ร่างมนุษย์ จนมนุษย์มีสภาพกึ่งปีศาจ หมดสิ้นความเป็นมนุษย์และ มันก็จะกลายร่างเป็นมนุษย์ อาศัยในร่างมนุษย์ ได้เหมือนมนุษย์ปกติ ! เมื่อมองด้วย "ตาทิพย์" ท่านจะเห็นกายทิพย์ของมันเหมือนมนุษย์ปกติ ทำให้ท่านไม่คิดปราบหรือทำลายมัน มันก็จะรอดจากเงื้อมมือของท่าน ไปได้ เพราะขณะนี้มันเริ่มจะได้ "ร่างมนุษย์" แล้วในระดับทิพย์นะครับ


หยุด "ใช้เงินแก้ปัญหาชีวิต" แต่จงปลุกพลังชีพมนุษย์ขึ้นมาใช้แทน !


ต่อไปที่ผมอยากจะบอกท่านคือ ทางแก้ที่ท่านจะไม่สูญเสียพลังชีพแห่ง ความเป็นมนุษย์ไปให้มัน ก็คือ ท่านจะต้องหยุดใช้มัน (เงิน) แก้ปัญหา ชีวิตต่างๆ เช่น เวลาไม่มีอาหาร ท่านทำอย่างไร? มีปัญหาแล้วใช่มั้ย ก็ ใช้เงินแก้ปัญหาอย่างนี้หรือเปล่า? นั่นละ มันได้พลังชีพมนุษย์ของท่าน ไปอย่างง่ายดายมาก ท่านลองปรับมุมคิดสิ เวลาไม่มีอาหาร อ๊ะ ฉันเป็น "มนุษย์โลก" ฉันมีพลังที่จะทำมันเองได้ เอาละ ฉันหาอาหารบ้าง แต่ก็ ใช้เงินเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบบ้าง (แต่ไม่ได้ใช้เงินแก้ปัญหานี้ 100%) นี่ อย่างนี้ พลังชีพมนุษย์ของท่าน จะไม่ถูกมันสูบไป เพราะท่านใช้พลังนี้ ในการแก้ปัญหาชีวิตเรื่อยๆ แต่ใช้ "เงิน" เป็นองค์ประกอบนิดหน่อย ก็ เท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าใช้เงินแก้ปัญหา ซื้อมาซะ ก็จบ อันนี้ ใช้ไม่ได้ มันก็ จะครอบงำท่าน แล้วส่งพลังมืดของมันให้ท่าน พร้อมทั้งสูบเอาพลังชีพ แห่งมนุษย์ของท่านไป สรุปคือ 1. อย่าใช้เงินแก้ปัญหาชีวิต แต่จงปลุก พลังชีพแห่งมนุษย์ขึ้นมาใช้ โดยให้เงินเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น 2. อย่าให้เงินนำหน้าทุกอย่าง แต่จงให้มันตามหลัง เช่น ใช้ปัญญาให้ ดีก่อนแล้วจึงว่าเรื่องเงินตามมาทีหลัง และอย่าไปพึ่งมันมากเกินไปครับ 3. อย่านับถือคนเพราะเรื่องเงิน และอย่าส่งจิตส่งใจไปเรื่องเงินมากเกิน ไป พลังจิตของท่านจะไม่สูญไปยังปีศาจเงินนี้ เช่น เวลาทำงาน ก็ทำให้ ดี ไม่ต้องไปสนใจว่าเขาจะให้เงินเราเท่าไร แล้วพลังชีพของท่านจะไม่มี ลดลง จนสูญเสียความเป็นมนุษย์ไป เพราะถูกปีศาจเงินนี้ สูบเอาไปครับ แล้วก็อย่าดีใจกับการได้เงินมาก อย่าหลงเงินมาก มันเป็นแค่ "ของใช้" อย่างหนึ่งในชีวิตของเรา เหมือนมีด, จอบ-เสียม, ปากกา ฯลฯ ก็แค่นั้น


คนมีบารมีใช้เงินได้ แต่ถ้าไม่มีบารมีมาทางนี้ "อย่าไปใช้เงินมาก" ครับ


ต่อไปที่ผมอยากจะบอกท่านคือ ผู้มีบารมีต่ออะไร ก็จะใช้สิ่งนั้นได้โดยไม่ มีปัญหาครับ เช่น มีบารมีต่อมีด ก็ใช้มีดได้ไม่มีปัญหา, มีบารมีต่อตำรา ก็ ใช้ตำราได้ โดยไม่หลงบ้าตำรา-ยึดติดตำรา, มีบารมี ต่อเงิน ก็ใช้เงินได้ โดยไม่ถูกเงินครอบงำ ฯลฯ เอาละ "ของทุกอย่างในโลก" อย่าไปหลงมัน มาก มันมีวิญญาณถือครอง และครอบงำเราได้ครับ เช่น คนไม่มีบารมีที่จะ ได้ "แว่นทิพย์" แต่ดันไปดู "ทีวี" ประจำ ผลเป็นไงครับ ก็ถูก "สื่อครอบงำ ความคิด" ไปหมด หลงไหลคลั่งใคล้ดารา, ไหลตามกระแสทีวี ฯลฯ และก็ อะไรอีกหลายอย่างจะเกิดขึ้นกับคุณ ทำให้คุณมีพลังจิตที่แย่ลง เป็นลบ ก็ ได้ หรือเริ่มดำมืด มีกิเลสมากมาย ก็ได้ครับ "ของทุกอย่าง" อย่าไปใช้มัน มากเกินไป เทพเทวดาเขามี "ของทิพย์" ประจำองค์กันแค่คนละ 1 อย่าง ก็พอใช้แล้วครับ เช่น คัมภีร์ทิพย์, แจกันทิพย์, กระบี่ทิพย์ ฯลฯ ท่านละแค่ 1 อย่างเท่านั้น มนุษย์เรา "มีเกินตัว" แล้วไม่รู้ภัยของมันครับ ไม่รู้ว่าของ "สมมุติทุกอย่างบนโลก" มีวิญญาณสื่อเชื่อมโยง ถือครอง และคอยดูแล อยู่ เมื่อใช้ไม่เป็น ก็จะหลง และนำพาไปสู่ความเสื่อมครับ เช่น คนที่ไม่มี บารมีจะขี่รถยนต์ แต่เพราะอยากได้ เข้าระบบซาตานก็ไปกู้มา ถูกผูกมัด ให้จ่ายหนี้ 10 กว่าปี ได้เป็นเจ้าของทันที เร็วทันใจ แถมรัฐบาลยังสนับ สนุนเต็มกำลังให้ลดหย่อนภาษีอีก เอากันเข้าไป เลยได้ง่าย เป็นหนี้ได้ ง่าย ถูกซาตานผูกมัดให้ต้องเสียอิสรภาพ ต้องทำงานในระบบทุนนิยม ในระบบซานต่อไป ไม่อาจพ้นได้ นี่ มันไม่มี "บุญบารมี" ของมันจริงจะ ได้ครองหรอก แต่มันได้ด้วยอำนาจซาตาน แลกมาเท่านั้นเอง บางคนก็ ไม่มีบุญจะได้กินของหวานแล้ว (เป็นโรคเบาหวาน) ฝืนกินเข้าไป ก็จะ กลายเป็นภัยแก่ตัวได้ นี่ละ ที่บอกว่ามันไม่ใช่ทุกคนที่จะมีบุญบารมี ได้ ใช้สิ่งของใดๆ ก็ได้ตามใจ ตามแต่มีอำนาจเงินหรือกินอะไรก็ได้อย่างนี้


เมื่อ "ปีศาจเงิน" คิดตั้งตัวเป็น "พระเจ้าแห่งเงินตรา" ครองโลกใบนี้ ?


ต่อไปที่ผมอยากจะบอกท่านคือ ตอนนี้บนโลกมีปีศาจอยู่มากมาย และ ปีศาจที่มีอำนาจมากๆ มีอยู่ 5 ตัวด้วยกัน หนึ่งในนั้นก็คือ "ปีศาจเงิน" ครับ ปีศาจทั้งหลาย เมื่อมีอำนาจมากๆ มีบริวารมากๆ และไม่มีใครจะ ปราบได้ ก็เริ่มหลงตัวเอง และคิดตั้งตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าแห่งโลกใบ นี้ และพวกเหล่าปีศาจทั้ง 5 ตน ก็มีอำนาจและบริวารมาก พอๆ กันนะ ครับ มันจึงยังตกลงเรื่องอาณาเขตกันไม่ได้ และมันได้ครอบงำอยู่ใน "ร่างมนุษย์หลายเชื้อชาติ" ส่งผลให้มนุษย์โลกกำลังขัดแย้งกันด้วย "เรื่องอาณาเขต" เป็นต้น มันก็แค่ใช้ร่างมนุษย์ งัดข้อกัน เล่นงานกัน ประเมินกำลังกันและตามมาด้วยการทำสงครามเพื่อยึดครองขอบเขต ของกันและกันครับ ยิ่งเฉพาะในยามนี้ที่เทพทั้งหลาย กำลังเปลี่ยนชุด มันก็เข้าแทรก เข้าเสียบแทนครับ ปีศาจเงิน ก็ใช้อำนาจเงินของมันนั่น แหละเป็นพลังของมัน กดข่มผู้คนและลดอำนาจของปีศาจสงครามไว้ ด้วยการอ้าง "สันติภาพ" นะครับ แต่ตัวมันเองก่อสงครามเงินอยู่ โดย ใช้เงินนี่แหละ เล่นงานและทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ครับ เช่น การที่ มันใช้เงิน ซื้อสินค้าบางชนิด "มากหรือน้อย" ไปกว่าปกติ ก็ส่งผลต่อ "ดุลยภาพของตลาด" ทำให้ราคาสินค้าชนิดนั้นแพงขึ้น หรือถูกลง ก็ ได้ และตามมาด้วยการขายของในตลาดต่างประเทศ ได้มากขึ้น หรือ น้อยลงได้ด้วยครับ เห็นมั้ยครับว่ามันใช้เงินเป็นอาวุธเล่นงานคนอื่นได้


คุณก็สามารถเป็นเศรษฐี และมีชีวิตที่ดีได้ แม้ว่าจะไม่ได้มีเงินมากก็ตาม


ต่อไปที่ผมอยากจะบอกท่านคือ การเป็นเศรษฐี ไม่จำเป็นต้องวัดกันที่ได้ เงินมาก หรือมีเงินมากเลย คุณสามารถเป็นเศรษฐีที่ไม่ได้มีเงินมาก แต่ ก็มีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีได้ ด้วยเงินที่อาจไม่มากเท่าใดก็ตาม เช่น ยาม ที่คุณขี่จักรยานไปตลาด อาจจะไกล 10 กิโลเมตร (เหมือนคนจนเนอะ) คุณอาจไม่ได้ใช้เงินเพื่อขึ้นรถโดยสารประจำทาง ทว่า การที่คุณได้ไปขี่ จักรยาน มันก็ไม่ต่างจากคุณเอาเงินไปเข้าฟิตเนสดีๆ ราคาแพงๆ เพื่อจะ ได้ "ปั่นจักรยาน" ในนั้นเท่าไรหรอกครับ นึกภาพออกมั้ยครับ ว่าสุดท้าย แล้ว "วิถีชีวิตมันไม่ต่างกัน" ระหว่างคนที่เสียเงินเข้าฟิตเนสเดือนละพัน กับคนที่ไม่ได้ใช้เงิน แต่ใช้จักรยานขี่ไปตลาดเอง นี่ไง ผลออกมาไม่ต่าง กัน แต่มันต่างกันตรงที่ "พลังงานที่ใช้ครับ" คนที่ใช้เงิน จะใช้พลังงานที่ มาจากภาคมืดและสูญเสียพลังชีพแห่งมนุษย์ไปเรื่อยๆ แต่คนที่ไม่ได้ใช้ เงิน กลับมีพลังชีพแห่งมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีเปลือกนอกเหมือน กันก็ตาม เอาละ "ถ้าคุณเข้าใจว่าการใช้พลังชีพแห่งมนุษย์เพื่อยกระดับ ชีวิตของคุณให้เป็นเศรษฐีได้อย่างไร?" คุณก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเศรษฐีที่ มาได้ด้วยเงินหรอกครับ (การเป็นเศรษฐีอาจมาได้หลายวิธี ที่ไม่จำเป็นที่ จะต้องมาจากเงินอย่างเดียว) สุดท้ายแล้ววิถีชีวิตมันก็ไม่ต่างกันเลยครับ ตรงกันข้าม คนที่มีเงินมากๆ อาจจะมีชีวิตอยู่อย่าง "ขี้ข้า" หรือ เป็นทาส ของเงินอยู่ก็ได้ ของแบบนี้มันไม่แน่นอนครับ "ต้องดูจากวิถีชีวิตจริงๆ" ก็ จะดูออกได้ว่าใครมีชีวิตอยู่อย่างเศรษฐี พระราชา หรือว่ายาจก ที่แท้จริง!


