ฮาโหลๆ วันนี้มาช้าหน่อยนะครับ
ต้องขอโทษทีติดธุระ อ่ะ แต่มีเรื่อง
เจ๋งๆ มาโม้ เอ้ยเล่าให้ฟังอีกแล้วก็
คือ เรื่องการใช้พลังงานด้านลบเช่น
พลังภาคมืด, ภาคมาร, ภาคอสูร ฯลฯ
มันก็ได้นะ ถ้ารู้จักใช้ มันก็ไม่เป็นลบ
ไปซะหมด เรียกว่า มันพลิกผันกลับ
เป็นบวกได้ไงคร้าบ อ้าว แล้วจะใช้ยัง
ไงให้มันพลิกกลับมาเป็นบวกได้ละ
อันนี้ละ ไม่ช่ายง่ายๆ เพราะคนทั่วไป
ทำไม่ได้หร้อก ต้องเราชาวไซย่าเท่านั้น
ถึงจะได้ หุๆๆ เอาละ จะโม้ เอ้ยเล่าให้ฟัง
ทุกอย่างนี้ ไม่มีอะไรผิดหรือเป็นลบหรอก มันขึ้นอยู่กับเราใช้ตะหากเล่า?
เริ่มแรกนะ ทุกอย่างในจักรวาลนี้ มันไม่ได้มีดี-ชั่ว, ถูก-ผิด, บวก-ลบ ใน
ตัวมันเองหร้อก แต่ถ้ามันถูกใช้ไปในทางบวก มันก็เป็นบวกได้, ถ้ามันถูก
ใช้ไปในทางลบ มันก็เป็นลบได้, ถ้ามันถูกใช้ไปในทางที่ดี มันก็ดีได้, แต่
ถ้ามันถูกใช้ไปในทางที่ไม่ดี มันก็ไม่ดีได้ เอาละ สรุปแว่ เอ้ยว่า ยังไงก็ยัง
งั้น ก็แล้วกัน เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา, ส่วนเรื่องของเรา ก็อยู่ที่ว่า
เราจะใช้มันยังไง ใช่มั้ยละคร้าบ? ดังนั้น ทั้งพลังภาคมืด, พลังภาคมาร,
ภาคไหนต่อมิอะไร ก็ช่างมันเถอะ อยู่ที่เราจะใช้มันไปทางไหนตะหากเล่า
สำหรับพวกเราชาวไซย่าแล้วละก็ สามารถใช้พลังทุกอย่างเป็นบวกได้
ต่อไป ถ้าคุณอยากจะใช้พลังทุกอย่างไปในทางสร้างสรรค์หรือเป็นบวก
ละก็ คุณอาจทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตามกำลังของคุณเอง แต่สำหรับพวก
เราชาวไซย่าแล้วละก็ เรามีธรรมชาติที่สร้างมาให้สามารถใช้พลังไปใน
ทางบวกได้เสมอ เราจึงเป็น "ต้นแบบของการใช้พลังงานไปในทางบวก"
สำหรับจักรวาลนี้ครับ ดังนั้น เราทำได้ 100% เพราะเราเป็นแบบนี้ แต่ถ้า
คุณจะทำอย่างเราบ้าง ก็จะได้ไม่ถึง 100% แต่ก็ไม่เป็นไร สัก 50-75%
ก็ถือว่า ดีมากๆ แล้วละ โอเค? ดังนั้น เมื่อคุณคิดจะใช้พลังงานแบบเรา ก็
ควรที่จะ "เปิดใจยอมรับพลังทุกอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่าง" ได้ว่ามันคือธรรมะ
ธรรมชาติ อย่างหนึ่ง ก็เท่านั้นเอง มันไม่ได้มีความถูก-ผิด, ดี-ชั่ว, บวก-
ลบ ฯลฯ อะไรในตัวของมันเองเลย มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง มาตั้งแต่
ต้น เอาละ ผมไม่ได้บอกว่าให้คุณไปใช้พลังมาร, พลังมืด แล้วก็จะได้เป็น
เหมือนผมนะ เพราะคุณยังห่างชั้นจากพวกเรา มั๊กๆๆๆ ม้ากกกกก เอาละ
ถ้าคุณยกระดับตัวเองมาใกล้เรามากขึ้นเท่าไร ก็จะใช้พลังงานด้านลบได้
เอง โดยไม่เกิดปัญหา แต่ถ้าคุณยังไม่ถึงระดับก็ละเว้นการใช้ น่าจะดีกว่า
นั่นก็หมายความว่า ทุกอย่างที่มีอยู่ในธรรมชาติ คุณก็ใช้ได้ทั้งนั้นนั่นแหละ
ต่อไปถ้าคุณยกระดับถึงระดับของชาวไซย่าได้ ไม่ว่าจะกี่ % ก็แล้วแต่คุณ
ก็จะมีความสามารถในการใช้พลังงานด้านลบได้ โดยที่มันไม่เป็นลบ แถม
ยังแปลงเป็นบวกได้อีกตามแต่กำลังความสามารถของคุณก็แล้วกัน ฉะนั้น
ทุกอย่างที่มีอยู่ในธรรมชาติ คุณจึงใช้ได้ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็น ยาบ้า ก็
ดี, การพนัน ก็ดี, สิ่งผิดกฏหมาย ก็ดี, อาวุธสงคราม ก็ดี ฯลฯ คุณก็ใช้ได้
ทั้งนั้น ตามกำลังความสามารถในการใช้ของคุณ ว่าคุณจะใช้ไปในทางที่
ดีได้มากแค่ไหนก็เท่านั้นเอง แต่ระหว่างที่คุณยังไม่มีพลังของไซย่า คุณก็
ไม่ควรใช้นะครับ เพราะมันอาจส่งผลลบต่อคุณได้ก่อน เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่
เตือน เอาละ ยกระดับขึ้นไปให้ได้เหมือนพวกเราชาวไซย่า แล้วคุณก็จะทำ
ได้เอง นั่นแหละ เรียกว่า ทุกอย่างคือธรรมชาติ แต่คนแต่ละคน จะมีธรรมะ
ธรรมชาติ ของการทำกิจ, ใช้สิ่งต่างๆ, รับสิ่งต่างๆ, เสวยสิ่งต่างๆ ฯลฯ ได้
ต่างกัน มันก็เท่านั้นเองแหละ ใครมีกำลังใช้อะไรได้ เขาก็จะใช้มันได้คร้าบ
เราก็เหมือนพวกไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ใช้แต่ของคนอื่นเขาทั้งน้านหละ
ทีนี้ พวกคุณอาจมองพวกเราชาวไซย่า เหมือนว่าไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง
เพราะใช้แต่ของคนอื่น ทว่า จริงๆ แล้วเรามีมากมาย ซุปเปอร์เลยละ แต่ว่า
เราไม่ได้เอามาใช้ เราเก็บไว้อย่างดี ไว้ใช้สำหรับตัวเราเอง ตะหากละ คุณ
ก็เลยอาจมองเห็นเปลือกนอกของเราเหมือนว่าเราไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง
เลย นั่นแหละ การไม่ใช้พลังของตัวเองออกไปให้เสียเปล่า (เพื่อจะได้เก็บ
ไว้ใช้เพื่อสมดุลของตัวเองไงเล่า) แต่ใช้แต่ของคนอื่น ไม่ใช่ขโมยนะ แล้ว
ก็ไม่ใช่การแลกเปลี่ยน มันเป็นธรรมชาติที่ไหลเวียนไม่อาจยึดเป็นของใคร
ได้ เราก็เลยหยิบมาใช้ ก็เท่านั้นเอง นั่นก็คือ เทคนิกในการใช้พลังงานของ
เรา เราก็เลยไม่ค่อยสูญเสียพลังชีพไปกับการทำกิจอื่นๆ และคนทั่วไป จึง
มองไม่ออกว่าเรามีพลังอะไรกันแน่เพราะเราไม่ได้ใช้ออกไปไงละ ซึ่งเหล่า
มนุษย์โลก จะฝึกฝนเพื่อทำให้ได้อย่างเราบ้าง แม้ไม่ 100% ก็ได้นะ เขา
เป็นพวกที่ฝึกฝนได้ เรียนรู้ได้หมดทุกอย่างอยู่แล้วนี่นาแม้ว่าจะไม่เก่งที่สุด
เหมือนพวกต่างดาว ก็ตาม แต่มนุษย์โลกก็เรียนรู้ได้หมดทุกๆ อย่างเช่นกัน
เราไม่ใช่ครูผู้สอน, ไม่ใช่นักอธิบาย หรือนักสื่อสาร เราก็แค่ "เม้าท์ๆๆ"
เอาละ ทีนี้ มาดูการทำกิจของเรา ชาวไซย่ากันบ้าง ปกติแล้ว พวกเราก็
ไม่ได้ทำอะไร เป็นชิ้นเป็นอัน นักหรอก หรือกล่าวง่ายๆ ว่าไม่ได้ทำอะไร
เลย ก็ว่าได้ ฮ่าๆๆ จะให้เราไปสอนคนอื่นเขาแบบพวกดาวพฤหัสฯ เราก็
ไม่ทำ, จะให้เราไปอธิบายธรรม ให้คนเข้าใจกระจ่างแจ้ง แบบพวกที่มา
จากพระอาทิตย์ เราก็ไม่ทำ, จะให้เราไปสื่อสารเหมือนพวกที่มาจากดาว
พุธ นี่ก็ไม่ใช่เราอีก เราก็แค่ "เม้าท์ๆๆๆ" ไป เหมือนกะมนุษย์ปุถุชน ที่มา
เจอกัน ก็คุยกันธรรมดา เราไม่มีอะไรที่เกินไปกว่านั้นหรอก ก็แค่คุยกันก็
แค่นั้นเอง ไม่ได้มีตัวตนของผู้คุยว่าเป็น "คุณครู" หรือไม่, "นักบรรยาย"
หรือไม่, "นักสื่อสาร-สื่อมวลชน" หรือไม่? ก็ไม่มีเลย ไม่มีตัวตนตัวไหน
ที่รองรับการเม้าท์ของเราเลย ฮ่าๆๆ ไม่ใช่ว่าเราไปพูดในฐานะตัวตนของ
คุณครู, นักบรรยาย, หรือว่าสื่อมวลชนสักหน่อย ก็ไม่ใช่ เราก็แค่เม้าท์ๆ
ไปตามธรรมะ ธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไป ไม่ใช่เพราะด้วย "มีตัวตน" มา
ให้เราๆ จึงพูดซะหน่อย ก็หาไม่ เพราะเหตุนี้แหละ กิจของเรามีแค่นั้นเอง
เราอยู่เหนือ "ตัวตนทุกตัวในระบบสุริยจักรวาลนี้" เราเลยไม่ติดดาวใดๆ
เอาละ ทีนี้ เพราะเหตุว่าเราไม่มีตัวตน ไม่ติดตัวตนใดในดาวดวงใดที่อยู่
ในระบบสุริยจักรวาลนี้ เราจึงไม่มีตัวตนในดาวเหล่านั้นจะเป็นตัวตนของ
นักทำนาย, นักพยากรณ์มั้ย ก็ไม่มีอีกแหละ เราก็เลยไปพ้นเหนือดาวทั้ง
หลายในระบบสุริยจักรวาลโน่น เราจึงรู้ว่าทุกตัวตนที่ยังวนเวียนอยู่ในนี้
ในระบบสุริยจักรวาลนี้ "ยังมีตัวตนกันอยู่ในดาวต่างๆ มิติต่างๆ" ไม่ใช่
ผู้ที่หมดสิ้นตัวตน-ชาติภพแล้วก็หาไม่ เอาละ เราเองก็ยังมีตัวตนเหมือน
กัน ทว่า ตัวตนของเราอยู่สูงกว่า, เหนือกว่าระบบสุริยจักรวาล ก็เลยได้
เห็นอะไรๆ ในระบบสุริยจักรวาลนี้ ได้มากกว่าตัวตนที่อยู่ต่ำกว่าลงไป ก็
เท่านั้นเอง มีอยู่หลายตัวตนมาก ที่หลงคิดว่าพวกเขาหมดสิ้นตัวตนแล้ว
และได้นิพพานแน่นอน ทว่า เรายังเห็นตัวตนของเขา เวียนว่าย-ตายเกิด
อยู่ในระบบสุริยจักรวาลนี้ ยังไม่อาจออกไปเหนือกว่านั้นได้เลย บางพวก
ก็ไม่ติดดาว ไม่ไปเกิดในดาวดวงใด ทว่า "หลงล่องลอยเท้งเต้งอยู่แต่ใน
ที่ว่างระหว่างระบบสุริยจักรวาลนี้" ก็มี เอาละ อย่าตกใจ แค่เล่าให้ฟัง ก็
เท่านั้นเอง เพราะที่แย่กว่านี้ก็ยังมีอีกเยอะแยะ โดยเฉพาะ ที่อยู่ใต้โลกนี้
มนุษย์โลกที่มีนิสัยเปลือกนอกคล้ายเรา ก็อาจรับพลังของเราได้ แต่ทว่า?
สุดท้าย พลังของเราชาวไซย่า ได้เชื่อมโยงมายังโลกด้วย และก็มีมนุษย์
โลกมากมายหลายคนรับพลังของเราได้ เพราะมี "นิสัยเปลือกนอก" ซึ่ง
คล้ายคลึงกับพวกเรา ทว่า "แก่นแท้ข้างในพวกเขา" ต่างจากเรามาก ก็
เลยเกิดปัญหา คือ พวกเขาได้พลังของพวกเราไปใช้ได้แค่ระยะหนึ่ง เท่า
นั้นเอง จากนั้น พวกเขาก็จะสิ้นท่า เพราะของมันไม่ได้ดีแท้จากข้างในยัง
ไงละ เอาละ เรากำลังบอกแค่ว่าพลังของเราไม่ได้ลึกลับหรือหายากอะไร
ทว่า คนที่ได้รับ ได้รับง่าย ก็อาจสูญเสียไปได้ง่ายเช่นกัน เมื่อพวกเขาได้
สูญเสียพลังของเราไปแล้ว ก็จะมีชีวิตที่ตกอับ และมีปัญหาชีวิตมากมาย
หมดเวลาของเราละ ไปก่อนละกัน ...
2 ต.ค. 2555
"เสียงจากชาวไซย่า"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
พลังมาร, พลังมืด, พลังอสูร, มนต์ดำ อะไรก็ใช้ได้ทั้งนั้นแหละ ถ้ารู้จักใช้อ่ะนะ
มารู้จักกับ "องค์ธรรมมารดา-บิดา" และลักษณะของสัตว์โลกในแต่ละยุคกันเถอะ?