คนที่มี "บารมีใช้เงินได้" ในโลกนี้มีอยู่น้อย ดังนั้น จึงมีศีลห้ามพระรับเงิน


สุดท้ายที่ผมอยากจะบอกท่านคือ คนที่มีบุญบารมีใช้เงินได้นั้น ก็มีอยู่น้อย ครับ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตราศีลให้ไว้ว่าไม่ให้ภิกษุไปรับเงินทอง ใคร มา มันเป็นของที่เกินตัวเกินกำลังบุญบารมีของพระสาวกของพระพุทธเจ้า ครับ พระพุทธเจ้าท่านมีสัพพัญญูญาณ ที่ทราบเรื่องนี้ดี แต่จะตรัสออกไป ตรงๆ ว่าเธอไม่มีบุญบารมีพอจะรับมัน แบบนี้ มันก็ไม่เหมาะ เดี๋ยวก็จะเกิด อาการกระตุ้น "อีโก้" ให้คนรู้สึกว่า "ฉันไม่มีบารมีเหรอ? หน่อยแน่ ฉันจะ ทำให้ดูว่าฉันมีนะ" เป็นต้น ดังนั้น ท่านก็ไม่อธิบายมากไป ให้ยืดเยื้อครับ ก็แค่เป็นศีลไว้ ก็พอแล้ว จบ เอาละ ที่นี้ คนที่มีบุญบารมีที่ใช้เงินได้ ใช้เงิน เป็นนั้น เป็นอย่างไร? เอาละ ท่านผู้นั้นจะมี "ของทิพย์ชนิดหนึ่ง" ที่เรียก ว่า "คฑาหมุนเงิน" ก็แล้วกัน ในคฑาทั้งหลายนั้น มีหลายชนิดครับ เช่น คฑาที่ด้ามยาวๆ เอาไว้ "ลงหลัก-ปักฐาน" จุดใดจุดหนึ่ง ด้วยปณิธานที่ แน่วแน่ เพื่อริเริ่มลงรากฐานสิ่งใหม่ๆ ครับ ส่วนคฑาอีกแบบ จะเป็นคฑาที่ เอาไว้ถือ มีหัวเป็นดวงแก้ว ด้านไม่ยาว ใช้ถือนำทางผู้คน รวมใจคน และ ส่องนำทาง ชี้ทางให้ผู้คนที่มืดมนครับ ส่วนคฑาแบบที่สามนี้ จะเป็นคฑา ที่ใช้ "พาดบ่า" ปลายสองข้างมีดวงมณี หมุนไปมา ให้เงินหมุนไหลเข้า ไหลออกได้ครับ เป็นคฑาอีกแบบ ลักษณะเหมือนหยก เป็นคฑาหยกครับ เอาละ ของทิพย์นี้ ดูไม่ออกด้วยตาเปล่า ก็อย่าไปคิดมากเลย มองไม่เห็น สังเกตุจากการใช้เงินของเขาดีกว่า คนที่งก, ตระหนี่, ประหยัด นี่ก็ไม่ใช่ พวกใช้เงินเป็นนะครับ การใช่เงินมันต้องมีการหมุนเข้า-ออกครับ เพื่อให้ มันมีพลวัตร เกิดความงอกงาม ให้ได้เงินมากขึ้นตามมา ไม่งั้นมันจะหมด ไปครับ นั่นคือ "การใช้เงิน" ใช้ให้เป็นครับ ไม่ใช่การเก็บเงิน อย่างเดียว


ขอพลังแสงธรรมแห่งพระบิดาจักรวาล โปรดส่องนำทางชีวิตท่าน สวัสดี


18 ก.ย. 2555

"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เมื่อท่านไม่คิดเกิดอีกแล้ว ท่านอาจไม่ได้นิพพาน และกลายเป็นสัมภเวสีได้?

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องเล็กๆ ซึ่งเป็น เกร็ดความรู้ มาคุยกันสบายๆ เบาๆ ไม่ยากนะครับ เรื่องของคนที่คิดว่า เขาน่าจะได้นิพพานแล้ว แต่แล้วก็ ไม่ได้ครับ อ้าว มันพลาดไปตรงไหน นั่นสินะ น่าสนใจมั้ยครับ ว่าพระที่มี ความน่าศรัทธา ชอบประกาศตนว่า นี่คือชาติสุดท้ายแล้ว ไม่เกิดอีกแล้ว นั้น เขาไม่ได้นิพพาน แล้วกลายเป็น สัมภเวสีได้อย่างไร มาดูกันเลยครับ


เมื่อท่านไม่คิดเกิดอีกแล้ว ท่านอาจไม่มีที่เกิดและไม่ได้นิพพานด้วย ก็ได้?


อย่างแรก ที่ผมอยากเตือนท่านด้วยเจตนาดี และหวังดีต่อท่านอย่างจริงใจ คือ "สิ่งที่คุณไม่เท่าทัน" บางอย่าง มีอยู่จริง และสามารถหลอกลวง และ ครอบงำให้คุณคิดว่าคุณได้นิพพานแน่แล้ว คุณไม่ต้องเกิดอีก อะไรแบบนี้ แต่มันได้จริงหรือเปล่าละ? ถ้าคุณไม่ได้เกิดอีกแล้ว แต่ไม่ได้นิพพานละ อ่ะ แล้วอย่างนี้ คุณจะไปอยู่ไหน? คำตอบง่ายมากเลยครับ เพราะคุณจะได้มี เพื่อนมากมายเหลือคณานับใน "ภพมืด" มันอยู่นอกสามภพ เทพเขาไม่มี ใครยอมรับว่านี่เป็นภพนะครับ แต่เรายืมคำมาเรียกใช้เฉยๆ บางท่านเรียก ว่า "อันตรภพ" ไงละครับ มันก็คือ ภาวะที่อยู่นอกระบบสามภพของโลกนี้ เป็นพวกแอบๆ ซ่อนๆ อยู่ เป็นสัมภเวสี รอเกิด แต่ไม่มีชื่อในบัญชีรายชื่อที่ จะได้เกิดอีกเลยครับ เพราะไปตั้งจิตเอาไว้อย่างนั้นว่าจะไม่ขอเกิดอีก บ้าง จะเป็นชาติสุดท้ายของตนแล้วบ้าง ทว่า "ปฏิบัติไม่ถึงนิพพานจริง" ครับ เพราะหลายคนถูกพลังมืดครอบงำ ให้คิดว่าได้อรหันต์แน่แล้ว ชาตินี้ชาติ สุดท้ายแล้ว ไม่ได้เกิดอีก ก็เลย "รับเงินรับทอง" กันสนุกไปเลย เรียกว่า "เฮ้ย ไหนๆ นี่ก็ชาติสุดท้ายของมึงแล้ว เอาให้มันเต็มที่กันไปเลยโว้ย" นี่ ละมันมาแบบนี้และมันก็ทำกันแบบนี้ พอเห็นภาพออกชัดไหมครับว่ามีจริง


โทษแห่งความเป็น "อรหันต์เทียมเท็จ" ต่างจากผู้มีปัญญาที่แท้จริงยังไง?


ต่อไป ผมอยากให้คุณแยกแยะสองสิ่งนี้ให้ได้ก่อน คือ ผู้มีปัญญาที่แท้จริง กับ "ผู้ที่ทำเหมือนมีปัญญา แต่มันไม่ได้มีจริง" เช่น ไปเรียนเปรียญธรรม 9 ประโยคมา บ้าง, จบ นักธรรมชั้นตรี, โท, เอก บ้าง, ได้ปริญญาตรีของ หลักสูตรในห้องเรียนบ้าง ฯลฯ แล้วคิดเอาเองว่า "กูอรหันต์แล้วว่ะ" 555 อาจารย์ผมเขาเรียกว่า "หันหมู-หันหมา" หันไป หันมา ก็งี่เง่าเหมือนเดิม เอาละ ขอโทษนะที่ผมใช้คำแรง เจตนาให้คุณตื่นแจ้งจริงๆ ให้เต็มตาอย่า สลึมสลือให้มากนัก ของแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องการมีความรู้ หรือการคิดได้ คิดไปเอง หรืออะไรทั้งนั้น พอหลงเข้าไปแล้ว มันก็ไปกันไกล การที่เราจะ ไปนั่งเรียน ทำข้อสอบ อะไรนั้น มันทำได้ จบกันได้ เก่งกันได้ แต่มันไม่ใช่ วิถีของการบรรลุธรรมอะไรเลยแม้แต่น้อย เดียวนี้มีกันเกลื่อน ผมขอเรียก ว่า "นักวิชาการศาสนา" ก็แล้วกัน พวกนี้ทำได้เหมือนพระอรหันต์นะหละ ปฏิบัตินั่งสมาธิอะไรก็ทำได้ แต่ไม่รู้จริงๆ หรอกว่าการมีปัญญา กับการมี ความรู้ การเลียนแบบ เหมือนลิงเห็นคนนั่ง ก็นั่งตามนี่ มันต่างกันอย่างไร เอาอย่างนี้ ถามหน่อย คนๆ หนึ่งอาจโง่มากไม่รู้อะไรในไตรปิฎกเลย ถาม ว่าเขาจะมีปัญญาหลุดพ้นได้โดยไม่ใช่ผู้รู้หรือไม่? หรือว่า เขาต้องรู้ก่อน (ยึดติดว่าต้องรู้ก่อนเสมอ) ถึงจะมีปัญญาได้? ไอ้ความรู้กับปัญญา อะไร มันเกิดก่อนกัน? เช่น มะม่วงมีมาก่อน ความรู้เรื่องมะม่วงไหม? หรือความ รู้เรื่องมะม่วง มันต้องมีมาก่อนมะม่วงเกิดบนโลก เอ้าไปคิดกันเองไม่พูดละ


สิ่งที่คล้ายปัญญา แต่มันก็ยังไม่ใช่ปัญญา แถมงี่เง่ายิ่งกว่าเดิมอีก?


ต่อไป ผมอยากให้คุณเห็นสิ่งที่เหมือนปัญญา แต่มันไม่ใช่ปัญญาอ่ะ แล้วมันจะเป็น "ตา" หรือไง? (ตา เป็นชื่อเล่น ของคุณปัญญาครับ) เช่น คนบางคนปฏิเสธทุกอย่างบอกว่าอย่าไปยึดมันเลย อะไรก็ไม่ใช่ ทั้งนั้น อย่างนี้แหละ "งี่เง่าบัดซบ" ไม่ยึดอะไรเลยหรือ? งั้นเอาสมบัติ มาให้ผมละกัน ผมเอาเอง 555 บางคนก็บอกว่าตัดฉับพลันเลย อะไร เกิดปุ๊บ ตัดวงจรฉับพลันเลย ยังงี้ เวลาหิว ก็ตัดฉับพลัน ไม่ต้องกินได้ ไหม? นี่ก็โง่ไปอีกแบบ บ้างก็มีสติรู้ตลอด ต้องรู้มันไปซะหมด อ้าว ถ้า เกิดสติไม่ทันรู้ ไม่รู้ทัน อ้าวผิดอีก เออ ทีนี้มันก็นั่งรู้ เดินรู้ ยืนรู้ อะไรๆ ก็รู้ทั้งหมด ไม่รู้ นั้นทำไม่เป็นซะแล้ว ใช้ประโยชน์จากความไม่รู้ ก็ไม่ ได้ อันนี้ก็งี่เง่าไปอีกแบบ โอ้ย เยอะแยะอย่าให้ผมพูดเลย สรุปก็คือ ไม่ ต้องไปหาข้อสรุปอะไรกับธรรมะทั้งนั้น สรุปเมื่อไร ได้ความโง่กลับมา ทุกที ชอบหาข้อสรุป จุดจบกันจังว่าสรุปแล้วมันคืออะไร พอจับได้ ก็ ยึดไอ้สิ่งที่จับได้นั่นต่ออีก นี่แหละ มันถึงไม่จบเสียที เป็นแมววิ่งไล่จับ หางตัวเอง มันจะจบได้อย่างไรกัน ในเมื่อมันพยายามจะ "จับความ ธรรม" ให้ได้ข้อสรุป ให้ได้อะไรสักอย่าง เช่น ฉันสรุปได้แล้วว่า ไม่ยึด สักกะอย่าง อะไรแบบนี้ ก็มี, บ้าง ก็ไปสรุปว่า ก็ปล่อยวางทุกอย่าง สิ มันไม่ใช่ แต่ก็ไม่เชิง ทั้งนั้นแหละ ดูเหมือนจะใช่ แต่ไม่ใช่ ดูเหมือนว่า จะไม่ใช่ แต่มันก็เกือบๆ จะใช่ นั่นแหละ ถึงบอกว่าไม่ต้องไปสรุปกับมัน


ภัยมืดที่ครอบงำผู้ต้องการเป็น "พระอรหันต์" เขาก็ปั้นให้เป็นได้ทั้งนั้น


ต่อไป ผมอยากให้คุณเห็น "กระบวนการปั้นพระอรหันต์เทียม" เหมือน กับการปั้นพระพุทธรูป, หล่อพระ ฯลฯ นั่นแหละ มันก็ไม่ใช่พระพุทธเจ้า จริงๆ หรอกนะ แต่คนก็นิยมชมชอบกัน เหมือนกันเลย พระอรหันต์เทียม นี่ก็เหมือนกัน มีอยู่เกลื่อนบ้านนี้เมืองนี้ไปหมด ไม่ต่างอะไรกับ "นาฬิกา โรเล็กซ์ปลอม" นั่นแหละ เพราะอะไร? เพราะคนบ้านนี้เมืองนี้ ชอบของ ปลอมกัน ทั้งนิยมชมชอบ, ทั้งยอมรับ และทั้งปกป้อง และสร้างภาพว่า ไม่มีหรอกของปลอม ทั้งๆ ที่ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งโลกแล้วว่าเป็นแหล่งของ ปลอม ปลอมได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งนายกฯ ยังไม่รู้ว่าจริงหรือปลอม หรือ นายกตัวจริงอยู่ดูไบ ก็ไม่รู้? ผู้หญิงเดินไปเดินมาบนถนน ยังไม่แน่ว่าอาจ เป็น "ผู้หญิงปลอม" ก็ได้ หมอศัลยกรรมเขาก็ทำได้ ทุกอย่างปลอมหมด ของจริงมีมั้ย? "มี" แต่ไม่มีโอกาสได้เกิด เพราะคนชอบและยอมรับของ ปลอมไปแล้ว แม้กระทั่งอรหันต์ ก็ปลอมกันได้ พระเจ้าจักรพรรดิ ก็ปลอม กันได้ ปลอมได้ทุกอย่าง ประเทศนี้จึงเป็นประเทศแห่งความลวงโลกและ ความ "จอมปลอม" อ้าว ที่ผมพูดนี่ ไม่ได้ต้องการจะทำลายภาพลักษณ์ อะไรหรอกนะ พูดให้ตื่น ให้คิด ให้ได้ปัญญา ให้พัฒนาให้ดีกว่านี้ต่อไป มิ ได้ต้องการลบหลู่อะไรท่านเลย เพราะท่านแตะไม่ได้กันอยู่แล้ว ถือว่า "ติ เพื่อก่อ" ก็แล้วกัน รู้แล้วก็ไปทำให้มันจริง จะปกป้องของปลอมไปทำไม!


ภาคมืดปั้นคนให้เป็น "พระอรหันต์" ได้อย่างไร?