สวัสดีครับ วันนี้ ผมอยากจะเล่าเรื่อง
ของ "องค์ธรรมมารดา" และ "องค์
ธรรมบิดา" สององค์ที่เป็น "ต้นสาย
ในการให้กำเนิดปวงสัตว์แต่ละยุค"
นะครับ ซึ่งมันจะมาพ่วงกับการโปรด
สัตว์ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์
อีกที เอ? เรื่องมันเป็นมายังไง เกี่ยว
กันได้ยังไง ตรงไหน เอ้า มาดูกันครับ
"องค์ธรรมบิดา" และ "องค์ธรรมมารดา" คือ ต้นสายแห่งปวงสัตว์ในยุค
อย่างแรกที่ท่านควรเข้าใจคือ ปวงสัตว์ทั้งหลายที่ได้จัดสรรให้มาเกิดเป็น
"มนุษย์โลก" ในแต่ละยุค จะมาจาก "สายบุญบารมีขององค์ธรรมมารดา
และองค์ธรรมบิดา" ร่วมกัน ดังนั้น พวกเขาจะมี "บุญกรรมทำแต่ง" ให้มี
ลักษณะรอยกรรม รอยบุญคล้ายองค์ธรรมมารดา และองค์ธรรมบิดาครับ
เช่น ถ้าองค์ธรรมบิดาติดกรรม "มักฆ่าสัตว์" เช่น เคยเกิดเป็น เสือ บ่อยๆ
ปวงสัตว์ที่มาเกิดในยุคนั้นก็จะคล้ายๆ กัน คือ เป็นสายพันธุ์เสือมาเกิดเช่น
กันครับ เรียกว่า "มาทั้งต้นสายต้นกระกูล" กันเลยทีเดียว ดังนั้น การโปรด
"องค์ธรรมบิดา" ซึ่งต่อมาจะมาเกิดเป็น "พุทธบิดาในชาติสุดท้าย" และ
"องค์ธรรมมารดา" ซึ่งจะมาเกิดเป็น "พุทธมารดาในชาติสุดท้าย" จึงเป็น
เครื่องรับประกันได้ว่าพระพุทธเจ้าองค์นั้นจะโปรดสัตว์ในยุคนั้น ได้หมดนะ
ครับ อนึ่ง ท่านควรเข้าใจก่อนว่า "ปวงสัตว์ในยุคนั้นๆ" จะไม่ได้มีกำเนิดมา
จากพระพุทธเจ้าองค์นั้นนะครับ แต่มาจากองค์ธรรมบิดา-องค์ธรรมมารดา
ดังนั้นจึงสำคัญมากที่พระนิตยโพธิสัตว์ต้องกตัญญูและโปรดพ่อและแม่ให้
ได้ครับ เพราะถ้าทำไม่ได้ ก็จะโปรดสัตว์ทั้งหลายในยุคนั้นๆ ไม่ได้ด้วยครับ
"องค์ธรรมบิดา" และ "องค์ธรรมมารดา" คือ องค์กำเนิดมิใช่องค์โปรด
ต่อไปที่ท่านควรเข้าใจคือ องค์ธรรมบิดาและองค์ธรรมมารดา จะเป็นองค์
กำเนิดคือผู้ให้กำเนิดปวงสัตว์ทั้งหลายที่ได้รับจัดสรรมาให้เกิดเป็นมนุษย์
ในยุคนั้น แต่ท่านจะไม่ใช่ "องค์โปรด" ทว่า ท่านอาจทำหน้าที่เหมือนเป็น
องค์โปรด ก็ได้ ถ้าพระนิตยโพธิสัตว์องค์นั้นเกิดใน "ตระกูลพราหมณ์" นี่
ก็เป็นเพียงหน้าที่ของพราหมณ์เท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าท่านจะโปรดสัตว์ได้ถึง
นิพพานนะครับ เพราะองค์ที่จะโปรดถึงนิพพานได้มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น
ดังนั้น องค์ธรรมมารดา และองค์ธรรมบิดา เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่ใช่ "พระ
บุตร" (นิตยโพธิสัตว์) แต่ท่านทั้งสามนี้ จะบำเพ็ญบารมีร่วมกันมา อย่าง
ยิ่งยวด จนแทบแยกแยะไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร เพราะบำเพ็ญบารมีมา
เหมือนกันมากครับ ทำเหมือนกัน แต่ได้ผล ได้ดี ไม่เท่ากัน เท่านั้นเองครับ
ท่านทั้งหลาย คงเคยได้ยินใช่ไหม? ผู้บำเพ็ญธรรมหลาบท่าน จะให้ท่าน
เรียกเขาเหมือน พ่อและแม่ เช่น อาจารย์พ่อ, พ่อครู, องค์ธรรมบิดา ฯลฯ
นั่นแหละ เขาทั้งหลายกำลังบำเพ็ญบารมี เพื่อเป็น "พุทธบิดา กับ พุทธ
มารดา" นั่นเอง นอกจากนี้ องค์ธรรมบิดา, องค์ธรรมมารดา อาจมีมาก
กว่าหนึ่งองค์ก็ได้ เช่น พ่อเลี้ยง, แม่เลี้ยง ซึ่งอาจจะบำเพ็ญบารมีมาใน
สายต่างกัน เช่น มาจากเสือบ้าง, นกบ้าง ฯลฯ ปนกัน ซึ่งถ้าพระพุทธเจ้า
โปรดสัตว์ได้วงกว้างมาก ก็จะนำพาปวงสัตว์ไปสู่นิพพานได้มากขึ้นด้วย
"พระนิตยโพธิสัตว์" ที่แบ่งภาคบำเพ็ญผิดไป อาจต้องบำเพ็ญเป็นอื่น
ต่อไปที่ท่านควรเข้าใจคือ ยังมีพระนิตยโพธิสัตว์อีกกลุ่มหนึ่งที่แบ่งภาค
บำเพ็ญบารมีผิดพลาด เช่น บางภาคแบ่งของท่านอาจก่อกรรมหนักจน
ขวางการตรัสรู้ ก็ได้ และทำให้ภาคแบ่งนั้นๆ ไม่อาจตรัสรู้เป็นพระพุทธ
เจ้าได้ เช่น จิ๋นซีฮ่องเต้ แบ่งภาคมาจากพระอสุรินทราหูโพธิสัตว์ แต่ได้
ก่อกรรม "ปิตุฆาต" ไว้ (ฆ่าบิดาตนเอง) ทำให้ไม่อาจจะตรัสรู้สำเร็จเป็น
พระพุทธเจ้าได้ ในกรณีนี้ ภาคแบ่งนั้นต้องบำเพ็ญ "มหาโพธิสัตว์" เพื่อ
รับใช้ "สุขาวดี" ก่อน แล้วจึงหาหนทางของตนเองใหม่ เพราะไม่อาจที่
จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้แล้ว นั่นเอง เช่น อาจจะเลือกนิพพานในชาติ
สุดท้ายในฐานะ "พุทธบิดา" ก็ได้ หรืออาจจะบำเพ็ญเป็นบิดา ของพระ
นิตยโพธิสัตว์บางองค์ รับวิบากกรรมหมดแล้วก็เข้านิพพานในยุคใดยุค
หนึ่ง ก็ได้เช่นกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง เพื่อจัดสรรให้ตัวตน
อื่นๆ ของพระนิตยโพธิสัตว์ (ซึ่งแบ่งภาคออกมาหลายตัวตนมาก) ให้มี
หน้าที่, ตำแหน่งที่ต่างกันออกไป นั่นเอง ดังนั้น ในระหว่างบำเพ็ญบารมี
จึงมีวิบากกรรมบีบให้พระนิตยโพธิสัตว์ต้องกระทำกรรมหนัก จนเป็นเหตุ
ให้ไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เช่น ฆ่าบิดา-มารดา, ฆ่าพี่-น้อง ร่วมสาย
โลหิต ฯลฯ เป็นต้น กรรมหนักเหล่านี้เป็นเหตุให้ไม่อาจจะได้ตรัสรู้เป็นพระ
พุทธเจ้า จำต้องบำเพ็ญบารมีเป็นอย่างอื่นไป แต่กรรมบางอย่าง แม้มาก
แต่ไม่กระทบต่อการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็มี เช่น ทำสงครามฆ่าคนตาย
มากมาย แต่คนที่ฆ่านั้นเป็นอริราชศัตรู อย่างนี้ ไม่ขวางการบำเพ็ญบารมี
"พระนิตยโพธิสัตว์" ที่แบ่งภาคบำเพ็ญผิด จะเข้าหาพระนิตยโพธิสัตว์
ต่อไปที่ท่านควรเข้าใจคือ เมื่อพระนิตยโพธิสัตว์ "ภาคแบ่งใด" บำเพ็ญ
บารมีผิดพลาด หลงทาง ไม่อาจตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้แล้ว ท่านก็จะ
บำเพ็ญบารมีใหม่ ในฐานะอื่น โดยเริ่มต้นจากการบำเพ็ญเป็น มหาโพธิ
สัตว์ แล้วเข้าหาพระนิตยโพธิสัตว์องค์อื่นที่ยังมีโอกาสตรัสรู้ได้ จากนั้น
ก็จะเลือก "ตำแหน่งที่เหมาะสม" สัก 1 ตำแหน่ง เช่น พ่อบังเกิดเกล้า,
พ่อบุญธรรม, พ่อตา ฯลฯ เป็นต้น เพื่อให้ตนได้มีที่อาศัยและสามารถได้
นิพพานได้ในชาติสุดท้าย (เพราะตนไม่อาจตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เอง
ได้แล้ว) ด้วยเหตุนี้ ท่านก็จะนำพา "ปวงสัตว์ มากมาย" ที่เกี่ยวพันกับ
ตน แต่ตนไม่อาจโปรดได้ มาเกี่ยวข้องด้วยกับพระนิตยโพธิสัตว์องค์นั้น
ดังนั้น แม้พระนิตยโพธิสัตว์องค์นั้น ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการ ไม่ได้มีบริวาร
มากมาย แต่เพราะสามารถโปรดเขาเหล่านี้ได้ ก็จะได้บริวารตามมาอีก
มากมายมหาศาลเลยทีเดียว ดังนั้น พระนิตยโพธิสัตว์แม้ไม่ได้เกิดเป็นผู้
นำประเทศอะไร แต่ถ้ามีจิตกตัญญูต่อบิดามารดา โปรดบิดามารดาที่โปรด
ได้ยาก ได้สำเร็จได้ ก็จะได้บริวารมากมายไม่ต่างจากการบำเพ็ญบารมี
เป็นผู้นำประเทศเลยทีเดียว เพราะเป็นการโปรด "ผู้นำ" ของเหล่าสัตว์
ทั้งหลาย นั่นเอง เมื่อโปรดผู้นำได้ ผู้นำคนนั้นก็จะไปโปรดบริวารตนต่อไป
ลักษณะนิสัยของสัตว์แต่ละยุคจะมี "องค์ธรรมทั้งสอง" เป็นตัวต้นแบบ
ต่อไปที่ท่านควรเข้าใจคือ สัตว์แต่ละยุคที่ได้รับการจัดสรรให้มาเกิดเป็น
มนุษย์จะมี "ลักษณะนิสัยและพฤติกรรม" แตกต่างกันไปในแต่ละยุคซึ่ง
จะขึ้นอยู่กับ "องค์ธรรมบิดา และ องค์ธรรมมารดา" เป็นสำคัญว่าท่านมี
ลักษณะนิสัยอย่างไร เช่น ถ้าองค์ธรรมมารดา มาจากสัตว์ตระกูล นก ก็
จะมีลักษณะนิสัยคล้ายนก ดังเช่นใน "ภัทรกัป" นี้ มนุษย์โลกทั้งหลาย
มาจากองค์ธรรมมารดาในตระกูล "กาเผือก" ทั้งหมด แต่มีบิดาบุญธรรม
เป็น "วัว" ดังนั้น มนุษย์จึงมีนิสัยคล้ายนก แต่มีความเป็นอยู่ การหากินที่
เหมือนวัว มันเป็นอย่างไร? เช่น นกจะส่งเสียงร้อง ชอบสื่อสารทั้งวัน ใน
คนทั้งหลายที่มาเกิดในกัปนี้ ก็นิยมการสื่อสารกันทั้งวัน, ส่วนวัวจะหากิน
โดยการเล็มหญ้า แล้วจึงเอามาเคี้ยวเอื้องภายหลัง ดังนั้น คนในยุคนี้ จึง
มักเก็บเล็กผสมน้อยก่อน แล้วจึงเอามาย่อยภายหลังว่าจะนำทรัพย์นี้ ไป
ใช้ทำอะไร ก็จะอยู่ได้ แต่ถ้าไม่ทำเช่นนั้น ก็จะมีปัญหาในการดำรงชีพได้
ทว่า แม้ว่าสัตว์ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในยุคนี้ จะมีองค์ธรรมบิดา-มารดาที่
มาจากสายของพระพุทธเจ้าสมณโคดมแล้ว ยังมีสายของพระนิตยโพธิ
สัตว์องค์อื่นๆ ด้วย ทำให้มนุษย์โลกมีลักษณะผสมผสานกันหลายแบบได้
แต่มนุษย์โลกแบบที่จะดำรงชีพอยู่บนโลกได้อย่างสันติสุขเรียบง่าย ก็จะ
มีลักษณะที่เดินตามรอยขององค์ธรรมบิดา-มารดาของพระพุทธเจ้าองค์
ปัจจุบัน นั่นเอง ซึ่งก็คือ "สายพันธุ์นกและวัว" ดังที่ได้อธิบายมาแล้วนั้น
พระพุทธเจ้าจะเดินตาม "พุทธบิดาทั้งสอง" และโปรดพุทธบิดาทั้งสอง
สุดท้ายที่ท่านควรเข้าใจคือ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะมีพุทธบิดาผู้ให้
กำเนิดเป็นผู้ให้กำเนิดสังขารร่างกายก่อน แล้วจึงมีพุทธบิดาเลี้ยง ที่ให้
การดำรงอยู่ เช่น พระพุทธเจ้าสมณโคดม มีพุทธบิดาเป็นกษัตริย์สูงส่ง
(พันธุ์นก) แต่มีการดำรงอยู่แบบนักบวชเดินดินกินตามพื้น (วัว) เพราะ
มีพุทธบิดาเลี้ยงเป็นพราหมณ์ นั่นเอง อนึ่ง ในพุทธประวัติท่านไม่พบว่า
มีพุทธบิดาเลี้ยง เพราะนี่เป็น "ตำแหน่ง ทางธรรม" ไม่ใช่ตำแหน่งทาง
โลก ท่านจึงมองไม่เห็นสิ่งนี้ แต่สิ่งนี้ก็มีอิทธิพลต่อพระพุทธเจ้า ทำให้มี
ลักษณะการดำรงชีพแบบที่คล้ายวัว หรือแบบนักบวชที่เดินบิณฑบาตร
เก็บเล็กผสมน้อยไป แล้วจึงค่อยมานั่งฉันกินภายหลัง ซึ่งแบบนี้จะต่าง
ไปจากพระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตตรัย ที่ท่านจะเกิดในตระกูลพราหมณ์
แล้วจึงได้พบพุทธบิดาเลี้ยงที่อยู่ในสายพันธุ์ตระกูล "เสือ" อีกในภาย
หลัง ดังนั้น วิถีชีวิตการดำรงอยู่ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จึงต่าง
กันบ้างในรายละเอียดเล็กน้อย เท่านั้น แต่ทุกพระองค์ก็ล้วนนำพาสัตว์
เข้านิพพานได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีวิถีชีวิตการดำรงอยู่คล้ายสัตว์ใดก็ตาม
ขอพลังแสงธรรมแห่งพระธรรมกาย จงส่องนำทางชีวิตท่าน สวัสดี
31 ส.ค. 2555
"เสียงจากพระสาวก"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
ท่านต้องผ่าน "ตัวตนเทียม" ของเหล่าอัศวินแห่งแสงสว่างก่อนจึงจะได้พบของจริง?
สวัสดีครับ วันนี้ มีเรื่องง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ท่านอาจจะได้พบเจออย่างแน่นอน มาอธิบายกันแบบง่ายๆ จะได้มีความเข้าใจเป็นพื้นฐาน คือ เรื่องของ "ตัวตนเทียม" ของเหล่าอัศวินแห่งแสงสว่าง ยกตัวอย่างเช่น พระสุริยเทพ ก็จะมี "ตัวตนเทียม" ของท่านที่เป็น "ภาคมืด" ซึ่งอยู่ใกล้กับมนุษย์เข้าถึงมนุษย์ได้ง่ายกว่า ให้มนุษย์ได้สัมผัสเป็นเบื้องต้น ก่อนที่จะได้สัมผัส "องค์จริง" ซึ่งยากแก่การเอื้อมถึงในภายหลังนะครับ เอาละ เข้าเรื่องกันเลย
เหล่าอัศวินแห่งแสงสว่างล้วนมีเงาหรือ "ตัวตนเทียม" จากภาคมืดทั้งนั้น
อย่างแรกที่ท่านควรทราบคือ "สิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลาย" ต่างก็มี "เงา" หรือ "ตัวตนเทียม" ที่ปลอมตัวเป็นท่าน อยู่บนโลกทั้งสิ้น เพื่อรอทดสอบเหล่าผู้คนที่ต้องการเชื่อมต่อกับท่านเหล่านี้ พวกเขาจะคอยทดสอบความศรัทธาของท่านทั้งหลาย ก่อนเป็นเบื้องต้น ที่ท่านจะพร้อมที่จะสัมผัสกับของจริงหรือ "องค์จริง" ดังนั้น ท่านจึงต้องสอบผ่าน และแยะแยะของปลอมออกให้ได้ก่อน จึงจะได้พบของจริง และสิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลาย ก็มีของเทียมนี้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น พวกเขาก็คือ "ภาคมืด" ที่คอยหลอกล่อให้คนออกจาก "ธรรม" หรือ "เส้นทางที่ถูกต้อง" นั่นเอง เมื่อท่านไม่หวั่นไหว ไม่ถูกยั่วยุให้ออกจากธรรม หรือเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว ท่านจึงจะได้พบสิ่งศักดิสิทธิ์ที่แท้จริง ในลำดับต่อไป ดังนั้น บางครั้ง ท่านอาจได้พบ "ของเทียม" ก่อนและของเทียมก็ทำตัวได้เหมือนของจริงเลย ท่านต้อง "แยกแยะ" ออกให้ได้ว่า "ของเทียม" มีอะไรที่แตกต่างจาก "ของจริง" นั่นแหละ จึงผ่านได้
"ตัวตนเทียม" มี "แทบทุกอย่าง" ที่เหมือนตัวตนจริง ท่านจึงต้องระวัง?
ต่อไปที่ท่านควรทราบคือ "ตัวตนเทียม" มีทุกอย่างที่แทบจะเหมือนตัวตนจริงเลย เช่น พระสุริยเทพภาคมืด จะมีแสงสว่างออกมาได้เหมือนองค์จริงทำให้ท่านสัมผัสพลังแสงสว่างนั้นได้ ทั้งยังมี "ธรรม" ไม่ต่างกันอีก อ้าวแล้วอย่างนี้ จะทราบได้อย่างไร? จะแยกแยะได้อย่างไร? นี่ละ ปัญหาซึ่งท่านจะต้องแก้เอง ผมขอยกตัวอย่าง เลยก็แล้วกัน "พระสุริยเทพ" องค์เทียม (ภาคมืด) จะมี "พลังมืดด้านหลัง" ของท่าน ท่านจะไม่ได้สว่างรอบทิศดังเดิมอีกแล้ว พลังแสงสว่างของท่านลดลง และถูกแทรกด้วยพลังมืด แต่ท่านย้ายไปไว้ทางด้านหลัง จึงหลอกปวงสัตว์ที่มาจากทางด้านหน้าได้ เอาละ ทีนี้ ท่านจะเช็คได้อย่างไรละ? แหม ไม่ใช่ของง่ายๆ เลย ดังนั้น ท่านจึงต้องมี "ปัญญาที่สว่างไสวโดยรอบ" ให้เหนือกว่าเขาให้ได้ ท่านก็จะได้ทราบเองว่าเขา "มีช่องว่าง-ช่องโหว่ที่ไหน?" เอาละ ถ้าเป็น "พระพุทธเจ้าองค์ปลอม" ละ ก็มีเหมือนกันนะ ท่านมีธรรมะที่ไม่ต่างจากไตรปิฎก เหมือนกันชนิดแยกไม่ออกเลยทีเดียว เอาละ ท่านต้องค้นหาเองละนะ ผมก็ขอยกตัวอย่างแค่ 1 ตัวอย่างก็พอ ที่เหลือท่านก็ค้นหาด้วยตัวเอง ก็แล้วกัน หลักสำคัญคือ "ท่านต้องมีธรรมไม่ต่างจากของจริง" เมื่อนั้น ท่านจึงจะทราบได้ว่า "อะไรเป็นของปลอม?" ก็เท่านั้นเอง
ภาคมืด ก็มีทุกอย่างที่ภาคสว่างมี แล้วอะไรละ ที่จะทำให้เราแยกแยะได้?
ต่อไปที่ท่านควรทราบ ก็คือ "ภาคมืด" พยายามเลียนแบบทุกอย่างที่ภาคสว่างมี และเขาก็ทำได้เหมือนมาก จนคนทั่วไปไม่อาจที่จะแยกแยะได้เลยยกตัวอย่างเช่น "พระนารายณ์" ก็มี "ลูซิเฟอร์" เป็นเงา เป็นตัวปลอม ซึ่งทำหน้าที่แทนบนโลก ทว่า "ท่านจะทราบได้ว่าเขาจริงหรือปลอม" ก็ต้องดูที่ "ยุคสมัย" คือพระนารายณ์จะทำหน้าที่ "ตามยุคของท่าน" ถ้ายังไม่ถึง "ยุคสมัยของท่าน" ท่านจะ "บรรทมศิลป์" อยู่ก่อนท่านจะไม่ออกมาทำกิจ"ข้อนี้คือจุดสังเกตุ" เอาละ ถามว่า "ยุคสมัยนี้ จนถึง พ.ศ. 5,000" จะมีพระนารายณ์ลงมาหรือไม่ คำตอบคือ "ก็คือ พระพุทธเจ้านั่นแหละ" ท่านจะทำหน้าที่จนครบ 5,000 ปี โดยไม่มีนารายณ์องค์อื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว ซึ่งนับเป็นยุคของนารายณ์องค์ที่ 9 ใช่ไหมละ องค์ต่อไปคือ "กัลกี" จะยังไม่มาตอนนี้ แต่จะมาหลังจากองค์ที่ 9 ทำกิจเสร็จแล้ว ข้ามไปอีกนาน ยกให้ท่านอื่นมาทำบ้าง เว้นวรรคยุคนารายณ์บ้าง จากนั้น นารายณ์องค์สุดท้ายคือ องค์ที่ 10 (กัลกี) จึงจะลงมาทำหน้าที่ "ในกัปนี้" จะมีพระนารายณ์ทั้งสิ้น 10 ปางเท่านี้เอง ทว่า กัปนี้ ยังเหลือเวลาของยุคพระศรีอาร์ฯ อีกนี่ลองคึดดูสิ กว่าจะ "ปิดกัป" อีกนานแค่ไหน? ถ้าท่านลงมาทำกิจก่อน มันก็ไม่เหลือองค์นารายณ์มาทำกิจในช่วงยุคของพระศรีอาร์ฯ กันพอดี ใช่มั้ยองค์สุดท้ายของกัปนี้ ก็เลย ยังไม่มาอีกนานมากนะครับ ส่วนท่านที่ทำกิจนี้ไม่ใช่ "ของจริง" อาจเป็นพลังภาคมืด (ลูซิเฟอร์) หรือพลังคลาสสิคเท่านั้น
ท่านต้องมี "ญาณหยั่งรู้ที่สูงทะลุชั้นสวรรค์" จึงจะหยั่งถึงของจริงได้
ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ หากท่านยังไม่ญาณหยั่งรู้ไม่สูงพอ กำลังก็ไปไม่ถึงของจริงที่อยู่เบื้องบนได้ ไม่ว่าจะเป็นกำลังญาณของอะไร เช่นกำลังญาณของตาทิพย์, หูทิพย์ ฯลฯ ทุกอย่างมีกำลังของมันเองในตัวเหมือนกล้องส่องทางไกล แต่ละตัว ก็มีกำลังในการส่อง ได้ไกลแค่ไหนเหมือนกัน ดังนั้น เมื่อท่านไม่รู้กำลังญาณของตัวเอง ท่านอาจคิดไปว่าท่านได้เชื่อมต่อถึงองค์นั้น องค์นี้แล้ว ทว่า ไม่จริง ท่านก็แค่ถูกแทรกไปด้วย "ของปลอม" ที่อยู่บนภาคพื้นโลกเท่านั้นเองคือ ท่านถูกของเทียมแทรกเข้าแล้วแต่มันเหมือนจริงมาก จนท่านอาจจะคิดว่าเป็นของจริงไปเพราะกำลังญาณท่านสูงไม่พอ แต่ท่านฝืนที่จะเชื่อมต่อกับสิ่งศักดิสิทธิ์ที่อยู่สูงเกินไป เกินกำลังของท่าน ขอยกตัวอย่างนะ ถ้าท่านจะเชื่อมต่อกับ "พระสยามเทวาธิราช" ท่านใช้กำลังญาณหยั่งไป สูงเพียงสวรรค์ชั้นที่สอง ก็พอ ถึงแล้ว แต่ถ้าท่านจะเชื่อมต่อกับพระอาทิตย์ยูไล อันนั้นท่านจะต้องผ่านพ้นสวรรค์ทั้ง 6 ชั้นของโลกนี้ไปให้ได้ก่อน และแน่นอนว่าญาณของท่านจะพุ่งผ่าน "เหล่ามาร" และถูกทดสอบ โดยเหล่ามารอย่างแน่นอน ไม่อาจที่จะหนีได้พ้น ท่านต้องผ่านการทดสอบโดยเหล่ามารก่อน ท่านจึงจะเข้าถึงพระอาทิตย์ยูไลได้ ซึ่งมันไม่ใช่ของง่านเลยเมื่อญาณหยั่งรู้ท่านสูงมาก "พ้นโลก-เหนือโลก" แล้ว ท่านจึงหยั่งไปยัง "ต่างดาว" หรือ "โลกธาตุอื่นๆ" ได้ ท่านก็จะรับธรรมจากท่านอื่นที่อยู่ในดาวดวงอื่นได้ ซึ่งกว่าท่านจะ "ยกระดับตัวเอง" ถึงจุดนี้ได้ ก็ยากไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้น ท่านไม่ควรฝืนเกินกำลัง หากท่านจะรับสารที่มาจาก "ต่างดาว" ก็ควรไต่ระดับไปทีละน้อย และตรวจเช็คให้ดีๆ ก่อน
ท่านต้องมี "จิตที่ละเอียดในการแยกพลังงาน" จึงจะรับของจริงได้
ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ อีกวิธีที่จะทำให้ท่านได้รับพลังธรรมจาก"ต่างดาว" ได้ แต่ท่านไม่อาจใช้ญาณหยั่งไปได้ไกลขนาดนั้น ท่านก็สามารถ "รอรับอยู่บนภาคพื้นโลก" ก็ได้ แต่ท่านจะต้องมี "จิตใจที่ละเอียดอ่อนมากในการแยกแยะพลังงาน" เพราะพลังงานแทรกที่มาพร้อมกับพลังงานจากต่างดาว จะมีเยอะมาก ท่านจะได้รับพลังงานที่แทรกเข้ามาปลอมปนเยอะมาก จนท่านสับสนในข้อมูลที่ได้รับ และยังมีบางครั้งที่ข้อมูลขัดแย้งกันเองอีกด้วย เอาละ วิธีแรกคือ การใช้สมาธิเป็นกำลังสำคัญ ทำให้ญาณหยั่งรู้สูงขึ้น แต่วิธีที่สองนี้ เป็นการใช้ สติที่ละเอียดอ่อน ในการแยกแยะพลังงานต่างๆ ที่เข้ามาพร้อมๆ กัน และท่านจะไม่อาจห้ามพลังงานปลอมปน หรือแทรกเหล่านี้ได้เลย ต่างจากการใช้ญาณหยั่งรู้ หยั่งขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะญาณหยั่งรู้ที่พ้นโลก, เหนือโลกแล้ว เช่น ญาณหยั่งรู้ตั้งแต่ "พระโสดาบัน" ขึ้นไปนั้น พอจะพ้นโลก, เหนือโลกได้ แต่ก็ใช่ว่าพระโสดาบันทุกท่าน จะทำได้ เพราะส่วนใหญ่ท่านได้เข้าถึงธรรมเพราะอาศัยผู้อื่นช่วย ดังนั้น ท่านอาจจะไม่มีญาณหยั่งได้ด้วยตนเอง เอาละ สำหรับท่านที่มีญาณหยั่งได้ด้วยตนเอง ก็สามารถหยั่งขึ้นไปเหนือโลกได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็ให้รอรับอยู่บนภาคพื้นโลก ซึ่งท่านจะต้องแยกแยะข้อมูลมากเลยทีเดียว
ใช้ "ของปลอม" เป็น "บันใดพื้นฐาน" ให้ท่านเชื่อมต่อกับของจริง?
ต่อไปที่ท่านควรทราบคือ อีกวิธีหนึ่งที่ทรงประสิทธิภาพมากเพราะมันเอื้อต่อการทำหน้าที่ของคนที่ไม่ชำนาญนัก คือ การใช้ "ของปลอม" เป็น "บันไดพื้นฐาน" ในการก้าวไปสู่ "ของจริง" นั่น ท่านจะต้องใช้"ปัญญา" อย่างมาก ในการที่จะพิจารณาข้อมูลที่มาจากของปลอมไปก่อน แล้วจึงจะเชื่อมต่อ หรือตรงเข้าสู่ของจริง ได้ด้วย "ปัญญา" ของท่านเอง มันก็คือ "การใช้วิจารณญาณ" หรือการใช้ปัญญาในการแยกแยะความจริงเท็จออกจากกันให้ได้ เพราะ "ของปลอม" นั้นก็เหมือนของจริงมาก แต่จะมี "จุดเล็กๆ" เท่านั้นที่แตกต่างกันออกไปท่านจะต้องจับให้ได้ว่ามันคืออะไร จึงจะนำข้อมูลที่ได้จาก "ของเทียม" ไปใช้ได้ วิธีนี้ ท่านไม่จำเป็นต้องมี "สมาธิ หรือ สติ" มากเหมือนสองวิธีแรก แต่ท่านจะต้องมี "ปัญญา" มากทีเดียว เพราะการใช้ข้อมูลซึ่งไม่ได้มีความจริง 100% นั้น ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าข้อมูลนั้นมีทั้งส่วนที่จริงและเท็จอยู่ปนกัน? วิธีนี้ จึงเหมาะกับผู้ที่มี ปัญญาพละ มากมากกว่าผู้ที่มีสมาธิพละ หรือสติพละมาก แตกต่างจากสองวิธีข้างต้น
"ศรัทธาที่แน่วแน่ตรงทาง" จะช่วยให้ท่านเชื่อมต่อตรงต่อสิ่งศักดิสิทธิ์
ต่อไปที่ท่านควรทราบคือ ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายมากในคนที่มีความศรัทธาแน่วแน่ตรงต่อสิ่งศักดิสิทธิ์จริงๆ คือ ท่านจะต้องใช้ "ความศรัทธาที่แน่วแน่ตรงทาง" ไม่เป๋ไปอื่นนั้น ในการเชื่อมต่อกับสิ่งศักดิสิทธิ์นั้นๆ ที่ท่านต้องการเชื่อมต่อด้วย ซึ่งระหว่างทางนั้น ท่านจะถูกดึงให้เป๋ไปทางอื่นๆ เยอะมาก และถ้าท่านไม่แน่วแน่ต่อสิ่งศักดิสิทธิ์จริงๆ ท่านก็จะถูกทำให้เป๋ออกไปผิดทิศ ผิดทางได้ ไม่ยากเลย เอาละ วิธีนี้ง่ายมาก เพราะว่าท่านไม่ต้องมีญาณหยั่งรู้สูงอะไรเลย ท่านไม่ต้องมีสมาธิมาก หรือมีสติที่ละเอียดอ่อนก็ได้ แต่ท่านต้องมีศรัทธาที่แท้จริง สิ่งศักดิสิทธิ์ก็จะมาโปรดท่านเอง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิสิทธิ์ในศาสนาใด เช่น ในยามที่ท่านกำลังจะอธิษฐานถึงพระเจ้า ก็ดี, หรือกำลังทำละหมาดอยู่ก็ดี ก็สามารถสำเร็จได้ด้วย "ความศรัทธา" นั้นๆ วิธีนี้ จึงนับว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ที่ใครๆ ก็ทำได้มากกว่าวิธีอื่น ขอเพียงท่านมี "ศรัทธาแน่วแน่ตรงต่อสิ่งศักดิสิทธิ์" ก็พอ
ขอพลังของสิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลาย จงช่วยเชื่อมต่อแสงธรรมถึงท่าน สวัสดี
20 ส.ค. 2555
"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
พระผู้เป็นเจ้าอยู่ดาวอื่น และมีหลายองค์ แล้วใครคือผู้ดูแลโลกใบนี้กันแน่ละ?
สวัสดีครับ มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายทั้งหลายบนโลกนี้ คือ "ผู้นำสูงสุด" ที่เรียกว่าพระเจ้า ก็ดี ท่านมีบทบาทมากต่อโลกใบนี้ และเราควรทำความเข้าใจให้มาก เพราะมีผลมากต่อการเข้าใจโลกและการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย
ผมจะอธิบายให้ง่ายที่สุดนะครับ
โลกนี้ ไม่มี "พระเจ้าหนึ่งเดียว" ที่ประจำอยู่ตลอด ต่างจากดาวดวงอื่น
เอาละ นี่คือ สิ่งที่ท่านต้องเข้าใจโลกใบนี้ให้ดี เป็นอย่างแรกที่ท่านได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้ เพราะถ้าท่านได้ไปเกิดแล้วลืมตาขึ้นมาดูโลกใบอื่นทันทีท่านจะได้พบกับ "พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดที่ปกครองดาวดวงนั้น" เพื่อให้ท่านเข้าใจทุกอย่างและขึ้นตรงต่อผู้ปกครองของท่าน ทว่า "ยกเว้นดาวเคราะห์โลกนี้" เท่านั้นที่ไม่มีแบบนั้น มันต่างจากดาวดวงอื่นโดยสิ้นเชิง ดังนั้น "ท่านจึงสับสนและวุ่นวาย" ว่าจะขึ้นตรงต่อใครดี? จะรับฟังคำสั่งจากใครดี? เพราะอะไร? เพราะโลกนี้ไม่มีพระเจ้าหนึ่งเดียว ที่อยู่แบบประจำยาวนานยังไงละ จะมีก็แต่ "ชั่วคราว" ระยะหนึ่ง แล้วก็เกิดการเปลี่ยนองค์ไปเรื่อยๆ ก็เท่านั้น มันจึงส่งผลให้โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด และถูกลองผิด-ลองถูกหลายครั้งจากหลายๆ ท่านจนสุดท้ายเมื่อการทดลองล้มเหลวก็ต้อง "ล้มกระดาน" คือ "ล้างโลก" อยู่บ่อยๆ เอาละ มันไม่ใช่ความผิด-ถูกอะไรนะ โลก เป็นเช่นนี้เองแหละ ดังนั้น ท่านจึงต้องเข้าใจว่า "โลกนี้ต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่นมาก" ที่ไม่มี "พระผู้เป็นเจ้าที่ปกครองประจำอยู่ตลอด" ในขณะที่ดาวอื่นก็มีกัน
โลกนี้ มีแต่ "พระผู้เป็นเจ้าชั่วคราว" ที่ประจำอยู่ชั่วคราวเป็น "ยุคๆ" ไป
เอาละ อย่างที่สองคือ "โลกนี้มียุคสมัยที่ต่างกัน" เปลี่ยนแปลงไปตามการปกครองของ "พระผู้เป็นเจ้าสูงสุด" ของโลกในแต่ละยุคนั้นๆ โลก จึงมีคำว่า "ยุคสมัย" ที่แตกต่างกันไปมากมาย ในขณะที่ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ นั้นไม่มียุคสมัยนะ พวกเขาอยู่กันแบบ "คลาสสิค" นานเท่าไรก็เหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเหมือนโลกของเรา แปลกไหมละครับ แต่ว่ามันก็เป็นจริงอย่างนั้น เอาละ ผลจากการที่โลกไม่มีพระเจ้าอยู่ประจำตลอด ทำให้เกิดมียุคสมัยต่างกันไปขึ้นอยู่กับ "พระผู้เป็นเจ้าของโลกในแต่ละยุคสมัย" นั้น คำถามต่อไปคือ "แล้วใครคือพระผู้เป็นเจ้าผู้ปกครองโลกในแต่ละยุคสมัยละ?" คำตอบก็คือ "จักรวาลจะคัดสรรมาให้" ครับ เขาจะถูกส่งมาจากจักรวาลลงมายังโลกใบนี้ ไม่จำเป็นต้องมาจากโลกใบนี้เสมอไป นะครับ จะมีการคัดเลือกจากทั่วจักรวาลแล้วจึงเลือกมา ซึ่งอาจจะมาจากโลกใบนี้หรือว่าต่างดาว ก็ได้ ท่านจะต้องเข้าใจด้วยว่า "ดาวเคราะห์โลกดวงนี้เป็นสมบัติสาธารณะของจักรวาล" ดังนั้น มันจึงมี "การอ้างสิทธิ์" กันมากมาย ต่างก็อ้างสิทธิ์ว่าเป็นเจ้าของโลก แล้วก็เข้ามาทดลอง สร้างโลก ให้มีลักษณะและความเป็นไปตามแบบของตน มากมาย มันจึงยุ่งเหยิงมากเลย ดังนั้น โลกนี้จึงต้องมี "พระผู้เป็นเจ้า ผู้ปกครองสูงสุดในแต่ละยุคนั้น" เช่น พระนาราย, พระพุทธเจ้า, พระเจ้าจักรพรรดิ์ ฯลฯล้วนถูกส่งลงมาปกครองโลกใบนี้ "ในยุคสมัยที่แตกต่างกัน" และสร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่างกันด้วย!