ต่อไป ผมอยากให้คุณเห็นว่าภาคมืดเขาปั้นคนให้ เป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร? ไม่ยากเลยครับ มันก็ เริ่มต้นจากเลือกคนที่คล้ายๆ พระอรหันต์มาหน่อย แล้วก็หาคนมาเยอะๆ มาแห่ห้อมล้อม เชื่อกันว่ามัน คืออรหันต์ และห้ามแตะนะ แตะไม่ได้ แตะแล้วผิด บาป "ไอ้ มุขห้ามแตะ" นี่ มันใช้กันได้ดี ในเมืองนี้ แตะไม่ได้ นี่ อ้าว แล้วแต่ อยากไม่ให้ใครแตะก็เอา จะได้เหมือน "ขี้ก้อนหนึ่ง" หรือ "หมาเน่าตัวหนึ่ง" ที่ไม่มีใครเขาอยากแตะ เพราะมันน่ารังเกียจ ไม่คิด จะให้ใครเจียรไนเลย ก็เอา ไม่อยากให้ใครเขามา ตำหนิเลยก็เอา จะได้ไม่ต้องเป็นเพชรกะเขา เพราะ หาช่างมาแตะ มาเจียรไน มาตำหนิอะไร ไม่ได้เลย ก็เอา จะได้เป็นก่อนขี้ เป็นหมาเน่ากันทั้งประเทศไป ไม่ต้องเป็นเพชรกะเขาแล้ว เหลวแหลกกันไป เพราะ อะไรก็ "แตะไม่ได้" นี่ละ เดี๋ยวนี้ มันมีพร้อมแล้วนี่นะ จะใช้เงินซื้อโหษณาประชาสัมพันธ์ปั้นให้ใครเชื่อว่า ใครเป็นอรหันต์ กันก็ได้ทั้งนั้นแหละ แถมถ้าไม่เชื่อ ก็ จะเป็นบาปกรรมอีก หาว่าลบหลู่อีกนั่น เอาละ ไม่ว่า กันละ พูดให้ฟังเฉยๆ ใครอยากจะเชื่ออะไร? นับถือ ก้อนขี้หมา, ไหว้ตอไม้ขอหวยอะไร ก็ทำกันไปเถอะ ใครทำอะไร ก็ได้อย่างนั้นเองนั่นแหละ ยุคก่อนสุโขทัย มานี่ ย้อนยุคไปเกือบ 1,000 ปี เขาเจริญกว่านี้ เพราะ อย่างน้อยเขาก็เลือกไหว้เทพเจ้าฮินดู ไม่ไหว้ ไม่หลง เชื่ออะไรก็ได้ ที่ให้หวยกูได้แบบนี้ เหมือนนางกากี ไม่ เลือกผัว เขาให้ไก่ชิ้นหนึ่งเอาแลกเป็นเมีย มันก็เอา ก็ ได้กันไป ไม่เลือก ไม่รู้จักเลือกที่จะรัก จะศรัทธาอะไร กันแล้ว ก็ทำกันไป ตามใจชอบ ก็แล้วกัน ลูกหลานนาง กากี แค่เขาให้หวยได้ ก็ยอมไปกราบไหว้บูชา โดยไม่ เลือกว่าสิ่งนั้นเป็นเทพหรือปีศาจ ด้วยซ้ำไป นั่นแหละ คนสมัยนี้ ก้าวหน้ากว่ายุคขอมเรืองอำนาจมากว่าพัน ปี ยังไม่ต่างอะไรกับสมัยยุคหิน เห็นอะไรแปลกๆ ก็ไป ไหว้ ไปนับถือว่าเป็นเทพเจ้ากันหมด เออ นี่มันเจริญขึ้น หรือว่าล้าหลังลง ก็ลองดูกันเอาเองเถิด เจ้าประคุณเอ๋ย


ทำไมธรรมะเขาไม่มีคำอธิบาย ก็เพราะมันทำให้เบี่ยงเบนได้อย่างนี้?


ต่อไป ผมอยากให้คุณเห็นว่าธรรมะที่แท้จริง เขาไม่มีคำอธิบายเพราะ อะไร? ไม่ใช่เพราะมันไม่สามารถอธิบายได้หรอก จะให้อธิบายมันก็ ทำได้ แต่จะให้มันตรงเป๊ะๆ เลยนี่ไม่ได้ หรอก เขาถึงว่าธรรมแท้ไม่มี คำอธิบาย เพราะมันมี "ตัวที่ชอบเอาคำอธิบายไปใช้" โดยที่ไม่มี ไม่ ได้ปัญญาก่อนจริงๆ เช่น พวกพราหมณ์ฤษีบางพวก (ไม่ใช่ทุกคนนะ) ชอบมาเอาข้อสรุป หรืออะไรที่อ่านแล้วเข้าใจ ไปสอนคนอื่นเขาต่อทั้ง ที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลย พวกนี้ เข้าใจอะไรได้ง่าย หรือเร็วกว่า เขาหน่อย ก็เลย "ตั้งตัวเป็นครูคนอื่น" ที่เข้าใจอะไรได้ยาก หรือเข้าใจ ทีหลัง ก็เท่านั้นเอง แต่ไม่ได้ มีปัญญาอะไรจริงๆ ดังนั้น เขาจึงไม่นิยม จะบอกว่าสรุปแล้วนิพพาน เป็นอย่างนั้น หรือเป็นอย่างนี้อะไรกัน ด้วย พอมีข้อสรุปแล้ว เดี๋ยวก็จะมี "พวกเอาข้อสรุปไปใช้เป็นแบบเรียนต่อ" ซึ่งมันไม่อาจจะทำได้อย่างนั้น การบรรลุธรรมมันไม่อาจเกิดได้เช่นนี้ ต่อให้เอาข้อสรุปที่ใช่ ตรงมากๆ ไปเรียนต่ออะไรกัน มันก็ได้แค่ความ รู้ ความเข้าใจ เท่านั้นเอง มันไม่ใช่ปัญญาที่แท้จริง ยิ่งพวกที่ชอบมา อ่านของคนอื่นแล้วไม่ได้นับถือเจ้าของ ต้นสายธรรม เพราะตัวเองนี่ หลงตัวเอง ว่าจะไม่ก้มหัวให้ใคร ไม่ยอมเป็นศิษย์ใครอยู่แล้ว แอบมา ขโมยอ่านของเขา เข้าใจแล้วก็ไปตั้งตัวเองเป็นครู แบบนี้ นี่มีอยู่มาก โดยไม่รู้ว่าต้นสายธรรม เขามีกลไกลควบคุมธรรมของเขาอย่างไร? บางพวกเอาไปฝึกเอง ขโมยไปทดลองทำเอง สิ่งไม่ดีเข้าตัวก็มีมาก นั่นหละ ธรรมะมันมีกลไกลควบคุมภายในมันเอง มาแอบลักขโมยไป มันไม่ได้ดอก สุดท้าย ก็ต้องจ่ายคืน อยู่ดี เอาละ ไม่พูดมากละ หวังว่า คงเข้าใจคำกล่าวที่ว่าทำไม ธรรมะไม่อาจอธิบายได้ จะให้อธิบายมัน ก็ได้ แต่มันจะไม่ได้ธรรมจริงๆ กัน ก็เท่านั้นเอง ทีนี้ คงเข้าใจแล้วสินะ


8 ก.ย. 2555

"เสียงจากสามท่าน"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

"เงาที่ติดตามคุณอยู่" เป็นเจ้ากรรมนายเวร หรือภูติผีปีศาจแบบใด?

สวัสดีครับ วันนี้ มีเรื่องเกร็ดเล็กๆ คือ เรื่องจิตวิญญาณที่มักติดตามเราเช่น เงาตามตัว ในทางอียิปต์โบราณเขาก็ จะนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของ เขาด้วย เรียกว่า Shadow เหมือนกับ ขันธ์ห้าในพระพุทธศาสนาเลย (แต่ไม่ ใช่ขันธ์ห้านะครับ) เอาละ ลองมาดูกัน ถึงรายละเอียดแบบง่ายๆ สบายๆ ครับ


คนที่หมดพลังบุญมีแต่พลังกรรมจะมี "เจ้ากรรมนายเวร" เป็นเงาตามตัว


อย่างแรก ผมอยากยกตัวอย่างกรณีที่ง่ายที่สุด ที่ท่านมีพื้นฐานความรู้กัน มาบ้างแล้วคือ "เงาในกรณีที่เป็นเจ้ากรรมนายเวร" นะครับ เขาจะมาถึงที่ ตัวเราได้ เมื่อเราหมดบุญ และมีกรรมเข้าถึงตัวครับ เขาจึงมาติดตามใกล้ๆ เรา เพื่อที่จะได้ทำให้เราได้รับเหตุเภทภัยต่างๆ ตามแต่อำนาจของพวกเขา จะสามารถดลบันดาลได้ครับ ดังนั้น เจ้ากรรมนายเวรก็มีหลายระดับนะครับ ถ้าเราไม่ยอมรับกรรมระลอกแรก เล่นงานเจ้ากรรมนายเวรไปหมดได้ แต่มี พลังกรรมอยู่ เรายังชำระสะสางไม่หมดพลังงานนั้นจะจูนเอาเจ้ากรรมนาย เวรกลุ่มใหม่ที่มี "อำนาจมากกว่ากลุ่มแรก" มาเรื่อยๆ เป็นลำดับไปครับ ถ้า เรายอมรับแต่โดยดี ก็จะได้รับเบาๆ ครับ แต่ถ้าเราดื้อไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลา ที่เราต้านทานพลังกรรมไม่ไหว มันจะเหมือนน้ำในเขื่อนที่ถูกขวางกั้นไว้ให้ นานก็จะมีมากขึ้น แรงขึ้น และเลวร้ายกว่าการยอมรับง่ายๆ เหมือนผ่อนส่ง ดอกเบี้ยเงินกู้ทีละน้อย ค่อยเป็นไปครับ มันจะโดนตูมเดียว แรงๆ ไปเลยพอ นึกภาพออกใช่ไหมครับ เอาละ นี่คือกรณีแรกที่เงาตามตัวเราเป็นลบต่อเรา


คนที่หมดพลังบุญและกรรมแต่มี "บารมี" จะมีเงาตามตัวเป็นอย่างไร?


ต่อไป ผมอยากยกตัวอย่างกรณีที่ไม่มีทั้งพลังกรรมและพลังบุญ แต่มี "บารมี" บ้างละ แล้ว "เงาตามตัวเขาจะเป็นอะไร?" คำตอบง่ายมาก ก็ คือ ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวร และไม่ใช่เทพผู้อำนวยโชคดีครับ แต่จะเป็น "จิตวิญญาณ" ที่มาอาศัยบารมี ตามแต่บารมีนั้นจะสอดคล้องรับไว้ได้ เช่น ถ้าเป็นบารมีแบบพระกษิติครรภ์ก็จะรองรับ "สัตว์จากอบายภูมิ 4" ได้ครับ ได้ทั้ง สัตว์นรก, เปรต, อสุรกาย ฯลฯ เช่น พระที่มีจิตเมตตา มี บารมีแบบนี้ บางที ยังไม่ถึงวาระบุญจะเข้า เทพยังไม่มาประจำการณ์ ยังไม่มีเทพแบบเทพวานรมาช่วยดูแล แต่จะมีเปรต, สัตว์นรก ฯลฯ มา รายล้อมรอบได้ เมื่อมีคนไปทำบุญก็จะมีเปรตเกาะไปกับคนทำบุญ ซึ่ง ส่งผลให้คนทำบุญ ต้องมีชีวิตที่แย่ลง เช่น ประหยัดเกินไป, สมถะเกิน ไป คิดว่าดีและถูกต้อง ที่ไหนได้ เปรตครอบงำดลจิตดลใจให้ประหยัด แบบไม่ถูกวิธี ก็มีครับ อันนี้ ก็แตกต่างกันไปตามบารมีนะครับ บางท่าน ก็มีบารมีโปรดมาร, โปรดสัตว์ในภพมืด คนที่เข้ามาร่วมบารมีด้วย อาจ ได้รับมารแทรกร่างไปแทน ทว่า มารก็ยังดีกว่าเปรตนะครับ อย่างน้อย ก็เป็นผู้ทำบุญมาก มีบุญเลี้ยงตัวได้อยู่ เอาละ นี่แค่ยกตัวอย่างเท่านั้น


คนที่มีพลังบุญ (ไม่มีกรรม) แต่ไม่มี "บารมี" จะมีเงาตามตัวเป็นอย่างไร?


ต่อไป ผมอยากยกตัวอย่างกรณี คนที่มีพลังบุญเสวยอยู่ ยังไม่ได้รับกรรม ในช่วงนี้แต่ไม่มี "บารมี" เขาจะมี "เงาตามตัวเป็นอะไร?" คำตอบก็ง่ายนะ ครับ คือ เทพผู้อำนวยผลบุญให้นั่นเอง จะคอยตามมาทำหน้าที่อำนวยผล บุญให้ตามที่เขาควรจะได้รับนั้นๆ อันนี้ ก็คงไม่ต้องอธิบายมาก แล้วถ้าใน กรณีที่ผู้มีบารมี ตกเคราะห์ได้รับวิบากกรรมบ้างละ จะเป็นอย่างไร? อาทิ เช่น พระพุทธเจ้ามีกรรมถึงตัวท่านๆ ก็จะใช้บารมีเท่าที่มี สามารถทำให้มี กรรมแบบเบาบางลงได้บ้างนะครับเช่น ใช้ขันติบารมี อดทนต่อคนที่มาต่อ ว่าพระองค์ ไม่นานเท่าไรก็จบครับ แต่ถ้าไม่มีขันติบารมีคงจะว่าตอบโต้กัน ไปมาไม่รู้จบ กรรมที่จะเบา ก็คงหนักขึ้นใช่ไหมครับ อันนี้ เล่าเป็นของแถม ก็แล้วกัน เพื่อจะได้เห็นภาพรวมครบเหมือนได้ต่อจิ๊กซอว์ครบทุกตัวน่ะครับ


คนที่มีพลังบุญ (ไม่มีกรรม) และมี "บารมี" จะมีเงาตามตัวเป็นอย่างไร?