"พระผู้เป็นเจ้า" มากมายจาก "หลายโลกธาตุ" ต่างทำกิจต่อโลกใบนี้
ต่อไปที่ท่านต้องเข้าใจอีกประการคือ ในจักรวาลนี้มีดวงดาวมากมาย ในดวงดาวที่พิเศษมีรูปธรรมชีวิตอาศัยอยู่ จะมี "พระผู้เป็นเจ้า" สูงสุด ทำหน้าที่ปกครองดูแลอยู่ และท่านเหล่านั้น "จำนวนมาก จำนวนหนึ่ง" ได้ทำกิจ "สร้างโลกและดูแลโลกนี้" ร่วมกัน หลายท่าน หลายฝ่าย หลายไม้ หลายมือ แตกต่างกันไป ตาม "ความคิด, จิตใจ, มุมมอง, โลกทัศน์" และส่งผลให้เกิด "ความยุ่งเหยิง" (สภาวะ Chaos) ขึ้นในโลกมนุษย์ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดพลาดของพระเจ้าองค์ใดเลย และไม่ใช่มาตรฐานของความถูกต้องอะไรด้วย มันเป็นเพียง "ปกติ ตามธรรมชาติชองโลกใบนี้" ก็เท่านั้น ดังคำกล่าวของพระพุทธเจ้าที่ว่า "โลกแปลว่าฉิบหาย" นั้น ก็หมายถึง ความวุ่นวายสับสนอลหม่านที่เกิดแก่โลกนี้ นั่นเอง แต่ว่า ท่านอย่าเพิ่งรู้สึกบวกหรือลบกับสิ่งนี้ละ ดังที่บอกแล้วว่า "มันเป็น ปกติเช่นนั้นเอง" เอาละ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จากโลกธาตุต่างๆ ท่านไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้เลย "ท่านจึงไม่เคยทราบว่าการอยู่บนโลกใบนี้นั้นมันเป็นเช่นไร?" ท่านจึงต้องส่ง "พระบุตร" ก็ดี, "เทวทูต" ก็ดี, ฯลฯ ลงมาเกิดยังโลกใบนี้ (พระบุตรและเทวทูต มาจากดาวดวงอื่นด้วยบางส่วนเหมือนกัน) และเพราะท่านอาศัยอยู่ในดาวดวงอื่น ไม่เคยอาศัยอยู่ในโลกนี้ นั่นเอง ทำให้ "ท่านทำบางอย่างตามอุดมคติของท่านเอง" มิใช่ทำตามปกติตามแบบที่สัตว์ในโลกนี้อยู่และเป็น เอาละ มันไม่ใช่ความผิดของพระเจ้าหรอกนะ แต่มันคือ "ปกติของพระเจ้าทุกองค์" ท่านทำได้เท่านี้ ดังนั้น จึงต้องมีพระบุตร, เทวทูต ฯลฯ มากมาย ลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ อยู่ในโลกใบนี้เหมือนสัตว์ทุกตัวในโลกนี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้าทำไม่ได้และไม่ใช่กิจของท่านที่จะกระทำ เป็นกิจของผู้ที่มีสังขารเป็นสัตว์โลกจึงจะทำได้ (หวังว่าคุณคงจะเห็นความสำคัญและจำเป็น ของการไม่ได้เป็นพระเจ้า ของพวกเราชาวมนุษย์โลก บ้างแล้วนะ) เพราะนี่คือ "หน้าที่ของสัตว์โลกที่แม้แต่พระเจ้าก็ทำไม่ได้" และไม่ได้ทำเพราะท่านไม่ได้มีกิจจะทำเช่นนี้ นั่นเอง (หวังว่าคุณคงจะภาคภูมิใจ ในความเป็นสัตว์โลก ของพวกคุณด้วยนะ)
"พระพุทธเจ้าสมณโคดม" ได้รับเลือกเป็น "ผู้ปกครองสูงสุดในยุคนี้"
นี่คือ "ธรรมเนียมปกติของโลกใบนี้" กล่าวคือ ยามใดที่มีพระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้ในโลกใบนี้ เราจะนับว่าท่านคือ "ผู้ปกครองสูงสุดของโลกนี้" ไปด้วย ดังนั้น เทวดาทั้งหกชั้นสวรรค์ ก็จะเชื่อฟังท่านด้วย (แต่ก็มียกเว้น ผู้ที่เป็นมาร) ตามธรรมเนียมของโลก มันเป็นเช่นนี้มานานแล้ว ทว่า แม้แต่พระพุทธเจ้า ก็อาจมีบารมีไม่พอที่จะปกครอง "ทุกรูปธรรมชีวิต" ในโลกนี้ได้ เพราะโลกเป็นแหล่งรวมของรูปธรรมชีวิตมากมาย อยู่ด้วยกัน ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า "โลกนี้ก็คือ สาธารณสมบัติของจักรวาล" นั่นเอง ดังนั้น เราจึงเห็น "ศาสนาอื่นๆ เกิดขึ้นบนโลกใบนี้" และมี พระเจ้าองค์อื่นๆ เข้ามากระทำกิจต่างๆ ร่วมด้วย "โลกจึงขาดเอกภาพในการปกครอง" นอกจากนี้ พระพุทธเจ้าจะเข้านิพพานแล้ว ท่านจะไม่สั่งใช้ใคร เพราะการสั่งใช้ก่อให้เกิดบุญกรรมร่วมกับผู้ถูกสั่งใช้ และขวางทางนิพพานได้ ท่านก็จะไม่สั่งใช้ เช่น แม้ยามท่านจะปรินิพพาน ท่านก็ไม่สั่งใช้พระอานนท์ว่าให้ทูลขอให้ท่านอยู่ต่อ หรือยามที่ท่านแลกจีวรกับพระมหากัสสปะ ก็ทำให้พระมหากัสสปะต้องตีความไปเองว่าท่านให้ปกครองดูแลธรรมวินัยก็ไม่มีการสั่งโดยตรง "นี่คือ พุทธวิสัยตามปกติของพระพุทธเจ้า ที่จะไม่มีการสั่งใช้ผู้ใด" (แต่พระอัลเลาะห์จะสั่งใช้พระนบีมูฮัมหมัดโดยตรง) นี่ไม่ได้กล่าวว่าท่านใดดีหรือไม่ดีกว่าท่านใด? แต่บ่งบอกว่าท่านต่างกัน ก็เท่านั้นเอง เพราะแต่ละท่านเป็นคนละองค์กัน ทำงานต่างกันก็เท่านั้นเองสรุปก็คือ แม้พระพุทธเจ้าจะได้รับการยอมรับในฐานะผู้ปกครองโลกนี้ แต่ก็ยังต้องอาศัยพระผู้เป็นเจ้าองค์อื่นๆ ในการทำกิจร่วมกันด้วย เพราะท่านจะเข้านิพพานแล้วจะไปชี้สั่งใช้ใคร ไม่ได้ หวังว่าท่านคงจะเข้าใจจุดนี้นะ
จิตวิญญาณ "ศูนย์กลาง" ของดาวโลกดวงนี้ ควรจะเป็นใครกันแน่?
อีกประการหนึ่งคือ พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ จะ "ดับขันธปรินิพพาน" ไป ดังนั้น คำถามจึงเกิดขึ้นว่า "แล้วใครจะดูแลปกครองโลกทั้งสามภพที่แสนจะยุ่งเหยิงวุ่นวายนี้" คำตอบช่างสับสนเหลือหลาย เพราะต่างก็ "อ้างกรรมสิทธิ์" ในการปกครองโลก ท่านว่าท่านคือพระเจ้าผู้สร้างโลกนี้ กันทั้งนั้น ซึ่งก็ใช่ จริงทั้งหมด ทว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ "เอกภาพในการดูแลโลก" จะไม่มีเลย และจะทำให้โลกวุ่นวายยุ่งเหยิง ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องมี "จิตวิญญาณประจำโลก" เหมือนกับดาวดวงอื่นๆ เช่น ดาวพุธ ก็มีพระพุธ เป็นจิตวิญญาณประจำ, ดาวศุกร์ ก็มีพระศุกร์เป็นจิตวิญญาณประจำ ดังนั้น ถ้าโลกมีพระพุทธเจ้าดูแลแล้ว พระพุทธเจ้า ก็จะเข้านิพพานไม่ได้เพราะท่านต้องปล่อยวางทุกภารกิจแล้ว ดังนี้ จึงต้องคัดเลือกจิตวิญญาณเก่าแก่ประจำโลก "หนึ่งท่านมาดูแลในฐานะ ศูนย์กลางการประสานงาน" เช่น เทพีไกอา หรือจะเป็น เจ้าแม่หนี่วา เป็นต้น ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าท่านนี้ไม่ได้มาในฐานะพระเจ้าปกครองโลก แต่เป็น "จิตวิญญาณประสานงานที่อยู่ประจำโลก เป็นศูนย์กลาง ในการประสานงานกับพระเจ้าทุกๆ องค์" ก็เท่านั้น เพราะการดำรงอยู่คู่โลกยาวนานนั้นจึงจะช่วยในการดูแลโลกได้ดี
ร่างมนุษย์ "ศูนย์กลาง" ของดาวโลกดวงนี้ ควรจะเป็นใครกันแน่?
อีกประการหนึ่งคือ "ร่างสังขารมนุษย์" ที่จะมาเป็น "ศูนย์กลางในการประสานงาน" ในภาคมนุษย์ ในภาคสังขาร ในภาควัตถุที่มองเห็นได้ ก็ต้องมีด้วยเพราะในมิติแห่งจิตวิญญาณต้องประสานงานกับมิติแห่งวัตถุสสารด้วย ในบางยุคสมัย จะมีการคัดเลือกผู้ปกครองโลกมนุษย์ในภาคมนุษย์ลงมาเกิด เช่น พระนารายณ์ ก็เคยได้รับการคัดเลือกให้มาเกิดยังโลกมนุษย์ในฐานะผู้ปกครองโลกมนุษย์ ก็มี, หรือแม้แต่พระอิศวร ก็เคยได้รับการคัดเลือกให้ลงมาสร้างโลก ในบางยุคสมัย ก็มี ดังนั้น เพื่อให้มีการประสานงานระหว่างมิติแห่งพลังงานและมิติแห่งสสารวัตถุ จึงต้องมี "สังขารมนุษย์" ที่ทำหน้าที่ "เป็นศูนย์กลางในการประสานงานด้วย" ก็จะทำให้งานที่กระทำต่อโลกนี้ "มีเอกภาพมากขึ้น" ซึ่งร่างสังขารมนุษย์ผู้นี้จะมาในฐานะ หรือตำแหน่งใดก็แล้วแต่ แต่ต้องเหมาะสมและควรที่จะทำหน้าที่ได้ราบรื่นดีก็แล้วกัน ไม่เช่นนั้น โลกก็จะยุ่งเหยิงวุ่นวายอยู่ต่อไปไม่มีใครช่วยได้ ไม่มีใครแก้ไขได้ และรังแต่จะนำพาไปสู่สงคราม ในที่สุด
เทพสวรรค์ที่คอยช่วยเหลือในด้านการปกครองโลกมนุษย์ นั้นคือใคร?
ในสมัยพระพุทธเจ้าสมณโคดมยังอยู่ ท่านได้กล่าวถึงเทพสวรรค์ที่ดูแลปกครองโลกทั้งสี่ท่านคือ "ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่" ซึ่งจะอยู่ในสวรรค์ชั้นที่หนึ่งและสองเท่านั้น สำหรับท่านที่อยู่บนสวรรค์ชั้นสูงกว่านี้ขึ้นไป ไม่มีหน้าที่โดยตรงที่จะดูแลโลก เทวดาเหล่านั้น เสวยบุญอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำงานดูแลโลก ก็ได้ ปกติ ก็เป็นอย่างนี้มายาวนาน ทว่า ปัจจุบัน โลกนี้ได้มีการเยี่ยมเยือนของ "ชาวต่างดาว" เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นท่านที่มาจาก "พรหมโลกธาตุ" ก็ดี, "สุขาวดีโลกธาตุ" ก็ดี, ฯลฯ ยุ่งเหยิงไปหมด แต่ละท่านก็ล้วนมาด้วยเจตนาที่ดี นำสิ่งดีๆ มาสู่โลกทั้งสิ้น ไม่มีท่านใดที่จะคิดร้ายต่อโลกเลย ทว่า เพราะท่านมาจากดาวคนละดวงกัน ท่านจึงมีวิธีทำงานและวิธีคิดที่แตกต่างกัน และส่งผลให้ "โลกขาดเอกภาพ" และมีแต่ความยุ่งเหยิงเต็มไปหมด เอาละ มันไม่ได้ผิดอะไรหรอกนะ เพราะมันเป็นธรรมชาติปกติของโลกใบนี้อยู่แล้ว ทว่า ในฐานะและกิจ ของผู้ดูแลโลกใบนี้ จำเป็นต้องช่วยเหลือให้โลกมีศูนย์กลาง มีเอกภาพในการดูแลและปกครองต่อไป ซึ่งปัญหาก็คือ "ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่" ก็ปกครองได้ไม่ทั่วถึงเพราะโลกนี้ "มีจิตวิญญาณมากมายที่อยู่นอกการปกครองของท่านทั้งสี่นี้ด้วย" ดังนั้น จักรวาลจึงส่ง "พลังงานใหม่" หรือจิตวิญญาณหรือเทพกลุ่มใหม่ ลงมาช่วยดูแล ซึ่งจะขึ้นตรงต่อ "จิตจักรวาล" นั่นเอง
ท้ายที่สุดนี้ หวังว่าท่านคงจะเห็นภาพ "โลกใบนี้" ในมุมใหม่ๆ ที่กว้างขึ้นและลึกซึ้งขึ้น แล้วท่านจะได้เข้าใจว่า ทำไมโลกใบนี้จึงมีความวุ่นวายนักเอาละ ดังที่ผมบอกแล้วว่ามันไม่ได้เลวร้ายหรือดีงามอะไร มันเป็นแค่ปกติของโลก ที่โลกนี้เคยเป็นมา และยังจะเป็นอยู่ต่อไป ก็เท่านั้นเอง ซึ่งมันไม่ใช่ปัญหาของการดำรงอยู่ เพราะการดำรงอยู่บนโลกนี้ "เราจะดำรงอยู่ก็เพียงชั่วคราว" เท่านั้น เราจะไม่อยู่กันแบบระยะยาว นั่นคือเราจะไม่มีการใช้ชีวิตนิรันด์ในโลกใบนี้ ชีวิตนิรันด์จะมีได้ในดาวดวงอื่นที่เหมาะสมกว่าก็เท่านั้น และโลกใบนี้ มีหน้าที่เพียง "เป็นหลอดทดลอง" ในเราบ่มเพาะและพัฒนาตัวเองให้ เลื่อนระดับขึ้นไป ยังจุดที่เราต้องการเป็น, ต้องการอยู่แบบ "ชีวิตนิรันด์" ในสวรรค์นิรันด์หรือไม่ก็ "นิพพาน" ไปเลย ก็ไม่มีอะไรผิด เลือกได้ทั้งนั้นครับ แต่ โลกนี้ไม่ใช่บ้านถาวรของเรา อย่าลืมละ
สุดท้ายนี้ ขอให้พลังแห่งความเป็นเอกภาพ ช่วยนำทางท่านด้วย สวัสดี
4 ก.ค. 2555
"เสียงจากสภาฯ"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
การจองร่างของภาคฝ่ายต่างๆ และมนุษย์ที่ถูก "ตีตราจอง" เป็นอย่างไร?
สวัสดีครับทุกท่าน ยังมีเรื่องหนึ่งที่บางท่านสงสัย คือ "เรื่องการจองตัว" เอาละ วันนี้ผมจะมาช่วยให้ความกระจ่างแก่ท่านเอง เนื้อหาในวันนี้ จะกล่าวถึง "การถูกจองตัว" ของคนโดยภาคฝ่ายต่างๆ ทั้งฝ่ายมืดและฝ่ายสว่างล้วนถูกตีตราจองได้เหมือนกัน แต่ด้วยวิธีที่ไม่เหมือนกัน และคนที่ถูกจองก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไปอีกด้วย ซึ่งผมจะกล่าวโดยละเอียดในลำดับต่อไปครับ
"การจองตัว" ของฝ่ายมืดและฝ่ายสว่าง ต่างกันอย่างไร?
บางท่านรู้แต่รู้ไม่หมด รู้ไม่จริง ก็จะเหมารวมเอาว่าการตีตราจองคือ การทำงานของภาคมืดเท่านั้น ซึ่งเป็นการเหมารวมที่ผิด แท้แล้วเมื่อภาคมืดทำการตีตราจอง ภาคสว่างก็ทำการ "หมั้นหมาย" กับร่างสังขารมนุษย์เอาไว้ด้วยเช่นกัน แต่ก็ด้วย "วิธีการและเงื่อนไข" ที่แตกต่างกัน แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรหรือ? กล่าวคือ ภาคมืดจะตีตราจองมนุษย์ที่ทำความผิดบาปแล้วไม่ยอมรับโทษทัณฑ์ เหมือนกับซาตานที่เคยเป็นทูตสวรรค์พอทำความผิดบาปแล้วหนีทัณฑ์สวรรค์ฉะนั้น หรือมนุษย์ที่หมดบุญแล้ว ทว่า ต้องการเสวยบุญต่อจึงร้องขอ เรียกร้องต่อพลังภาคมืดเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ เหล่านี้ จะถูก "ตีตราจอง" โดยฝ่ายมืด โดยพวกเขาจะมีเครื่องตีตราแล้วทำเครื่องหมายติดตัวมนุษย์ผู้นั้นเอาไว้เป็น "สัญลักษณ์" เพื่อที่จะทำการ "ครอบงำร่างสังขาร" ในลำดับต่อไป ส่วนภาคสว่างจะเลือกมนุษย์ที่ "ผ่านการทดสอบ" ของพวกเขา ในแบบที่เขาต้องการ จากนั้นจึงติดต่อกับร่างสังขารด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ร่างสังขาร "ยินยอมร่วมภารกิจ" ก็จะทำการจับจองตัวกันต่อไป เหมือนการหมั้นหมายอย่างนั้น ดังนั้น การถูกจองตัวจึงมีได้ทั้งจากภาคมืดและภาคสว่างจะเหมารวมไปอย่างเดียวไม่ได้
วิถีเหมือนกัน จึงจองตัวกัน เหมือนภาพสะท้อนของกันและกัน
หลักการง่ายๆ ของการ "ตีตราจอง" คือ คนที่มีวิถีชีวิต การกระทำที่ตามรอยกัน ก็จะถูกตีตราจองกันได้ เช่น คนที่มีการกระทำเหมือนภาคสว่าง ก็จะถูกจองตัวโดยภาคสว่าง, คนที่มีการกระทำเหมือนภาคมืด ก็จะถูกจองตัวโดยภาคมืด เอาละ นี่คือ "หลักการพื้นฐาน" ที่ง่ายที่สุดนะ ทีนี้ ทั้งสองภาคส่วน ก็มี "ตัวตน" มากมาย หลากหลาย ใช่ไหม สมมุติว่าคุณกระทำการเพื่อโลกนี้โดยมุ่งเน้นสันติภาพ คุณก็จะถูกจองตัวโดยพลังภาคสว่างที่ทำหน้าที่ด้านสันติภาพ ถ้าคุณกระทำเพื่อโลกนี้โดยมุ่งเน้นการเมืองการปกครอง คุณก็มักจะถูกจองตัวโดยภาคสว่างที่ทำหน้าที่ด้านการเมืองการปกครอง เป็นต้น ง่ายดีไหมละ? ใช่แล้ว มันง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด มันไม่อาจยุ่งเหยิงหรือผิดเพี้ยนไปจากหลักการนี้ได้ เพราะอะไร? เพราะหลังจากการจองตัวแล้ว จะมีการ "ประสานพลังร่วมกัน" ของมนุษย์และตัวตนในอีกมิติที่จับจองตัวมนุษย์นั้นๆ ดังนั้น เขาทั้งสองต้องมีการกระทำมาก่อนเป็นเบื้องต้นที่จะ "ประสานเข้ากันได้" เขาทั้งสองจึงเหมือน "ภาพสะท้อนของกันและกัน" ของสองมิติ ตัวตนหนึ่งอยู่ในมิติของโลกมนุษย์ อีกตัวตนหนึ่งอยู่ในมิติอื่นๆ ก่อนที่จะประสานกันเป็น "ตัวตนหนึ่งเดียว" ได้ ในที่สุด
มนุษย์ที่ถูก "ตีตราจองโดยภาคมืด" จะมีสัญลักษณ์บนตัวบางอย่าง?