ต่อไป ผมอยากยกตัวอย่างกรณี คนที่มีพลังบุญเสวยอยู่ ยังไม่มีกรรมสู่ ตัวในช่วงนี้ และมี "บารมี" เขาจะมี "เงาตามตัวเป็นอะไร?" คำตอบก็คือ นอกจากเขาจะมีเทพอำนวยผลบุญให้แล้ว เขาก็จะได้เทพที่ติดตามร่วม บำเพ้ญบารมีด้วยครับ ไม่ใช่เทพมาแค่ช่วงหนึ่งแล้วหายไปตามแรงบุญ แล้ว อันนี้ แตกต่างจากท่านที่มีบารมีแต่พลังบุญยังไม่เข้านะครับ กล่าว คือ ถ้าท่านไปหาท่านที่มีบารมีเหมือนกันแต่คนหนึ่งไม่มีบุญ กรรมยังมา ถึงตัวท่านอยู่ ท่านก็อาจจะได้ "เปรต" กลับมาอยู่ด้วย ก็ได้ แต่ถ้าท่านนี้ (ผู้มีบารมี) อดทนเก็บตัวสักระยะ รอให้เสวยวิบากกรรมหมดแล้ว และมี พลังบุญเข้ามาแล้ว จิตวิญญาณชั้นต่ำ ก็จะไม่เข้ามาอีก แต่จะเป็นเหล่า เทพที่ดีเข้ามาแทน ถ้าเราไปพบท่านเหล่านั้นในช่วงนี้ เราก็จะได้พลังที่ ดีติดตามมาได้เหมือนกันนะครับ และจิตวิญญาณเทพที่ดีเหล่านี้ อาจจะ ดลจิตดลใจเราให้ติดตามท่านผู้นั้น เพื่อร่วมบำเพ็ญบารมีด้วยกันไปเลย ก็ได้ครับ ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรม-บำเพ็ญบารมี บางท่าน แม้ว่าได้ถึงธรรม แล้ว บางท่านจำต้อง "เก็บตัว" สักระยะหนึ่งนะครับ รอให้วิบากกรรมได้ สิ้นไปก่อน แล้วผลบุญเข้าแล้วก็ค่อยออกไปโปรดสัตว์ ก็ได้ผลดีกว่าครับ


ท่านจะทราบได้ว่า "เงาตามตัวท่านเป็นอย่างไร?" ด้วยการสังเกตุดังนี้


ต่อไป ผมอยากจะแนะนำเทคนิกในการสังเกตุดูว่า "เงาติดตามตัวของ ท่าน" นั้นเป็นอะไร? เอาละ ง่ายมากเลย ท่านเคยสงสัยมั้ยว่า มันมีบาง อย่างเกิดขึ้นรอบๆ ตัวท่าน บ่อยๆ ซ้ำๆ และไม่รู้จะอธิบายเหตุผลอย่าง ไร? เช่น คนรอบข้างตัวท่านที่เข้าหาท่าน มักเป็นสตรีที่มีสามีแล้ว ทว่า พอเข้าหาท่านไม่นาน ก็จะมีเรื่องกับสามีและอาจถึงขั้นหย่าร้างกันเลย เช่นนี้บ่อยๆ พอเป็นหม้ายแล้ว ก็มาหาท่าน ท่านเจอแต่แบบนี้ รายล้อม รอบท่านไป ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็มี ประจำ? เอาละ นี่แหละ "เงาประเภท หนึ่ง" ที่ท่านมองไม่เห็น แต่เกิดขึ้นรอบตัวท่านจริงๆ อย่างในกรณีนี้ ก็ คือ "ผีแม่หม้าย" นั่นเอง เห็นชัดมั้ยครับ ทว่า เป็นจิตวิญญาณที่มีฤทธิ์ มากนะครับ ไม่เหมือน เปรต, ปอบ, กระสือ อันนั้นชั้นต่ำ ไม่ค่อยมีฤทธิ์ อะไรหรอก มีได้ พบได้ ในท่านที่มีบารมีแต่มีกรรมเสวยอยู่ ในพระบาง รูป มีคนไปรายล้อมท่านเยอะครับ แล้วทั้งหมดก็บ้าทำบุญ แต่มีจิตเป็น "มิจฉาทิฐิ" หลงทาง มีธรรมบิดเบือนผิดเพี้ยนหมดเลย เอาละ ทายสิ! ว่าท่านนี้มี "เงาตามตัวเป็นอะไร?" แหม ง่ายมากเลย "มาร" นั่นเอง ที นี้วัดของมาร ก็จะมีระเบียบเรียบร้อย สวยงามมาก สะดวก ครบครันไม่ ต่างจากสวรรค์ชั้นสูงสุด คือ ชั้นที่หกเลย นั่นแน่ ชัดมั้ยละครับ เอาละ ยังมีพระที่มี "เงาตามตัว" เป็นอะไรอีกหลายแบบนัก ดูไม่ยากแล้วใช่ มั้ยละครับ ทีนี้ ท่านก็ "คิดดีๆ เลือกดีๆ" ว่าพร้อมควรไปหาท่านเหล่านี้ แล้วหรือยัง? หรือควรรอให้ท่านผ่านพ้น "ช่วงเสวยกรรมไปก่อน" มั้ย?


ภูติในกายของท่าน (Ka) และ เงาตามตัว (Shadow) ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน


ต่อไป ท่านควรจะแยกแยะระหว่าง "ภูติประจำตัวของท่าน" และ "เงาที่ ติดตามท่าน" ให้ได้ สิ่งที่แยกได้ชัดที่สุดคือ "ภูติประจำตัวท่านจะอยู่ใน ร่างของท่าน" เขาก็คือ ท่านเองนั่นแหละ ที่ถอดกายทิพย์จรเข้าออกไป จากร่างได้ ส่วน "เงาที่ติดตามท่าน" นั้น ก็จะไม่อาจแทรกเข้ามาในร่าง ท่านได้ เขาจึงต้องแทรกในร่างของ "คนที่ติดตามหรืออยู่รายล้อมท่าน" แทน เช่น ถ้าพระรูปหนึ่งมีบารมี ทำให้เปรตตามขอส่วนบุญเป็นแถวๆ ก็ จะมีภูติในร่างแบบหนึ่ง ส่วนเปรตเหล่านี้เข้าร่างท่านไม่ได้ แต่จะคอยมา แทรกเข้าร่างของคนที่อยู่รายล้อมรอบตัวแทน หรือคนที่ไปทำบุญแล้วมี จิตเปิดรับท่านพอดี เปรตที่อยู่รอบๆ ก็แทรกเข้าได้ครับ ท่านพอจะเข้าใจ ถึง Ka และ Shadow แล้วใช่ไหมว่ามันไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ ยังมีคำ ว่า "Ba" ซึ่งไม่ได้อยู่ในร่างสังขารของท่าน แต่เป็นตัวตนในมิติที่สูงขึ้น ของท่าน ที่สว่างไสวคอบนำทางท่านอยู่เบื้องบน นั่นเอง หรือเทพประจำ ตัวของท่าน ก็ว่าได้ ท่านพอจะเห็นความสัมพันธ์ของจิตวิญญาณทั้ง 3 แบบนี้แล้วใช่หรือไม่? เอาละ ทีนี้ ท่านอาจมีประสบการณ์แบบว่าไปเจอ คนมีฤทธิ์มีบารมี เขาจี้ทักท่านว่าจะป่วย แล้วท่านก็ป่วยจริงๆ เลย บ้าง มั้ย? เอาละ บางท่านอาจมีญาณหยั่งรู้อนาคตทำนายแม่นได้จริง ทว่าก็ ไม่ใช่ทุกท่าน จริงอยู่ว่า "รูปการณ์เปลือกนอก" มันแสดงออกมาชัดเจน ว่าเขาทำนายแม่นยำ แต่แท้แล้วไม่ใช่เรื่องดวง และการทำนายเลยครับ มันคือเรื่อง "การกระทำทางพลังจิต" โดยตรง กล่าวคือ เขาจี้ทักคุณให้ เปิดรับ "จิตวิญญาณสัตว์นรก" ที่เป็นเงารอบตัวเขา คุณรับไปแล้วก็จะมี อาการป่วยเกิดขึ้นได้ ไม่ยากเลยครับ เอาละ คุณเข้าใจเรื่องพลังจิตมาก ขนาดนี้แล้วก็อย่าตกเป็นเหยื่อของ "นักพลังจิตด้านลบ" เหล่านี้เลยครับ


เงาตามตัว (Shadow) จะทำสิ่งที่ขัดแย้งหรือตรงข้ามกับท่านเพราะ?


สุดท้าย ท่านควรจะทราบคือ เงาตามตัวเหล่านี้ เขาไม่ใช่แสงสว่างใน ตัวท่าน เมื่อท่านสว่างไสวแล้ว ท่านคิดอย่างทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่ดี งามมากมาย แต่เงาเหล่านี้คือสิ่งตรงข้าม ที่จะทำให้ท่านกระทำออก ไปแล้ว ไม่เป็นไปอย่างที่คิด มันจะตรงกันข้ามครับ เหมือนแสงกับเงา ไงละ เช่น เมื่อท่านปรารถนาดีอยากช่วยชาวบ้านอัมพวาให้มีรายได้ ต่อเนื่องทุกวัน (จากเดิมแค่วันหยุด) ท่านก็เลยคิดว่าจะสร้างโรงแรม ให้มีนักท่องเที่ยวาพัก จะได้มี "นักท่องเที่ยวมาประจำ" ตลอดทุกวัน ชาวบ้านก็ได้มีรายได้ต่อเนื่อง กิจกรรมตลาดน้ำ ก็จะได้มีทุกวัน นี่คือ การส่งเสริม อย่างที่ท่านคิดว่าดี ทว่า เมื่อมี "เงา" เหล่านี้มาร่วมด้วย ผลจะตรงข้ามเลยครับ เคยเห็นอะไรแบบนี้ไหมครับ เจตนาดี คิดดีแต่ ทำไม ตั้งใจทำดีแล้ว ผลออกมาตรงกันข้าม เอาละ "ฝากท่านไปเช็ค ดูเงาของท่านเองด้วย" ครับ ว่าตอนนี้ เงาของท่านเข้าข่ายเป็นอะไร?


ขอพลังแสงธรรมแห่งพระบิดาจักรวาล ช่วยคุณให้สว่างไสวขึ้น สวัสดี


7 ก.ย. 2555

"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

คุณกำลังถูกดึงเข้าสู่วังวนของเกมประสาท (Psycho game) ของใครหรือไม่?

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องเกร็ดเล็กๆ ที่ ไม่ถึงขั้นบรรลุธรรมอะไร มาเล่าให้ ฟัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านอาจจะได้พบใน ชีวิตจริงครับ มันมีมากทีเดียว จะได้ เท่าทันถ้าท่านกำลังตกเป็นเหยื่อของ ผู้ที่กำลังดึงท่านเข้าสู่ "เกมประสาท" ของเขา (Psychologic game) กล่าวคือ มีบางคนสร้างเกมหนึ่งขึ้น มันเป็นเกมทางจิตวิทยาที่เขาจะดึง เราเข้าไปเล่นเกมนั้นด้วย เอาละ ที นี้เริ่มจะเอ๊ะใจแล้วมั้ยครับว่าท่านก็ อาจจะเคยโดนเหมือนกัน งั้นก็มาดู เรื่องนี้กัน แบบง่ายๆ สบายๆ นะครับ


สงครามจิตวิทยา, เกมประสาท ที่คุณอาจถูกดึงเข้าไปร่วมเล่นเกมนั้นด้วย


อย่างแรกคือ คำว่า "psychological games" หมายถึง เกมที่ช่วยฝึก พัฒนาจิตใจของคน นะครับ แต่ผมขออนุญาติเอาคำว่า "psychologic game" (เขียนต่างกันนิดหน่อย) มาใช้อธิบายพฤติกรรมของคนที่ชอบ เล่นเกมประสาท, สร้างกฏกติกา, สร้างเกมทางจิต มาเล่นกับเรา แล้วดึง เราเข้าไปเล่นด้วย เช่น ผู้หญิงอาจงอนผู้ชาย แล้วตั้งกติกาขึ้นมาในใจว่า "ถ้าเขามาง้อนะ จะคืนดีด้วย" แล้วก็เล่นเกมจิตวิทยากับผู้ชาย เพื่อจะให้ เขามาง้อ มาขอคืนดีสารพัดวิธี ถ้าเขามาง้อก็จะรู้สึกว่าตนเอง "ชนะ" แต่ ถ้าเขาไม่มา ก็จะรู้สึกว่า "แพ้" พอแพ้ก็จะกลายเป็น "ขี้แพ้ชวนตี" เกิดมี อาการแปลกๆ อารมณ์แปลกๆ ก่อกวนผู้ชายสารพัดประการ อะไรแบบนั้น นี่แหละครับ ที่เรียกว่า "เกมจิตวิทยา" ซึ่งอีกฝ่ายจะไม่ทราบครับว่าเขามี กติกาไว้อย่างไร อะไรคือสิ่งที่เขาต้องการและไม่ต้องการ? อะไรที่เรียกว่า แพ้อะไรที่เรียกว่าชนะ เพราะเขาจะไม่ยอมบอกแต่จะกำหนดเองไว้ในใจนี้ แล้วจึงดึงเราเข้าไปร่วมเล่นเกมครับ ทีนี้ ถ้าเราอ่านใจเขาออก เราก็จะรู้ว่า เขาเล่นเกมอะไร? และต้องการอะไร? บางที เราก็จะไม่สนองตอบเขาครับ เพราะจะทำให้เขา "เคยตัวและติดเป็นนิสัย" แก้ไม่หายครับ ดังนั้น จึงจะมี การ "ดัดนิสัย" กันบ้าง เพื่อให้เขา "แพ้" และต้องเลิกเล่นเกมไปเองครับ


คนที่เล่น "สงครามจิตวิทยา, เกมประสาท" คือ คนที่มีสภาพจิตที่ไม่ดี


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ คนที่เล่นเกมประสาท หรือสงครามจิตวิทยา คือ คนที่มีความเครียดมาก, จิตใจไม่ผ่องใส, เป็นทุกข์ และหาทางจะ ระบายความเครียดและความทุกข์นั้นด้วยการ "เล่นเกมประสาท" ไง ละครับ นั่นคือ "ระบบบรรเทาอาการเครียดของเขา" เช่น แฟนเครียด ขึ้นมา ก็อาจจะหาเรื่องทะเลาะกัน เพื่อใช้อีกคน เป็นที่ระบายความตึง เครียดของตน "ที่มีสาเหตุมาจากเรื่องอื่น" ครับ เช่น ผู้ชายถูกเจ้านาย ด่ามา, ตำหนิมามากๆ เครียดเลยมาลงที่ลูกเมีย ได้ครับ โดยที่เขาอาจ จะเล่น "เกมแมวจับหนู" ไล่จับผิดลูกเมีย สารพัดประการ ก็มีได้นะครับ เอาละ "เกมประสาท" มันมีมากมายหลายเกมเหลือเกิน และคนที่เล่นก็ ได้ "ตั้งกฏกติกา" ของตนเองไว้ เหมือนวางหลุมพรางกับดักไว้ โดยจะ ไม่บอกอีกฝ่าย แล้วรอให้อีกฝ่ายตกหลุมพรางเอง ตนเองได้ชัยชนะแล้ว ก็จะรู้สึกสบายใจ ระบายทุกข์ของตนไปได้ แต่ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาอัน ตรงสาเหตุเลย เป็นการเบี่ยงเบนเอาความทุกข์ไประบายลงอีกที่หนึ่ง ก็ เท่านั้น เมื่อทำบ่อยๆ เข้า ก็จะติดเป็นนิสัยและกลายเป็นการ "ล่าเหยื่อ" คือ เหยื่อตัวหนึ่งไม่ไหวแล้ว รองรับการเล่นเกมไม่ไหว (เช่น ก็อาจหย่า ขาดกันไป) ก็หาคนใหม่ต่อไป มาเป็นเหยื่อในเกมประสาทของตนเอง!


"เกมประสาท" ในคนที่มีพลังจิตมาก อาจกระทำต่อคนเป็นหมู่มากได้?


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ ในคนที่มีพลังจิตมากๆ อาจใช้พลังจิตของตน ดึงดูดผู้คนหมู่มาก เข้ามาร่วมเล่นเกมประสาทของตนได้เช่นกัน เช่น คน ที่พยายามหาวิธีดึงคนเข้ามาร่วมในเรื่องราวที่ตนได้สร้างขึ้น เพื่อมุ่งหวัง ให้เกิดผลบางอย่าง เมื่อเกิดผลแล้ว เขาจะรู้สึก "ชนะ" แล้วก็จะสบายใจ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ก็จะรู้สึกแพ้และ "เป็นทุกข์" บางเกมประสาท ยังทำ การขยายวงกว้างออกไปในระดับ "สาธารณชน" ก็มีนะครับ เช่น การใช้ จิตวิทยาหมู่กับคนหมู่มาก เพื่อสนองความรู้สึกบางอย่างของตน เยียวยา หรือสนองตอบความต้องการบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็มของตน ก็ มี แต่ในการเล่นเกมประสาทนั้น ผู้เล่นจะ "อำพรางตัวเอง" ให้ดูเป็นคนดี เพราะไม่มีใครอยากจะถูกคนมองว่าเป็นคนเลวหรือคนประสาทใช่ไหมละ ครับ เขาจึงต้องทำตัวให้ดูดี, เหมือนคนมาดี, ประสงค์ดี, พูดดี, ช่างพูด ช่างเจรจาดีกับคนทั่วไปหมด นั่นแหละ วิธีการอำพรางตัวเองของเขา ซึ่ง ผู้คนส่วนใหญ่จะจับไม่ได้ นอกจากคนที่มีความรู้หรือมีระดับจิตใจที่สูงขึ้น ก็จะดูออกได้ไม่ยากครับ ว่าเขาสร้างเรื่องราวมาเพื่อวัตถุประสงค์อันใด? แต่ถ้าท่านอยู่ในระดับ "พลังจิต" ที่ต่ำกว่าเขา ก็จะไม่อาจดูออกได้ว่าเขา สร้างเรื่องมาเพื่อวัตถุประสงค์อันใด และกว่าจะรู้ก็ตกเป็นเหยื่อของเขาไป เสียแล้ว เช่น การใช้สงครามจิตวิทยาระดับประเทศ หรือในระดับโลก ก็มี ดังนั้น ถ้าท่านเริ่มรู้จัก "เกมประสาท" แล้ว ท่านจึงจะเข้าใจถึง "สงคราม จิตวิทยา" ได้ง่ายขึ้นครับ ว่าเขามีวิธีการเล่น หรือกระทำกันอย่างไรบ้าง?


ผู้เริ่มเล่น "เกมประสาท" จะทราบทั้งกติกาและวิธีการชนะเพียงคนเดียว


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ ปกติแล้ว "ผู้เริ่มเล่นเกมประสาท" จะเป็นผู้ที่รู้ "กฏกติกา และ วิธีการเอาชนะ" เพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะเขาสร้างมัน ขึ้นมาเอง เขาจึงตั้งกฏกติกาลับๆ ขึ้นในใจของเขาเองเพียงคนเดียวโดย ที่ไม่ต้องบอกให้เหยื่อทราบเลยก็ได้ ดังนั้น เหยื่อจึงไม่ทราบว่า ตนได้แพ้ หรือชนะไปเท่าไรแล้ว เสียไปเท่าไรแล้ว ได้มาเท่าไรบ้าง? เพราะเขาจะมี ความรู้ที่ผูกขาดไว้เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น เมื่อเขารู้อยู่คนเดียวและหาทาง ชนะได้ฝ่ายเดียวเท่านั้น จึงทำให้เขาเริ่มสนุกและติดใจกับการเล่นเกมซึ่ง อีกฝ่ายไม่มีทางรู้ได้นี้ ทว่า สำหรับท่านที่มี "พลังจิตระดับสูง" อาจจะใช้ การ "อ่านจิต" ของเขาได้ว่าเขาได้สร้างกฏกติกาอะไรไว้บ้าง และต้องมี วิธีการอย่างไรจึงจะชนะหรือพ่ายแพ้ในเกมนั้นก็สามารถที่จะทำให้ฝ่ายผู้ เริ่มเล่นและเป็นคนตั้งและควบคุมกติกาไว้หมดนั้น "พ่ายแพ้ไปเองได้" นี่ ต้องมีพลังจิตในการหยั่งรู้ระดับสูงจริงๆ นะครับ และจะเป็นการเล่นเกมที่ "รู้กันอยู่แค่สองคน" เท่านั้น เพราะคนเริ่มเล่นเกมก็ไม่บอกใคร และคนที่ ถูกดึงให้เป็นเหยื่อก็ไม่สามารถบอกใครได้ เพราะมันเนียนจนเหมือนว่ามี แต่เราคิดไปฝ่ายเดียวหรือเปล่าอะไรแบบนั้นเลยละ ทว่า เมื่อท่านชนะเขา ได้ เขาก็จะมี "อาการแปลกๆ" แสดงออกมา จึงทำให้เราจับได้ว่าเขาเล่น เกมประสาทกับเราจริงๆ เขาตั้งกฏกติกานั้นไว้จริงๆ เช่น เมื่อเขาแพ้เราก็ จะทำตัวเหมือนคนโมโห มีอาการประสาทกำเริบ แสดงออกมาได้เลยครับ


"เกมประสาท" มีทั้งที่เป็นไปในทางสร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์ ก็ได้


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ เกมประสาทมีทั้งแบบที่สร้างสรรค์ และแบบ ที่ไม่สร้างสรรค์ ในแบบที่สร้างสรรค์อาจเป็นการแข่งขันกันสร้างความ ดีต่อมวลมนุษยชาติ เป็นต้น แต่แบบที่ไม่สร้างสรรค์คือ แบบที่ไม่ก่อให้ เกิดสิ่งดีงามอะไร แต่เป็นไปเพื่อสนองความต้องการทางจิตใจของผู้ที่ เล่มเกมเท่านั้น ก็มี นอกจากนี้ "เกมประสาท" ยังสามารถประยุกต์ ไป ใช้ในงานด้านอื่นๆ ได้อีกมาก เช่น การทำงานเป็นทีม, การสร้างข่าวที่ ไม่ต้องใช้เงินซื้อสื่อ (หลอกล่อให้เกิดการแพร่สะพัดของข่าวนี้ไปเอง) หรืออะไรได้อีกมากมาย ซึ่งมุ่งเน้นไปในทาง "ผลทางจิตวิทยา" ทั้งสิ้น เช่น หวังผลให้เกิดความคิด, ความเชื่อ, การรับรู้ ฯลฯ ที่บิดเบือนผิดไป จากความเป็นจริง เช่น การโยนความผิดให้ฝ่ายอื่นรับไป แล้วยุยงให้มี การทะเลาะบาดหมางกันของสองฝ่ายนั้น ก็ได้ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ได้นำ มาประยุกต์ใช้ใน "การทำสงครามเย็น" ได้มากมายหลายวิธี และยังมี ความนิยมเพิ่มมากขึ้นในยุคนี้อีกด้วย ดังนั้น ท่านสามารถศึกษาสิ่งเหล่า นี้ได้อย่างง่ายดายและมากมาย ในยุคของท่าน เพราะมันกำลังแพร่มาก ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทีเดียว ทว่า หากท่านนำ หลักการทำสงครามทาง จิตวิทยานั้น มาใช้ในทางสร้างสรรค์ก็ได้เหมือนกัน เช่น การใช้เพื่อการ กระตุ้นความมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับรากหญ้าในแบบการเข้ามา "ปฏิบัติจริง" ร่วมในเหตุการณ์จริง ไม่ใช่แค่นั่งเรียนในห้องเรียน เป็นต้น


"เกมประสาท" มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายกติกา แล้วแต่ผู้เล่น


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ เกมประสาทนั้นเริ่มสร้างโดย "ผู้เริ่มเล่น" ที่ ไม่ได้บอกแก่ผู้อื่นก่อน จากนั้นจึงใช้ผู้อื่นมาเป็นเหยื่อในเกมของตน ซึ่ง เขาสามารถที่จะสร้างระบบ, กฏกติกาในการแพ้-ชนะ ต่างๆ ของเขานี้ ขึ้นมาได้เอง "ฝ่ายเดียว" ทำให้อีกฝ่ายที่เป็นเหยื่อไม่ทราบเลย แต่ถ้ามี ความรู้, มีปัญญาพอควร ท่านก็อาจ "อ่านเกมของเขาออก" ได้ว่าเขามี เล่ห์กลมาอย่างไร? เขากำลังต้อนท่านเข้าสู่ "กับดัก-หลุมพราง" นั้นๆ อย่างไรบ้าง? ทว่า บางท่านสร้างเกมขึ้นมาแบบพิเศษ คือ แบบที่ตนเอง ก็ยังไม่รู้กฏกติกาเลย กรณีนี้ก็มีเหมือนกัน ท่านไม่อาจอ่านจิตใจเขาได้ ว่าเขาสร้างเกมมาอย่างไร? มีกฏกติกาอย่างไร? และทำอย่างไรจึงจะ ชนะหรือแพ้ได้? อย่างนี้ก็มี แบบนี้ก็ "ยากที่จะรอด" เลยทีเดียวครับ มี เหมือนกัน แต่ทำได้น้อยมากครับ ดังนั้น เมื่อท่านรู้ตัวแล้ว ว่าท่านกำลัง ตกอยู่ใน "วังวนของเกมประสาท" ที่ใครบางคนสร้างขึ้นมา ท่านก็ต้อง "หาทางออกจากวังวนนั้นให้ได้" เพื่อจะได้ไม่ถูกใครเขา "ปั่นหัวเล่น" อีกต่อไป ทว่า อย่าลืมว่าอีกฝ่ายก็อาจดูท่านอยู่ และเมื่อท่านแก้เกมนั้น ของเขาได้แล้ว ท่านก็อาจตกอยู่ใน "เกมใหม่" ในทันทีที่ท่านหาทาง ออกมาได้เลยก็มี? (ทางออก ก็คือ ทางเข้าของเกมประสาท เกมใหม่) เอาละ ถ้าท่านเจอแบบนั้นเข้า ท่านจะแก้เกมของเขาอย่างไรดีละครับ?


"เกมประสาท" ที่เป็น "ระบบกลจักรแห่งพลังจิต" นั้นเป็นอย่างไร?


สุดท้ายที่ท่านควรทราบ คือ เกมประสาทบางชนิด สามารถสร้างได้ ถึง "ระบบกลจักรแห่งพลังจิต" เลยทีเดียว เช่น การทำให้คนเข้ามา เชื่อ, ส่งพลังแห่งความเชื่อร่วมกันมากๆ ว่าจะเกิดภัยพิบัติ แล้วก็ใช้ พลังแห่งความเชื่อของพวกเขาเหล่านั้นเองนั่นแหละ ก่อให้เกิดสิ่งที่ เรียกว่า "ภัยพิบัติ" ขึ้นมา คนทั้งกลุ่มที่ร่วมเล่น ที่รวมพลังความเชื่อ นั้นๆ ก็จะ "ดีใจ" เหมือนตนได้ชนะแล้วว่าสิ่งที่ตนเชื่อนั้นๆ เป็นความ จริงขึ้นมาได้ สะใจ สบายใจ "ฉันชนะคนที่ไม่ยอมเชื่อฉันแล้ว" อะไร แบบนั้น แล้วก็เข้าสู่วังวน "รอบต่อไป" คือ การทำให้เชื่อว่าจะมีภัยที่ มาอีกใหม่ๆ อีกไปเรื่อยๆ ก็จะมีพลังดึงดูดคนให้หมุนวนอยู่กับสิ่งนี้ ใน ระบบพลังจิตที่ร่วมกันสร้างขึ้นมานี้ ต่อไปและต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด ทว่า "ระบบกลจักรแห่งพลังจิต" ที่สร้างสรรค์ ก็มี บางแบบสร้างขึ้นมาเพื่อ ให้โลกก้าวไปข้างหน้าในแบบที่พวกเขาต้องการ เช่น ระบบทุนนิยม ก็ ต้องมี "ระบบความเชื่อ" บางอย่างที่ทุกคนที่ก้าวเข้ามาจะต้องส่งพลัง แห่งความเชื่อมา "ลงทุนทางพลังจิตร่วมกัน" เอาง่ายๆ เช่น คนที่เขา "กู้เงินไปลงทุน" เขาก็ต้องเชื่อก่อนใช่ไหม ว่าสิ่งที่เขาทำ จะได้กำไร คืนกลับมาอย่างแน่นอน นั่นแหละ เขาได้แชร์พลังจิตร่วมในระบบนี้ไป แล้ว และเขาก็ต้องร่วมเล่มเกมจิตวิทยาระดับโลกนี้ด้วยกันกับคนอื่นๆ เขาทั้งหลายต้องใช้พลังจิต พลังแห่งความเชื่อ ร่วมกันเพื่อขับดันให้ สิ่งที่พวกเขาเชื่อนั้นเป็นความจริงขึ้นมา พวกเขาจึงจะชนะได้ นั่นหละ "เกมจิตวิทยาระดับโลก" ละ เห็นไหมว่าสิ่งที่ผมแนะนำให้ท่านศึกษา นี้ "มันไปสู่ระดับโลก" ได้อย่างไร เอาละ เอาแค่นี้ก่อนจะเครียดเกินไป


ขอพลังแสงธรรมแห่งพระบิดาจักรวาล ช่วยท่านเลื่อนระดับจิตใจ สวัสดี


2 ก.ย. 2555

"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

พันธนาการแห่งความเชื่อ การเสพติดความเชื่อ และเบื้องหลังภาคมืดของความเชื่อ

สวัสดีครับ วันนี้ ผมมาคุยกับท่านเรื่องพื้นๆ นะครับ คือ เรื่อง "ความเชื่อ" ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก และส่งผลกระทบต่อจิตใจคนได้มาก แต่อย่างไรก็ตาม เราก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้มันนะครับ โอเค ทำใจสบายๆ เรามาคุยกันแบบง่ายๆ และเป็นกันเอง ก็แล้วกันครับ