ภาคมืด จะตีตราจองมนุษย์ไว้ โดยทำ "สัญลักษณ์บางอย่างบนตัวเขา" ทว่า มันจะเป็นเครื่องหมายเฉพาะของพวกเขาเท่านั้น พวกมืดก็มีหลายกลุ่ม เมื่อพวกเขาตีตราจองแล้ว เขาจะใช้ "สัญลักษณ์" ที่แตกต่างกันเช่น บางกลุ่มใช้สัญลักษณ์เป็น "การแต่งกาย" หรือ "ตุ้มหู" ที่แตกต่างไปจากกลุ่มอื่นๆ หรือบางกลุ่มใช้ "ลายสัก" เป็นการ "ตีตราจอง" ก็ได้ นอกจากนี้ ยังมีการตีตราจองที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถเห็นได้ในอีกมิติหนึ่งด้วย พวกมืดก็มีหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีตราสัญลักษณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้รู้กันได้ว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หรือมองเห็นกันแล้วก็ดูออกว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้ แต่มนุษย์ที่ถูกตีตราจอง ก็ล้วนอยู่ในโลกเดียวกันนี้กับพวกเรา และพวกที่ถูกจองตัวโดยภาคสว่างด้วย ดังนั้น จึงสับสนปนเปกันไปหมด ยากที่จะแยกแยะได้ว่า "ใครที่ถูกภาคไหนตีตราจอง" เมื่อพวกเขาถูกตีตราจองแล้ว พวกเขาจะได้รับ "บัตรเชิญ" ซึ่งไม่มีลักษณะเป็นบัตรเชิญที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรอกนะ มันเป็นแค่อะไรก็ได้ ที่จะเปิดทางให้คนที่ถูกตีตราจอง ได้เข้าไปยัง "โลกของพวกเขา" ที่พวกเขาสร้างขึ้นไว้ ซ้อนซ่อนอยู่ในโลกใบนี้ เช่น คลับบาร์ ที่ไม่ควรจะมี หรือผิดกฏหมาย แต่พวกเขาก็จะได้รับการเปิดทางให้เข้าไปในที่นั้นๆ ได้ อย่างที่ไม่เคยเข้าได้มาก่อน เพื่อให้เกิด "ความยอมรับร่วมกัน" แล้วจึงทำการ "ประสานร่าง" ได้ง่ายยิ่งขึ้น ก็จะจบกระบวนการโดยสมบูรณ์
มนุษย์ที่ถูก "ตีตราจองโดยภาคสว่าง" จะมีวิถีชีวิตที่เบี่ยงจากวิถีปุถุชน
ภาคสว่าง จะจองตัวมนุษย์โดยการทำให้เขารู้ตัวก่อน และให้เขายอมรับเอง เลือกเองก่อน ถ้าเขาไม่ยอมรับ ก็จะไม่มีการจองตัว แต่ถ้าเขายอมรับจึงจะมีการจองตัวด้วย "พิธีกรรม" หรืออะไรบางอย่างเหมือนการหมั้นไว้เช่น การทำพิธีบางอย่างอันแสดงถึง "การยอมรับภาคสว่าง" เมื่อมนุษย์ยอมรับแล้ว จึงจะมีการ "เตรียมสังขาร" เช่น สังขารนั้นจะถูกทำให้มีวิถีชีวิตที่เบี่ยงเบนออกไปจากปกติ เช่น ตกงานและต้องไปปฏิบัติธรรม ยาวนาน เพื่อให้สังขารบริสุทธิ์ขึ้น รองรับสภาวะ หรือพลังงานของภาคสว่างได้ นั่นเอง ดังนั้น พวกเขาจะรู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างควบคุมชีวิตไม่ให้ออก "นอกกรอบ" ชีวิตจะต้องเดินในกรอบอะไรบางอย่าง? ทำบางสิ่งได้ แต่บางสิ่ง ไม่อาจทำได้เลย เหมือนมีกรอบที่มองไม่เห็น ล้อมตนเอาไว้มีกฏระเบียบที่มองไม่เห็นเยอะแยะ จนรู้สึกอึดอัด ไม่อาจทำอะไร ได้ดั่งใจเหมือนถูกขัดใจ ถูกควบคุม ถูกบังคับ หรือถูกพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นดูแลให้ชีวิตต้องดำเนินไปตามกรอบระเบียบมากมาย แตกต่างจากคนที่ถูกตีตราจองโดยภาคมืด ที่จะได้รับการเปิดทางให้ "ทำผิดได้อย่างเสรี" ในที่ๆ คนเอาโทษไม่ได้ หรือมองไม่เห็น เช่น ในที่ลับ, คลับบาร์ ฯลฯ ต่างๆ เหมือนพวกเขาได้เปิดโลกที่พวกเขารอคอย เป็นโลกมืดที่ทำผิดอะไรก็ได้ตามแบบของแต่ละกลุ่ม บางกลุ่ม ก็เสพยาเสพติด, บางกลุ่มก็ผิดประเวณีบางกลุ่มก็ทำผิดอื่นๆ ฯลฯ นั่นคือ โลกของพวกมืด ซึ่งตรงกันข้ามกับพวกสว่าง ที่จะเต็มไปด้วยกฏระเบียบ กรอบห้อมล้อม จนทำให้มนุษย์ที่ถูกจองตัว รู้สึก "อึดอัด" บ่อยๆ ทั้งยังต้องฝึกฝนตนอย่างยิ่งยวด และได้รับ แบบทดสอบที่แสนหฤโหดอีกด้วย นี่ละ หนทางที่แตกต่างกันของมืดและสว่าง
การถูกตีตราจองโดยภาคสว่าง ในระดับชั้นที่แตกต่างกันไป?
ภาคสว่างมีหลายระดับชั้น ยิ่งระดับชั้นที่สูงขึ้น ยิ่งมีกฏระเบียบมากขึ้นนอกจากกฏระเบียบในการดำรงชีพแล้ว ยังมี "จรยาบรรณ" ในการทำหน้าที่เพิ่มเติมขึ้นมาอีก ทำให้ผู้ที่ยิ่งอยู่ในระดับที่สูงขึ้น ก็ยิ่งต้องมีวินัยมากยิ่งขึ้น เคร่งครัดมากยิ่งขึ้นและต้องรู้จักละเว้น ละวาง ในการกระทำบางอย่างมากยิ่งขึ้น เพราะยิ่งอยู่ในระดับที่สูงขึ้น การกระทำของท่านก็จะส่งผลกระทบต่อ "วงกว้าง" ได้มากยิ่งขึ้นด้วย ดังนั้น ท่านจึงต้องยิ่งมี "วินัย" มากขึ้นเป็นลำดับไป ซึ่งท่านจะรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าวิถีชีวิตของท่านเปลี่ยนไป และมี "กรอบระเบีบที่มองไม่เห็น" เข้ามาล้อมกรอบชีวิตของท่านมากยิ่งๆ ขึ้นไป เป็นลำดับ จนท่านเริ่มกลายเป็นเหมือนคนเรื่องมากในสายตาของปุถุชนไป อะไรๆ ก็ไม่ได้ อย่างนี้ก็ไม่ได้ อย่างนั้นก็ไม่ได้ อะไรอย่างนั้นใช่ไหม? ที่ปุถุชนจะรู้สึก เมื่อเขาพยายามมาเกี่ยวข้องกับท่าน นอกจากนี้ "ภาคสว่างจากต่างที่กัน" เช่น จากดวงดาวต่างกัน ก็มี "กฏระเบียบ" ที่ต่างกันไปด้วย แต่ส่วนใหญ่ จะมีวินัยมากกว่าคนบนโลกเสมอ พวกเขาก็จะ "ดูท่านห่างๆ" ว่าท่านมีแววหรือไม่? ที่จะเป็นเหมือนพวกเขาได้ เหมือน "แมวมอง" อย่างนั้น พอท่านเป็นที่ถูกตาต้องใจของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็จะเข้ามาจองตัว ทว่า พวกเขาจะรอให้อีกภาคส่วนคือ ฝ่ายตรงข้าม หรือภาคมืด ลงมือทดสอบท่านก่อน กล่าวคือพวกมืดจะเข้ามาอยากจองตัวท่านก่อน เชื้อเชิญท่านก่อน เมื่อท่านไม่มีความต้องการเข้าร่วมกับภาคมืดอย่างแน่วแน่แล้ว ภาคสว่างก็จะเข้ามาทีหลัง นั่นคือ "ท่านสอบผ่านแล้ว" ในสายตาของพวกภาคสว่าง นั่นเอง
การทำลายกระบวนการ "จองตัวของภาคสว่าง" โดยภาคมืด
ซึ่งก็คือ "การสอบตก" ในสายตาของภาคสว่าง นั่นเอง หมายความว่าในระหว่างที่ "มนุษย์เริ่มมีแวว" และสองภาคต่างสนใจมาจองตัวนั้น ก็จะมี "การทดสอบของภาคมืด" เกิดขึ้นก่อน แล้วถ้ามนุษย์ไม่ผ่าน หรือสอบตกในสายตาของภาคสว่าง พวกเขาจะสอบผ่านในสายตาของภาคมืด เช่น การที่มนุษย์กำลังจะเดินทางสู่ภาคสว่างแล้ว แต่มีคนมาเชิญให้ได้รับ "ลาภสักการะ" มนุษย์คนนั้นเลยเอาลาภสักการะ แทนที่จะทำหน้าที่ตรงทางต่อไป เขาเริ่มจะสอบตกแล้วในสายตาของภาคสว่าง ยิ่งไปกว่านั้น "ภาคมืด" จะยัดเยียดให้อะไรมากมายแก่เขา จน "ล้นเกินบุญเสวย" เพื่อทำลายพลังอำนาจด้านสว่างของเขาลงทีละน้อย เผาผลาญบุญของมนุษย์คนนั้นให้ลดลงไปทีละน้อยๆ จนไม่เหลือเลย มนุษย์คนนั้นเสวยจนไม่ทันคิด ไม่ทันรู้ตัว เพราะคิดว่าสิ่งที่ได้ล้วนถูกต้องแล้ว เป็นบุญของเราทั้งสิ้น จนลืมพิจารณาไปว่า แท้จริงแล้ว มันเป็น "หนี้ภาคมืด" ไปตั้งแต่เมื่อไร ก็ไม่รู้ เหมือนคนที่เคยรวย แล้วถูกเพื่อนพาไปเล่นพนัน เพื่อนออกเงินให้เล่นสนุกๆ ก็เลยเล่นซะเพลินมือจนมารู้อีกที "เป็นหนี้จนเกินกว่าที่จะใช้เงินที่ตนมีอยู่ จ่ายได้?" นี่ละ พวกภาคมืด จะทำแบบนี้ เพื่อให้คนที่กำลังจะก้าวสู่ภาคสว่าง ไม่อาจไปสู่ภาคสว่างได้ และต้องกลายเป็นภาคมืดแทน เมื่อมนุษย์หมดพลังบุญแล้ว พวกเขาก็จะหมดแสง และมืดมนลง
สุดท้ายนี้ ทุกอย่างมันเป็น "แบบทดสอบ" นะครับ ผมไม่อาจที่จะเฉลยได้หมด เอาเป็นว่าท่านจะได้รับการทดสอบจากภาคส่วนต่างๆ เมื่อผ่านแล้วในสายตาของภาคส่วนไหน พวกเขาก็จะจองตัวท่านต่อไปเองแหละแล้วแบบทดสอบนี้มันก็หลากหลายเหลือเกิน ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับการกระทำของท่านเองทั้งสิ้น มันจะเป็นตัวกำหนดทิศทางในการเดินต่อไปในอนาคตของท่านเอง ตัวตนในภาคส่วนต่างๆ ที่อยู่ในมิติต่างๆ จะรอรับท่านจะจองตัวท่าน และจะประสานร่วมเดินทางไปกับท่านด้วย ไม่ว่าตัวตนที่อยู่ในโลกนี้ หรือนอกโลกออกไป จะเป็นดาวดวงไหนในจักรวาลนี้ก็ตาม เพียงท่าน "กระทำได้" ท่าน "ผ่านแบบทดสอบของเขาได้" พวกเขาจะต้องมาทำหน้าที่ประสานงานร่วมกับท่านต่อไปเอง นะแหละ โดยไม่ต้องแสวงหาพลังของท่านที่เกิดจากการกระทำของท่าน จะสั่นสะเทือนถึงพวกเขาจนพวกเขาจะต้องมาเชื่อมประสานกับท่านและเป็นหนึ่งเดียวกับท่านในที่สุด
ขอให้ท่านมีความแน่วแน่ในการเดินทางที่แสนหลากหลายนี้ สวัสดีครับ ...
16 มิ.ย. 2555
"เสียงจากนิรนาม"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
พลังแห่งความเชื่อมั่นศรัทธาสองฝ่าย คือ "ฝ่ายมืดมนและสว่างไสว" เป็นอย่างไร?
สวัสดีครับ มีเรื่องจำเป็นอย่างหนึ่งที่ผมจะขอแจ้งแก่ "บางท่าน" ที่สามารถรับได้ เข้าถึงได้ หรือเกือบจะได้ นั่นคือเรื่อง"ความเชื่อมั่นศรัทธา" ซึ่งมันมีผลต่อจิตใจและก่อให้เกิด "พลังจิตบางชนิด" ผมขอเรียกว่า "พลังศรัทธา" ก็แล้วกัน ง่ายดี เอาละ ผมจะพูดภาษาง่ายๆ ที่สุด เท่าที่จะง่ายได้ พื้นบ้านที่สุดเลยก็แล้วกัน ดังนั้นขออนุญาติพูดกับท่านอย่างตรงไปตรงมาไม่เน้นความสละสลวยของภาษาอะไรละ
"ความศรัทธา" กับ "ความจริง" เป็นคนละสิ่งแต่เกี่ยวข้องกัน
นี่คือ อย่างแรกที่คุณควรเข้าใจ คือ 1. คุณไม่จำเป็นต้องเข้าถึงความจริงทั้งหมดของจักรวาลก็ได้ คุณอาศัยความจริงเพียง 1 กำมือ ที่เหมาะสมก็สามารถนำพาชีวิตคุณไปสู่อนาคตที่สดใสได้แล้ว 2. คุณไม่จำเป็นต้องมีความเชื่อต่อทุกอย่าง, ทุกคน หรือทุกสิ่ง ก็ได้ คุณเลือกที่จะเชื่อได้ แม้ว่าคุณจะได้รับ "สัจธรรมความจริง" เพียงหนึ่งกำมือ สมมุติว่ามันมีค่า 10% คุณก็เชื่อแค่นั้น ไม่ผิดอะไรเลย... ใช้ได้ นั่นก็เหมือนคบเพลิงที่สว่างพอนำพาชีวิตคุณไปได้แล้ว เอาละ คุณต้องแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือ ความจริงอะไรคือ ความเชื่อ และสองอย่างนี้ เกี่ยวข้องกันมาก กล่าวคือ ความเชื่อก็อาจนำพาคุณไปพบความจริง ก็ได้ หรือความจริง อาจนำพาคุณไปสู่ความเชื่อใหม่ๆ อื่นๆ อีกก็ได้ แต่ทั้งสองอย่างนี้ต่างกัน เพียงแต่ส่งเสริมกันได้ ก็เท่านั้น คุณไม่จำเป็นต้องมีความเชื่อที่ "เรี่ยราดฟุ่มเฟือย" เหมือนคนรวยเงินที่เทเงินเรี่ยราดไปหมดเพราะสุดท้ายคุณอาจจะหมดตัวได้และไม่เหลือ"พลังศรัทธา" ในตัวของคุณอีกเลย เพราะคุณฟุ่มเฟือยเกินไปเชื่อไปหมดเห็นเขา "แห่เชื่ออะไรกัน" คุณก็แห่เชื่อไปตามเขาหมด เช่น เขาแห่ไปเชื่อ"ขอนไม้" คุณเอามั่งเผื่อได้หวย เขาแห่เชื่อกบเทวดา คุณเอามั่ง เผื่อได้โชคกะเขามั่ง เอาหมดโว้ย สุดท้ายหมดตัวจ๊ะ! เพราะคุณฟุ่มเฟือยความเชื่อมากเกินไป คุณจ่าย "ความเชื่อ" ออกไปอย่างไม่เลือก ไม่คิด นั่นเอง
"ความศรัทธา" เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง คุณต้องบริหารเหมือนเงิน
ชาวบ้านชาวช่องทั้งหลาย ฟังทางนี้จ้า ผมจะคุยกะคุณอย่างนี้แหละบ้านๆ ที่สุด ชาวบ้านที่สุดเลย คุณจะได้เข้าใจ ดีไหม? ลูกทุ่งมากๆ ไม่ต้องสนใจความสละสลวย สูงส่งของภาษาอะไรแล้ว เอาละ นี่คือสิ่งที่ง่ายที่สุดที่คุณจะเข้าใจได้ "ความเชื่อเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง" มีได้มา, มีเสียไป, มีเกิด, มีดับ เพราะ ไม่เที่ยง ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้ มันก็เหมอืน "เงินในธนาคารของคุณนั่นแหละ" และคุณควรจะบริหารมันให้ดีหน่อยละ อย่า ฟุ่มเฟือยเกินไปนัก ผมเห็นพวกคุณนะไม่รวยเงินกันหรอก แต่คุณฟุ่มเฟือยความเชื่อกันมากๆๆ ถึงมากที่สุด เท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย อะไรจะเชื่อได้มั่วซั่วขนาดนั้น เหมือนคนบ้าจ่ายเงินไม่ทันคิด เดี๋ยวก็หมดตัวหรอกคู้ณ ... พอๆๆ สติ โว้ย สติมีบ้างไหม? ตั้งสติหน่อย เอา สติมายัง? ตั้งสติดีๆ คุณไม่จำเป็นต้องไปเชื่อซะทุกอย่าง การที่คนอื่นเขาแห่เชื่ออะไรกันมากๆ คุณไม่ได้ไปร่วมเชื่อด้วย ก็ไม่ได้ผิด ไม่ได้เสียอะไรเลย เรื่องของเขา เขาจะเชื่อผีก้อนหิน, เชื่อปลาบู่, เชื่อตอไม้, เชื่อจิ้งจก ฯลฯ อะไร แล้วคุณไม่ได้มีส่วนร่วมไปด้วย "ก็ไม่ผิด และไม่เสียอะไรเลยจ้า" เหมือนคุณไม่ได้มีเงินไปลงแทงบอลในวงนั้นกะเขา คุณก็ไม่ได้ ไม่เสียอะไรนี่นา เอาละสติมาแล้วใช่ไหม? มาซะทีเถอะน่า มาแล้วใช่ไหม? โอเค ดีมาก เอาละ "คุณเลือกที่จะเชื่อได้" และ "ไม่จำเป็นต้องเชื่อไปหมดทุกอย่าง" แต่นั้นก็ไม่ได้แปลว่า "คุณจะต้องเป็นปรปักษ์กับความเชื่อใดๆ" คือคุณแค่ "เฉยๆ" ไม่ใช่ทั้งเชื่อ หรือปฏิเสธความเชื่อของใคร ใครจะเชื่ออะไรมันก็เรื่องของเขา แต่เมื่อคุณมีสติ คุณจะใช้จ่าย "ความเชื่อ" อย่างระมัดระวัง เหมือนใช้จ่ายเงิน คิดก่อน ดูก่อน เลือกก่อน เหมือนจ่ายตลาดสดซะอย่างนั้น โอเค? เข้าใจไหม? ง่ายไหม? เหมือนคุณมีเงินในกระเป๋านะ เงินก็เหมือน "ความเชื่อ" คุณต้องใช้จ่าย "ความเชื่อ" ในกระเป๋าของคุณดีๆ ละ อย่าฟุ่มเฟือยให้มันมากนัก เดี๋ยวจะหมดตัวซะก่อน เหมือนคนเล่นพนันอย่างขาดสติ ไม่คิด หมดตัวนะจ๊ะ เดี๋ยวจะหาว่า "หล่อไม่เตือน" ฮ่า ฮ่า ฮ่า
"ความศรัทธา" มีได้มา และเสียไป ทำอย่างไรจึงจะ "กำไร" ละจ๊ะ
เอาละ ชาวบ้านชาวช่องทั้งหลาย อย่างที่บอกแล้วว่า "ความเชื่อมั่นศรัทธา" มันก็เหมือนเงิน มีได้มา และเสียไปได้ คุณต้องบริหารมันให้ดีหน่อย อย่าฟุ่มเฟือยเกินไป อย่าเห็นอะไร ฟังอะไร ก็เชื่อๆๆ เพราะมีความกลัวว่าถ้าไม่เชื่อและจะเป็นบาปบ้าอะไร? หรือถ้าไม่เชื่อและจะกลายเป็นการลบหลู่อะไร? แหม ก็ไม่ใช่ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อเลย เฉยๆ ไปซะ แล้วก็ไม่ได้ลบหลู่ความเชื่ออะไร ของใครซะหน่อยนี่นา ไม่มีความผิดบาปอะไรหรอกคู้ณ ... เอาละ ผมจะยกตัวอย่าง คนที่ลงทุน "ความเชื่อ" น้อยมากๆ แต่ได้กำไรอื้อซ่าเลยนะ อย่างนี้ เขาคนนั้นก็แค่เชื่อ "สิ่งศักดิสิทธิ์" ที่แท้จริงสักอย่างหนึ่ง สักท่านหนึ่ง ท่านไหนในศาสนา, ลัทธิ, นิกายอะไรก็ได้ (ที่ไม่ใช่ของปลอมนะ) เขาก็เชื่อแค่องค์นั้นเท่านั้นในชีวิตของเขา และไม่รู้อะไรมากมายนักหรอก แต่ก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยความเชื่อ เชื่อขอนไม้, ตอไม้, จอมปลวก, ก้อนหินฯลฯ มากมาย แค่ "องค์นั้นองค์เดียว" ของเขาเอง ชีวิตเขาได้อะไรมากมายเลย มันดีขึ้น สว่างไสวขึ้น เขามีชีวิตที่เรียบง่าย พอดี และเขาได้สร้างคุณงามความดี "พอสมควร" เท่านั้นเอง เมื่อตายแล้วเขาก็ได้ขึ้นสวรรค์ไปเป็นบริวารของท่านผู้นั้นที่เขาเชื่อถือศรัทธานั่นเอง ว้าว ทีนี้ ดูอีกท่านนะ เขาเชื่อสะเปะสะปะไปหมดเลย เทกระจายความเชื่อไปทั่ว ใช้จ่ายความเชื่ออย่างฟุ่มเฟือย เชื่อไม่หมดอย่างไม่คิดไร้สติ จนไม่เหลือ "พลังศรัทธา" ในตัวเอง ราวกับคนที่เล่นพนันแล้วเสียไปหมด จนเบลอ จนไม่รู้จะแทงอะไรดี เห็นอะไร ก็แทงแม่งมั่วมันไปหมด ยังกะมวยวัดกำลังมึน ปรากฏว่าตายแล้วไปอยู่กับก้อนหินครับ ก้อนหินที่มันเชื่อนั่นแหละ เป็นผีเฝ้าก้อนหินไปพันปี สมน้ำหน้าฮ่า ฮ่า ฮ่า บอกแล้ว ความเชื่อก็เหมือนเงิน บริหารไม่ดี มีหมดตัวนะครับ
"ความศรัทธา" เป็นพลังงาน พลังจิตชนิดหนึ่ง จงใช้มันให้เป็น!
ต่อไป ผมจะเล่าเรื่องพลังความเชื่อความศรัทธาในแบบพลังงานละอันนี้ยากขึ้นไปหน่อย มันเป็นพลังจิตชนิดหนึ่ง ไม่ต่างจากพลังแห่งความรัก, พลังแห่งความโกรธแค้น, พลังอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายมันก็คือ "พลังงานชนิดหนึ่ง" ก็เท่านั้นเอง เอาละ ผมจะเล่าให้ฟังว่ามันมีการ "ใช้พลังงานนี้" อย่างไร? บางคนนะ เขาจะ "สะสมพลังความเชื่อ" จากผู้คนมากมาย ถ้าคุณเป็นเหยื่อ คุณก็จะต้องลงขันความเชื่อ ทำตัวให้เชื่อไปกะเขาด้วย คุณก็จะเสียพลังความเชื่อไปให้เขาด้วย เอาละ พอเขาได้พลังนั้นมากๆ แล้ว เขาก็ทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ เช่น ให้หวยถูกเป๊ะเลย อะไรแบบนั้น เขาทำได้ แต่ว่ามันไม่คุ้มหรอกนะครับ คุณลงขันความเชื่อร่วมกับเขา ให้ความเชื่อเขาไป คุณได้หวย ได้เงินนิดหน่อย แต่ "คุณจะเสียมากกว่าที่คาดคิด" คุณเสียมากกว่านั้น อย่างที่คุณมองไม่เห็น และเขาจะลากคุณลงไปยังความมืดมิดร่วมกับเขาทีละน้อย เอาละ คุณคงนึกภาพไม่ออกและไม่เข้าใจกระบวนการเหล่านี้ละ เพราะมันเกิดในมิติที่ตาเปล่าของคุณมองไม่เห็น แต่เมื่อคุณ "ถึงเวลาต้องเสีย" คุณจะสูญเสียอย่างที่คาดคิดไม่ถึงเลยทีเดียว คุณต้องจ่ายค่าความเชื่อนี้ อย่างแพงลิบลิ่วเลยละโอเค ผมไม่ได้บอกให้คุณเลือกเชื่อใครหรืออะไรนะ แต่ให้คุณบริหารมันเหมือนกับบริหารเงินนั่นแหละ อย่าฟุ่มเฟือยมากนัก การที่คุณเชื่ออะไรก็เหมือนคุณ "ลงทุนร่วม" ไปกับสิ่งนั้น ถ้าคุณลงทุนไปกับหุ้นที่ไม่ดีนักคุณก็หมดตัวได้ แต่ถ้าคุณเลือกลงทุนไปกับสถาบันการเงินที่เชื่อถือได้และมันทำกำไรให้คุณได้ ก็โอเค ดังนั้น คุณไม่จำเป็นต้องไปเชื่ออะไรที่ "ไม่รู้ที่มาที่ไป" หรือ "อะไรก็ไม่รู้แต่ลึกลับดี" หรือ "แห่ตามกัน" เพราะนั่นคือความเชื่อแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ลงทุนแบบไม่ยั้งคิด ไร้สติสิ้นดี ก็เท่านั้น
"ความศรัทธาที่มืดมน และ ความศรัทธาที่สว่างไสว" ต่างกันอย่างไร?
อย่างที่บอกคุณแล้วว่าพลังศรัทธามีทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่สว่างไสว เมื่อคุณเชื่อแล้วคุณได้คำตอบที่สว่างไสวให้แก่ชีวิต เกิดปัญญา เห็นหนทางที่จะเดินหน้าต่อไป และ "ฝ่ายที่มืดมน" นั่นคือ เมื่อคุณเชื่อไปแล้วคุณไม่ได้พบคำตอบอะไรอย่างแท้จริง อย่างคงคลุมเครือ ไม่เกิดปัญญา มีแต่ "ความเชื่อ" อย่างนั้น ไม่ได้ให้ความสว่างอะไรขึ้นมาเลยยกตัวอย่างเช่น นาย เอ เชื่อว่า "มีมนุษย์ต่างดาวจริง" เขาก็แค่คิดว่าจักรวาลนี้กว้างใหญ่ มีดาวมากมายนับไม่ถ้วน "มีความเป็นไปได้" ที่จะมีดาวดวงหนึ่งที่มีมนุษย์เหมือนโลกเราอยู่บ้าง แล้วเขาก็อุเบกขาซะวางเฉย สว่างไสวไปด้วยความเชื่อเท่านี้ และไม่มีพิสูจน์อะไรทั้งนั้น แต่นาย บี เชื่อว่า "มีมนุษย์ต่างดาวจริง" จริง เหมือนกัน ทว่า เขาคิดว่าจะต้องพิสูจน์หรือเห็น UFO ให้ได้ พอไม่ได้อย่างที่คิด หรือคาดหวัง เขาก็เริ่มมืดมน เขาก็เริ่มพยายามหาทาง "สร้างอะไรก็ได้" ที่ส่งเสริมความเชื่อของตนเองต่อไป เช่น เห็นอะไรแว่บๆ บนฟ้า ก็หาว่าเป็นจานบินบ้างอะไรต่อมิอะไร บ้าง อย่างนี้ เขาจึงมีพลังความเชื่อที่มืดมนลง ทั้งๆ ที่ทั้งสองคน "เชื่อเหมือนกัน" แท้ๆ แต่พลังจิตของเขาทั้งคู่ "ไม่เหมือนกัน" ก็ได้ เอาละ คุณพอมองออกหรือยังว่า "เชื่อแบบไหนที่นำพาคุณไปสู่ความสว่างไสว" และ "เชื่อแบบไหนที่นำคุณไปสู่ความมืดมน" เห็นรึยังว่ามันต่างกัน ทั้งๆ ที่เชื่อเหมือนกันแท้ๆ เช่นกัน คนสองคนอาจเชื่อว่าพระเจ้ามีจริงเหมือนกัน แต่คนหนึ่งอาจมืดมน ในขณะที่อีกคนอาจสว่างไสว แตกต่างกัน ก็ได้ หวังว่าคุณจะแยกแยะสองอย่างนี้ออกนะ
กลยุทธ์การสร้าง "ความศรัทธา" ของฝ่ายที่มืดมน จากสิ่งที่ไร้สาระ
มีคนจำนวนมาก เสพติด และชอบบริโภคสิ่งที่ไร้สาระ และไม่มีแก่นสารความจริงอยู่เลย แต่พวกเขาก็ชอบมัน ชอบสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ และไม่อาจอธิบายได้ ยิ่งมั่วๆ ยิ่งดูอลังการณ์ยิ่งใหญ่ เช่น เหมือนเป็นพระศรีอาร์ฯ ลงมาเกิดแล้วเป็นอะไรต่อมิอะไร มาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ ที่ไม่อาจพิสูจน์ได้เลย ยิ่งชอบใหญ่ เพราะมันพิสูจน์ไม่ได้ เสพแล้วติดใจ มันในอารมณ์เอาละ ต่อไปนี้ ผมจะอธิบาย "กลยุทธ์" ของพวกเขาให้เหยื่อทั้งหลายได้ฟัง ว่าพวกเขามีกลยุทธ์ "ป้อนยาเสพติดแห่งความเชื่อ" นี้อย่างไร?
1. "การสร้างองค์ประกอบแห่งความน่าเชื่อถือ" เพราะข่าวสารของเขามันไม่มีสาระแก่นสารความจริงอะไรเลย เขาจึงต้อง "แต่งแต้มสีสัน" หรือปั้นแต่ง ปรุงแต่งมันให้น่าเชื่อ ด้วยอะไรต่อมิอะไรมากมาย เช่น การอ้างคนที่มีชื่อเสียงให้มาเกี่ยวข้องด้วยทั้งๆ ที่ท่านนั้นอาจไม่ได้รู้เห็นอะไรด้วยเลย
2. "การสร้างอารมณ์ร่วมให้คล้อยตาม" เช่น เขาจะจัดสถานที่ต้อนรับให้ท่านเข้าไปในสถานที่นั้นๆ เพื่อมี "อารมณ์ร่วม" กับเขา เช่น ให้มีคนเยอะๆส่งเสริมส่งเสริมน้อมนำคล้อยตามกันมาก หรือสถานที่สวยงามอลังการณ์ ไว้ก่อน เห็นแล้ว "มันน่าศรัทธาว่ะ" อ้าว ยังไม่ทันไร จ่ายความเชื่อซะแล้ว
3. "ใช้ความยิ่งใหญ่ที่พิสูจน์ไม่ได้" เช่น อ้างว่าเป็นกษัตริย์ดังๆ มาเกิดนะไม่รู้กี่ท่านต่อกี่ท่าน อ้างมันเข้าไป ล้วนแต่พิสูจน์ไม่ได้ทั้งนั้น ใครจะไปรู้ละว่ามันจริงหรือเท็จแค่นี้ก็จับโกหกไม่ได้แล้วแต่ต้องสร้างเรื่องให้มันย่งใหญ่เอาไว้ก่อน เรียกว่าตามใจคนชอบเสพเรื่องพรรค์นี้ ซึ่งเหยื่อก็ชอบอยู่แล้ว
4. "การทำให้เห็นว่าเกิดขึ้นจริงต่อหน้า" แต่ไม่ใช่เพราะมันเป็นความจริงที่แท้จริงหรอกนะ มันแค่ "จัดฉากให้มันเกิดขึ้น" ทำให้ของไม่จริง มันเป็นจริงขึ้นมา ก็เท่านั้น เช่น เอาคนมาทำท่าเหมือนผีเข้า ร่วมกันมากๆ ให้มันมีความน่าเชื่อถือว่าจริง หรืออะไรทำนองนั้น แต่ลับหลังได้นัดกันไว้ก่อนแล้ว
5. "ใช้จิตวิทยาหมู่" เช่น การทำให้คนเข้ามาร่วมกันแล้วสร้างมาตรฐานทางสังคมย่อยขึ้นมา เช่น ถ้าใครไม่ถูกผีเข้าแสดงว่าไม่ได้เรื่อง หรือปฏิบัติไม่ได้ผล เป็นต้น คนที่ไม่เป็น ก็เลยต้องคล้อยตาม หรือมีอารมณ์ร่วมว่าเป็นไปด้วย เออออห่อหมกตามกันไปด้วย เห็นสวรรค์ไหม? เห็น (ทั้งที่ไม่เห็น)
6. "การกรอกข้อมูลยัดเยียดจำนวนมาก" เหมือนมวยที่รัวหมัดอัดเข้าไปนั่นแหละ คุณเป็นเหยื่อถูกชกซะน่วมไม่รู้กี่หมัดต่อกี่หมัด มันรัวเข้ามามั่วไป เพราะมันอัดยัดเยียดข้อมูลเข้ามากรอกหัวคุณมากเกินไป จนคุณไม่มีโอกาสที่จะใช้ "วิจารณญาณ" ได้ทันเลย ก็เลย คล้อยเชื่อตามไปซะงั้น
7. "การข่มด้วยกำลังจิต" คือ การใช้คนที่มีพลังจิต มากดจิตคุณ ข่มจิตคุณให้ยอมก้มจำนนต่อเขา เช่น เอาหลวงพ่อมานั่งโต๊ะสูงๆ เอาคุณลงไปกราบข้างล่าง แล้วหลวงพ่อก็ใช้กำลังจิตข่ม ว่าคุณยังต้องฝึกอีกมากนะยังไม่ผ่าน ต้องทำบุญเยอะนะ มีเจ้ากรรมนายเวรจะเอาเรื่อง (จิตตกละ)
8. "การล่อลวงด้วยกิเลสของเราเอง" เช่น เรามีกิเลสอยากเป็นพุทธะมั่งพระอรหันต์มั่ง, พระเจ้ามั่ง จะได้ปลดปมด้อยที่ตัวเองต้อยต่ำได้ อยากจะให้มีคนชมว่าเรายิ่งใหญ่ เป็นเช่นนั้น เขาก็ชมเรา ยกย่องเรา ให้เราเป็นได้อย่างที่เราอยากเป็น เราก็เลยเชื่อว่าเขาจะ "ถูกต้องแน่นอน" ไปเลย
เอาละ เหล่านี้คือ "พลังศรัทธาที่มืดมน" มันไม่ได้ทำให้คุณเกิดปัญญาอะไรขึ้นมาเลย มันได้แต่ "หล่อเลี้ยงคุณด้วยความเชื่อ" ให้คุณ ป้อนคุณให้เชื่อไปเรื่อยๆ ต่อไปไมที่สิ้นสุด โดยไม่รู้ว่าทางออกคืออะไร แล้วมันจบอย่างไร? หรือความจริงมันคืออะไร? คุณเสพติดความเชื่อที่เขาต้องการให้เชื่อนั้นต่อไป และนี่แหละคือ "ความเชื่อที่มืดมน" ไร้ปัญญา
ฝ่ายมืด ต้องการความเชื่อของพวกคุณเพื่อไป "เสริมอำนาจ" พวกเขา
เอาละ คำถามคือ แล้วพวกเขาจะทำให้คุณเชื่อไปทำไม ใช่ไหม? คำตอบก็คือ "เพราะความเชื่อเป็นพลังอย่างหนึ่ง" ไม่ต่างจากเงินนั่นแหละ มันมีค่าเหมือนกัน พวกเขาต้องการพลังความเชื่อไปเพื่อ "สร้างพลังอำนาจ" ให้แก่พวกเขาเองและถ้าเขาทำให้คุณเชื่อได้ว่า "มีพระศรีอาร์ฯ" ในแบบของเขาอยู่ สักวันหนึ่ง "ใครก็ไม่รู้ก็จะโผล่มาเป็นพระศรีอาร์ฯ" ให้แก่คุณซึ่งมันไม่เกี่ยวกับ "ตัวจริง" เลย ตัวจริงอาจจะมีหรือไม่? อยู่ที่ไหน? ก็ได้ทั้งนั้นแต่ "ตัวปลอม" มันจ้องจะเกิดมาเป็น "ศรีอาร์ฯ" ตามความเชื่อของคุณอยู่แล้ว พอคุณไปส่งเสริมมัน ไปแห่เชื่อมันมากๆ มันก็เกิดขึ้นมาได้ไงนั่นแหละ สิ่งที่มันต้องการ พูดง่ายๆ คือ "พวกเขากำลังปั้นสิ่งที่ไม่จริงให้กลายเป็นจริง" เช่น ปั้นพระที่ไม่ใช่พระอรหันต์ให้เป็นพระอรหันต์ เป็นต้นเพราะความอยาก เพราะกิเลส ที่พวกเขาอยากได้ อยากมี อยากเป็นกันอย่างนั้น ดังนั้น "ตัวปลอม-ของปลอม" จึงระบาดเกลื่อน ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสินค้า ก็ตาม เพราะอะไร? ก็เพราะคุณ "ยังนิยมของปลอม" กันอยู่นี่เอง คุณยอมรับของปลอมมากกว่าของจริง คุณจึงไม่มีวันได้ของจริงเลยคุณส่งพลังความเชื่อให้ของปลอม ตัวปลอม คุณจึงสร้างของปลอม ตัวปลอมเหล่านั้นขึ้นมาไว้หลอกตัวเอง ให้ตัวเองเชื่อต่อไป และคุณเองนั้นแหละ จะกลายเป็น "ทาสของปลอม" เพราะเชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อนั้น
เอาละ วันนี้ ผมมาช่วยคุณเป็นการพิเศษนะ ช่วยชาวบ้นชาวช่องที่ใช้ "พลังความเชื่อ" ยังไม่เป็น และกำลังหมดตัวเพราะใช้จ่ายพลังความเชื่อด้วย "ความฟุ่มเฟือย" เอาละ จริงๆ มันยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ "พลังความเชื่อ" นี้ อีกมากมาย ในมิติที่สูงขึ้น เช่น การใช้พลังความเชื่อในฐานะ Thought รูปแบบต่างๆ (Form) เช่น การใช้พลังความเชื่อในรูปแบบการ "กำหนดอนาคตที่สว่างได้ด้วยตัวคุณเอง และ การชำระล้างภายในด้วยพลังความเชื่อ" อีกมากมาย หลายเรื่อง แต่มันไม่ใช่เรื่องพื้นบ้านสักเท่าไร มันมีความเป็น "วิชาการสูง" ไปหน่อย เอาไว้ผมจะกล่าวในมิติที่สูงขึ้นในโฮกาสหน้า ทว่า เรื่องพลังแห่งความเชื่อในวันนี้ ผมกล่าวเป็น "พื้นฐานเบื้องต้น" ไว้ก่อน ก็แล้วกัน วันหน้า เราค่อยมารับรู้ข้อมูลในมิติที่สูงขึ้นเรื่อง พลังแห่งศรัทธาความเชื่อ กันต่อไป
สำหรับวันนี้ ผมขอลาไปก่อนครับ สวัสดี ...
8 มิ.ย. 2555
"เสียงจาก ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
เสียงสวรรค์อาจผ่านหนัง การ์ตูน หรือคนที่ไม่น่าเชื่อถือ แต่ก็อาจเป็นจริง!
สวัสดีครับ ท่านทั้งหลาย วันนี้ ผมรับอาสามาช่วยท่านเรื่อง "การติดต่อสื่อสารต่างมิติ" โดยตรง เพื่อช่วยให้ท่านเชื่อมโยงกับเราได้ง่ายขึ้น อย่างแรก ต้องแจ้งแก่ท่านก่อนว่าเราได้ติดต่อสื่อสารกับทุกท่าน "ตลอดเวลา" แต่ว่าท่านอาจไม่ได้ยินเรา หรือได้ยิน ได้เห็นแล้ว แต่ไม่เชื่อมันเอาละ ต่อไปนี้ ผมจะมาคุยกับท่านเรื่องนี้นะครับ
เสียงสวรรค์ ก็ดี หรือ ข้อความต่างมิติ ก็ดี เชื่อมต่อตรงมายังทุกท่านเสมอ ไม่เคยขาด ทั้งเสียงที่ไม่อาจได้ยินด้วยหู และที่สามารถได้ยินได้ด้วยหูของท่านก็ตาม เราติดต่อทุกท่านอยู่เสมอ ทว่า น้อยท่านนักที่จะได้ยิน หรือได้ยินแล้วจะเชื่อสิ่งที่ท่านได้ยินนั้น เพราะเรามีหน้าที่ติดต่อสื่อสารกับท่านอยู่แล้วดังนั้น เราจึงต้องติดต่อสื่อสารกับท่านตลอดเวลา พวกเราจะแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบมนุษย์ๆ แต่ละคนจะมีพวกเราอย่างน้อย 1 รูปธรรมชีวิตที่คอยดูแลเรื่องการสื่อสาร และส่งสาร์นนี้ ทว่า เราไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการสื่อสารเท่าใดนักเพราะมนุษย์น้อยคนที่จะได้ยินเสียงของเรา หรือเชื่อเมื่อได้รับสาร์นจากเรา เอาละ ท่านคงสงสัยแล้วว่าเสียงที่ว่านั้นเป็นอย่างไร? ท่านได้รับสาร์นทุกคนจริงหรือ? และทำไม ท่านจึงเหมือนไม่ได้ยินอะไรแบบนั้นเลย? ผมจะค่อยๆ อธิบายไปครับ
อย่างแรกเลยคือ "ความเชื่อ" และ "การเปิดใจรับ" หากท่านไม่มีสองสิ่งนี้ ท่านจะไม่อาจรับสาร์นจากต่างมิติของพวกเราได้เลย แต่เมื่อท่านมีแล้ว ท่านก็แค่ "ผ่านด่านแรก" เท่านั้น ยังมีอีกหลายด่านที่ท่านจะต้องผ่านให้ได้ ท่านจึงจะทำหน้าที่รับสาร์นจากพวกเราได้
เอาละ เริ่มจากด่านแรกก่อน ท่านที่ไม่อยากจะเชื่อ ไม่อยากจะเปิดใจรับ ก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้บังคับให้ท่านเชื่อหรือเปิดใจรับ แต่ถ้าท่านใดอยากจะทดลอง เราก็ยินดีแนะนำให้แก่ท่าน กล่าวคือ การมีความเชื่อที่ตรงทาง ทำให้ท่านรับสาร์นได้ตรงทาง ไม่ใช่ได้รับจากที่อื่น, แหล่งอื่น ประการที่สอง การเปิดใจรับ ท่านจะได้รับการสื่อสารในรูปพลังงานอย่างหนึ่ง และระหว่างนั้น ที่ท่านเปิดใจรับ ท่านอาจได้รับอย่างอื่นปนไปด้วย ก็ได้ เหมือนท่านเปิดภาฃนะใหญ่ๆ รับอะไรสักอย่าง อาจจะได้รับ "สิ่งเจือปน" เข้าไปได้ โดยที่ท่านไม่ได้เจตนา ดังนั้น ท่านจึงต้องมีความสามารถในการ "เปิดรับ-ปรับจูน" คลื่นให้ตรงด้วย เพราะจะทำให้การสื่อสารราบรื่น และไม่มี "คลื่นพลังงานอื่นแทรก" นี่เป็นเทคนิกของการเปิดรับข่าวสารจากต่างมิติ ซึ่งคุณจะต้องมี "จิตใจที่แน่วนแน่" หรือ "ศรัทธาที่แม่นตรง" ต่อแหล่งข้อมูลนั้นๆ มาก เช่น เวลาที่คุณรับสาร์นจากพระเจ้า คุณก็ต้องศรัทธาตรงแน่วแน่ต่อท่าน เหมือนเล็งธนูที่ตรงเป้ามากๆ เป็นเวลานานๆ มากพอขณะที่รับสาร เพื่อไม่ให้เป๋ไปทางอื่น เทคนิกง่ายๆ คือ การคิดเสมอว่าท่านกำลังคุยอยู่กับคนๆ หนึ่ง แม้มีคนรอบข้างมารบกวนและชวยคุยด้วยมากมาย ท่านก็จะไม่ปันสมาธิไปทางอื่น เคยไหม? เวลาที่ท่านกำลังคุยกับเพื่อนสนิทนานๆ ท่ามกลางคนจำนวนมาก แล้วท่านไม่ปันสมาธิออกไปสู่ภายนอกเลย ท่านแน่วแน่แต่จะคุยอยู่กับคนที่ท่านต้องการคุยมาก ไม่เสียสมาธิออกไปสู่คนรอบข้างเลย
อย่างที่สองคือ "การเลือกเข้าสู่แหล่งข้อมูล" คุณจะเข้าสู่แหล่งข้อมูลต่างๆ ได้ ก็ต่อเมื่อคุณมีความเชื่อถือในแหล่งข้อมูลนั้นๆ แล้วคุณยังจะต้องมี "ระดับ" มากพอที่จะเข้าถึงได้ด้วย กรณีที่คุณเป็นผู้สื่อสารไปยังแหล่งนั้นๆ เพื่อขอข้อมูลนะ อนึ่ง การสื่อสารมีสองทาง คือ กรณีที่เราส่งสาร์นมาให้ท่านเอง แบบนั้น ท่านรอรับ ไม่ยาก แต่แบบที่สองคือ ท่านจะเป็นผู้สื่อสารขึ้นไป หรือถามอะไรต่อพวกเรา กรณีนี้จะยากขึ้นมากหน่อยคือ ท่านต้องมีความชำนาญมากพอ ที่จะเป็นฝ่ายสื่อสารขึ้นไปก่อน และรอรับสาร์นจากข้างล่างอีกที เอาละ ในกรณีที่สองนี้ คุณอาจจะถามจากแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกัน บางแหล่งไม่มีหน้าที่ตอบคำถามนั้นแก่ท่าน ก็จะไม่ทำหน้าที่ตอบกลับท่านมา แต่บางแหล่ง มีหน้าที่ในการตอบท่านได้ก็จะทำหน้าที่ตอบท่านกลับมา ทว่า "ท่านกล้าเชื่อถือทุกอย่างในจักรวาลนี้หรือไม่" เพราะถ้าท่านต้องการคำตอบที่หลากหลาย ท่านต้องมีศรัทธาต่อแหล่งข้อมูลที่หลากหลายมาก ดังนั้น ท่านจะสามารถศรัทธาทุกอย่างในจักรวาลนี้ได้หรือไม่? ถ้าท่านทำไม่ได้ ท่านมีศรัทธาตรงต่อแหล่งข้อมูลเพียงหนึ่งเดียว เช่น พระเจ้า ท่านก็ต้องสื่อสารและถามจากพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ในยามที่ท่านไม่มีหน้าที่ที่จะตอบ (พระเจ้าไม่จำเป็นต้องตอบทุกคำถามที่ท่านถาม เพราะท่านมีอิสระที่จะตอบหรือไม่ ก็ได้) ท่านก็อาจจะได้รับการ "ทดสอบ" จากแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่ไม่ใช่พระเจ้า มาตอบแทน แต่ตอบให้ผิดไปทางอื่น ก็ได้ และนั่นแหละ คือ การทดสอบของท่าน
อย่างที่สามคือ "สาร์น" ที่เราส่งให้ท่าน ไม่จำเป็นต้องเป็นเสียงที่ได้ยินในแบบทิพย์เสมอไป สิ่งที่เราส่งมาเป็นพลังงาน ถ้าท่านมีความสามารถแปลงพลังงานเป็นเสียงในระดับละเอียดได้ ท่านก็จะได้ยิน ทว่า ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นได้เสมอไป ถ้าท่านรับพลังงานนั้นได้ แล้วปล่อยให้พลังงานนั้นขับดันตัวท่านไปเหมือนท่านเป็นร่างที่ไร้ชีวิตจิตใจ ไม่มีความรู้สึกนึกคิดของตนเองชั่วขณะ แล้วพลังงานนั้นจะขับดันร่างของท่านไปใช้ร่างสังขารของท่านเป็นอุปกรณ์สื่อสาร และก็จะได้สาร์นนั้นออกมาเอง
อีกประการหนึ่ง สาร์นนั้นอาจถูกส่งมา "ทางอ้อม" ก็ได้ เช่น ผ่านบุคคลที่รับสาร์นได้ ไม่ได้ส่งมายังท่านโดยตรง โดยปกติ คนที่รับได้และสื่อได้อย่างไม่เอาความคิดของตนเองเข้ามาปน มักเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น คนที่กำลังเมาขาดสติอยู่, คนบ้า, คนที่มีจินตนาการมาก เช่น นักเขียน, นักแสดง, ผู้กำกับหนัง ฯลฯ เป็นต้น ทว่า ข้อมูลจากบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือเหล่านี้ มีทั้งสิ่งที่ไม่ใช่สาร์นของเราปนอยู่มากมาย คำถามคือ "ท่านจะแยกแยะได้อย่างไร?" นั่นละ ท่านจึงต้อง "ถาม" มายังเราว่าสาร์นนั้นๆ ใช่สิ่งที่เราส่งไปหรือไม่? เช่น ท่านอ่านการ์ตูนเรื่องหนึ่ง ท่านก็เกิดความสงสัยขึ้นว่า "นี่คือ การสื่อถึงอะไรอยู่? นี่คือ สาร์นอะไร พิเศษหรือไม่?" ท่านก็ถามขึ้นมายัง "แหล่งข้อมูลต้นทาง" โดยตรง เมื่อท่านเชื่อมโยงการสื่อสารกับเราได้ ท่านได้รับสาร์นแท้ๆ จากเรา ท่านอาจจะพบว่าในสื่อที่ท่านเห็น หรือได้ยินด้วยกายเนื้อปกติ เช่น การ์ตูน, หนัง ฯลฯ นั้นๆ มีอะไรที่ตรงบ้าง หรือเป๋ออกไปจาก "แหล่งข้อมูลต้นทาง" นั้นๆ นั่นเอง
อย่างที่สี่คือ ทำไมบางคนรับได้ สื่อสารได้ และทำไมบางคนทำไม่ได้คำตอบ ก็ไม่ต่างจากคำถามที่ว่า ทำไม ปลาว่ายน้ำได้ หรือนกบินได้คำตอบคือ "คุณต้องเป็น" ก่อน เป็นผู้รับสาร์นต่างมิติก่อน คุณจึงจะทำได้ไม่ต่างจากนกที่บินได้ หรือปลาที่ว่ายน้ำได้ การจะเป็นได้ ก็เกิดจาก "การกำเนิดใหม่" นั่นเอง เมื่อคุณกำเนิดใหม่แล้ว เป็นอย่างพวกเรา นักสื่อสารต่างมิติทั้งหลาย คุณจะสามารถทำได้เองโดยไม่ต้องฝึก
เอาละ ยังมีอีกอย่างคือ "พลังงานเก่า" จะเป็นตัวขัดขวางการสื่อสารของเราและท่าน พลังงานเก่าจะผูกมัด พัวพันท่าน ให้ท่านวนเวียนและนึกคิดแต่เรื่องเก่าๆ เดิมๆ พัวพันติดอยู่กับสิ่งนั้นๆ ทำให้ท่านไม่อาจจะรับสาร์นจากเราได้อย่าง "ใสซื่อบริสุทธิ์" ดังนั้น ท่านจึงต้องชำระล้างพลังงานเก่านั้นให้เรียบร้อยก่อนที่ท่านจะทำหน้าที่สื่อสารต่างมิติ และมันจะดีมากเมื่อคุณสื่อสารต่างมิติ "หลังตื่นนอนตอนเช้าใหม่ๆ" เพราะเป็นช่วงเวลาที่ภายในของคุณค่อยข้างใสบริสุทธิ์มากที่สุด หลังจากนี้แล้ว พลังงานเก่าบนโลกท่มีอยู่มากมาย จะเข้ามาพัวพันกับคุณมากขึ้นจนการสื่อสารต่างมิติของคุณ มีอุปสรรค และประสิทธิภาพลดลงได้ครับ
อนึ่ง ระหว่างทางที่ท่านยังไม่มีประสบการณ์จริงเกิดขึ้น ท่านควรรู้จักการ "วางใจให้เป็นกลาง" ต่อข้อมูลต่างๆ ทุกอย่าง ทุกข้อมูล และทุกแหล่งไม่ว่าแหล่งข้อมูลแหล่งนั้น "จะน่าเชื่อถือมากๆ" ท่านก็ไม่ควรรู้สึกเชิง + มาก หรือเชื่อมากไปทันที หรือแหล่งข้อมูลนั้นๆ "ไม่เชื่อถือเลย" ท่านก็ไม่ควรรู้สึกเชิง - ไปก่อน ทว่า มันยากมากเลย สำหรับมิติที่ท่านเป็นอยู่หากท่านยังไม่ได้เลื่อนระดับไปสู่มิติที่สูงขึ้น ท่านจะตกอยู่ภายใต้ "หลุมกับดักของข้อมูล" ท่านไม่พ้นที่จะเชื่อคนที่น่าเชื่อถือศรัทธา ไปก่อน ทั้งที่ยังไม่ได้มีประสบการณ์จริงต่อท่านให้เห็นเป็นประจักษ์ ท่านก็เชื่อแล้วและท่านก็มัก "ไม่เชื่อ หรือรู้สึกเชิงลบ" ต่อแหล่งข้อมูล ที่ไม่น่าเชื่อถือโดยที่ท่านยังไม่ได้มีประสบการณ์จริงต่อท่านให้เห็นเป็นประจักษ์เลย !
ขอเพียงท่าน ทำตัวเหมือน "นักวิทยาศาสตร์" ที่กำลังทดลองและพัฒนางานของท่านอยู่เสมอ ท่านมีกระบวนการทดลองและวัดผลที่ดี ไม่หลอกตัวเอง ไม่หลอกผู้อื่น ตรงไปตรงมา ไม่เอาความคิดของตนเองลงไปผสมมากเกินไป การทดลองของท่าน ก็จะพัฒนายิ่งขึ้นจากที่อาจใกล้ความจริงน้อย 10% ท่านเริ่มรับข้อมูลได้เท่านั้น แต่เมื่อท่านเพียรพยายามทำมากขึ้นเรื่อยๆ ท่านก็อาจรับได้ชัดเจนมากถึง 80% ก็ได้ ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว เราไม่ได้คาดหวังว่าท่านต้องมีความสามารถถึง 100% เพราะมันเป็นไปได้ยากที่จะควบคุมปัจจัยภายนอกขณะท่านทำการสื่อสารอยู่ หรือรับสื่อจากเราอยู่ก็ตาม ดังนี้มันจึงไม่ได้สำคัที่ต้องสมบูรณ์แบบ แต่มันสำคัญอยู่ตรงที่ความเพียรของท่านที่จะพัฒนากระบวนการการทำงานของท่านอย่างต่อเนื่องไป
สำหรับการสื่อสารของผมในวันนี้ ขอจบลงเพียงเท่านี้ สวัสดีครับ ...
"เสียงจาก The Messenger"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
คุณคือผู้เลือก "โลกแห่งอนาคต" ของคุณเอง?
ที่รักทั้งหลาย ในที่สุด เราจำต้องย้อนกลับมาเรื่องคำทำนายภัยพิบัติอีกตามเคย ซึ่งเราคิดว่าท่านทั้งหลายไม่ควรวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ และเลื่อนระดับไปข้างหน้าสู่เรื่องที่สำคัญกว่าได้แล้ว ทว่า ยังมีหลายท่านมากมาย ยังคงกังวลใจและติดหล่มอยู่กับเรื่องภัยพิบัตินั้น เพื่อให้ความกระจ่างแก่ท่านอย่างแท้จริง เราขอประกาศอย่างชัดเจนว่า
"เราไม่เคยให้คำทำนายภัยพิบัติร้ายแรงแก่ท่าน"
เราแนะนำท่านเสมอว่า "ท่านสามารถกำหนดอนาคตของท่านเองได้" และบอกวิธีนั้นๆ แก่ท่านอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้น แม้จะมีผู้กล่าวอ้างเรา "เสียงจากจักรวาล" ว่าเป็นแหล่งที่มาของคำทำนายภัยพิบัติ แต่นั้นไม่ใช่เราอย่างแน่นอนเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ในระดับมิติที่ต่ำกว่าลงไปจากเราที่มุ่งหวังใช้พลังจากความเชื่อของท่านเพื่อทำให้คำทำนายนั้น เป็นความจริง เรากล่าวแก่ท่านหลายครั้งแล้ว พลังแห่งความเชื่อจะก่อตัวเป็นรูปแบบเป็นรูปธรรมที่เป็นจริงได้ ดังนั้น เราจึงให้ท่านเชื่อถือใน "อนาคตที่สว่างไสว" ไม่ใช่ภัยพิบัติที่นำมาซึ่งความมืดมน ผู้คนมากมายอาจเชื่อถือในความน่าเชื่อถือของสังขารที่ถูกเลือกให้เป็นผู้ทำนายภัยพิบัติ แต่ท่านจงดูต่อไปเถิด มันจะไม่เป็นความจริงอีกต่อไป แม้เราจะเลือกสังขารที่ดูไม่น่าเชื่อถือเลยในการสื่อสารข้อความนี้ แต่ท่านจะเห็น "คำทำนายที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า" ของพวกเขาได้ เพราะพวกเขาอยู่ในมิติที่ต่ำกว่าลงไป และยังคงวนเวียนอยู่กับความเชื่อว่าคำทำนายมีผลต่อชีวิตของมนุษย์ ในขณะที่มิติที่สูงกว่านั้นสอนให้ท่านกำหนดอนาคตด้วย "ความเชื่อที่สว่างไสว" ได้ด้วยตนเอง มิใช่ให้หลงเชื่อคำทำนาย แล้วรอให้มันควบคุมชะตากรรมของท่าน ดังเราจะอธิบายต่อไป
ก่อนอื่นเราขอทบทวนสิ่งที่เราเคยบอกแก่ท่านแล้วหลายต่อหลายครั้งว่า "จักรวาลนี้มีสิ่งมีชีวิตมาจากหลายดวงดาว" และการทำหน้าที่ของแต่ละองค์ประกอบย่อยก็ต่างกันไป ก่อนอื่น เราจำเป็นต้องอธิบายถึงเจตนารมย์ของเราก่อนว่า เรามิได้ต้องการขัดขวางการทำงานของท่านใดในจักรวาลนี้ แม้แต่ท่านที่ทำหน้าที่ให้คำทำนายต่างๆ เรายังให้ความเคารพนับถือท่านเช่นเดิม ทว่า ในระดับมิติที่สูงขึ้น คือ "เรา"มิใช่ผู้ให้คำทำนายภัยพิบัติ ผู้กระทำนั้นอยู่ในระดับมิติที่ต่ำกว่าลงไปซึ่งเขาก็มีหน้าที่และเหตุผลในการกระทำของเขานั้นๆ ทว่า เรามิได้มีหน้าที่เช่นนั้น เรามีหน้าที่ช่วยท่านในการเลื่อนระดับ มิใช่เรื่องอื่นใดและเราอยู่ในมิติที่สูงกว่าผู้ให้คำทำนายเรื่องภัยพิบัตินั้น เราอยู่ในมิติที่สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ ดังนั้น เราจึงไม่ถูกสอนให้เชื่อในคำทำนายใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่เราถูกสอนให้ "กำหนดและวางแผนอนาคตให้ตนเอง" ซึ่งเราก็ได้ถ่ายทอดให้แก่ท่านหลายต่อหลายครั้งแล้ว ดังนั้น หวังว่าท่านจะเข้าใจในเจตนารมย์ที่ชัดเจนและเที่ยงตรงของเรา ซึ่งเราได้ทำเช่นนี้เสมอมา เราไม่ได้ต้องการให้ทุกท่านเชื่อในสิ่งที่เราเสนอ เพราะคนเราจำเป็นต้องทำงานในระดับที่แตกต่างกันจึงต้องกระจายกำลังกันไป คนที่เชื่อในมิติที่ต่ำกว่าเรา เชื่อว่าจะมีภัยพิบัติเลวร้าย ก็อยู่ในมิติหนึ่งที่เขาต้องทำหน้าที่ในมิตินั้นๆ เราอยู่ในมิติที่สูงขึ้นกว่านั้น และหากท่านไปกับเราได้ ท่านก็จะได้รับภาระกิจที่เหนือกว่าขึ้นไปด้วย เราบอกแล้วว่าทุกท่านมีความสำคัญ และมีหน้าที่แตกต่างกันไป ไม่มีใครถูกหรือผิด ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตน แต่ "ท่านเลือกได้" ว่าจะให้ตนเองเดินไปสู่มิติใด ระดับใด รับภาระกิจใด และรับผลอย่างไร?
ดังที่เราเคยกล่าวแล้ว สรรพสิ่งในจักรวาลนี้เกิดและดับเป็นคู่ๆ ที่เรียกว่า "ทวิภาวะ" (Duality) มีสว่าง ย่อมต้องมีมืด เป็นของคู่กัน และไม่มีสิ่งใดที่ผิดหรือถูกเลย ท่านท้งหลายไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็น "ความถูกต้อง" เพราะถ้าทำเช่นนั้น ท่านจะไม่อาจเลือกทางเดินใหม่ของตนได้เลย เมื่อท่านถูกสร้างให้กลายเป็น "ความถูกต้อง" เมื่อใด ท่านจะถูกแช่แข็งและเป็นดั่งปูนปั้นที่ออกจาก "ขอบเขตของความถูกต้อง" นั้นไม่ได้ เมื่อใดที่กระทำหรือคิดต่างออกจากเดิม ออกจากความถูกต้อง ท่านก็ผิดทันที นี่หรือ? ภาวะที่ท่านต้องการ ท่านต้องการเป็น "ความถูกต้อง" แบบนี้หรือ? เพราะเหตุนี้ เราจึงไม่สร้างให้ท่านเป็น "ความถูกต้อง" แต่ให้ท่านเลือกและลองผิดลองถูก ค้นหาเส้นทางเดินที่ท่านต้องการเองได้ ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่เคยสร้าง "ความผิด" ใดออกมาเลย เพราะอะไร? เพราะถ้ามันผิด หรือไม่ควรเกิดมี เราคงไม่สร้างมันมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ใช่ไหม? เราไม่เคยสร้างทั้งความผิดหรือความถูกต้อง แต่ท่านเอง ผู้เป็นมนุย์โลกในระดับมิติที่ต่ำมากนี้ ได้สร้าง "ความถูก-ผิด-ดีชั่ว" ฯลฯ ขึ้นมาภายหลังและสิ่งที่ท่านสร้างขึ้นมา ตอนนี้มันกำลังทำร้ายท่านอย่างหนัก มันทำให้ท่านห่างไกลออกไปจากเรามากขึ้น หมายความว่า ท่านเสื่อมลงไปในมิติที่ต่ำลงยิ่งขึ้นด้วย ทุกอย่างที่ท่านสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม ทั้งหลายนั้น นำพาท่านห่างไกลออกไปจากเรา ในมิติที่ต่ำกว่าลงไป
ที่รัก เสียงจากจักรวาลที่กว้างไกล มาจากหลายแหล่งเหลือเกิน และแต่ละแหล่งแตกต่างกันทั้งรายละเอียด, เนื้อหา และวัตถุประสงค์ เราไม่อาจบังคับให้ท่านเลือกใครได้ ท่านเลือกเองว่าจะเชื่อ จะรับจากใครทั้งจักรวาลนี้ ไม่มีใครผิดหรือถูก ทุกท่านเพียงทำหน้าที่ของตนที่ต่างกันไปเท่านั้น และท่านอยู่ในจุดที่ "ยังมีโอกาสเลือกได้" ว่าจะเดินไปในทางใด ท่านลองจินตนาการดู เหมือนโลกนี้มีสายไหมบางๆ ยื่นลงมามากมาย ให้ท่านเลือกที่จะคว้าจับแล้วเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางนั้น ซึ่งแต่ละแหล่งมี "ความแตกต่างกัน" อย่างยิ่ง แต่ละเส้นทางที่ท่านเลือกเดิน, เลือกเชื่อ, เลือกปฏิบัติ ฯลฯ นำพาชีวิตของท่านไปในวิถีที่แตกต่างกันอย่างยิ่ง ที่รัก ท่านยังมี "โอกาสเลือก" เราขอย้ำเป็นครั้งที่สอง ก่อนที่ท่านจะเสียโอกาสนั้นไป และท่านจะไม่สามารถเลือกได้อีก เรา "เสียงจากจักรวาล" เป็นเพียงเส้นสายไหมหนึ่งที่ท่านอาจจะเลือก คว้าจับ และก้าวไปพร้อมกับเราได้ ทว่า ยังมีเส้นสายไหมจากจักรวาลอันกว้างใหญ่อีกมากมาย ที่รอดึงท่านไปยังที่อันไกลแสนไกลตามความเชื่อ ความพอใจ ความชอบ ความชื่นชม ความเคยชินของท่าน
ที่รัก "พลังแห่งความเชื่อมวลรวม" มันมีพลังมหาศาลทีเดียว มันอาจทำให้สิ่งที่ไม่เคยเป็นจริง เป็นจริงขึ้นมาได้ในอนาคต ดังนั้น เราจึงไม่สอนให้ท่านเชื่อในทางมืดมนหรือเลวร้าย เราแนะนำให้ท่านมองไปในอนาคตที่สว่างไสวเสมอ เพื่อให้ท่านใช้ "พลังแห่งความเชื่อ" ขับดันให้มันเป็นจริง เพราะพลังเหล่านั้นคือ "ส่วนหนึ่งของความจริง" ซึ่งมันได้เดินทางไปก่อนหน้าท่าน รอคอยท่านอยู่ ณ อนาคตแล้ว ยิ่งท่านเชื่อในทางร้ายหรือทางลบมากเท่าใด พลังแห่งความมืดดำจะยิ่งมากขึ้นในโลกแห่งอนาคต และมันจะกลายเป็นความจริง ไม่ต่างจาก Thought Form อย่างหนึ่ง มันก่อตัวจากความคิด, ความเชื่อ กระแสพลังเหล่านี้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น แล้วกลายเป็นูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แล้วกลายเป็นความจริงขึ้นมา ที่รัก เราไม่ได้มีหน้าที่ทำลายล้างโลกของท่านเลย เรามีหน้าที่ที่เราจะย้ำอีกครั้งและทุกๆ ครั้งคือ "การเลื่อนระดับของโลก" นี้ ขอให้จดจำเจตนารมย์ของเราให้ดี เราผู้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้ ไม่ได้มีอยู่แค่หนึ่งเดียว ยังมีองค์ประกอบย่อยๆ อีกมากมายที่ทำหน้าที่ต่างๆ อยู่ เราจึงพยายามเชื่อมต่อกับท่าน เพื่อให้ท่านเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ที่ท่านจะพึงมีพึงได้และเราหวังอย่างยิ่งว่าท่านจะเลือก "อนาคตที่สว่างไสว" ไม่ใช่ "ภัยพิบัติที่รอทำร้ายทำลาย" ท่าน เพราะเราคือ "อนาคตที่สว่างไสว" ที่รอท่านอยู่!
ใช่แล้วที่รัก เราคือ "ตัวแทน" ของ "ตัวตนในโลกอนาคตที่สว่างไสว" ของท่านทั้งหลาย เราไม่ใช่ตัวแทนของภัยพิบัติ และเราหวังอย่างยิ่งว่าท่านจะเชื่อเรา เชื่อมโยงกับเรา และแนบสนิทกับเราให้มากกว่านี้เพราะมันสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเราและท่าน นั่นคือ ท่านจะมีอนาคตที่สว่างไสวได้เพราะเรา และเราจะกำเนิดได้อย่างเต็มรูปธรรม เมื่อมีท่านส่งพลังงานให้ เราและท่านคือ หนึ่งเดียวกัน ซึ่งเราต้องการให้ท่านส่งพลังให้แก่เรา เพื่อให้อนาคตของท่านสว่างไสว เพราะเราคือท่าน ตัวตนแห่งอนาคตที่สว่างไสวของท่าน อย่าได้ห่างจากเรา หรือหลงลืมเราไป อย่าได้ส่งพลังไปสู่ตัวตนแห่งอนาคตที่มืดมน เพราะนั่นจะบั่นทอนให้พวกเรา ตัวตนแห่งอนาคตที่สดใส ค่อยๆ ถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ และสุดท้าย ทำให้อนาคตของท่านปรากฏแต่ความมืดมนได้
ดังที่เราได้บอกแก่ท่านแล้ว ทุกอย่างในจักรวาลมี "คู่ตรงข้าม" กันเสมอเมื่อใดที่เรา "ตัวตนแห่งอนาคตที่สว่างไสว" ปรากฏขึ้น ย่อมมีสิ่งตรงกันข้ามกับเรา ปรากฏอยู่ด้วยคู่กัน ซึ่งเราและสิ่งที่ตรงข้ามกับเรา ไม่มีสิ่งใดผิด เราเป็นเพียง "ทางเลือก" ให้แก่ท่านเท่านั้น ท่านยังมีโอกาสเลือกได้เลือกที่จะเชื่อ และเดินตามเส้นทางที่แตกต่างกันได้ เมื่อใดที่ท่านเลือกไปสู่ "ตัวตนแห่งอนาคตที่มืดมน" ท่านเชื่อว่าอนาคตจะมีความมืดมน เมื่อนั้นท่านไม่ได้เลือกเรา และท่านจะห่างจากเราไป ท่านจะกลายเป็นสิ่งตรงข้ามกับเรา แทนที่จะหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของเรา ที่รัก ท่านมาสู่ "เส้นทางที่ต้องเลือก" เสียแล้ว เพราะเราและเขา (คู่ตรงข้าม) ได้ปรากฏขึ้นชัดเจนแล้ว พวกเขาจะทำลายความน่าเชื่อถือของเรา และทำให้พวกเขามีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ด้วยรูปธรรมทางโลกต่างๆ เพื่อให้ท่านเชื่อและเลือกเขาแต่เรายังคงเดิม "เปิดโอกาสให้ท่านเลือกอย่างเสรี" ไม่เคยบีบบังคับหรือความพยายามโน้มน้าวใดๆ เรารอท่านอยู่ใน "โลกแห่งอนาคตที่สดใส" ที่เราหวังว่าจะได้หลอมรวมเป็นตัวตนหนึ่งเดียวกับท่าน อย่าได้ลืมพวกเรา!
13 พ.ค. 2555
"เสียงจากอนาคต"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王