ความเชื่อที่ถูกกำหนดด้วยคนอื่น และความเชื่อที่คุณเลือกทิศทางได้เอง


อย่างแรกเลย ผมอยากให้คุณแยกแยะระหว่างความเชื่อสองแบบนี้ให้ได้ก่อน คือ 1. ความเชื่อที่ถูกกำหนดโดยผู้อื่น เช่น ความเชื่อตามคำทำนาย 2. ความเชื่อที่คุณเลือกทิศทางได้เอง เช่น คุณเลือกที่จะเชื่อว่า มันต้องมีแสงสว่างรออยู่ในวันข้างหน้า ถ้าคุณไม่ละความพยายาม ทว่า ความเชื่อทั้งสองแบบนี้ ให้ผลต่อชีวิตคุณในแบบที่แตกต่างกันมาก กล่าวคือ แบบที่หนึ่ง คุณจะถูกชักจูงไปตามความเชื่อนั้น เป็นเหมือน "วัวเชื่อง" ที่ถูกเขาสนทะพายแล้วลากจูงจมูกไป ซึ่งมันอาจจะดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ถูกบ้าง ผิดบ้างอะไรก็แล้วแต่ แม้ว่าคุณไม่ถูกจูงจมูกด้วยความเชื่อนั้น "คุณ ก็เดินไปเองได้อยู่แล้ว" อย่าลืมซะละ! นั่นหมายความว่าความเชื่อหรือคำทำนายบางอย่าง แม้ว่ามันจะจริง แต่มันก็ไม่จำเป็น ที่คุณต้องอาศัย หรือไปพึ่งพายึดเกาะมันเลย คุณก็ยังมีชีวิตได้ตามปกติแม้ไม่ทราบคำทำนายเหล่านั้นด้วยซ้ำไป เชื่อมั้ยละ? ทว่า คุณหลายคนก็ยังอยากจะลุ้นว่าคำทำนายนั้นๆ จะเป็นจริงหรือไม่ มันเหมือนการเสพติด หรือการติดพนัน อะไรสักอย่างหนึ่งและนั่นทำให้คุณต้องติดพันกับการ "เสพติดรับคำทำนายเนืองๆ" และไม่ได้รับอิสรภาพจากการ "ถูกจูงจมูก" ไปได้ คุณยังเป็นได้แค่วัวตัวหนึ่งในฝูงวัวทั้งหลายที่มีเจ้าของลากจูงไป ก็เท่านั้นเอง คุณก็ยังไม่ใช่วัวที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเอง (ซึ่งแท้แล้ว วัวก็แค่หาหญ้ากิน มันง่ายมากครับ เพราะมีหญ้ามากมายในโลกนี้ไม่จำเป็นต้องยอมเป็นทาสใครแล้วจึงจะมีหญ้ากิน) นั่นคือ "ความเชื่อที่เป็นบ่วงพันธนาการ" ผูกมัดให้ชีวิตของคุณต้องอยู่กับสิ่งนั้น และเสพติดมัน รอคอยเวลาที่มันจะเป็นจริง และมันไม่ช่วยในการยกระดับชีวิตของคุณเลย ความเชื่อที่ถูกจูง ความเชื่อที่ถูกกำหนดด้วยคนอื่นเหล่านี้ ยังไม่ใช่ "ความเชื่อที่คุณเลือกทางเดินได้เอง" นะครับ ยังไร้อิสระยังเต็มไปด้วย "บ่วงพันธนาการแห่งความเชื่อ" ซึ่งคอยจูงจมูกคุณ ต่อไป



คุณยอมเป็น "ทาสของพระเจ้า หรือ ทาสของความเชื่อ" เหล่านั้นกันแน่


ต่อไปที่คุณควรจะตรวจเช็คตัวคุณเองสักนิดคือ จริงหรือไม่ที่คุณยอมเป็น "ทาสของพระเจ้า" หรือแท้แล้วคุณ "ทรยศต่อพระเจ้า" แล้วเปลี่ยนนายไปรับใช้ "ความเชื่อ" เหล่านั้นแทน เช่น ความเชื่อที่ว่ามีเกาะถูกสาป ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้จึงหายได้ แล้วนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าบอกแก่หรือ? มันอยู่ในพระคัมภีร์ที่พระเจ้ามอบแก่คุณหรือไม่ ความเชื่อเหล่านี้มาจากที่ใดกันแน่? คุณยอมก้มจำนนเป็นทาสต่อความเชื่อเหล่านี้ไปแล้วหรือไร? แทนที่จะเชื่อในพระเจ้าดังเดิม เชื่อในพระคัมภีร์ที่พระองค์ประทานดังเดิม ทว่านี่มันไม่เหมือนหรอกนะ คุณเปลี่ยนไปแล้ว คุณทรยศต่อพระเจ้า คุณเปลี่ยนไปเชื่อในใครก็ไม่รู้ คุณยอมรับเขาคนนั้นเป็นเจ้านาย และหลงลืมพระเจ้าของคุณไปหมดแล้ว เอาละ มันยังมี "ความเชื่อและคำทำนายใหม่ๆ" ซึ่งเกิดขึ้นมา "สนองความอยากเสพ" ของพวกคุณ พวกคุณมีกิเลสอยากที่จะเสพ และรับรู้มัน ซึ่งสิ่งเหล่านั้น "มิได้อยู่ในพระคัมภีร์" มิได้อยู่ในสิ่งที่พระเจ้าต้องการบอกให้คุณทราบเลย แต่คุณได้เปลี่ยนไปแล้ว ใจของคุณได้ออกห่างจากพระเจ้าไปแล้ว คุณเลือกที่จะเชื่อในคำทำนายและคำสาปแช่งอันเกิดขึ้นจาก "คนที่ไม่ใช่พระเจ้า" สร้างมันขึ้นมาในภายหลัง แทนที่จะเชื่อสิ่งที่พระเจ้าบอกแก่คุณ เชื่อในพระคัมภีร์ดังเดิม คุณถูกความเชื่อเหล่านั้นผูกมัด พันธนาการมายาวนาน ไม่อาจเป็นอิสระจากมันได้ เพราะคุณมีใจออกห่างจากพระเจ้า คุณยอมจำนนต่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า และสิ่งนั้นได้ "ครอบงำและกลืนกิน" ชีวิตจิตใจคุณไปแล้ว เพราะคุณได้มอบความเชื่อให้แก่มัน แทนที่จะมอบความเชื่อให้แก่พระเจ้า และนั่นก็ให้คุณทราบไว้ว่าคุณได้ออกจาก "อิสลาม" แล้ว คุณไม่ได้อยู่ในสังคมสันติสุขที่พระเจ้ามอบให้อีกต่อไป เพราะตัวคุณเลือกที่จะเชื่อในสิ่งนอกรีตไปเอง



"เบื้องหลังของความเชื่อ" ซึ่งถูกสร้างด้วยภาคมืดนั้นกำลังกลืนกินคุณ


เรื่องต่อไปคือ ในโลกนี้ยังมี "คนอีกมากมาย" ที่รับใช้ความมืด ไม่ได้รับใช้พระเจ้า พวกเขาไม่ใช่ทาสของพระเจ้าที่แท้จริง ทว่า พวกเขากำลังรับใช้ "ภาคมืดอยู่" สิ่งเหล่านั้นคือ ปีศาจร้ายที่กำลังกลืนกิน ผู้ลุ่มหลงผู้ที่มีใจออกห่างจากพระเจ้าและยอมจำนนต่อสิ่งชั่วร้ายแทนแม้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด ทว่า แท้จริงแล้วในใจของพวกเขาไม่ได้มี "พระเจ้า" อยู่เลย พวกเขาหลงออกนอกทาง และมอบความเชื่อไปให้แก่ปีศาจร้ายเหล่านั้นไปแล้ว ปีศาจร้ายเหล่านั้นใช้ผู้คนมากมายมาสร้างความเชื่อที่ไม่ได้มาจากพระเจ้า ไม่ได้มาจากพระคัมภีร์ แต่พวกเขาสร้างมันขึ้นมาเอง สร้างมันขึ้นมาใหม่ เพื่อบงการผู้คน ให้หลงเชื่อตาม และจะได้ช่วงใช้ผู้คนทั้งหลายไปตามใจต้องการนั้น แม้แต่เยาวชนทั้งหลายที่ดูเหมือนว่าจะเคร่งครัดและเชื่อในพระเจ้า ทว่า พวกเขาก็ดูดีแต่เปลือกนอกเท่านั้น เพราะใจของเขาถูกปีศาจร้ายกลืนกินไปแล้ว เขาไม่ได้มีใจตรงต่อพระเจ้าดังเดิม พวกเขาได้นำเอา "ปีศาจร้าย" เข้ามาในศาสนา แล้วเข้ามาแทนที่พระเจ้าองค์เดิม ทำให้สังคมสันติสุขไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง เพราะปีศาจร้ายนั้นได้ครอบงำและกลืนกินพวกเขาไปแล้ว พวกเขาจึงรับใช้พวกปีศาจร้าย พวกเขามิได้รับใช้พระเจ้า พวกเขาไม่ใช่ทาสของพระเจ้าอีกต่อไป พวกเขากลายเป็น "ทาสของปีศาจร้าย" ไปเสียแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะยืนยันว่าพวกเขา อยู่ในสังคมสันติสุข ทว่า พวกเขาได้อัปเปหิตัวเอง ออกไปจากสังคมสันติสุขนานแล้ว และพวกเขานี่แหละที่ทำลายสังคมสันติสุข



พระเจ้ามอบ "สังคมสันติสุข" ให้คุณ แต่คุณกลับเลือกเชื่อความมืดมน

เรื่องต่อไปคือ พระเจ้าได้มอบ "สังคมสันติสุข" ให้แก่คุณแล้ว แต่คุณก็ไม่ได้เลือกที่จะรับสิ่งนี้ คุณเลือกที่จะรับ "ความมืดมน" แทนสังคมสันติสุขที่พระเจ้ามอบให้ คุณเลือกที่จะเชื่อความมืดมน เลือกที่จะยอมรับให้สังคมของคุณเต็มไปด้วยความมืดมน การนองเลือด และการเข่นฆ่ากันเอง นี่น่ะหรือ "คนฉลาด?" พระเจ้ามอบสังคมสันติสุขให้แก่คุณแล้วแต่คุณกลับมองว่ามันไม่ใช่ คุณต้องการ "ดินแดน" คุณต้องการ "อำนาจ" แล้วดินแดนและอำนาจที่คุณต้องการนั้น มันใช่ "สังคมสันติสุข" ที่พระเจ้าประทานให้แก่คุณหรือไม่? คุณเลือกสิ่งใดกันแน่? เลือกสังคมสันติสุขที่พระเจ้ามอบให้ หรือเลือก "อำนาจในการครอบครองดินแดน" ซึ่งนำพาสังคมของคุณไปสู่ความมืดมน, การเข่นฆ่า, การก่อการร้าย และการทำร้ายกันเองไม่เว้นแม้แต่ละวัน คุณแน่ใจหรือว่าคุณเชื่อในพระเจ้าจริงๆ คุณเชื่อจริงๆ ไหมว่าพระเจ้าได้มอบสังคมสันติสุข ให้แก่คุณแล้วหรือเพราะคุณยังไม่เชื่อ คุณยังระแวง ไม่ไว้ใจพระเจ้า คุณจึงถูกปีศาจร้ายครอบงำให้คิดว่าพระเจ้ายังไม่ได้มอบดินแดนและสังคมสันติสุขให้แก่คุณนั้น คุณจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและการแบ่งแยกดินแดน เพราะอะไร? เพราะคุณยังไม่เชื่อในพระเจ้าจริงๆ ไม่เชื่อว่าพระเจ้าได้มอบดินแดนและสังคมสันติสุขให้แก่คุณแล้ว นั่นเองคุณจึงหาวิธีให้ได้มาซึ่งสิ่งที่คุณคิดว่าพระเจ้ายังไม่ได้มอบให้แก่คุณนี้และนั่นจึงกลายเป็น "ช่องว่าง" ที่ทำให้คุณออกห่างจากพระเจ้า และกลายเป็น ผู้รับใช้ปีศาจร้าย ซึ่งต้องการทำลาย "สังคมสันติสุข" ของพระเจ้า ซึ่งสังคมนั้นแต่เดิมสันติสุขดีอยู่แล้ว พระเจ้ามอบสังคมสันติสุขให้แก่คุณมานานแล้ว แต่เพราะปีศาจร้ายนั้นครอบงำพวกคุณ มันจึงได้ช่วงใช้พวกคุณให้ทำลายสังคมสันติสุขที่พระเจ้ามอบให้แก่คุณนั้นเสีย


การแอบอ้าง "พระเจ้า" ของปีศาจร้าย เพื่อครอบงำผู้คนให้หลงเชื่อ?


เรื่องต่อไปคือ ปีศาจร้ายได้วางแผนการเพื่อหลอกใช้ผู้คนทั้งหลายให้หลงคิดว่าทำเพื่อพระเจ้า, พลีชีพเพื่อพระเจ้า ฯลฯ ทว่า พวกเขา ก็แค่ "แอบอ้างพระเจ้า" เอาความเชื่อที่ผู้คนมีต่อพระเจ้ามาเพื่อให้คนหลงเชื่อ ก็เท่านั้น พวกเขาอาจเป็น "ครูสอนศาสนา" ที่ดูน่าเชื่อถือ ศรัทธามาก ทว่า พวกเขาอาศัย "เปลือกนอกที่ดูน่าเชื่อถือศรัทธา" นั้น เพื่อจะครอบงำผู้คนให้ลุ่มหลง และแอบอ้างพระเจ้าว่านี่คือคำสั่ง นี่คือโองการจากพระเจ้า? จริงหรือที่พระเจ้าจะมอบโองการนั้นแก่เขา? พระเจ้าเคยมอบโองการให้แก่มนุษย์ "บางคนเท่านั้น" ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถรับได้ และคนผู้นั้นต้องเป็นคนที่พิเศษจริงๆ ซึ่งพระเจ้าได้เลือกแล้ว เอาละคนที่คุณเชื่อ เขาอาจเป็นครูสอนศาสนาที่ดูเก่งมาก และน่าเชื่อถือมากทว่า ต่อให้เขาเก่งและน่าเชื่อถือศรัทธาแค่ไหน ก็ใช่ว่าพระเจ้าจะเลือกเขา ใช่ว่าพระเจ้าจะมอบโองการ หรือสั่งการแก่เขา ดังนั้น พวกเขาแค่ "แอบอ้างพระเจ้า" มาหลอกใช้ผู้คนให้หลงทำตามเท่านั้น เพราะอะไรข้าพเจ้าจึงกล่าวแก่ท่านดังนี้? เพราะสิ่งที่พวกเขาทำนั้นขัดแย้ง ต่อสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ คือ "สังคมสันติสุข" นั่นเอง พวกเขา ไม่ได้กำลังทำให้สังคมสันติสุขเกิดขึ้น แต่พวกเขากำลังทำให้สังคมสันติสุขนี้ ล่มสลายลงไปต่างหาก พวกเขานำพาผู้คนไปก่อการร้าย ทำร้าย ทำลายผู้คน เช่นนี้หรือ "สังคมสันติสุข" เอาละ ท่านอาจจะอ้างว่าสิ่งที่ท่านทำไปทั้งหมดก็เพื่อรักษาไว้ซึ่งสังคมสันติสุข ทว่า มันใช่หรือ? เพราะสิ่งที่ท่านทำ มันคือการทำลายความสันติสุขของสังคมต่างหาก ท่านลองดู "มหาตมะ คานธีร์" เป็นตัวอย่าง เขาคือชาวฮินดูที่ถูกชาวมุสลิมฆ่าตายเพราะอะไร? เพราะเขาคือ คนที่สร้างสังคมสันติสุขได้ด้วยวิธีสันติ เขาจึงถูกชาวมุสลิมจอมปลอมฆ่าตาย เพราะถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ต่อไป เขาก็จะกลายเป็นผู้นำที่ชาวมุสลิมทั้งหลายเชื่อว่าเขาจะนำสังคมสันติสุขมาให้ได้ กล่าวง่ายๆ ก็คือ ชาวมุสลิมจอมปลอมฆ่าเขาเพราะกลัวว่าเขาจะมีอำนาจเหนือกว่าตน, จะได้อำนาจไป เพราะอะไร? เพราะเขาทำให้เกิด "สังคมสันติสุข" ได้จริง เขาใช้ "สันติวิธี" ในการสร้างสังคมสันติสุขแต่ "ครูสอนศาสนาจอมปลอม" เหล่านั้น "ไม่มีทางทำได้" พวกเขาจึงต้องฆ่ามหาตมะ คานธีร์ เสีย เพื่ออะไร? ไม่ใช่เพื่อพระเจ้าหรือทำเพื่อศาสนาอะไรเลย พวกเขาทำเพื่อ "รักษาอำนาจของพวกเขาไว้" เท่านั้นเอง เพื่ออำนาจของเขาเองแต่แอบอ้างพระเจ้านั่นแหละมุสลิมจอมปลอม



"การแบ่งแยกดินแดน" คือ ยุทธวิธีครองอำนาจของปีศาจร้ายในมุสลิม


เรื่องต่อไปคือ เหล่าปีศาจร้ายที่ซ่อนกายแฝงอยู่ในเหล่ามุสลิมนั้น จะถือครองอำนาจด้วยการสร้าง "ความเชื่อที่ผิดๆ ผูกมัดผู้คนไว้" และจะทำให้ชาวมุสลิมตกอยู่ในสภาวะ "หวาดกลัว" ด้วยวิธีการต่างๆ ที่พวกเขาทำไปทั้งหมดนี้ "ไม่ใช่เพื่อพระเจ้าเลย" พวกเขาแอบอ้างพระเจ้ามาบังหน้า แต่พวกเขาทำไปเพื่อ "อำนาจของพวกเขาเอง" ทั้งนั้น พวกเขาก็กลัวว่าอำนาจที่พวกเขามี จะหมดไป ชาวมุสลิมจะไม่เชื่อถือพวกเขาอีกดังนั้น พวกเขาจึงทำทุกวิถีทางเพื่อ "ทำลายคนอื่น" ที่จะมาแย่งชิงเอาอำนาจไปจากเขา พวกเขาหลงไหลอำนาจ และเป็น ทาสของอำนาจไปแล้ว มิใช่ ทาสของพระเจ้าอีกต่อไป ตัวอย่างเช่น กรณีการแบ่งแยกดินแดนของชาวมุสลิมในอินเดีย จนกลายมาเป็นประเทศใหม่ ซึ่งยังไม่เคยมี "สังคมสันติสุข" เกิดขึ้นได้จริงเลย การแบ่งแยกดินแดนไม่ช่วยทำให้เกิดสังคมสันติสุขได้จริง มันทำให้ "พวกบ้าอำนาจ ยังคงครองอำนาจ" อยู่ต่อไป เท่านั้น พวกเขาใช้การแบ่งแยกดินแดนเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจมิใช่เพื่อสร้างสังคมสันติสุขอย่างที่ท่านรอคอยและต้องการเลย ท่านลองดูก็ได้ ทุกวันนี้ ประเทศในโลกมุสลิมประเทศใดบ้างที่มีความสันติสุขที่ได้มาจากการแบ่งแยกดินแดน คำตอบคือ "ไม่มีเลย" ยิ่งแบ่งแยกดินแดนก็ยิ่งนำมาซึ่งความไม่สงบสุขเท่านั้น ทำให้เกิดสงคราม, การเข่นฆ่า, การแย่งชิงอำนาจกันไม่สิ้นสุดเท่านั้น เอาละ ผมขอเล่าต่อ ในช่วงหนึ่งที่ท่านมหาตมะ คานธีร์ ได้ถ่ายรูปเปลือยคู่กับ "หญิงมุสลิม" เพื่อบอกแก่ผู้คนว่าการเปลือยกายของชาวอินเดียไม่ใช่เรื่องเสียหาย หรือเรื่องความใคร่ใดๆ พวกมุสลิมบ้าอำนาจ มุสลิมจอมปลอม ก็กลัวว่ามหาตมะ คานธีร์ จะกลายเป็น "ผู้นำที่น่าศรัทธาคนใหม่" แก่ชาวมุสลิมด้วย พวกเขาจึงต้องฆ่าท่านมหาตมะ คานธีร์ นั่นแหละ มันไม่ใช่เรื่องการทำเพื่อพระเจ้าอะไรเลย มันก็เป็นเรื่องของ "การแก่งแย่งชิงอำนาจ" กัน เท่านั้นเอง แล้วต่อมา พวกเขาก็พากัน "แบ่งแยกดินแดน" ออกไป เพราะอะไร? เพราะพวกเขากลัวเสียอำนาจไปก็เท่านั้นเอง ทั้งๆ ที่พวกเขารู้อยู่ว่ามหาตมะ คานธีร์ สร้างสังคมสันติสุขให้เกิดขึ้นจริงได้ (แต่พวกเขาทำไม่ได้) พวกเขาจึงต้องแบ่งแยกดินแดนออกไป เพื่อยุดครองมวลชนเอาไว้ เพื่อให้ได้รับความเชื่อถือต่อไป



เหล่าปีศาจร้าย กำลังขยายอิทธิพลกันยึดครองโลกและศาสนาอื่นด้วย


เรื่องต่อไปคือ "เหล่าปีศาจร้าย" ที่ซ่อนกายอยู่ในโลกมุสลิมเหล่านั้นก็ได้ขยายอิทธิพลต่อไป ไม่ใช่แค่ศาสนาอิสลามเท่านั้น ไม่ใช่แค่ประเทศในโลกมุสลิมเท่านั้น แต่พวกปีศาจร้ายเหล่านี้ ยังขยายอิทธิพลลุกลามออกไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และศาสนาอื่นๆ ด้วย ด้วยวิธีการเดิมซึ่งใช้ได้ผลดีมาแล้ว คือ "การทำให้กลัว" ยิ่งพวกเขาทำให้คนกลัวเท่าไรก็จะได้พลังอำนาจมากขึ้นเท่านั้น พวกเขานั้นไม่เคยเชื่อในพระเจ้าจริงๆ พวกเขาแอบอ้างพระเจ้า และซ่อนตัวอยู่ในศาสนามาตลอด แต่ตอนนี้มันถึงวาระที่ "ปีศาจร้ายที่ซ่อนกายในศาสนาต่างๆ" จะออกมาแย่งชิง เพื่อครองโลกกันแล้ว ปีศาจร้ายในศาสนาพุทธ ก็ออกมา ปีศาจร้ายในศาสนาพราหมณ์ฮินดู ก็ออกมา, ปีศาจร้ายในศาสนาคริสตร์ ก็ออกมา ฯลฯ พวกเขาต้องการยึดครองโลก ทั้งหมดเอาไว้ให้อยู่ในกำมือของพวกเขาเองไม่ยอมให้โลกตกอยู่ในกำมือของปีศาจร้ายเผ่าอื่น ทว่า มันไม่ง่ายอย่างที่คิดและตอนนี้ โลกกำลังได้รับการเยียวยาแล้ว เหล่าปีศาจร้ายกำลังได้รับผลกรรม, จะต้องยอมจำนน และจะต้องพ่ายแพ้ต่อ "ภาคสว่าง" ในท้ายที่สุด


ขอพลังแสงธรรมของพระผู้เป็นเจ้าจงทำความเชื่อของคุณให้ตรง สวัสดี



8 ส.ค. 2555


"เสียงจากสังคมสันติสุข"
รับสื่อสารโดย


瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

จิตวิญญาณมืด พญามาร-ปีศาจนกฮูก-ผีดูดเลือด ผู้ครอบงำระบอบยุติธรรม

สวัสดีครับ วันนี้ ผมอยากจะเล่านิทานก็แล้วกัน เพื่ออธิบายถึงบางสิ่งที่มองไม่เห็น แต่มีอยู่จริง และครอบงำระบบยุติธรรมอยู่ ให้ท่านให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร และทำงานอย่างไร? ประชาชนคนธรรมดาอย่างเรา จะได้ไม่ถูกคนอื่นเขาหลอกได้ง่ายๆ นะครับ


"ความยุติธรรม" ไม่มีในกฏหมาย มีอยู่แต่ใน "กฏแห่งกรรม" เท่านั้น


อย่างแรกที่สุด "สัจธรรมความจริงของโลก" ที่คุณควรเข้าใจคือ ความยุติธรรมที่แท้จริง มันไม่เคยมาจากระบบกฏหมายหรอกครับ โดยระบบแล้วเปิดช่องมากมาย ให้คุณสามารถ "ใช้ช่องโหว่ของกฏหมายเพื่อทำความผิด" ได้ โดยที่คุณไม่ต้องรับโทษ แต่มันเปิดเฉพาะ "คนระดับบน" ก็เท่านั้น เพราะอะไร? เพราะคนระดับบนสร้างกฏหมายขึ้นมา พวกเขาก็แค่สร้างมันขึ้นมากดข่มและครอบงำคนระดับล่างเท่านั้น พวกเขารู้ว่ากฏหมายมีช่องโหว่ให้เล่นอย่างไร เพราะพวกเขามีอำนาจในการตรามันขึ้นมาไงละ พวกเขามีเงิน มีอำนาจ มีเส้นสาย พรรคพวกในรัฐสภามากพอที่จะตรากฏหมายที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องของตนเอง เอาละ อย่าเพิ่งไปมองคนที่ทำแบบนั้นในด้านลบหรือเลวร้ายนะครับ แต่ต้องเข้าใจให้ชัดว่า "นี่คือ ธรรมดาของประชาธฺปไตย" ครับ ใครมีทุนมากกว่าคนนั้นก็ได้รับชัยชนะไป ไม่ว่าจะเป็น "ทุนทางปัญญา-ความรู้ด้านกฏหมายที่มากกว่า" ก็ดี, "ทุนทางทรัพย์-จ้างทนายดีๆ มารับใช้ได้" ก็ดี, "ทุนทางเส้นสายอำนาจทางการเมือง" ก็ดีที่สามารถจะตรากฏหมายเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องของตนได้ "โดยชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย" มันไม่ใช่ความผิดนะครับ ถ้าคุณเข้าตามระบบ ระบอบ จนถึงจุดที่คว้าอำนาจมาได้เขาก็ยอมรับกันครับว่า "คุณเจ๋ง คุณทำได้" คุณคือผู้ชนะ และเป็นผู้ที่จะกำหนดความชอบธรรมขึ้นได้ด้วย "กฏหมาย" ครับ นี่คือ ความจริงของโลกนี้นะครับ มันไม่ได้เป็นปรัชาญาที่สวยหรูตามทฤษฏีในตำราอะไรเลยแต่นี่ละ "ความจริงของชีวิต-ความจริงของโลก" ไม่ได้มีใครผิดหรือถูกนะ ทุกคนก็ดิ้นรนไปตามทาง ตามกติกา เท่านั้น ผมจึงบอกว่าความยุติธรรมที่แท้จริงมีอยู่แต่ใน "กฏแห่งกรรม" เท่านั้น ไม่มีในกฏหมายครับ



"พญามาร" ภาคมืดผู้สร้าง "กฏหมาย" ขึ้นมาในโลกและใช้มันยังไง?


อย่างที่สอง เป็นเรื่องในมิติทิพย์คือ "ที่มาของกฏหมายทั้งหลายล้วนมาจากพญามาราธิราช (ภาคมืด) ทั้งสิ้น" พญามารหมดบุญแล้วตกสวรรค์จึงต้องมากบดานอยู่ในโลกมนุษย์ และได้สร้างกฏหมายขึ้นใช้ เขาก็คือผู้สร้าง, ผู้รักษา กฏหมายทั้งหลายเหล่านั้น และท้ายที่สุดเขาจะต้องมาเป็น "ผู้ทำลายล้างกฏหมาย" เหล่านั้นเองครับ แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นซึ่งก็ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว เขาจะมาเกิดใหม่ และจะถูกกฏหมายที่ไม่เป็นธรรมเล่นงานก่อน จนเมื่อจิตของเขามืดดำ มีความแค้นเก็บกดถึงที่สุด ก็จะสำเร็จเป็นพญามารอีกครั้ง แต่ทีนี้ เขาจึงเริ่มกิจทำลายล้างได้ครับ แต่กว่าจะถึงจุดนั้น กฏหมายก็ถูกใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมืองเพื่อสนองประโยชน์ส่วนตน" ของคนกลุ่มต่างๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นมามีอำนาจ ไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่นแล้วครับ พวกเขาล้วนรู้ดีว่า "กฏหมายทั้งหลายก็ล้วนมีช่องโหว่" ทั้งนั้น ก็พวกเขาตรามันขึ้นมาเองนี่ครับ แต่พวกเขาจะมีวิธีซ่อนไม่ให้คนอื่นรู้ และพวกเขาจึงได้ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ตรงนั้นในการทำความผิดมากมายหลายประการ และกลายเป็นคนที่มีอำนาจในสังคม เรื่องของเรื่อง มันก็อย่างนี้เอง ละครับ นี่คือ "ความชอบธรรมตามระบบประชาธิปไตย" ไม่ได้ผิดอะไรเลย มันเป็นอย่างนี้เอง นั่นแหละครับสรุป ก็คือ "พญามารคือผู้ตรากฏหมาย" ขึ้นมาบนโลกนี้ผ่านสังขารต่างๆ นั่นเอง เขาคือ "จิตวิญญาณผู้สร้างกฏหมาย" และต้องมาทำลายมันเอง



"ปีศาจนกฮูก" และ "มัจจุราชมาร" จะแทรกอยู่ในร่าง "ผู้พิพากษา"


อย่างที่สอง คือ "ผู้พิพากษา" (ศาล) จะมีจิตวิญญาณสองดวงที่เข้ามาเกี่ยวข้องและแทรกในร่างของผู้คนที่รับหน้าที่นี้ได้แก่ มัจจุราชมารและ "ปีศาจนกฮูก" ซึ่งทั้งสองตนนี้ จะมีมุมมองในการพิพากษาที่ต่างกัน กล่าวคือ "ปีศาจนกฮูก" จะจับ "ปีศาจหนู" กิน หรือเล่นงานพวกที่กินสกปรก, โกงกิน, ฮั้วะกัน, ติดสินบน ฯลฯ เป็นต้น เรียกว่าเป็นปีศาจที่เล่นงานปีศาจด้วยกัน เขาจะมีความสุขุมรอบคอบ น่าเกรงขาม และมีบุคลิกที่น่าศรัทธา เงียบสงบนิ่ง และทรงภูมิปัญญาด้านกฏหมาย แต่ก็จะจับปีศาจหนูกิน คือ ลงโทษคนที่โกงกิน นั่นเอง ส่วนมัจจุราชมาร เขาจะตัดสินคดีด้วยความโกรธแค้น ใช้ความรู้สึกส่วนตนในการตัดสิน เขาจึงมีลักษณะเหมือน "ท่านเปา" หน้าดำคร่ำเครียดและดุดันกว่า ดูไม่น่านับถือมากกว่า แต่ก็มีด้านที่เล่นงานคนทำความผิดแบบ "รุนแรงเกินไป" เหมือนกัน หากท่านเห็นสัญลักษณ์ของอิลูมินาติ จะเห็นรูปนกฮูก ใช่มั้ยครับ นั่นแหละ พวกเขาใช้ปีศาจนกฮูกในการครอบครองอำนาจทางศาล



"ปีศาจค้างคาว" (ผีดูดเลือด-vampire) จะแทรกอยู่ในร่าง "ทนาย"


อย่างที่สาม คือ "ทนายความ" จะมีจิตวิญญาณบางชนิดอยู่ด้วย เช่น ปีศาจค้างคาว ซึ่งเป็นจิตวิญญาณที่หากินกลางคืน หรือหากินกับพวกมืด หรือล่าจิตวิญญาณมืดเป็นอาหาร เหมือนกับปีศาจนกฮูก นั่นแหละเพราะพวกเขาจะสูบเลือดสูบเนื้อ เก็บเงินค่าทำคดีกับเหยื่อไปมากมายจนฝรั่งมีคำเสียดสีว่าเป็น "ผีดูดเลือด" นั่นเอง เมื่อพวกปีศาจหนู ต้องการได้รับชัยฃนะในชั้นศาล พวกเขาหนีการตามล่าของปีศาจนกฮูกก็ต้องยอมให้ "ปีศาจค้างคาว" ดูดเลือดแทน ไม่ตาย แต่ก็แทบหมดตัว! ชนะคดีได้ รอดได้ ไม่ต้องถูกพิพากษาแต่ก็ต้องจ่ายเงินให้ทนายความไปมากมาย พวกทนายมากมายจึงมี "ผีดูดเลือด" หรือ ปีศาจค้างคาวหรือคนไทยเรียกว่า "เวตาร" นั่นแหละ เขาคือ จิตวิญญาณที่เกิดจากคนที่มีความรู้มากแต่หวงวิชาความรู้ ไม่ยอมถ่ายทอดให้ใคร ซ้ำยังใช้วิชาความรู้ไปหากิน เล่นงานคนอื่น ไม่สนใจความถูกผิดที่แท้จริง จึงมีสภาพกลายเป็น "ปีศาจผีดูดเลือด" เช่นนั้น ถ้าพวกเขาไม่ดูดเลือด ก็จะต้องอ่อนแอและเกิดอาการ "หนาวสั่น" ขึ้นมา ทว่า ก็มี "ปีศาจ" ที่บำเพ็ญธรรมเหมือนกัน เช่น ปีศาจค้างคาวที่บำเพ็ญศีลบารมีจะไม่ดูดเลือดสัตว์อื่น เขาจะมีอาการหนาวสั่นได้ง่าย และอ่อนแอ จนกวาจะได้สำเร็จธรรม ก็จะ "กำเนิดใหม่" เป็นมนุษย์ได้เต็มตัว (ปีศาจที่ดีก็มีนะ) มีหนังหลายเรื่องเชียวที่ได้รับแรงบันดาลใจนี้ ไปแต่งเป็นเรื่องราว เช่น แบทแมน อัศวินรัตติกาล ซึ่งเปิดมุมมองต่อผีดูดเลือดในด้านดี ก็มีครับ



ปีศาจที่หากินกลางคืน บางพวกก็ "ล่าจิตวิญญาณมืด" เป็นอาหาร


ท่านฟังไม่ผิดหรอกครับ "ผีกินผี" มีอยู่จริง ซึ่งผีที่มีฤทธิ์มากขนาดนี้เราจะเรียกว่า "ปีศาจ" นะครับ ในบรรดาปีศาจเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าเขาจะเลวทั้งหมดนะครับ เขาเกิดเป็นปีศาจเพราะกรรม นะครับ แต่บางตนก็ต้องใจทำความดีเพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นปีศาจ ก็มีมากมายครับ! ทีนี้ ปีศาจที่หากินกลางคืน ก็มีพวกหนึ่งเป็น "นักล่าจิตวิญญาณมืด" นะครับ พวกเขาจะหากินอยู่กับพวกจิตวิญญาณมืดทั้งหลาย เมื่อคนเข้าสู่ทางมืดขายวิญญาณให้ซาตานแล้วจิตวิญญาณมืดจะแทรกในร่างควบคุมเขา เขาจะทำความผิดไปโดยขาดสติ ไม่ใช่ไม่มีเจตนานะครับ แต่ด้วยความไม่รู้ตัวเท่าทัน เพราะขาดสติ นั่นเอง ถึงจุดหนึ่ง เขาก็จะ "ถูกจับและเข้าสู่กระบวนการพิพากษา" ครับ ทีนี้แหละ ก็จะโดนเล่นงานโดยปีศาจที่หากินกลางคืนทั้งหลายแหล่ เริ่มตั้งแต่ตำรวจที่จับเขา ก็มีทั้ง "เทพแมว" และ "ปีศาจแมว" ซึ่งหากินกลางคืนทั้งนั้นโดยเฉพาะพวก "ปีศาจหนู" จะเป็นอาหารของพวกเขาได้ดี ทว่า ปีศาจนั้นไม่ใช่ "จิตวิญญาณมืด" นะครับ อันนี้ ต้องแยกกันให้ชัด พวกเขาก็แค่ "หากินกลางคืน" หรือ "จับจิตวิญญาณมืด" กิน เท่านั้น แต่ไม่ใช่พวกจิตวิญญาณมืดไม่ใช่พวกซาตานนะครับ พวกเขาสามารถบำเพ็ญธรรมได้ด้วย และเมื่อพวกเขาบำเพ็ญสำเร็จก็จะ "กำเนิดใหม่" เป็นมนุษย์ได้



เรื่องบนโลกย่อมเป็นไปตามกรรมแม้แต่ "พญายม" ก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสิน


อีกประการคือ ท่านต้องเข้าใจว่า "กฏแห่งกรรม" จะตัดสินพิพากษาความผิด-ถูก ของปวงสัตว์เอง ระบบบนโลกเดินตามแบบนี้มานานจนแม้แต่ "พญายม" ผู้มีหน้าที่ "พิพากษา" วิญญาณในนรกก็ไม่มีสิทธิ์จะก้าวก่าย "เรื่องบนโลก" นะครับ ท่านมีอำนาจเฉพาะในนรก เพราะท่าน "มีสิทธิ์อำนาจในการปกครองเฉพาะนรก" แต่สำหรับบนโลกนั้นท่านไม่มีสิทธิ์ครับ ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะเห็นการพิพากษาใดบนโลก ก็ดี จงทราบว่าไม่มี "พญายม" มาทำงานให้นะครับ โลกไม่ใช่ที่ทำงานที่พญายมจะมาทำงานครับ ท่านทำงานในนรก ชัดไหมครับ ดังนั้น ผู้ซึ่งทำงานพิพากษาตัดสินคดีกันบนโลกนี้ จึงไม่มีพญายม ผู้ทรงความยุติธรรมที่แท้จริงหรอกครับ ดังนั้น ฟังให้ดีนะครับ "ไม่มีใครมีสิทธิ์อำนาจที่จะพิพากษาตัดสินใคร" บนโลกนี้ครับ เพราะไม่มีมนุษย์คนไหน ที่จะล่วงรู้ถึง "เวรกรรมแต่เก่าก่อน" ของมนุษย์แต่ละคนได้ ดังนั้น ผู้ที่เข้ามาตัดสินพิพากษาผู้อื่น จึงมีแต่จิตวิญญาณที่ไม่ใช่ภาคสว่างดังกล่าวอนึ่ง คำว่า "วันพิพากษา" แบบศาสนาคริสตร์นั้น ไม่ใช่ว่าพระเจ้าจะมีโองการให้อำนาจใครตัดสินใครได้นะครับ โปรดฟังให้ดีอีกครั้ง มนุษย์ทุกคนภายใต้แสงธรรมแห่งสิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลายนั้น "ล้วนเท่าเทียม" กัน ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใครในการ "พิพากษา ตัดสิน ความดี-ชั่ว-ถูก-ผิด" ของใครได้ ทุกอย่างจะเป็นไปตามกรรม เทพทั้งหลายจะเป็นผู้ดำเนินการเอง ไม่มีการให้อำนาจแก่มนุษย์ใดเหนือผู้อื่นให้ทำเช่นนั้น



ผู้ใดใช้อำนาจตัดสินลงโทษผู้อื่น ผู้นั้นพึงรับกรรมที่เกิดขึ้นนั้นๆ เอง


อีกประการคือ ท่านต้องเข้าใจว่าท่านที่ยิ่งได้อำนาจ ยิ่งใช้อำนาจ ก็ยิ่งต้อง "รับกรรมจากการใช้อำนาจของตน" ไม่ว่าท่านจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม แม้แต่ "พระเจ้าจักรพรรดิ์" หากได้ใช้อำนาจตัดสินลงโทษใครแล้ว ท่านก็ต้อง "รับผลกรรมจากการลงโทษผู้อื่น" นั้นไปเองแม้ว่าคนๆ นั้นจะมีความผิดจริง ชัดแจ้งทุกประการ ก็ตาม เพราะเขาก็จะได้รับ "กรรมเมื่อถึงวาระเอง" เขาทำกรรมชาตินี้ เขาอาจได้รับชาติหน้า ก็ได้ ดังนั้น เมื่อใดที่ท่านลงมือตัดสินเขาเองว่าผิดแล้วลงโทษเขาท่านก็ต้อง "รับผลจากการลงโทษนั้น" ไปด้วย เราจึงกล่าวแก่ท่านว่า "โลกนี้ไม่มีใครมีสิทธิ์ไปพิพากษา-ตัดสิน ความถูก-ผิด-ดี-ชั่ว แก่ใครได้" ถ้าท่านทำอย่างนั้น "ท่านต้องรับผลกรรมที่ทำนั้นเอง" ดังนั้น จึงมีบางท่านไม่อยากเป็นพระราชา เช่น พระเตมีย์ใบ้ ถึงขนาดยอมแกล้งเป็นบ้าใบ้ เพื่ออะไร? เพื่อให้พ้นจาก "นรก" เพราะท่านระลึกชาติได้ว่าได้ตกนรกไปเพราะเกิดเป็นพระราชามาก่อน นั่นเอง แม้ว่าท่านจะตัดสินคดีถูกต้อง ก็ตาม แต่เมื่อท่านใช้อำนาจลงโทษเขา ท่านก็ได้ก่อกรรมต่อเขาแล้ว ท่านก็ต้องรับผลกรรมนั้นอย่างแน่นอน ไม่อาจจะหนีพ้นได้เลย!



สุดท้ายนี้ ผมได้เล่าเรื่องราวของกระบวนการยุติธรรมบนโลกมาทั้งหมดแล้วใน "มิติของโลกทิพย์" ตั้งแต่ที่มาของกฏหมายบนโลก และผู้ที่มาเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ ทั้งหลายแหล่ ซึ่งล้วนมิใช่ "ภาคสว่าง" เลยเพราะเราล้วนมีการเคารพ "กฏแห่งกรรม และมีเทพฯ ที่ดูแล" เรื่องราวเหล่านี้อย่างเป็นระบบดีแล้ว ฟังให้ดีอีกครั้งนะครับ "ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามกรรม มิใช่ตามกฏหมาย" และกรรมย่อมมี "วาระสนองผลของมัน" อาจช้า หรือเร็ว ชาตินี้ หรือชาติหน้า ก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องจับคนทำความผิดมาลงโทษให้ได้ในชาตินี้เลย ก็หาไม่ สิ่งนี้ "อยู่นอกระบบกรรม" นะครับ มนุษย์ทำกันเอง ไม่ใช่หน้าที่ของเทพและภาคสว่างนะครับ ต้องแยกแยะให้ชัดเจน "ต่อพระพักต์ของพระผู้เป็นเจ้า" เราชาวมนุษย์ล้วนเท่าเทียมกันทั้งหมด ไม่มีใครที่มีอำนาจเหนือใคร ไม่มีใครที่จะพิพากษาตัดสินใครได้ แม้ก็แต่ "ผูแอบอ้างโองการสวรรค์" ที่ใช้อำนาจพิพากษาในการเล่นงาน "ศัตรู" ของตน เพื่อให้ตนได้มาซึ่งอำนาจ ก็เท่านั้นเอง!


ขอพลังแห่งแสงธรรม จงฉุดท่านให้พ้นจากวังวนของการตัดสิน สวัสดี



28 ก.ค. 2555


"เสียงจากวันพิพากษา"
รับสื่อสารโดย


瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS