ทุกส่วนในบล็อกนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ อุทิศแล้วเพื่อปวงชน. Powered by Blogger.
RSS
Showing posts with label เชิงประยุกต์. Show all posts
Showing posts with label เชิงประยุกต์. Show all posts

ความดีที่เป็นพิษ การครอบงำด้วยความดี พันธนาการแห่งความดี?

กะว่าจะไม่พูดเรื่องนี้แล้ว แต่ก็ต้องพูด เพราะการครอบงำด้วยความดี และการ ใช้ความดีเป็นอาวุธนี่ ยังไม่จบ ไม่สิ้นซะ ที เอ่อ เลยต้องมาพูดให้ฟัง ไม่น่าเชื่อนะ ความดี ก็ใช้ทำร้ายคน เล่นงานคนได้ละ เอ้า มันเป็นยังไง ลองมาดูกันครับ ...


ความดีที่แท้จริง ต่างจาก ความดีที่ไม่แท้จริง อย่างไร?


อย่างแรกเลย ผมน่ะไม่ปฏิเสธความดีหรอกครับ ถ้ามัน เป็นความดีที่แท้จริง ทำจากใจใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่หวังผล อะไรจากการกระทำความดีนั้นจริงๆ ทว่า เดี๋ยวนี้ มันไม่ ใช่แบบนั้น คนธรรมดา ปุถุชนอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ไม่ได้ มีอำนาจทางการเมืองอะไร ทำความดีกัน ก็ทำไปอย่าง นั้นๆ แหละครับ นั่นแหละ ทำไปงั้นเองไม่ได้หวังผลอะไร ของมัน คนธรรมดา อย่างเราๆ ท่านๆ นี่ จะไปหวังผลว่า ทำความดี แล้วจะได้ผลอะไรได้ละครับ? เราก็ทำไปโดย ที่แทบไม่ได้คิดด้วยว่าเราทำความดีอะไร หรือบางทีเห็น ความดีของคนอื่นใหญ่มากๆ บดบังความดีของเราไป ก็ มี เราเลยไม่ค่อยได้คิดครับว่านี่ความดีนะ ของเรานะ ไม่ ได้สนใจ คุณเป็นแบบนั้นไหมละ? (ผมคิดว่าก็ใช่แหละ) นั่นแหละ "ความดีที่แท้จริง" ทำก็เหมือนไม่ทำ ดีก็ไม่ใช่ ความดีอะไร ทำไปเปล่าๆ อย่างนั้น ทว่า คนที่มีอำนาจคน ที่ต้องเล่นการเมือง ต้องมีบริวาร ต้องมรพรรคพวกนี่นะ ก็ ทำอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่ได้หรอก เขาทำความดี กันอีกแบบ เรียกว่าทำแล้วต้องโฆษณา ต้องประชาสัมพันธ์ ต้องเอามา ใช้เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง อย่างไรบ้าง เดี๋ยวจะเล่า ต่อไปครับ สรุป ตรงนี้ก่อนว่าแยกแยะได้นะครับ ว่าดีที่แท้นี่ มันต่างจาก "ดีที่ไม่แท้จริง" ยังไง? คือ ดีที่แท้นี่ ทำแล้วมัน ก็เหมือนไม่ได้ทำ เหมือนไม่มี เหมือนมองไม่เห็น ทำแล้วว่าง เปล่าไปอย่างนั้น ไม่ทันคิดด้วยว่า นี่ฉันก็ทำความดีหรือเนี่ย?


ความดีที่ไม่แท้จริง เขาเอาไปใช้เป็นอาวุธทางการเมืองได้ยังไง?


ต่อไป ผมจะเล่าถึงว่าการใช้ความดี เป็นอาวุธในทางการเมืองนี่ เขาทำกันอย่างไร? โอ้ย มากมายหลายรูปแบบครับ ผมต้องลอง เปรียบเทียบกับรูปแบบของอาวุธก็แล้วกัน สมมุติว่าพลังความดี มีสีทอง นะ อาวุธนั้นเป็นอาวุธทิพย์มีสีทอง เช่น บ่วงบาศก์สีทอง ก็ใช้ "ผูกมัดคนด้วยความดี" ให้เขาเป็นทาสเราไปตลอด, พลัง สีทอง ก็ใช้ "ครอบงำคนด้วยความดี" คือ แผ่พลังสีทองครอบงำ เลย เช่น การสรรเสริญเยินยอ, การทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ คนลุ่มหลงอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง, พลังสีทองแบบมีพิษ เช่น การ ทำความดีต่อเรา แต่ประสงค์ให้เราอ่อนแอลงเรื่อยๆ ไม่เติบโตเป็น ผู้ใหญ่ได้, การใช้ความดีเป็นโล่ห์กำบังหรือเกราะคุ้มตัว แสดงตัว ว่าฉันคือคนดีนะ เธอทำอะไรฉันไม่ได้ จะมีกรรมนะ เป็นต้น นี่แหละ "อาวุธที่เรียกว่าความดี" ละ มันถูกสร้างมาจากพลังจิตที่เรียกว่า ความดี มีสีทองนะ และมีหลายรูปแบบ แล้วแต่ว่าเขาจะกำหนดให้ มันมีรูปแบบไหน? อย่างที่ได้ยกตัวอย่าง อธิบายไปแล้วนั่นแหละ


"ความดี" หรือ "ความไม่ดี" ไม่ได้อยู่ที่สิ่งนั้น แต่อยู่ที่คนใช้ต่างหาก?


ต่อไป ถ้าผมสมมุติว่ามีคนที่มีพลังจิตด้านดี ก่อรูปทิพย์เป็นอาวุธทิพย์สี ทองอยู่ และอีกคนหนึ่งมีพลังจิตไม่ดี มันสีดำ ก่อตัวเป็นอาวุธทิพย์สีดำ ถามว่า คนสองคนนี้ ดีหรือไม่ดี วัดกันที่ไหนอย่างไร ดูที่เขามีอาวุธชนิด ไหนหรือ? ไม่ใช่หรอก ดูที่ว่าเขาใช้อย่างไรมากกว่า คนเรามีส่วนดีบ้าง ส่วนไม่ดีบ้างในตัว ถ้าใครสักคนมีส่วนไม่ดีบ้าง อาจจะมาก แต่เขาก็ไม่ ได้ใช้มันไปทำร้ายใคร เช่น โกหกเก่ง ปั้นน้ำเป็นตัวได้ วันๆ โม้ไปทั้งวัน แต่ไม่ได้โม้เพื่อทำร้ายใคร ไม่ได้โม้เพื่อหลอกเอาอะไรจากใคร อุปมาก็ เหมือนคนมีอาวุธร้าย เอามาร่ายรำโชว์ แต่หาได้ทำร้ายใครไม่ ตรงกัน ข้าม อีกคน มีอาวุธแห่งความดี มีความดีเป็นอาวุธ แต่เขาใช้ตลอด ไม่มี ว่างเว้น ไม่เคยวางอาวุธ ไม่เคยหยุดที่จะใช้อาวุธเลย เขาใช้ความดีของ เขาเล่นงานให้ผู้คนลุ่มหลงอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่เวลาที่คนเบื่อแล้ว เข้ามาคุยเรื่อง "วิทยาศาสตร์ทางจิต-ลึกลับ" ยังตามมาครอบงำถึงในนี้ โดยไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหมวดนี้เลย แต่เพราะ "พลังแห่งความดีนี้ ครอบงำรุนแรงมาก" ผู้ดูแลเว็บบอร์ดยังไม่รู้สึก ไม่รู้ตัวว่าโดนเล่นเข้าให้ แล้ว ก็มี นี่ แบบนี้ ไม่นับว่าเป็นความดีที่แท้จริง เพราะอะไร? เพราะเขานั้น ใช้ความดีไปเล่นงานคนอื่น ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม เช่น ในรูปแบบที่ ใช้การประชาสัมพันธ์ครอบงำ เป็นต้น แม้ไม่ได้ออกมาในรูปแบบทำร้าย ก็ ตาม หรือการเข่นฆ่าทำลาย ก็ตาม แต่ก็คือ "รูปแบบหนึ่งของการเล่นงาน คนอื่นด้วยความดี" เช่นกัน นี่แหละที่บอกว่า คนเราวัดความดีกันที่ไหน? ก็ มิใช่เพราะเขามีอาวุธแห่งความดีหรือความชั่วหรอก อาวุธมันไม่ผิด จะผิด ก็ที่ตัวคนนำอาวุธนั้นไปใช้อย่างไร ต่างหาก จึงเรียกว่าเป็นคนดีได้หรือไม่?


คนที่ใช้สิ่งที่ไม่ดีไปในทางที่ดี เช่น ยาพิษ, ยาเสพติด ไม่ใช่คนไม่ดี


ต่อไป ในโลกนี้ยังมีบางคนที่ใช้ของไม่ดี ไปในทางที่ดี เช่น คนที่ใช้ ยาพิษไปรักษาโรคคน เช่น ที่ทำเป็นเซรุ่มต้านพิษงูบางชนิด เป็นต้น หรือบางคนใช้มอร์ฟีนในการรักษาโรคคนด้วยการผ่าตัด ก็มี แบบนี้ เห็นได้ชัดครับว่าเขาไม่ใช่คนเลว เช่นกันยังมีคนอีกมากมายบนโลก ที่เป็นเช่นนี้ ที่ใช้ "สิ่งที่ไม่ดี" ไปในทางที่ดี เพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตัว เอง เช่น ใช้พลังมาร, ใช้พลังด้านมืด, ใช้พลังอสูร, ใช้มนต์ดำ ฯลฯ ไปในทางที่ดี เช่น ใช้เพื่อให้คนตื่นขึ้นแล้วตรงต่อธรรม อย่างพอดีไม่ ได้ทำให้เขาตายไปเลย ก็หาไม่ อันนี้ ผมมองว่าเขาน่าจะเป็นคนดีคน หนึ่ง เช่น การใช้เครื่องควบคุมธรรมชาติ ทำให้เกิดภัยพิบัติ ถ้าเขามิ ได้ต้องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ทำเพื่อให้มนุษย์หันกลับมาดูแล ธรรมชาติและทำให้ธรรมชาติฟื้นตัว ผมเชื่อว่า "เขาก็คือคนดีคนหนึ่ง ได้" นะครับ แม้ว่าสิ่งที่เขานำมาใช้จะถูกเรียกว่า "สิ่งที่ไม่ดี" ก็ตามที เพราะที่สำคัญ มันอยู่ที่ "การใช้" ต่างหาก ไม่ได้อยู่ที่ของที่ใช้ นั่นเลย


คนที่ใช้สิ่งที่ดีไปในทางที่ไม่ดี เช่น ความดีครอบงำคน ไม่ใช่คนดี


ต่อไป คนที่มีความดีมากๆ หากใช้พลังความดีของตนเองไปเพื่อ ครอบงำผู้คน ก็หาใช่คนดีแล้ว เพราะเขาใช้ความดี ไปในทางที่ไม่ ดี ไงละ อย่าหลงที่พลัง อย่าปล่อยให้พลังนั้นครอบงำคุณ อย่ายอม ให้พลังแห่งความดีนั้น ทำให้คุณลุ่มหลง อย่าหลงความดีมากเกิน ไป เพราะมันอาจทำร้ายคุณอยู่ เพราะมันอาจกำลังครอบงำคุณ ก็ ได้ เพราะคุณอาจกำลังตกเป็นเหยื่อของความดี อยู่ก็ได้ ดังนั้น คุณ จงตื่นขึ้น หลุดพ้นจาก "บ่วงบาศก์แห่งความดี" ที่พันธนาการคุณนี้ เสียทีเถิด เพราะเขาผู้ใช้ความดี ครอบงำ, ผูกมัดคุณนี้ เขาย่อมไม่ ใช่คนดีที่แท้จริงเลย เป็นเพียง ไผ้ดีจอมปลอม" ได้เท่านั้นเอง เพราะ อะไร? เพราะว่าเขาใช้ความดีไปผิดทาง เขาได้รับพลังธรรมชาติให้ มีพลังแห่งความดีแล้ว แต่กลับใช้พลังแห่งความดีนั้นไปเพื่อครอบงำ ผู้คนทั้งหลายให้ยอมสยบต่อเขาโดยดี ใช้พลังแห่งความดีเป็นเกราะ คุ้มกันตัวเองเมื่อเวลาตัวเองทำความผิด ก็ไม่ต้องรับผิด เพราะว่าเขา เป็นคนดี คนไม่ดีก็เลยต้องตายไปซะ ถูกแล้ว ดีแล้ว คนดีฆ่าคนเลวก็ ไม่ผิด เช่นนี้น่ะหรือคนดีที่แท้จริง? เวลาอยากเล่นงานใคร ก็เอาความ เลวมาครอบงำใส่ร้ายเขา ว่าเขาเลว ทหารไปฆ่ามันเลย มันเลว มันทำ ลายประเทศชาติ ฆ่ามันได้เลย ไม่ผิด ไม่บาปอะไรเลย ทำเพื่อชาตินะ แบบนี้น่ะหรือ? คนดี? โอ้แม่เจ้า น่าสงสารมนุษย์โลกที่ยอมง่ายนี่นัก!


"ผลงาน" กับความเป็นคนดี หรือคนไม่ดี นั้น ต้องแยกแยะจากกันให้ชัด


ต่อไป คำว่า "ผลงาน" ก็อย่างหนึ่ง คำว่า "คนดี" ก็อย่างหนึ่ง ต้องแยก แยะออกจากกันให้ชัด เช่น คนดีบางคนอาจไม่มีผลงานอะไรเลย ก็ได้ ก็ เพราะเขาอาจยังไม่มีโอกาสสร้างผลงาน นั่นเอง ในขณะที่คนเลวบางคน ก็อาจมีผลงานได้มากมาย เพราะอะไรครับ? เพราะเขามีโอกาสสร้างผล งาน มีอำนาจในการสร้างผลงานได้ยังไงละครับ เอาละ ดังนั้น ผลงานกับ ความดี จึงเป็นของที่ไม่ใช่อันเดียวกัน คนละสิ่งกันนะครับ ต้องแยกแยะให้ ดีด้วย คนบางคนอาจเป็นคนเลว แต่เขาอาจสร้างผลงานได้ดี มากมายได้ ก็มีครับ คนแบบนี้ก็ควรเลี้ยงไว้ แต่ต้องระวังเขาด้วย เหมือนเลี้ยงเสือ นั่น แหละครับ คนบางคนเป็นคนดีแต่ยังไม่มีผลงานเลยก็ควรเลี้ยงดูไว้เหมือน กัน เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมที่จะให้โอกาสเขาได้สร้างผลงานบ้าง อย่างไร ละครับ เอาละ หวังว่าคงจะแยกให้ออกนะครับ ระหว่างคนที่ไม่ได้ดีจริงแต่ มีผลงานเยอะ มาอวด มาโชว์ มาทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ออกข่าว ให้ เราเห็นเยอะๆ ครอบงำเราไปทุกวันๆ นั้น นั่นก็อย่างหนึ่ง อย่าสับสนกับคน ที่ดีที่แท้จริงละ เพราะมันคนละอย่างกัน คนละคนกันนะครับ พอเข้าใจนะ


นายทำความดี ลูกน้องทำความเลว นี่ก็ต้องแยกแยะจากกันให้ชัด


สุดท้าย คนบางคนเป็นเจ้าคน นายคน ทำความดีโดยไม่หวังผล ก็ มี แต่มีลูกน้องเอาความดีของเจ้านายไปเป็นอาวุธ เล่นงานผู้คนไป หมด เช่น เอาความดีของเจ้านายตนเองไปครอบงำผู้อื่น ตนเองนั้น เป็นขี้ข้า ต้องภักดีต่อนาย มันก็ถูกต้องแล้ว แต่ดันเอาความคิดแบบ ขี้ข้ามาครอบงำประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง ประชาชนเหล่านั้นเขาได้ รายได้จากการทำงานด้วยตัวเอง ไม่ได้อาศัยเงินของเจ้านายคุณที่ จะดำรงชีพแบบขี้ข้าอย่างพวกคุณ แต่พวกคุณกลับเอาความคิดที่ เหมือนขี้ข้านั้นมาครอบงำประชาชน ให้พวกเขาภักดีเหมือนคุณ นี่ มันไม่ถูกต้อง เจ้านายคุณจ่ายเงินเดือนให้คุณ คุณก็ทำงานภักดีไป แต่เขาจ่ายเงินเดือนให้ประชาชนหรือเปล่า? แล้วทำไมประชาชนจะ ต้องไปภักดีกะเจ้านายคุณด้วย? ตรงกันข้าม ถ้ามีใคร จ่ายเงินมาให้ แก่ประชาชน ครั้งละ สามร้อย ห้าร้อย ก็ดี แล้วให้ประชาชนไปชุมนุม ประท้วงเพื่อตัวเขาเอง ถามว่าประชาชนรับเงินไปแล้ว "สมควรไหม ที่จะภักดีต่อคนที่จ่ายเงินเขา?" นี่ ก็ไม่ต่างจากขี้ข้าที่ภักดีเจ้านายดัง เช่น พวกคุณหรอก (บางคนนะจ๊ะ ไม่ได้หมายถึงทุกคนที่อ่านกระทู้) ขอร้อง แยกแยะให้ชัดเจน อย่าปล่อยให้ความดีครอบงำจนอยุติธรรม


จบ...


15 ต.ค. 2555

"เสียงจากนิรนาม"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ยิ่งฝึกยิ่งเพี้ยน ไม่ต้องไปฝึกอะไรทั้งนั้น (เคล็ดลับวรยุทธ์ของหลวงจีนกวาดลาน)

ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาสาระ ผมแนะนำก่อนว่า นี่เป็นเคล็ดลับการฝึกจิต ให้มีพลังภายในที่ ดีที่สุด เจ๋งที่สุดเลย จากหลวงจีนกวาดลาน หรือหลวงจีนนิรนาม ในเรื่อง ๘ เทพอสูรมัง กรฟ้า นั่นเอง หลักการฝึกงานมากครับ คือ "ฝึกโดยไม่ฝึก - ปฏิบัติโดยไม่ปฏิบัติ" นั่น แหละ เคล็ดลับของท่านละ วันนี้ ผมเลยเอา มาเล่าให้ฟังกันครับ


ทำไม ยิ่งฝึกกลับยิ่งเพี้ยน พอไม่ฝึกแล้วกลับสำเร็จได้ละ?


อ่า ถ้าคุณเคยอ่านหรือดูหนังกำลังภายในเรื่องแปดเทพอสูร มังกรฟ้ามาแล้วละก็ ก็คงจะทราบว่าในเรื่องนั้น มีคนอยู่สอง คนที่แอบขโมยอ่านคัมภีร์ของเส้าหลินไปมากมาย เอาไปฝึก จนเก่งเลย ทว่า เขาทั้งสองคนกลับต้องได้รับผลกระทบข้าง เคียงจากการฝึกนั้น เพราะอะไรละครับ? ก็เพราะอะไรที่มัน ไม่ใช่ธรรมชาติ มันก็จะขัดแย้งกับธรรมชาติแล้วมันก็จะเล่น งานธรรมชาติภายในเราภายหลัง นั่นเอง อาทิเช่น การที่ไป ฝึกลมหายใจ กำหนดให้มันเข้าหรือว่าออกให้มันเป็นยังไงก็ ช่างเถอะ ล้วนไม่เป็นไปตามธรรมชาติปกติของมนุษย์ แม้ว่า มันจะทำให้คุณได้ฤทธิ์, ได้อภิญญา, ได้อะไรๆ ที่พิเศษมาก็ ตาม ทว่า สิ่งที่คิดขึ้น, ทำขึ้น, กำหนดขึ้น อย่างไม่เป็นธรรม ชาติ นี้เอง ที่กลายเป็นผลร้ายทำลายผู้ฝึกในภายหลังเอง ? ทว่า ในคนที่เข้าใจจริงๆ ไม่ต้องฝึกอะไร ก็เหมือนฝึกอยู่ทุก วัน ทุกเวลา ดังนั้น หลวงจีนกวาดลานที่เอาแต่กวาดลานวัด ไปวันๆ เหมือนไม่ได้ฝึกยุทธ์อะไรกับใครเลย จึงกลายเป็นผู้ ที่มีพลังวัตรสูงสุดได้โดยไม่มีปัญหาอะไรจากการฝึกนั้นเลย


ใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ไม่ได้ฝึกอะไร ก็ได้ผลได้เช่นกัน?


ต่อไป การฝึกโดยไม่ฝึก, ปฏิบัติโดยไม่ปฏิบัติ นี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ เมื่อบุคคลมีปัญญาเข้าใจในธรรมะ ธรรมชาติจริงๆ เมื่อนั้นแม้ว่า เขาจะไม่ได้ฝึกอะไรเลย แค่ใช้ชีวิตปกติตามธรรมชาติ กลับเป็น ว่าเขาฝึกอยู่ทุกขณะจิต, ทุกเวลา นี่ต่างจากคนที่ฝึกอย่างมีรูป แบบ ที่พวกนั้น จะมีเวลาฝึกและเวลาที่ไม่ได้ฝึกอยู่ ดังนั้น เวลา ในหนึ่งวันของเขาจึงไม่ได้ฝึกตลอดเวลา แต่ละวันที่เสียไปของ เขาจึงถูกลดทอนลงไปโดย "ช่วงเวลาที่ไม่ได้ฝึก" ดังนั้น เวลา ของผู้ที่ฝึกโดยไม่ฝึกนี้ จึงยาวนานกว่า พลังวัตรสะสมที่ได้ย่อม จะมากกว่าเป็นธรรมดา อีกทั้งการฝึกโดยไม่ฝึกนี้ กลับทำให้ไม่ ผิดธรรมชาติ, ไม่เสียสมดุลเดิม ของธรรมชาติไป จึงไม่เกิดผล กระทบด้านลบต่อผู้ฝึกพลังจิต, พลังภายใน, พลังปราณใดเลย


ธรรมชาติจัดสรรให้ทุกคนได้รับการฝึกที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ไม่ต้องไปคิดใหม่


ต่อไป คือ ธรรมชาติได้จัดสรรให้มนุษย์ได้รับการฝึกที่เหมาะสมกับภารกิจ ของเขาอยู่แล้ว โดยไม่ต้องไปคิดค้นวิธีการฝึก, รูปแบบการฝึก ฯลฯ อะไร ใดๆ อีกเลย ถ้าเราเข้าใจธรรมชาตินี้ได้ เราก็จะพัฒนาไปได้เอง โดยไม่ใช้ การฝึกอะไรเลยก็ได้ อย่างที่หลายท่านทราบดีแล้วว่าโลกได้รับการเปลี่ยน แปลงอะไรหลายอย่าง ให้ได้รับพลังจักรวาลมากมาย และพลังเหล่านี้เอง ก็ขับเคลื่อนมนุษย์ให้ได้รับการฝึกอย่างเป็นธรรมชาติ ไปในตัวเองแล้วด้วย มันจึงไม่ต้องมีการฝึกแบบใดๆ รูปแบบการปฏิบัติ หรือการทำสมาธิในแบบ ใดๆ เลย เมื่อบุคคลเข้าใจ ถึงตรงนี้ได้ ก็จะไหลไปตามธรรมชาติ และได้รับ พลังธรรมชาติโดยไม่ต้องฝึก ทั้งยังได้รับอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลาด้วย


จักรวาลได้ออกแบบ "โลก" นี้ให้กลายเป็นสนามฝึกพิเศษทุกที่, ทุกเวลา


ต่อไป คือ จักรวาลได้ออกแบบโลกไว้อย่างดีและสมบูรณ์แล้ว เพื่อให้มวล มนุษย์ได้รับการฝึกตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีการฝึกแบบใดอีก ไม่ต้อง คิดค้นวิธีการฝึกจิต, ฝึกตน, ฝึกสมาธิ ฯลฯ อะไรขึ้นมาเลย ทุกอย่างล้วน เป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว มันดำเนินอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เมื่อใดที่คน ออกห่างจากธรรมะ ธรรมชาติ เขาก็เหมือนหยุดฝึก หรือฝึกผิดทางไปเอง ทำให้แทนที่จะพัฒนาและยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นได้ กลับกลายเป็นต้อง เสียโอกาสดีๆ ที่จะได้รับการฝึกนั้นๆ ได้รับพลังพิเศษไปได้ในที่สุด นั่นเอง ทุกอย่างในโลกขณะนี้ ดีอยู่แล้ว, พร้อมอยู่แล้ว, สมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่เว้น แม้แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติ นั่นก็คือ แบบแผนการฝึกอย่างหนึ่งจากจักรวาลนี้ เช่นกัน ดังนั้น ผมจึงกล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่าไม่ต้องไปคิดค้นหรือหาวิธี การฝึกพลัง, ฝึกจิต, ฝึกตน ฯลฯ อะไรใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ต้องเลย เพราะมันมี อยู่แล้ว และเตรียมไว้ให้อย่างดีแล้วทั้งสิ้น เพียงคุณเห็นและเข้าใจมันเอง เท่านั้นก็พอ เมื่อคุณอยู่ในกระบวนการฝึกนี้ได้ตลอด คุณก็จะก้าวหน้าเอง


เมื่อฝึกผิดจนเกิดปัญหา จึงต้องเกิดวิชาฟอกไขกระดูก เปลี่ยนเส้นเอ็น


ต่อไป คือ คุณคงเคยได้ยินสุดยอดวิชาเส้าหลิน เปลี่ยนเส้นเอ็นและฟอก ไขกระดูก บ้างใช่ไหมครับ นั่นแหละ วิชาที่เอาไว้ใช้ล้างผลของการฝึกที่ ผิดทาง อย่างที่คุณเห็นในเรื่องแปดเทพอสูรมังกรฟ้าที่หลวงจีนกวาดลาน ได้ใช้วิชาบางอย่าง ทำให้คนที่ผิดวิชาไปผิดๆ ตายแล้วเกิดใหม่ ล้างวิชา ที่ฝึกมาผิดๆ นั้น (ซึ่งก็คือ อวิชชา นั่นเอง) เพราะพวกเขาฝึกแล้วทำให้มี ผลกระทบข้างเคียง ส่งผลร้ายต่อสุขภาพ ดังนั้น จึงต้องใช้วิชาเปลี่ยนเส้น เอ็น ฟอกไขกระดูก ในการล้างพิษอันเป็นผลจากการฝึกเหล่านั้นเสีย หาก พวกเขาไม่ได้ฝึกผิดเพี้ยนไป เขาก็ไม่ต้องพึ่งพาวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็น, ฟอก ไขกระดูก นั้นเลย ดังนั้น ผมจึงสรุปไว้ว่าฝึกโดยไม่ต้องฝึก, ปฏิบัติโดยไม่ ต้องปฏิบัติ เพราะในยุคสมัยนี้ ยากที่จะหาใครมาแก้ไขผลร้ายอันเกิดจาก การฝึกที่ผิดพลาดของท่านได้ เพราะไม่มีผู้สืบทอดวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นและ วิชาฟอกไขกระดูกในระดับที่สามารถรักษาให้ท่านได้ง่ายๆ อีกแล้ว นั่นเอง


การฝึกจิตที่ผิดพลาด อาจไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย แต่จิตใจก็...


ต่อไป คือ การฝึกจิตที่ผิดพลาดนั้น แม้ว่าบางอย่างไม่ส่งผลกระทบ ต่อร่างกาย ก็ตาม ทว่า ก็อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจได้ เช่น ทำให้มี ความหลง คิดว่าตนเองได้บรรลุอรหันต์แล้ว ก็มีได้ เป็นได้ ทั้งยังอาจ ส่งผลกระทบต่อไปอีกถึงขั้น ทำให้มีพฤติกรรม การดำรงชีพที่เพี้ยน ไปจากเดิมได้ ซึ่งในสมัยโบราณคนมากมายอยากได้ฤทธิ์เดช เมื่อมี วิชา ฝึกแล้วได้ฤทธิ์เดชได้จริง ทว่า กลับต้องได้รับผลข้างเคียงตาม มาด้วยเสมอ ดังนั้น การฝึกที่ดีที่สุด จึงกลายเป็นการไม่ฝึกอะไรเลย แต่ใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมะ ธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ก็จะกลาย เป็นการฝึกตลอดเวลา ทุกวัน ทุกสถานที่ได้ แม้แต่ในยามที่นอนหลับ ก็กลายเป็นการฝึกพลังจิตได้เช่นกัน นี่แหละคือเคล็ดลับที่สำคัญที่สุด


"ดาวฤษี" ดาวแห่งดาบส, การฝึกตน, การสอนสมาธิ แต่ไม่ใช่ที่สุด?


สุดท้าย คือ การฝึกตน ก็ดี, ฝึกจิต ก็ดี, ฝึกสมาธิ ก็ดี ฯลฯ ล้วนมาจาก พลังของดาวฤษี ทั้งสิ้น ซึ่งพลังของดาวดวงนี้ ไม่ใช่พลังอันเป็นที่สุด เลย แต่จะทำให้ท่านที่ถูกพลังนี้ครอบงำต้องปฏิบัติอะไรมากมายไปซะ หมด พลังของดาวฤษีนั้น ยังไม่สูงเท่าพลังของดาวสุริยะเลย ทั้งยังไม่ อาจไปเทียบได้กับดาวไซย่าด้วย ดังนั้น จึงไม่ต้องเอ่ยถึงนิพพาน ด้วย พลังของดาวฤษีนี้ ยังไม่ได้นิพพาน ยังไม่ใช่นิพพานนี่เอง แต่จะนำพา ท่าน "ไปติดดาว" คือ ไปจุติและดำรงอยู่ในดาวฤษีนี้ ยาวนานนักหนา ไม่ได้มีความก้าวหน้าในธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งนี่ก็ไม่ได้ผิดหรือถูกอะไร เป็นเพียงธรรมะ ธรรมชาติ อีกอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่ผมได้เอามาเล่าให้ได้ ฟังกันว่าเมื่อสร้างเหตุอย่างนี้ๆ ไว้แล้วผลจะออกมาอย่างไรก็เท่านั้นเอง


12 ต.ค. 2555

"เสียงจากนิรนาม"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เคล็ดลับพ่อรวยสอนลูกเป็น "เศรษฐี" โดยไม่ต้องเหนื่อยยากด้วยพลังไซย่า?

เอาละ ผมคิดว่ายุคนี้ คงไม่มีอะไร ที่คนอยากจะเป็นกันมากไปกว่าได้ เป็นเศรษฐีมีเงินทองเยอะๆ มังครับ ที่ทำงานกันทุกวันนี้ เหนื่อยยากกัน ทุกวันนี้ ก็เพื่อเงิน ก็เพื่อความร่ำรวย ไม่ใช่หรือครับ ถ้าอย่างนั้น ก็มาคุย กันเรื่องนี้เลย ตรงประเด็นที่สุดว่ามั้ย ผมเลยขอเสนอกระทู้รวยด้วยพลัง ไซย่า รวยโดยไม่ต้องเหนื่อยยาก ครับ ให้ท่านทั้งหลายโดยเฉพาะ!


จงใช้ "ความร่ำรวยเป็นเศรษฐีด้วยพลังไซย่า" เป็นมรรคของคุณ?


อย่างแรกเลย ผมต้องขอบอกก่อนว่าการตั้งใจไปสู่ความร่ำรวยเป็น เศรษฐีด้วยพลังไซย่านี้ ไม่ได้ขวางการเข้าถึงธรรมของคุณเลย มัน จะเป็นเหมือนกุศโลบายที่ใช้ได้จริง ตอบโจทย์ในชีวิตจริงของคุณ และมีอะไรมากมาย คอยเอื้อหรือช่วยคุณในเรื่องธรรม มันจึงไม่ใช่ ความหลงนะครับ มันเป็นการใช้ "กิเลสเป็นโพธิ" สำหรับผู้มีปัญญา แล้ว เขาย่อมเห็นกิเลสเป็นธรรมะ ธรรมชาติอย่างหนึ่ง คนไม่ถึงธรรม ไม่มีปัญญา ก็ใช้กิเลสไม่เป็น ตกเป็นทาสของกิเลส ส่วนคนมีธรรมก็ ใช้กิเลสเป็น เท่านั้นเอง นี่แหละ ธรรมะที่มีความเป็นกลาง พอดี ไม่มี ภาวะสุดโต่งไปทางบวก หรือลบเกินไป ไม่ใช่ไปปฏิเสธความร่ำรวย, หรือหลงใหลความร่ำรวยเกินไป โอเค? ดังนั้น การพุ่งเป้าไปสู่ความ ร่ำรวยด้วยพลังไซย่า จึงเป็นเครื่องหลอกล่อที่ไม่ทำให้คุณหลงออก ไปนอกทางธรรมหรอกครับ มันจะดีแค่ไหน? ถ้าคุณเจริญทั้งทางโลก และทางธรรมคู่กันไปด้วย นั่นแหละ พลังไซย่าที่ผมจะแนะนำคุณครับ


ความร่ำรวยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการก่อกรรมใดๆ แต่มาจากพลังไซย่า


ต่อไป ผมจะไม่แนะนำให้คุณไปทำกรรมอะไรทั้งนั้น คุณจะทำกรรม อะไรไปมากมายให้มันเหนื่อยยากทำไม? ในเมื่อทุกเวลา ทุกวินาที ของคุณ มันมีค่าในตัวมันเอง ดุจทองคำอยู่แล้ว ถ้าคุณเริ่มต้นคิดว่า จะใช้เวลาในชีวิตเท่าไรก็แล้วแต่ ทำกรรมด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ จะดีจะ ชั่วก็แล้วแต่ แล้วรอรับผลของมันให้ออกมาเป็น "ความร่ำรวย" แล้ว ละก็ ผมขอบอกเลยว่า "คุณขาดทุนตั้งแต่ต้นแล้ว" โธ่ๆๆ ที่รัก อย่า โง่ไปหน่อยเลย คิดจะทำงานอะไรมากมายเพื่อให้ได้ความร่ำรวย ก็ ดี, ให้ได้เงินทองมากมาย ก็ดี คุณจะใช้เวลาทำกรรม ทำงาน อยู่กะ มันนานเท่าไร? เมื่อเทียบกับเวลาที่คุณมีให้กับการเสวยสุข? นั่นละ คุณเคยเห็นคนรวย มีเงินมากๆ ไหม? แต่เขามีเวลาเสพสุขกับเงินที่ เขามีเท่าไร? หรือจริงๆ แล้ว เขาเสียเวลาไปกับการทำให้ตัวเองรวย สัก ๗๕% ของเวลาในชีวิต แล้วมีเวลาเพียง ๒๕% ของชีวิตที่จะมี ความสุข เสพสุขกับสิ่งที่ตนเองหามาได้นั้น "โง่มาก หนูจ๋า" แค่เริ่ม ต้นคิดก็โง่แล้ว เอาง่ายๆ ลองเอา ๗๕% - ๒๕% ดู นั่นแหละ ก็ขาด ทุนแล้ว คือ เวลาในชีวิตที่เสพสุขมันก็แค่ ๒๕% แต่เวลาที่เสียไปกับ การทำกรรมให้ได้เป็นคนรวยนี่ มันใช้ไปมากถึง ๗๕% แล้วมันจะไม่ ขาดทุนได้อย่างไรละครับ? เอาละ เลิกโง่นะลูกนะ โอ๋ๆๆ เด็กน้อย คิด ใหม่นะลูกนะ เริ่มต้นคิดแบบไซย่า คิดแบบเศรษฐี ก็เป็นเศรษฐีได้, ไม่ จำเป็นต้องเอา "มูลค่าทรัพย์สินที่เป็นวัตถุ" มาคิดอย่างเดียว เดี๋ยวจะ โดนหลอกเอา วัตถุกับเวลาในชีวิต อะไรมันมีค่ามากกว่า แหม แค่นี้ก็ รู้แล้ว เศรษฐีที่แท้จริง อาจมีเงินเก็บแค่หลักร้อย ก็เป็นเศรษฐีได้ครับ!


พลังไซย่าช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีได้อย่างไร โดยไม่ต้องเหนื่อยยาก?


ต่อไป ผมคิดว่าคุณคงเข้าใจพื้นฐานสัจธรรมของโลกนี้บ้างแล้วว่าคน ที่จะรวย หรือเป็นเศรษฐีได้ มันก็เป็นไปตามอำนาจแห่งกรรม ไม่ว่าจะ เป็น "วิบากกรรมดีแต่ปางก่อนนำพา" ให้เกิดมาก็รวยแล้ว ไม่ต้องมา ทำงานเหนื่อยยาก หรือว่าอาจจะรวยได้วิธีใดก็ได้ โดยไม่ได้ก่อกรรม กระทบถึงใคร นั่นแหละ รวยจริง ด้วยด้วยผลบุญเก่าสนองผลให้ ทว่า บางคนอาจไม่ได้รวยด้วยบุญเก่า แต่เพราะสร้างกรรมใหม่ ให้มากไป กว่าวิบากกรรมเก่า เช่น วิบากกรรมเก่าให้เกิดมาเป็นคนจน แต่เขาได้ ทำกรรมมากมายฝืนกรรม ให้มันมากไปกว่าของเขา ทำกรรมปัจจุบัน ให้ตนได้พ้นจากความยากจน ได้เป็นคนร่ำรวย อันนี้ เรียกว่า รวยด้วย การก่อกรรมปัจจุบัน คิดง่ายๆ บริษัทขายไก่ ก็ต้องฆ่าไก่วันละกี่ตัว ถ้า ลูกค้าต้องการ และการแข่งขันสูง จะหยุดผลิตก็ไม่ได้ ทุกคนที่ได้เสพ สุข ได้รับผลจากบริษัทนี้ร่วมกัน ก็ร่วมกันก่อกรรม และต้องร่วมกันรับ กรรมไป สมมุติต้องผลิตไก่ให้ได้วันละ ๑๐๐ ล้านตัว แม่เจ้า? กรรมมัน จะมากแค่ไหน? คิดดูแล้วกัน? เอาละ ทีนี้ ก็เลยมีคนคิดสองแบบ พวก หนึ่งก็คิดว่า "ฉันยอมรับกรรมวะ ขอให้พ้นจากความยากจนก็พอ" อีก พวกหนึ่งก็คิดว่า "ฉันยอมรับกรรมแล้ว ขอไม่ต้องก่อกรรมมาก ก็พอ" ซึ่งไม่ใช่แนวทางของไซย่าทั้งสองแบบนะครับ เราไม่เน้นก่อกรรมให้มี ให้ได้อะไรก็จริง แต่เราไม่ได้แนะนำให้ต้องยอมอยู่อย่างยากลำบากให้ โง่หรอกครับ เพราะคนในโลกที่เชื่อเรื่องกรรม มักคิดว่ากรรมเที่ยง มัน เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทว่า ชาวไซย่าเห็นกรรมไม่เที่ยง, ไม่อาจยึดเป็นตัว ตนของตนได้ครับ นั่นคือ พลังของไซย่าเปลี่ยนชีวิตให้คนที่มีวิบากเป็น คนยากจน ให้กลายเป็นคนรวยได้ โดยไม่ต้องก่อกรรมทำเข็ญ นั่นเอง!


ปรับพลังชีวิตเป็นพลังไซย่า กรรมก็เปลี่ยนได้ ชีวิตก็เปลี่ยนเป็นเศรษฐี?


ต่อไป อย่างที่ผมบอกแล้วว่าชาวไซย่าเขาเข้าใจดีว่าคนบนโลกที่เชื่อใน กฏแห่งกรรม ส่วนใหญ่มักคิดว่ากรรมมันตายตัว มันเที่ยงแท้ เปลี่ยนไม่ ได้ ทว่า ชาวไซย่าเขาเห็น อนิจจัง, อนัตตา ในกรรมครับ ดังนั้น มันย่อม เปลี่ยนแปลงได้เสมอ และพวกเขาก็ทราบดีว่ามันมาจาก "พลังงานภาย ใน" ของคนแต่ละคน นำพากรรมมาสู่ตัวเขาเอง เมื่อใดที่คุณมีพลังภาย ในแบบหนึ่ง มันก็จะจูน, จะดึงดูดเอาวิบากกรรม ซึ่งเป็นพลังงานอีกแบบ หนึ่งเข้ามาเหมือนกัน ดังนั้น มันจึงมีพลังงานบางชนิดที่จูนเอากรรมหรือ บุญมาได้ "แตกต่างกัน" ถ้าคุณเข้าใจเรื่องนี้ และมีพลังงานภายในที่จูน กับพลังบุญได้ มันจะดีแค่ไหนละ? นั่นแหละที่ผมบอกว่าคุณไม่ต้องไปทำ กรรมอะไรให้มันเหนื่อยยาก คุณเคยเห็นมั้ย คนที่ทำกรรมให้ได้มาซึ่งเงิน ทองมากๆ เขาอาจได้มากจริงแต่ไม่อาจเสพ หรือเสวยสุขจากมันได้เลย? อ้าวมีนะครับ เช่น รวยแต่ถูกฟ้อง จนต้องโอนเงิน มาให้ใครต่อมิใครวุ่นไป หมด นี่ก็มีให้ทราบกันทั่วประเทศแล้วนะครับ ขอบอกนะครับว่าร่างสังขาร ที่ผมเชื่อมต่อข้อมูล (คนที่โพสกระทู้นี้) เขาไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ครับ แต่เงินและทองก็เข้ามาสู่บ้านเขาเรื่อยๆ หึๆๆๆ ขอไม่บอกว่ามันมาได้ยังไง บ้าง เพราะมันมาในฐานะที่ยังไม่ใช่ของเขาเท่านั้นเอง แต่มันก็เป็นสิ่งที่มี ให้เห็นได้จริงครับ เพราะว่าพวกเราชาวไซย่าไม่ได้โม้ โอเค เขายังไม่ได้ มีเงินอะไรนัก เพราะไม่มีรายได้แบบคนทางโลก แต่พลังของไซย่าก็ทำให้ เขาเห็นเป็นรูปธรรมแล้วว่าสาร์นจากต่างมิติที่เขาได้รับ มันความเป็นจริง!


จงมีชีวิตอยู่อย่างเศรษฐีที่แท้จริง ไม่ใช่มีเงินมากมายแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น


ต่อไป คือ ความเป็นเศรษฐีที่แท้จริงนั้น มันไม่ได้วัดจากการมีอะไรเยอะ แต่มันวัดจาก "ชีวิตจริงๆ ของคุณว่าดำรงอยู่อย่างไร?" ถ้าคุณมีเงิน เยอะมากๆๆๆ แต่คุณก็นอนป่วยอยู่ตลอด และใช้เงินเหล่านั้นไม่ได้เลย ขอบอกเลยว่าคุณไม่ใช่เศรษฐีแล้ว คุณก็แค่คนป่วยคนหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะชีวิตจริงของคุณเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าคนๆ หนึ่งมีเงินติดตัวแค่ไม่กี่ พัน แล้วใช้จักรยานปั่นไปท่องโลกเรื่อยๆ ได้ มีคนสงสารช่วยให้เงินแก่ เขารายทางสักไม่กี่ร้อย เขาก็ไปได้เรื่อยๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับเศรษฐีที่ กำลังเอาเงินไปท่องเที่ยว และเช่าจักรยานขี่ไปเรื่อยๆ เลยครับ นั่นหละ ที่ผมกำลังบอกคุณว่าความเป็นเศรษฐีที่แท้จริง มันไม่ได้วัดกันที่วัตถุที่ มีอยู่ แต่มันดูที่ "ชีวิตจริงของคุณ" ว่าคุณมีชีวิตจริงเป็นอย่างไร? และ ทำอะไรอยู่ในแต่ละวัน, แต่ละนาที? นี่แหละคือ "ความหมายของคำว่า เศรษฐี" ในแบบฉบับของ "พ่อ (ไซย่า) รวยสอนลูก" อย่างไรละครับ!


"พลังไซย่า" พลังแห่งความมั่งมี-ศรีสุข และโชคลาภ-วาสนาทั้งปวง


ต่อไป คือ พลังไซย่าเป็นพลังที่ตรงกันข้ามกับพลังของดาวมฤตยูที่นำ โชคร้ายและภัยพิบัติมาสู่คน ดังนั้น พลังไซย่าจึงเป็นพลังแห่งความมี โชค พลังแห่งความมั่งมี-ศรีสุขและโชคลาภ-วาสนาทั้งปวง นั้นเอง นี่ แหละ เป็นสุดยอดแห่งความปรารถนาของคนในโลกนี้เลย ทว่า เฉพาะ คนที่มีบุญได้เสวยใช่มั้ยครับ ที่จะได้รับสิ่งดีๆ โชคดีเหล่านี้ เอาละ ชาว ไซย่าก็เหมือนผู้ที่มีอำนาจในการควบคุม "โชคดี" ทั้งหลาย ไม่ต่างไป จากชาวดาวมฤตยูที่มีอำนาจในการควบคุม "โชคร้าย" ทั้งหลาย อย่าง ที่บอกแล้วว่า "พลังบุญมันไม่เที่ยงและไม่อาจยึดมั่นได้" มันถูกจูนและ ดึงดูดได้ด้วย "พลังบางอย่าง" และพลังไซย่าก็ดึงดูดพลังบุญได้ ต่าง จากพลังมฤตยูที่ดึงดูดพลังกรรมของปวงสัตว์ นั่นหมายความว่าเมื่อคุณ ได้รับพลังไซย่า คุณก็จะมีบุญเข้าถึงตัวด้วย โดยที่คุณอาจไม่ได้อยากมี อยากเป็น แค่คุณไม่ปฏิเสธมันก็พอ พลังบุญจะเข้ามาเรื่อยๆ และถ้าคุณ ยอมรับมัน คุณก็จะได้รับมันได้ คนอื่นก็อาจมองว่าคุณไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ทำไม โชคดีจัง ทำไมคุณจึงได้รับอะไรต่อมิอะไรต่างจากคนอื่นจังเลย


"พลังไซย่า" ไม่ได้ทำให้คุณยึดมั่นหรืออยากรวย แต่โชคดีมันมาเอง?


สุดท้าย คือ พลังไซย่าไม่ได้ทำให้คุณยึดมั่น หรืออยากรวยแต่อย่างใด ไม่เลย ตรงกันข้าม พลังของไซย่าจูนได้ดีกับคนที่ใสมากๆ ไม่ได้มีความ อยากหรือยึดความร่ำรวยแต่อย่างใด ด้วยซ้ำไป ทว่า "มันมาเอง" ก็โชค ดีอย่างไรละครับ? มันถูกดึงดูดหรือถูกจูนมาด้วยพลังไซย่า โดยที่คุณไม่ ได้ก่อกรรมให้ได้มา ถึงแม้ว่ามันไม่ได้มากมายถึงขนาดใครบางคนในโลก นี้ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้คุณ "มีชีวิตดำรงอยู่" ในโลกนี้เหมือนเศรษฐี ได้อย่างแท้จริง บางคนอาจมองว่านี่เป็นการยึดมั่น, ความอยากหรือความ โลภหรือไม่? ไม่เลย มันเป็นธรรมชาติปรุงแต่งไปอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ ว่าคนที่เป็นเช่นนี้จะอยากหรือยึดมั่นในสิ่งนั้นๆ เลย เอาง่ายๆ นะครับ คนที่ มีธรรม เข้าถึงธรรมแล้ว มีปัญญาแล้ว ก็อาจมีชีวิตดำรงอยู่บนโลกได้ต่าง กัน เช่น บางคนอรหันตืแล้วแต่อยู่ในโลกอย่างยากลำบาก ก็มี, แต่บางคน ที่อรหันต์แล้ว อยู่บนโลกนี้อย่างสุขสบายเหมือนเศรษฐี ก็มีได้, เป็นได้ครับ สุดท้าย มันขึ้นอยู่กับ "การเลือก" ของคุณเอง หวังว่าคุณ จะมีปัญญาพอ ที่จะเลือกดำรงอยู่บนโลกนี้อย่างผู้มีปัญญา และไม่ต้องยากลำบากนะครับ จบ ...


9 ต.ค. 2555

"เสียงจากชาวไซย่า"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ยิ่งปฏิบัติธรรมยิ่งยวด ยิ่งมาก ยิ่งห่างไกลธรรมมาก สมาธิอะไรก็ไม่ต้องไปทำ ไร้สาระ!

อ้าว เคยพูดเรื่องนี้บ่อยๆ แล้ว แต่เห็นยังมีท่านที่หลงการทำ อะไรเยอะๆ มากๆ ยุ่งๆ แยะๆ แล้วคิดว่านั่นคือการปฏิบัติยิ่ง ยวด แล้วเป็นของดี เห็นใครที่ ทำอะไรเยอะๆ นั่งสมาธิ, เผา ตัวเอง, ทรมานตัวเองได้ ก็ยิ่ง ชอบ เอาละ สรุปเลยละกัน ไม่ ต้องไปทำอะไร ให้มันได้ธรรม ทั้งนั้น มันไม่ใช่เรื่องทำแล้วได้ นะครับ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง...


ความหลงไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ย่างตัวแบบโยคี อะไรนั่นล้วนไร้สาระ


อ้าว ก่อนที่จะเตลิดเปิดเปิงไปหลงโยคีที่ย่างตัว ทำสมาธิ เผาไฟอะไรกัน บอกก่อนเลยครับว่าไม่ใช่กรรมของเรา เราไปทำ ก็เท่ากับเราทำกรรมต่อ ตัวเราเอง คือ เอาตัวเราเองไปทรมานทรกรรม ไร้สาระ เราเกิดมาก็มีกรรม กันอยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำกรรมซ้ำเติมตัวเองให้โง่เง่าอะไรอีก ส่วนคนที่เขา ทำนั้น เพราะเขามีกรรม เลยทำอย่างนั้น หมดกรรมเมื่อไร ก็รู้เองว่าโง่เสีย จริงที่ไปทำกรรมต่อตัวเองเช่นนั้น ไม่ต้องไปคิดปรุงแต่ง ทำกรรมอะไรต่อ ตัวเองเลย เรามีกรรมมากพออยู่แล้ว รับไป เสวยไปให้หมด หมดแล้วมันก็ "ปิ๊งได้" ถ้าเราพร้อมนะครับ ทีนี้ ที่ผมว่าไม่ต้องไปปฏิบัติธรรมอะไรนี่? ไม่ ใช่ว่าไปสุดโต่ง ไม่ทำอะไรเลยนะครับ ทำได้ครับ เหมือนคนปกติ ทำไปไม่ ได้กำหนดว่าต้องทำอย่างนั้นเพื่อให้ได้ธรรมอย่างนี้อะไรเลย ทำตัวตามที่ เราเป็น ธรรมชาติตามปกตินี่ละไม่ต้องไปทำกรรมลากตัวเองให้ไปทรมาน เพิ่มอะไร แล้วก็ไม่ต้องไปหลงโยคีที่เขาทรมานตัวเอง ทำสมาธิมากหรือมี การย่างตัวในกองไฟโชว์อะไรนั่นด้วย ไร้สาระครับ นี่ผมก็ไม่ได้รู้เองหรอก ในเมื่อพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แล้ว เราก็อาศัยบารมีท่านมาโปรด พอแล้ว ไม่ ต้องไปทำตัวเป็นท่านแทนที่ท่านอีกแล้ว ไม่มีองค์ที่สองแล้วครับ ท่านตรัส ไว้ตั้งแต่แรกเกิด ท่านก็ชี้นิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว หมายถึง พระพุทธเจ้ามีหนึ่งเดียว


เมื่อโลกวิกฤติ คนขาดที่พึ่งทางใจ ซาตานก็ปั้นพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง


ต่อไป เป็นเรื่องของการปั้นพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง ซึ่งไม่ใช่ของจริงนะ ครับ เป็นของปั้นแต่ง ทำโดยภาคมืดครับ เพื่อให้มีพระพุทธเจ้าของเขา เองที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์จริง พระพุทธเจ้าองค์ที่สองนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ครับ หลายครั้งแล้ว ที่ภาคมืดปั้นมาให้คนประเทศต่างๆ เช่น ในประเทศ ธิเบตก็มี, เนปาล ก็มี ฯลฯ มันก็คือการปั้นแต่งที่ได้ผลในกลุ่มคนที่ยังล้า หลังครับ เพราะมันจะกลายเป็นที่พึ่งทางใจของคนในยุคนั้นๆ ได้ เพราะ คนทั้งหลายยังล้าหลัง และต้องการที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ในช่วงที่โลกได้ เข้าสู่วิกฤติ ก็เท่านั้นเอง สิ่งเหล่านี้ก็เกิดตามกันมาครับ ทว่า แท้แล้วยุค แต่ละยุคมีพระพุทธเจ้าได้ ๑ องค์เท่านั้น (ถ้าอยู่ในยุคที่มีพระพุทธเจ้า) ไม่มีการเกิดขึ้นซ้อนกันของพระพุทธเจ้าองค์ที่สองนะครับ แต่พุทธะนั้น มีได้มากครับ เรียกว่า "หมื่นพุทธะ" มีได้อนันต์ เป็นจิตเดิมแท้ต้นทางที่ กำเนิดของจิตทั้งปวงมาจากพุทธะก็เท่านั้นแต่ "พุทธะ" กับ "พระพุทธ เจ้า" ต่างกันเล็กน้อยนะครับ ผมจึงขอเรียกพุทธะอื่นๆ ที่เกิดมาหลังพระ พุทธเจ้าตรัสรู้ และโปรดแล้วว่า "พุทธสาวก" ครับ เพราะชัดเจนดีที่สุด


การทำงานปกติ ก็พัฒนาพละห้าอยู่แล้ว แต่ยังไม่ใช่ทาง "สัมมา" เท่านั้น


ต่อไป คำว่าไม่ต้องไปฝึกสมาธิ เพราะมันเกิดได้เองอยู่แล้วขณะทำงานได้ ครับ เรียกว่า พละทั้งห้านั้นก็มาจากการทำงาน, ใช้ชีวิตตามปกตินั่นแหละ แต่มันยังไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า "สัมมา" ครับ เพราะยังไม่เป็นกลาง ยังเอนไป เพื่อสนองประโยชน์ทางโลกอยู่ครับ อย่างคนที่ไปฝึกสติ, สมาธิ ฯลฯ อะไร ก็เช่นกัน ยังไม่ใช่สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ อะไรหรอก มรรคมีองค์แปด จะมี ได้ เกิดได้ ไม่ใช่มาจากเราอุปทานไปเอง คิดเอาเอง ว่าปฏิบัติแบบนั้นแบบ นี้ แล้วมันจะมีได้ เกิดได้หรอกนะครับ แต่มันจะมาเมื่อได้รับการโปรดจนถึง ธรรมจริงๆ ครับ การเข้าถึงธรรมในระดับต่างกัน ทำให้ได้มรรคไม่เท่ากันก็ เริ่มจากบรรลุโสดาบัน จะได้มรรค ๕ ตัวแรก (ถึงสัมมาอาชีวะ) ที่เหลืออีก สามตัว ก็ได้ทีละตัวตามระดับการบรรลุธรรม ก็เท่านั้นเองครับ มันกลางมา ก่อนบรรลุธรรมไม่ได้หรอก ก่อนบรรลุธรรม มันไม่มีใครกลาง (สัมมา) ทั้ง นั้น พอบรรลุธรรมแล้วถึง "กลางได้จริง" การไปปฏิบัติ มันก็ไม่ใช่ปฏิบัติที่ เป็นกลางหรอกครับ ไม่ได้ต่างจากคนไม่ปฏิบัติ เพราะการทำงาน ก็คือการ ปฏิบัติธรรมเหมือนกัน ยิ่งปฏิบัติในสำนักนั้น, สำนักนี้มาก ยิ่งเอนเอียงครับ


การไปปฏิบัติธรรมในสำนักทั้งหลาย ไปได้ เอาแต่พอดี ก็พอ ไม่ต้องมาก


ต่อไป ผมไม่ได้ขวางการสร้างบารมี หรือการปฏิบัติอะไรของท่านนะครับ แนะนำเพียงเรื่อง "ความพอดี" คือไม่ต้องไปจมปลักปฏิบัติแล้วปฏิบัติอีก จนไม่รู้ว่าจะจบตรงไหน อย่างไร? เอาแต่พอดี คือ ไปเพื่อให้เกิดปัญญามี ปัญญาแล้ว ก็เรียกว่า "พอดี" บางคนช้า, บางคนเร็ว ไม่ต้องถึงขั้นบรรลุ ธรรมในพระพุทธศาสนา ก็ได้ เอาแค่มีปัญญาเข้าใจในการปฏิบัติของใน สำนักนั้นๆ ก็พอ ไม่ต้องไปเก่งอะไรมาก ไม่ต้องไปแข่งเอาเหนือใครในนั้น พอเข้าใจ พอมีปัญญา ก็พอแล้ว นี่แหละ ที่เรียกว่า "พอดี" คือ ไม่หลงไป จมปลักอยู่ หลงวนอยู่กับการปฏิบัติที่ไม่ก่อให้เกิดปัญญา โง่แล้วโง่อีกอยู่ นั่น ไม่เกิดปัญญาเสียที ไม่รู้จะปฏิบัติอะไรไปให้มันนักหนา นี่เรียกว่าขาด สติ เพราะสติไม่ทำงาน มันจึงหลงไปเรื่อยๆ หยุดไม่ทัน สติไม่ทันบอกว่านี่ เจ้าหลงไป หาทางจบไม่ลง หยุดไม่ได้แล้ว ก็เลยปฏิบัติจมปลัก อยู่นั่นเอง ส่วนคนที่ "สติทำงาน" สติก็จะบอกว่า "เอาละ พอดีแล้ว พอได้ จบได้" นี่ สติมันทำงาน มันบอกเราอย่างนี้ ถ้ามันไม่ทำงาน มันหลับอยู่ มันไม่ตื่นเสีย ที มันก็จะไม่บอกเราๆ ก็จะหลงปฏิบัติไปเรื่อยๆ จนหาที่จบ หาที่หยุดไม่ได้


พระพุทธเจ้าจอมปลอม กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง การท่องเที่ยวได้


ต่อไป ภาคมืดจะปั้นให้มีพระพุทธเจ้าจอมปลอมขึ้นมา ประเทศใดที่ทำได้ก็ จะอ้างได้ว่า ฉันมีพระพุทธเจ้า มาดูสิ มาเที่ยวสิ ฉันเป็นศูนย์กลางของพระ พุทธศาสนานะ เธอจะต้องมาขึ้นกับฉัน แทนที่จะบอกว่าอะไรเป็นอะไร? ไม่ ละ ตั้งคำถามไปว่า "เธอลองไปดูสิ ว่าโยคีคนนั้นเขาทำได้ยังไง" คือ แขก เขาหลอกให้เราไปดู ให้เราไปหลง ให้เราไปเยี่ยมชม แบบเนียนๆ ก็เท่านั้น (คนไทยโบราณถึงว่า เจองูกะแขกให้ตีแขกก่อน แหม มันหลอกเก่งจริงๆ) เอาละ อย่างไรเสียก็กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองซึ่งขยายผลไประดับ โลกได้ เหมือนประเทศในกลุ่มมุสลิมไง ทีนี้ ประเทศเขาก็เอาบ้าง ไหนๆ ก็ มีประเทศมากมายที่นิยมพุทธ ก็เอาเลย ตั้งตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางเลยปั้น พระพุทธเจ้าองค์ที่สอง (จอมปลอม) ขึ้นมา ถ่ายทำให้เห็นการทำสมาธิ? อะไรต่อมิอะไร ไร้สาระ หวังสร้างกระแส คนที่ทำจริง ตัวจริง ก็อย่างหนึ่งก็ ต้องแยกแยะให้ออกนะ คนละอย่างกัน ส่วนคนที่ไปปั้นให้เขาเป็น ให้คนที่ ปฏิบัติโยคี ทำสมาธิเป็นพระพุทธเจ้าอะไรนั่น ก็อีกส่วนหนึ่ง คนละส่วนกัน ต้องแยกแยะให้ดีละ เอาละ อย่าไปหลงกับการปฏิบัติมาก โยคี เขาก็ชอบ โชว์ ชอบอวด อวดโชว์ฤทธิ์โชว์เดช ในสมัยพุทธกาลมีมากมาย พระพุทธ เจ้าท่านไม่นิยม เพราะไม่ช่วยให้เกิดปัญญาอะไร ยิ่งทำให้คนหลงไปใหญ่


"ตัวตนที่เหลืออยู่ของพระพุทธเจ้าสมณโคดม" นั้น ก็อาจมีได้ เป็นไปได้


ต่อไป บนโลกนี้อาจมีคนที่เกิดมาแล้วทำตัวเหมือนพระพุทธเจ้าสมณโคดม ก็มีได้ เพราะอะไร? เพราะในอดีตชาติมาในครั้งที่ท่านยังทรงเป็นพระโพธิ สัตว์ นามว่า "พระมหาโพธิสัตว์อาภา" อยู่นั้น ท่านแบ่งภาคมากมาย ทว่า บางภาคแบ่ง บางตัวตน ไม่ได้มาทำหน้าที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อไม่ได้ ทำหน้าที่นั้น ได้ทำหน้าที่อื่นแล้ว ยังไม่เข้านิพพาน ก็มาเกิดอีกได้ และจะมี ลักษณะหรือพฤติกรรมคล้ายพระพุทธเจ้าสมณโคดมได้ ทว่า เขาไม่ได้มา ทำหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง "เป็นพระพุทธเจ้าซ้อนกัน" นั้นไม่ได้ เขามาทำหน้าที่อื่นของเขา ก็ว่ากันไป เท่านั้นเอง ที่สามารถจะเป็นไปได้ที่ สุด ทีนี้ ถ้าพระพุทธเจ้าสมณโคดม จะทรงมาโปรดตัวตนที่เหลืออยู่ ซึ่งยัง ไม่ได้นิพพานของท่านแต่ก่อน ทั้งหลาย ก็สามารถทำได้ หากท่านจะทรง โปรด ทรงกระทำ อันนี้ ไม่ใช่วิสัยของเราจะไปตัดสินว่าท่านทำจริงหรือไม่ แต่อย่างไรเสีย ในยุคพุทธกาลหนึ่งยุค จะไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดซ้อนกันถึง สององค์ หรือมีเกินกว่า ๑ องค์นั้น เป็นไปไม่ได้ มีได้ก็แต่ "พุทธะ" เท่านั้น ไม่ก็ตัวตนของ "พระมหาโพธิสัตว์อาภา" ที่ยังไม่เข้านิพพาน ก็เท่านั้นเอง


อย่ามัวหลงพระอาภาโพธิสัตว์ จนหลงลืมพระพุทธเจ้าสมณโคดมละ?


สุดท้าย พระมหาโพธิสัตว์อาภา ในอดีตได้แบ่งภาคมากมาย บางภาค แบ่งไม่ได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าสมณโคดม ดังนั้น อาจมาเกิดได้ ก็ จะมีลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้าสมณโคดมได้ ทว่า ไม่ใช่ว่าท่านจะมา เกิดเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง เราก็ไม่ควรไปหลง หรือเข้าใจผิด เวลาเห็นใครปฏิบัติมากๆ นั่งสมาธิมากๆ ย่างตัวกับไฟแบบโยคี นี่เราก็ ไม่ต้องไปหลง ในเมื่อพระพุทธเจ้าสมณโคดม ก็เกิดแล้ว ตรัสรู้แล้วใน โลกนี้ เราก็ตรงไปสู่ท่านเลยไม่ต้องวนกลับไปหาพระโพธิสัตว์อาภาอีก ส่วนคนที่มีกรรม มีบุญเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์อาภานั้น เขาก็ต้องมีเรื่องมี ราวทำร่วมกันไป ก็แล้วแต่เขา เรารู้ไว้ว่าไม่ใช่กิจของการมาตรัสรู้อีกที ก็แล้วกัน แต่เขาอาจทำหน้าที่เป็น "ร่างเชื่อมโยงกับพระพุทธเจ้าสมณ โคดม" ได้ เพราะพระพุทธเจ้าสมณโคดม มีวิบากกรรมตัดรอน ทำให้มี สังขารใช้ได้เพียง ๘๐ ปี ทว่า ท่านยังดำรงอยู่ในอีกธรรมชาติหนึ่ง ในที่ ต่างไปจากเราจะคิดได้ เหนือสังขารแล้ว ท่านสามารถประสานเชื่อมโยง มายัง "สังขารอื่นๆ" เพื่อโปรดสัตว์ ก็ได้ ธรรมของท่าน เชื่อมโยงผ่านที่ ร่างของคนที่ยังมีสังขารอยู่ก็ได้ อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธ เจ้า แต่เป็นเรื่องของการทำกิจโพธิสัตว์ ที่ใช้ร่างเชื่อมโยงกับท่าน ก็เท่า นั้นเอง เอาละ ในระหว่างใครบางคน กำลังเดินตามรอยกรรมเก่าของเขา อยู่ เราก็อย่าเพิ่งไปยุ่งจะดีกว่า รอให้เขาได้บารมีเต็มแล้ว ก็ค่อยมาว่ากัน


8 ต.ค. 2555

"เสียงจากนิรนาม"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กินเจบริสุทธิ์กินอย่างไร? อาหารนั้นมันไม่มีความผิดในตัวมันเองหรอก

อ้าวละ วันนี้ ผมขอต่อเรื่องกินเจ ก็แล้วกัน สำหรับท่านที่ยังคิดว่า ตนเองเข้าใจ แต่มันจริงหรือไม่? ก็ลองอ่านดูละกัน ถ้าไม่อ่าน ไม่ ตั้งใจอ่าน เอาแต่ยึดความรู้เดิมๆ ก็จะไม่รู้เรื่องที่ผมสื่อสารเท่านั้น แหละครับ เราสื่อสารก็เพื่อการ สื่อสารให้เข้าใจ ไม่ใช่อะไรอื่นๆ ขี้เกียจพูดมาก เข้าเรื่องเลยครับ


อาหารใดๆ นั้น มันก็คือธรรมะ ธรรมชาติ แล้วความไม่บริสุทธิ์มาจากไหน?


อย่างแรก ถ้าคุณยังยึดติดอยู่ว่า "นี่คือเนื้อสัตว์ นี่คือผัก" คุณก็ยังไม่ได้เจ บริสุทธิ์นะครับ สำหรับท่านที่เข้าถึง "เจบริสุทธิ์" แล้ว พระจี้กงบอกว่า เขา จะเห็น "อาหารทุกอย่างที่กิน มันก็แค่ธรรมะธรรมชาติ เหมือนดิน, น้ำ, ลม ไฟไม่มีอะไรแตกต่างกันในเนื้อสัตว์หรือผัก" ท่านว่าอย่างนั้น แล้วผมก็เลย ถาว่าอย่างนี้ "ความไม่บริสุทธิ์จากการกิน" มันมาจากไหน? ท่านก็เมตตา ตอบผมว่า "สรรพสิ่งล้วนเป็นธรรม" อาหารทุกอย่างเป็นธรรมอยู่แล้ว ทว่า ความไม่บริสุทธิ์ของอาหารที่เรากิน มาจาก "มโนกรรม, วจีกรรม และกาย กรรม" ของผู้กระทำกรรม ผู้กินอาหารนั้นเอง "หาใช่มาจากอาหารนั้นไม่" แล้วมันมาได้อย่างไร? ท่านก็ตอบว่า "เมื่อผู้กินอาหาร เริ่มมีดำริอย่างนี้ว่า ฉันจะกินสิ่งนั้น ฉันจะกินสิ่งนี้ย่อมมีเจตนา ย่อมมีสังขารปรุงแต่งอาหารนั้น จึงไม่ใช่ เจบริสุทธิ์" ไม่ใช่ด้วยตัวอาหารเอง แต่ด้วยมโนกรรมของเขานั้น ปรุงแต่งมันขึ้นมา เช่น ฉันจะกินผัก, ฉันจะกินเจ, ฉันจะกินข้าวขาหมู ฯลฯ เมื่อมีเจตนากำหนดจะกินอย่างนี้ ไม่ว่าอาหารนั้นจะเป็นผักหรือเนื้อสัตว์ ก็ ดี อาหารนั้นหาใช่เจบริสุทธิ์ไม่ บุคคลย่อมกินยเจบริสุทธิ์ได้เมื่อ 1. เขาไม่ ได้กำหนดเจตนาในการกินอาหารใดๆ 2. เขาไม่ได้ลงมือกระทำกรรมเพื่อ ให้ได้มาซึ่งอาหารนั้นๆ (เช่น ได้รับจากที่ผู้อื่นให้) 3. เขาไม่ได้กินด้วยจิต ที่คิดว่า "ฉันจะกินสิ่งนั้น ฉันจะกินสิ่งนี้" สักแต่ว่ากินๆ ไปอย่างนั้นเองหละ


การกำหนดเจตนา "กินเจ" จะมีกรรมฆ่าสัตว์มากมาย (กว่าจะได้ผักมา)


ต่อไป ผมก็ถามท่านต่อว่าแล้วการกินเจที่คนทั่วไปกินอยู่ทุกวันนี้ ใช่เจซึ่ง เรียกว่า "เจบริสุทธิ์" หรือยัง? ท่านตอบว่า "ยังไม่ใช่หรอก" เพราะยังมี การกำหนดเจตนา ตั้งใจ ที่จะกินสิ่งนั้น สิ่งนี้อยู่เลย ไม่รู้หรืออย่างไรว่าผัก ทั้งหลาย กว่าจะได้มานั้น คนปลูกผักต้องไถพรวน ฆ่าไส้เดือนตายไปเท่า ไร? ใช้ยาฆ่าแมลงฉีดให้แมลงตายไปเท่าไร? กว่าจะมาถึงมือคนกินเจนั้น ผ่านการเบียดเบียนผู้อื่น (รวมทั้งแรงงานทั้งหลายที่ทำให้เรามีผักกิน) ไป แล้วเท่าไร? กรรมทั้งนั้นเลย เมื่อบุคคลมีเจตนากำหนดจะกินเจเช่นนั้น เขา ก็ย่อมจะได้รับผลกรรม "ร่วมกันไปกับผู้ปลูกผักทั้งหลาย" ดังนั้นพระพุทธ เจ้า จึงทรงบอกศีล ไม่ให้ภิกษุไปหักร้างถางพง, ปลูกผัก หรือแม้แต่เด็ดใบ ไม้ ก็ไม่ได้ให้กระทำ แต่ถ้าไม่รีบนิพพาน จะทำก็ได้ อันนี้ ต้องแยกแยะด้วย ว่าคนละกรณีกัน คนละวัตถุประสงค์กัน อนึ่ง คำว่าเจบริสุทธิ์นั้น พระสาวก ที่ท่านฉันได้ ก็ด้วยไม่มีเจตนาจะกำหนดให้ว่าจะฉันอะไร มีอะไรฉันก็ฉันไป และมิได้เป็นผู้กระทำกรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารนั้น ท่านรับบิณฑบาตร ก็ เท่านั้นจะไปบอกญาติโยมว่าห้ามใส่เนื้อก็ไม่ได้ ตอนจะฉันจะฉันแต่ผักแล้ว โยนเนื้อทิ้ง ก็ไม่ใช่ ท่านไม่เห็นสาระความแตกต่างอะไรของสิ่งที่อยู่ในนั้น แล้ว ก็คือ "ธรรมะ ธรรมชาติ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ธาตุต่างๆ ไม่ต่างกันเลย" นี่ "พระอรหันต์แท้ๆ" เขาฉันเจบริสุทธิ์กันอย่างนี้ มิใช่ ฉันเป็นคนดีมากละ กินแต่ผักจ๊ะ กำหนดเจตนา ไปเลือกซื้อ ชี้เอานั่นเอานี่ แล้วก็จ่ายๆ เงินไป อันนี้ ถ้าทำแบบนั้นแล้วได้เจบริสุทธิ์ก็คงมีพระอรหันต์กันเกลื่อนเมืองแล้ว


การ "กินเจ" ตามเทศกาลมันเป็นเรื่องทางโลกตามประเพณีไม่ใช่ของแท้


ต่อไป การกินเจที่เราเห็นในเทศกาลกินเจได้ "เจบริสุทธิ์หรือไม่" พระจี้กง เมตตาตอบว่า "ไม่ได้เลย" มันเป็นแค่การกินเจแบบทางโลกเป็นเรื่องโลกๆ เป็นไปตาม "กระแสนิยมชั่วครั้งคราว" ก็เท่านั้นเอง เดี๋ยวเข้าเทศกาลไหว้ เจ้า มันก็ฆ่าไก่ฆ่าหมูกันเพียบไปหมด เออ จิตใจมันก็เหมือนเดิม แล้วมันจะ ได้ "เจบริสุทธิ์" กันได้อย่างไร? ที่ไหนกัน? มันจะได้ก็แต่ "เจเปี้ยว" ก็เท่า นั้นแหละ มันเป็นเรื่องทางโลก เขาก็ทำกันไป เราไม่ได้ขวางอะไร เราบอก แค่ว่ามันยังไม่ใช่ "เจบริสุทธิ์" ในทางธรรมที่แท้จริง ก็เท่านั้นเอง แยกแยะ ให้ออกหน่อยนะ "อะไรที่เป็นทางธรรมแท้ อะไรที่เป็นแค่สมมุติทางโลก?" นี่ไม่เหมือนกัน ยังไม่เกิดปัญญาจริง ไม่เข้าถึงธรรมจริง อะไรๆ มันก็ได้แค่ โลกๆ สมมุติๆ ไปอย่างนั้นแหละ มันยังไม่ใช่เจบริสุทธิ์จริง อย่าเพิ่งไปหลง ตัวเองมากละ ว่าฉันกินเจได้ ฉันปฏิบัติกินเจมานาน ฉันได้ธรรมแล้ว โอ้ยนี่ เดี๋ยวนี้มันหลงตัวเองกันเยอะ เพราะมันถือตัวกันว่ามันปฏิบัติไดแล้ว แต่ที่ ได้นี่ มันของจริงหรือยัง? ตั้งตัวเป็นศาสดาบ้าง, อาจารย์สอนธรรมบ้างแต่ มันไม่ได้มี "ธรรมะจริงๆ" ธรรมจริงๆ ยังไม่เกิด ก็ออกมาทำงานก่อน มันก็ ไม่ผิดหรอก ถ้าเข้าใจตัวเอง ว่าตัวเองยังไม่ใช่ธรรมแท้ แต่ทำกิจปูทางไป ก่อน แต่นี่พอทำกิจไปแล้วมีคนมาแห่ห้อมล้อมมากก็เลยหลงตัวเองไปเลย


การโฆษณา-สอนว่าการกินผักดีกว่ากินเนื้ออย่างนั้น เป็นคำสอนของใคร?


ต่อไป พวกที่เป็นลัทธินอกคอกไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง "เจบริสุทธิ์" ก็พยายาม ทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับในความคิดของตน จึงได้ใช้การโฆษณา สั่งสอน ให้คนกินเจ กินผักว่าดีกว่าเนื้อสัตว์อย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคือ คำสอนของพระ พุทธเจ้าหรือไม่? พระจี้กงเมตตาตอบว่า "ไม่ใช่ มีหรือที่พระพุทธเจ้าท่าน สอนให้เลือกฉัน อย่างนั้น ดีกว่าอย่างนี้ เนื้ออย่างนี้ไม่ดีอย่างนั้น?" อะไร? แอบอ้างพระพุทธเจ้า "บาปหลายๆ เด้อ" ท่านไม่ได้มีสอนเรื่องโภชนาการ อะไรหรอก สอนแต่การเข้าใจในสัจธรรมความจริง แก่นแท้แล้วก็ไม่ยึด แม้ แต่อาหารที่กิน ก็เท่านั้นเอง แต่มีศีลให้ไว้จริงบ้างว่าเนื้ออะไรที่ภิกษุไม่ควร ฉัน ก็เท่านั้น ไม่ได้มีบอกเรื่องว่าเนื้อนี้มันไม่ดีอย่างนั้น เลยห้ามเป็นศีลไว้ว่า ไม่ให้กิน อะไรแบบนั้น ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้า มีแต่พิจารณาสิ่งที่ ตนจะกิน เรียกว่าพิจารณาอาหาร เช่น อาหาเรปฏิกูลสัญญา อันนั้น มีบ้าง คือ ให้พิจารณารวมไปหมดว่าอาหาร ไม่ใช่ของที่จะยึด ไม่แบ่งว่านี่ผักนะ นี่เนื้อสัตว์นะ มันดี-เลว, ถูก-ผิด ต่างกันนะ อะไรแบบนั้นมีอยู่ตรงไหนหรือ


"บัวมีสี่เหล่า" อวโลกิเตศวรที่ดื้อด้าน ก็ตั้งตัวเป็นศาสดาแทนฯ ต่อไป


ต่อไป ยังมี "อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์" พวกหนึ่งที่ดื้อด้านสอนไม่ได้แต่ หลงตัวเอง ยกตัวเองเป็นศาสดาแทนพระพุทธเจ้า แล้วบอกกะคนทั้ง หลายว่าคำสอนของตัวเอง ก็คือ ของพระพุทธเจ้า ถูกต้องแล้ว เพราะ คิดว่าฉันคิดถูกแล้ว ฉันดีเลิศแล้ว แต่ไม่เคยคิดว่าโลกเรานี้ พระพุทธ เจ้านั้นเกิดได้ยาก ไม่มีใครเหมือน ไม่มีใครเทียบเทียมได้ ตรัสรู้แล้วมี สัพพัญญูญาณ ไม่มีสาวกองค์ใดแทนที่ได้ เขาไม่สนใจเรื่องนี้ ก็เลย ตั้งตัวเป็นผู้นำแทนพระพุทธเจ้า ถือเอาความคิดของตนเป็นใหญ่แล้ว ไปเผยแพร่คำสอนว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนนี้มีปัญหามาก เลย จะทำอย่างไรดีละ? พระจี้กงเมตตาตอบว่า "บัวมีสี่เหล่า" ท่านที่ อยู่ข้างบน ก็ทราบทั้งหมด ท่านไม่ได้บอกว่าใครทำถูกหรือผิดอะไร ก็ เป็นไปตามธรรมะ ธรรมชาติ เช่นนั้นเอง บัวบางดอกก็พร้อมจะบานแต่ บัวบางดอกก็อาจไม่เป็นเช่นนั้น "ผ่าเหล่าผ่ากอ" ก็มีอยู่ทั่วไป ซึ่งท่าน พระจี้กงสำเร็จธรรมถึง "พุทธะ" สูงกว่าอวโลกิเตศวรที่แอบอ้าง ยกตัว เหล่านั้นมากมาย แต่พระจี้กงไม่เคยสร้างลัทธินิกายใดๆ เลย ไม่เคยยก ตัวเองเป็นผู้นำอะไรเลย ท่านทำกิจของท่านตามธรรมะ ธรรมชาติ แล้ว มีผู้อื่นนิยมชื่นชมท่าน ก็เท่านั้นเอง นี่ก็คือ "ตัวอย่าง-แบบอย่าง" ของ "พระสาวกที่ดี" มิใช่ "คนที่แอบอ้างนามพระพุทธเจ้า อ้างตัวเป็นสาวก แต่มีใจคิดกบถ ยกตัวเองแทนพระพุทธเจ้า เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่"


อวโลกิเตศวรที่ดื้อด้านเหล่านั้น ไม่มีบารมีถึงดวงดาว ต้องไปแบบปัจเจกฯ


ต่อไปคือ ผลจากความดื้อด้านของอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์เหล่านั้น ก็จะนำ พาพวกหล่อนไปยังภูมิแห่ง "ความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า" ที่ยากลำบาก และไม่มีสังคม ต้องหาทางตรัสรู้เองอย่างยาก และดำรงอยู่ในโลกในยุคที่ แสนยากลำบาก มีแต่คนมีกรรมหนักๆ มาเกิดทั้งสิ้น นั่นก็คือ ผลจากความ ดื้อด้านของอวโลกิเตศวรเหล่านั้น แทนที่จะได้นิพพานง่ายๆ เพียงรอให้มี พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้บนโลก รอรับท่าน รอการโปรดจากท่าน ก็ได้นิพพาน แล้ว ยังดั้นด้นไปหาความยากลำบากเอง อันนั้น ก็แล้วแต่เขา ถ้าเขาอยาก จะเลือกทางเดินเช่นนั้น เราได้บอกแก่เขาทั้งหลายแล้วถึง "เหตุและผล" ที่พวกเขาก่อไว้ เขาก่อเหตุไว้อย่างนี้ จะได้ผลอย่างไร สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับ พวกเขาเอง ที่ผ่านมาเราเคยเห็น "พระปัจเจกพุทธเจ้า" แต่ละพระองค์ซึ่ง บำเพ็ญบารมีมา "ล้วนต้องฆ่าตัวตาย" เอาตัวเองรอดไปคนเดียวทั้งสิ้น นี่ ไม่ใช่ของดี คนที่ฆ่าตัวตาย เพราะกรรมมาก กรรมหนัก มีทุกข์มาก แต่นี่ก็ คือ "วิถีการเข้าสู่ความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า" ในขณะที่พระพุทธเจ้า ก็ มีการฆ่าตัวตายเช่นกัน แต่ท่านจะฆ่าตัวตายเพื่อเป็นพุทธบูชา เช่น การใช้ ร่างกายจุดต่างประทีปบูชาพระพุทธเจ้า, การตัดเศียรตนเองถวายแด่พระ พุทธเจ้า ฯลฯ นับว่าเป็นวิบากกรรม ฆ่าตัวตายเหมือนกัน แต่ไปคนละทาง คือ พระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีตชาติ บำเพ็ญบารมีมา "จะตัวตายเพื่อเอา ตัวรอดจากความทุกข์ไปเดี่ยวๆ ไม่มีการถวายอะไรเป็นพุทธบูชาเลย" นี่ ท่านอยากพบจุดจบเช่นนั้น ก็ตามแต่ใจนะ เราได้เตือนท่านทั้งหลายแล้ว


อวโลกิเตศวรที่ดื้อด้านเหล่านั้น จำต้องพึ่งบารมี "พระนิตยโพธิสัตว์"


สุดท้ายคือ ถ้าอวโลกิเตศวรที่ดื้อด้านเหล่านั้น ต้องการหลุดพ้นจากวิถี แห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็จำต้องพึ่งบารมี "พระนิตยโพธิสัตว์" องค์ใด ก็ได้ สักองค์หนึ่ง ไม่อาจไปรอดได้ด้วยตัวคนเดียว เอาละ ลองดูหนังจีน กำลังภายในใช่ไหม? พวกเขาก็ไม่ต่างจาก "หลีชิวสุ่ย, ลีม๊กโช้ว, แม่ ชีมิกจ้อ" ฯลฯ พวกนี้เก่งทั้งนั้น "เป็นผู้หญิงเก่งที่เอาตัวไม่รอด" จึงต้อง มีพระนิตยโพธิสัตว์เข้ามาพัวพันกรรมด้วย เพื่อช่วยฉุดให้มีทางรอดนั่น แหละ เป็นผู้หญิงเก่งที่ดื้อด้าน ไม่มีใครเอาอยู่ สอนไม่ได้แต่เพราะความ เก่ง ก็ทำให้คนหลงกันมาก เทียบกับในยุคปัจจุบัน พวกหล่อนเหล่านี้ ก็ คือ ผู้หญิงที่ตั้งตนเป็นผู้นำทางธรรม, ตั้งสถานธรรม ตั้งตัวเป็นอาจารย์ ทั้งหลายทั้งแหล่ นั่นแหละ แต่ไปไม่รอด ไม่ถึงนิพพานจริงๆ หรอก ทว่า พูดไปเขาก็จะหาว่า เราดูถูกเขา เขาย่อม ไม่ยอมรับสิ่งนี้ได้อยู่แล้ว อีก ประการเขาก็เป็นผู้นำ เป็นใหญ่เป็นโต ต้องคุมคนมากมาย อย่างนี้ เขา ก็ "หน้าใหญ่มากๆๆ" จะให้เขาหน้าแตกต่อหน้าลูกน้อง ลูกขุนพลอย พยัคฆ์เหล่านั้นได้อย่างไร? เอาละ เราจะบอกให้ว่าชาติสุดท้ายของคน พวกนี้ไปไหน? ถ้าโชคดี ก็จะมีพระนิตยโพธิสัตว์มาฉุดช่วยดึงไว้ ก็จะมี ฐานะเป็น "พุทธมารดา" ผู้ให้กำเนิดบ้าง ผู้เลี้ยงดูบ้าง แต่ไม่มีทางที่จะ ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ เขาผูกเงื่อนกันไว้อย่างนี้ ว่าไม่ให้โปรดได้ เขาจะดื้อด้านต่อไปจนกว่าจะถึง "ชาติสุดท้าย" ที่พระนิตยโพธิสัตว์ได้ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ เขาถึงจะยอม "เข้านิพพาน" นี่แหละ ทำไว้ ร่วมกันอย่างนี้เลยต้องมากระทบ มาเจอกันหลายชาติก็ไม่จบสักที 555 จบแล้วคร้าบ ...


6 ต.ค. 2555

"เสียงจากนิรนาม"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การกินเจน่ะ มันเป็นการบำเพ็ญเพื่อตรัสรู้เป็นพระปัจเจกฯ นะ (ไม่ต้องกินเจ)

สวัสดีครับ วันนี้มีข่างฝากจากบางท่าน ที่เขาอยากเตือนท่านที่บำเพ็ญบารมีกัน หน่อยว่า การบำเพ็ญบารมีนี่มันให้ผลที่ ต่างกัน ถ้าเราไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด ก็ อาจบำเพ็ญแล้วกลายเป็นพระปัจเจกฯ ไปได้โดยไม่เจตนาก็ได้ อ้าว แล้วมันจะ มีการบำเพ็ญต่างกันอย่างไร? เอาละ ก็ ลองมาคุยกันดูง่ายๆ ตามเดิมครับ


พลังมารเทวทัต ยังคงมีผู้สืบทอด เพื่อดึงคนออกจากพระพุทธศาสนา!


อย่างแรก ขอเตือนไว้ก่อนเลยว่าถึงแม้ว่าพระเทวทัตจะตายแล้วตกนรก ก็จริง แต่ตำแหน่ง "มาร" ที่ว่างลง มันจะว่างไม่ได้ บนสวรรค์จะมีผู้สืบ ทอดตำแหน่งนี้ต่อ ทำงานเหมือนมารเทวทัตเลย ก็คือ การทำให้ศาสนา พุทธ ปั่นป่วน, แตกแยก, ล่มสลาย หรือกลายพันธุ์เป็นแบบพระปัจเจกฯ เอาละ ต่อมา ที่ท่านควรจะทราบคือ "อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์" มีบารมีมา 2 อสงไขยเป็นพื้นฐาน และพร้อมตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า โดยง่าย และยุคนี้ คนมีบุญน้อยจึงต้องอาศัยบารมีของอวโลกิเตศวรมากกว่าองค์ อื่น ทว่า ท่านก็อาจเป๋เข้าทางสายปัจเจกฯ ได้ง่ายๆ ดังนั้น จึงต้องให้ท่าน มาเกิดเป็น "สตรีเพศ" ทั้งที่ท่านคือ "มหาบุรุษ" เพื่ออะไร? ก็เพื่อกันไม่ ให้ท่านตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั่นเอง เรื่องของเรื่องมันเป็นมายังงี้ ทว่า มันไม่จบแค่นี้ เพราะมารเทวทัตยังทำงานอยู่ และเขาก็ครอบงำให้มี การบำเพ็ญเป๋ออกไปนอกทางพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาของสัตว์สังคม ให้เพี้ยนไปเป็น "ศาสนาของพระปัจเจกฯ" ไปแทน ดังนั้น จึงเอาแนวคิด ในการบำเพ็ญบารมีเป็นพระปัจเจกฯ มาครอบงำ, แทรกแทนการบำเพ็ญ ในแบบเดิม ถ้าจะลองสังเกตุดูจะพบว่าพระบรมโพธิสัตว์ในทศชาติชาดก ไม่มีชาติใดเลยที่บำเพ็ญบารมี "เพื่อการกินเจ" ? ทว่า การกินเจนี้ เป็นที่ มาจาก "พระเทวทัต" โดยตรง และพระพุทธเจ้าท่านก็บอกแล้วว่าไม่ต้อง มีอะไรก็กินๆ ไปตามบุญตามกรรม ไม่ต้องเลือกมาก ไม่ต้องไปกำหนด คุย กันเรียบร้อยแล้ว พระเทวทัตก็โมโห เลยเล่นงานเสียหมู่สงฆ์ แตกเป็นสอง ฝ่าย จนสุดท้ายพระพุทธเจ้าเลยไปโปรดเทวดาบนสวรรค์เสียนานเลยครับ


การกินเจ เป็นการเตรียมพร้อมดำรงอยู่แบบพระปัจเจกฯ ในป่าที่มีแต่พืช


ต่อไปคือ การดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนานั้น จะไม่อยู่แบบแยกตัวออก ไปจากสังคมมนุษย์นะครับ ท่านจะอยู่ร่วมกับสังคมมนุษย์ได้ และก็จะทำ หน้าที่เป็น "เนื้อนาบุญของโลก" อยู่ได้ด้วยการ "รับทักษิณาทาน" ครับ แต่พระปัจเจกฯ ท่านจะดำรงอยู่อีกแบบคือ จะดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองเดี่ยวๆ ท่านจะมีป่าอยู่ ไม่มายุ่งกับสังคมมนุษย์มาก เพราะท่านคือ "ปัจเจก" ไม่ นิยมเข้าสังคมมั่วสุมกับคนมากอยู่แล้ว แต่ก็มีบ้างที่ท่านอาจมีวิบากเข้ามา เกี่ยวข้องกับคนซึ่งไม่ใช่ปกติของการดำรงชีพประจำวันของท่าน ดังนั้น ท่านจึงต้องบำเพ็ญเพื่อการกินเจ เพราะถ้าอยู่ป่าแล้วไม่กินเจไม่ได้ครับ ก็ เพราะถ้ายังกินเนื้อสัตว์อยู่ ก็ต้องล่า ต้องฆ่าสัตว์กิน อย่างนั้นย่อมจะไม่ได้ นิพพาน เพราะยังมีกรรมมากอยู่ แต่พระพุทธศาสนาเรานี้ ท่านไม่ได้ไปฆ่า สัตว์เอง ท่านบิณฑบาตรรับมาตามบุญตามกรรม ไม่ใช่ไปทำกรรมใหม่ให้ ได้มาซึ่งอาหารนะครับ อันนี้ ต้องเข้าใจ แยกกันให้ออกให้ชัดเจนด้วยครับ


สัตว์กินสัตว์ เป็นธรรมชาติหนึ่งของวิบากใน "สัตว์สังคม" ที่ไม่ใช่ปัจเจกฯ


ต่อไปคือ ในระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ จะมีทั้งสัตว์กินพืชและสัตว์กินสัตว์ ซึ่งไม่มีอะไรถูกหรือผิดครับ มันก็แค่ "ธรรมชาติ" เท่านั้นเอง มันมีวิบากกัน มาอย่างนั้น เลยต้องมาเกิดเป็นเช่นนั้น ชดใช้กันอย่างนั้น ไม่เช่นนั้น ก็ไม่มี ทางหลุดกันหมดครับ เพราะมันเป็นสัตว์สังคม จึงต้องเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง กับสัตว์ตัวอื่น จะหลุดพ้นไปได้โดยไม่กระทบกับใครเลย ไมได้ เพราะไม่ใช่ "ปัจเจกวิถี" ไงครับ อีกประการ ถ้าสัตว์ในโลกเกิดมาแล้วตายไปโดยไร้ค่า ชีวิตและเนื้อหนังเน่าเปื่อยไปโดยไม่มีบุญบารมีอะไรได้มาเลย สัตว์นั้นก็จะ ไม่มีบุญเลี้ยงตัวที่จะยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น พ้นความเป็นเดรัจฉานไปได้ หรอกครับ ดังนั้น เขาต้องสร้างบุญบารมีด้วยการ "ยอมให้สัตว์อื่นกิน" จึง จะได้บุญบารมีมากพอหลุดพ้นจากภพเดรัจฉานครับ ซึ่งเป็น "แนวทางใน การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่ทำตามๆ กันมาเป็นพุทธประ เพณีแล้ว" เช่น พระพุทธเจ้าในอดีตชาติ เคยเกิดเป็น "กระต่าย" ก็กะโดด เข้ากองไฟให้คนกินจึงได้บารมีครบในชาตินั้น, เคยเกิดเป็น "สุเมธดาบส" ก็โดลงหน้าผาให้แม่เสือกิน จึงได้บารมีครบในชาตินั้นได้ครับ ถ้าไม่มีวิถีให้ สัตว์กินกันเป็นทอดๆ แล้ว มันจะไม่มีบุญกรรมเชื่อมโยงกัน ฉุดดึงกัน จนได้ เป็น "สัตว์สังคม" ขึ้นมาได้เลย เรียกว่าตัวใครตัวมัน บุญกรรมไม่เกี่ยวพัน กันมาเลย สัตว์ก็อาจจะต้องกลายเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไปหมดได้นะครับ


การตัดเวรตัดกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร ก็ทำให้เข้าสู่วิถีของพระปัจเจกได้


ต่อไปคือ ยังมีอีกมากมายหลายวิธี ที่ทำให้ท่านอาจเผลอเข้าทางปัจเจกฯ เช่น การทำบุญหรืออะไรๆ เพื่อ "ตัดเวร-ตัดกรรม" หรือชดใช้กรรมกันให้ หมดๆ ไปเสีย อะไรแบบนั้น คือ ไปคิดเอง ทำเอง เอาตัวรอดจากบ่วงกรรม ไปเอง โดยไม่ "รอให้สัตว์อื่นเข้ามายุ่งกับตนแล้ว" แบบนี้ บางอย่างก็อาจ ได้ผลจริง คือ ตัดเวรกรรมหมดกันไปได้จริง ด้วยปัญญาของคนที่คิดมานั้น ทว่า มันจะทำให้ท่าน "หลุดพ้นไปแบบพระปัจเจกฯ" ได้นะครับ มันยังมีวิถี การบำเพ็ญบารมี อีกมากมายหลายประการเลย "ที่ไม่เคยมีมา แบบที่พระ บรมโพธิสัตว์เขาทำกัน" แต่มันมาจาก "อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์" ที่ใกล้ ที่ ต้องการตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มาเกิดเป็นผู้หญิงแล้วทำตัวเป็นผู้นำ สร้างลัทธินิกายใหม่ๆ สอนให้คนบำเพ็ญบารมี และสุดท้าย ก็เข้าสู่วิถีของ พระปัจเจก ครับ มันไม่ใช่วิถีทีทำให้เข้าสู่พระพุทธศาสนาที่มีพระพุทธเจ้า เป็นผู้นำเลยครับ สรุปง่ายๆ เพราะพระโพธิสัตว์ที่มาเกิดเป็นหญิงเหล่านี้ก็ มาจาก "อวโลกเตศวรโพธิสัตว์" ที่พร้อมจะตรัสรู้เป็นพระปัจเจก ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ด้วยบารมีฐานเก่าคือ "สองอสงไขย" ทว่า ท่านไม่ได้มีบารมีมาก ครบสมบูรณ์แบบ "พระศรีอาริยเมตตรัยโพธิสัตว์" ไม่ได้สามารถบำเพ็ญ บารมีเป็น "ต้นแบบ-ผู้นำ-พี่ใหญ่" ให้แก่พระโพธิสัตว์องค์อื่นๆ ได้ครับ ก็ ได้แต่ "ปูพื้นฐานไว้ก่อน" เพื่อรอ "ต้นแบบ-ผู้นำ-พี่ใหญ่" มาเติมส่วนที่ ขาดหายหรือบกพร่องไป "ให้เต็มครับ" ทว่า มารเทวทัตหรืออะไรก็ดี ได้ ครอบงำให้ผู้หญิงเหล่านั้น หลงตัวเอง ตั้งตัวเองเป็นเจ้าลัทธิยิ่งใหญ่ หลง ลืมพระโพธิสัตว์ใหญ่องค์นั้นไปก็เลยกลายเป็นปัญหาแก้ไม่ตกถึงทุกวันนี้


ถ้าจะบำเพ็ญบารมี "ก็ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้า" ไม่ใช่ไปดูอวโลกิเตศวร


ต่อไปคือ การบำเพ็ญบารมีก็มีมากมายหลายแบบ ได้มากมายเยอะแยะ แต่ว่าแต่ละแบบให้ผลไม่เหมือนกัน คนเราเลยเกิดมาไม่เหมือนกัน และ ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ากันจริงๆ "น้อยมาก" ที่เหลือก็เป็นอย่างอื่นคับ ไม่ใช่ว่าท่านเหล่านั้นไม่มีบารมีนะครับ มีมากๆๆๆๆ เลย ล้นมากๆๆๆๆ ก็ มีครับ ทว่า "ท่านไม่ได้บำเพ็ญบารมีแบบพระพุทธเจ้า" แล้วจะให้ผลมี ผลได้ เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร? เอาละ ไม่ต้องไปหลงทางมาก ลอง ดูตัวอย่างการบำเพ็ญบารมีองพระพุทธเจ้าในอดีตชาติ ก็ได้ ว่าท่านทำ อะไรมาบ้าง ทำมาอย่างไร? ไม่เห็นจะเหมือนกับพระอวโลกิเตศวรครับ ต่างกันเล็กน้อย คนละแบบกัน ได้ผลคนละอย่างกัน ไม่มีใครผิด-ถูกแต่ เขาปรารถนากันคนละแบบ เลยบอกกะท่านว่าถ้าจะดูตัวอย่างการทำดี บำเพ็ญบารมี ก็ทำตามพระพุทธเจ้าในอดีตก็ได้ ทำไมไปแห่ทำตามพระ อวโลกิเตศวร? (ระวังจะเป็นนางแก้วยกโหลเน้อ) ทีกินเจละทำกันมาก ทำกันได้ กันดี ทีทำตามพระพุทธเจ้าในอดีต เช่น พระเตมีย์ใบ้, พระเวส สันดร ฯลฯ ละก็ "หาแทบไม่ได้เลย" นี่ละน้า ทำไม พระพุทธเจ้าถึงเกิด ได้ยาก ทำไม นางแก้วมันถึงมีเป็น "พันๆ" เอาละ ก็แล้วแต่ท่านแล้วกัน


ไปสอนให้คนกินเจ ใช่ว่าจะไม่มีกรรม เดี๋ยวโรงงานขายไก่ ก็เจ๊งกัน?


ต่อไปคือ การไปสอนให้คนกินเจ คุณอาจได้บุญบารมีเพราะการกินเจ ก็ได้ ส่วนหนึ่ง ทว่า ส่วนหนึ่งก็กระทบต่อระบบเศรษฐกิจนะครับ คือ คน ที่เขาขายไก่ เลี้ยงสัตว์ สัตว์ได้ใช้ชีวิตเลือดเนื้อตนเอง สร้างบุญบารมี ส่วนเขาก็ได้เงินไป คนกินก็ได้อร่อยไป นั่นแหละ ถ้ามันกระทบ มันก็คือ กรรมเหมือนกัน กระทบกับธุรกิจ, เศรษฐกิจ ซึ่งมีคนและสัตว์เกี่ยวข้อง อยู่ในระบบนี้มากมาย คนที่ไม่มีกรรมจริงๆ คือ ไม่ก่อกรรมทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะด้านสนับสนุนให้คนกินเนื้อสัตว์หรือสนับสนุนให้คนกินเจกล่าว ง่ายๆ คือ "ช่างมัน" ปล่อยมันไปตามเวรตามกรรมของมัน ก็แค่นั้นเอง ส่วนคนที่ "ไม่ปล่อยมันไปตามกรรม" แต่กระทำกรรมไม่ว่าขาใดก็ตาม มันก็ยังมีบุญมีกรรม เกิดขึ้นอยู่ดีนั่นแหละ คำสอนให้กินเจนี่ ไม่มีในคำ สอนของพระพุทธเจ้าเลย ท่านสอนแต่เรื่องปล่อยไปตามธรรมชาติ ไป ตามกรรม บุญ-บาป ท่านก็ปล่อยหมดลอยหมดแล้ว ไม่ได้กระทำไปอีก จบแล้ว หมดแล้ว ไม่มีต่อไปอีกแล้ว ก็แค่นั้น ส่วนการสอนเรื่องการสร้าง บารมี บำเพ็ญบารมีอะไรนี่ ไม่ใช่ว่ามหายานจะถูกนะครับ ง่ายๆ ไม่ต้อง ไปคิดอะไรใหม่ ทำตามพระพุทธเจ้าในอดีตชาติ ก็ได้แล้ว ง่ายที่สุด ยัง ไปคิดใหม่ทำใหม่อะไรกันมากมาย เอามาจากไหนกัน? แล้วจะให้ผลมี ผลเป็นอย่างไรกัน? ก็ยังไม่รู้เลย เอาละ ไม่ขวางใคร อยากอะไร ก็ทำๆ ไปละกัน "สอนกันไม่ได้หรอก" ทำตามใจตัวเองกันทั้งนั้น อยากทำอะไร ก็ทำไป เรื่องของใครของมัน ฉันก็พูดแล้วก็จบแค่นี้ละ ไม่ใช่เรื่องของฉัน


"ผู้หญิง" ที่เป็นอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ที่ดื้อด้านสอนยาก จะเป็นปัจเจกฯ


สุดท้ายคือ ยังมีอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์อีกมากมายที่มาเกิดเป็นผู้หญิงและ ก็เป็นผู้หญิงเก่ง, สวย, รวย, และมีอำนาจด้วยครับ เยอะแยะเต็มบ้านเมือง ทีนี้ พวกที่ดื้อด้านสอนได้ยาก ไม่ยอมผู้ชาย จะต้องไปเกิดเป็นพระปัจเจกฯ ครับ โดยเฉพาะพวกตัวตั้งตัวตี ไปสร้างลัทธินิกายแล้วยกย่องตัวเองซะยิ่ง ใหญ่นี้ ไปกันใหญ่เลย ตัวเองไม่อาจตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านำพาสัตว์ให้ถึง นิพพานได้จริง และมันมีปัญหาแล้วในปัจจุบันนี้ "ผู้หญิงไม่ยอมผู้ชาย" จะ ทำตัวเป็นใหญ่ เพราะ "ผู้ชายห่วยแตก" ใช่ ผู้หญิงเขาดีจริงๆ สวย, รวย, เก่ง, มีอำนาจ, ทำตัวดี, ฯลฯ และผู้ชายก็ "ห่วยแตก" บ้าง, เลวบ้าง, ไม่ ได้เรื่องบ้าง มันก็จริงอ่ะ แต่นี่มันคือ "วิบากกรรมของสัตว์เขา" ที่ผู้หญิงใน ยุคนี้ "ต้องยอมรับไป" ไม่รับไม่ได้ เขาสร้างมาอย่างนี้ ถ้าไม่ยอมรับ ก็ต้อง ไปตรัสรู้เป็นพระปัจเจกฯ เอง จะไปทำตัวอย่าง "บูเช็คเทียน" ไม่ได้ เพราะ นั้นมัน "ภาคแบ่งของพระศรีอาริยเมตตรัยโพธิสัตว์" มันไม่ได้เกิดมาเพื่อที่ จะเป็นผู้หญิงกะเขา มันแหกคอกจะไปแหกคอกตามเขาได้ไง บุญบารมีคน เราทำมาไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน เอาละ ผู้ชายทั้งหลาย ฟังให้ดี ไม่ต้องไป ทำตัวดีอะไรมากกะผู้หญิงนัก ทำตัวเหมือนอุ้ยเสี่ยวป้อนั่นแหละ ไม่ต้องไป ง้อมาก แต่ทุ่มเทเวลาไปทำเพื่อปวงสัว์ หรือ "ภาพรวม-ภาพใหญ่" ไป ซึ่ง เป็นบทบาทของผู้ชายอยู่แล้ว สุดท้าย "มันหนีกรรมไม่พ้น" คนมันต้องได้ ต้องมี ต้องเป็นสามีภรรยากัน ยังไงมันก็หนีกันไม่พ้น ไม่ต้องไปทำอะไรให้ ได้มันมาหรอก ไม่ต้องเลยนะ ทำดีมากไปเดี๋ยวเขาหลงเพลิน นิยมเกิดเป็น หญิงกันยกใหญ่ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ฟ้าต้องการ ฟ้านิยมก็แต่มหาบุรุษเพศครับ จบ ...


5 ต.ค. 2555

"เสียงจากนิรนาม"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เฮ้? ใครจะไปรู้ว่าที่แท้ "เด็กกำพร้า" ก็คือเนื้อนาบุญที่ดีอย่างหนึ่ง?

อ่ะ เมื่อวานโพสกระทู้ไม่ขึ้นเลย โพสไม่จบนะครับ แต่ไม่เป็นไร วันนี้ ก็มาตั้งต้นใหม่ หัวข้อง่ายๆ คือ "เรื่องของเนื้อนาบุญ" น่ะ ครับ เอามาเล่าฝากกันฟังเล่นๆ ง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องซีเรียสนะครับ พร้อมแล้วก็เข้ามาคุยกันได้เลย ...


คนแต่ละคนมี "พลังบุญ" ไม่เท่ากัน แล้วคนแบบไหนละที่เป็นเนื้อนาบุญ?


เริ่มต้นด้วยอย่างแรกนะครับ เรามาทำความรู้จักกับ "พลังบุญ" ก่อน ว่ามี ที่มาจากอะไร? ง่ายๆ ก็มาจากคนที่มีบุญบารมีมากพอที่จะทำให้ คนที่ทำ บุญนั้นๆ ได้รับพลังบุญไปหล่อเลี้ยงตัวเองได้ เช่น พระสงฆ์ที่มีศีลดี บารมี ก็มาจากศีลนี่ละครับ ทว่า ไม่ใช่แต่พระสงฆ์เท่านั้นครับที่เป็นเนื้อนาบุญได้ อาทิเช่น คนที่ไม่มีกาม ปราศจากกาม มีพลังเนกขัมบารมี ก็เป็นเนื้อนาบุญ ที่ดีได้ครับ เช่น เด็กที่เกิดใหม่ๆ, วัยรุ่นที่ยังไม่เคยมีกาม ฯลฯ แบบนี้ ก็เข้า ข่ายมีพลังบุญที่มาจาก "เนกขัมบารมี" ซึ่งเป็น "ของเก่า" ได้นะครับ ไม่ ใช่ของใหม่ ดังนั้น เด็กจะแผ่พลังบุญให้ผู้เลี้ยงดู ก็คือ พ่อแม่, ผู้ให้กำเนิด ก่อน แต่ในเด็กบางคน มีพลังบุญมากกว่านั้น ธรรมชาติจึงจัดสรรให้แผ่ไป ให้คนจำนวนมากแบบ "สาธารณะ" ครับ เขาก็เลยต้องเกิดเป็นเด็กกำพร้า ซึ่งใครๆ จะไปเลี้ยงดู ให้สิ่งของ หรืออะไรๆ ก็ได้ครับ พวกเขาสมมุติว่าอยู่ ในบ้านเด็กกำพร้าด้วยกัน 50 ชีวิต ทั้งหมด เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด ก็จะมี พลังบุญมากทีเดียวครับ เราไปทำบุญให้เขาได้ แม้ว่าเราไม่มีบุตรของเราก็ ไม่เป็นไรครับ เพราะพวกเขาพร้อมรับได้ เอาละ ยังมีมากกว่านี้ที่เป็นเนื้อนา บุญได้ ซึ่งก็คือคนที่มีบุญบารมีในแบบต่างๆ จะแผ่พลังบุญให้คนอื่นได้ครับ


"เนื้อนาบุญ" จะสิ้นพลังบุญที่จะแผ่ให้แก่ผู้คนที่ทำบุญแก่เขา เมื่อไร?


ต่อไป แม้ว่าพวกเขาที่เรียกได้ว่าเป็น "เนื้อนาบุญ" จะมีพลังบุญ และ สามารถแผ่พลังบุญหล่อเลี้ยงคนที่ทำบุญทำทานแก่เขาได้ ก็จริง แต่ มันก็ไม่เที่ยงนะครับ "มันสามารถหมดได้ เหมือนแปลงนาที่ย่ำแย่ลง" ได้เพราะอะไรบ้าง ง่ายๆ ครับ ก็คือ "ความเสื่อมในธรรม-ความเสื่อม ในบารมีที่บำเพ็ญ" เช่น เด็กอาจเสียพรหมจรรย์ (ไม่ว่าผู้ชายหรือว่า ผู้หญิง) เขาก็จะไม่อาจทำหน้าที่ "เนื้อนาบุญ" ได้ต่อไป ต้องยกให้ผู้ ที่เป็นสามีหรือภรรยา ผ่านการแต่งงาน แล้วใช้ชีวิต ทำงานทำการให้ เหมือนผู้ใหญ่ปกติ ทำหน้าที่เป็นผู้รับ ให้พ่อแม่ เลี้ยงดูอีกไม่ได้แล้วนะ ครับ แต่ถ้าเขาเสียพรหมจรรย์แล้ว กลับมาบำเพ็ญใหม่ เช่น หย่าขาด กันไปแล้ว ผู้ชายบวชพระ, ผู้หญิงอาจบำเพ็ญในผ้าขาว ก็จะมีพลังนี้ กลับมาได้อีกครับ ก็จะต้องบำเพ็ญนานหน่อย เช่น สัก 5 ปี ก็กลับมามี พลังเนื้อนาบุญได้ และสามารถดำรงอยู่แบบ "เนื้อนาบุญ" คือ ไม่ต้อง ทำงาน ปล่อยให้คนอื่นทำงานไป แล้วเราก็รับทักษิณาทานได้ครับ คือ กลับมาทำหน้าที่เป็นเนื้อนาบุญได้ นั่นเอง สมมุติว่า ก่อนมีกาม เด็กนั้น อาจให้พลังบุญเราได้มีกินมีใช้ 75% แต่เมื่อแต่งงานแล้ว เด็กก็ได้รับ การช่วยเหลือจากอีกฝ่าย 50% อันนี้ ชัดเจนนะครับว่าการเสียพรหม จรรย์นี้ "ไม่คุ้มเลย" แต่ว่าถ้าก่อนเสียพรหมจรรย์ เด็กให้พลังบุญได้ 75% แต่เมื่อแต่งงานแล้ว อีกฝ่ายช่วยเหลือเรามากได้ถึง 80% อัน นี้ก็นับว่าคุ้ม "ควรค่าแก่การเสียพรหมจรรย์" ครับ อันนี้ ไม่ต่างกันทั้ง ผู้ชายและผู้หญิงครับ สำหรับผู้ชาย ถ้าเสียพรหมจรรย์ ก่อนบวชพระ ให้บำเพ็ญเนกขัมบารมีในผ้าขาวก่อน สักระยะครับ พลังบุญจึงจะขึ้น กลับมาเป็นเนื้อนาบุญที่ดีได้ แล้วก็ค่อยบวชพระต่อก็ได้ครับ ส่วนคนที่ ไม่เคยเสียพรหมจรรย์ก่อน ก็บวชพระได้เลยไม่ต้องบวชขาวก่อนครับ


"เนื้อนาบุญ" มีในคนที่ไม่ได้บำเพ็ญพรหมจรรย์ก็ได้ถ้าบำเพ็ญบารมีอื่น


ต่อไป ยังมีเนื้อนาบุญอีกแบบที่ไม่ได้บำเพ็ญพรหมจรรย์ แต่เขาก็ยังเป็น "เนื้อนาบุญ" ได้ครับ เช่น เป็นครอบครัวที่เป็นพราหมณ์ทั้งคู่ และมีบุตร ได้ และไม่ทำงาน ถ้าบำเพ็ญบารมีอื่นๆ กล้าแกร่งดี ก็สามารถทำหน้าที่ เป็นเนื้อนาบุญได้ครับ แต่กรณีนี้ บอกได้เลยครับว่า "ยากมากๆ" ทางที่ ดีคือ ถ้าจะทำตัวเป็นเนื้อนาบุญ ก็ต้องบำเพ็ญพรหมจรรย์ครับ ส่วนว่าจะ ดูหนังโป้หรือระบายอกทางอื่น ที่ไม่ได้มีกามกับใคร คือ ถ้าเป็นพระก็ผิด ศีลระดับ "สังฆาทิเสส" อันนี้ ยังกลับมาทำหน้าที่เนื้อนาบุญได้แต่ก็ต้อง เคลียร์พลังงานที่ไม่ดีออกไปด้วยการ "เข้ากรรม" หรือการปฏิบัติที่ยาก ยิ่ง เช่น เข้าปริวาสกรรม (สำหรับพระ) ก็หายพ้นไปได้ สำหรับฆราวาส ก็ต้องบำเพ็ญยิ่งยวดหรือทำกิจโปรดสัตว์ยิ่งยวดเหมือนกันก็หมดได้ครับ จริงๆ แล้วไม่ว่าพระหรือฆราวาสไม่มีใครเหนือใคร เหมือนกันครับ ในแง่ ธรรมะ ความจริง และการปฏิบัติ ถ้าฆราวาสปฏิบัติได้ทัดเทียมพระ ก็ไม่ ต่างจากพระครับ แต่ถ้าฆราวาสหลงตัวเองว่าตนไม่ต่างจากพระ ก็เลยมี การปฏิบัติแบบฆราวาส ก็สิ้นสภาพความเป็นเนื้อนาบุญไปได้ครับ คือ ไม่ ว่าจะห่มสีอะไร หลักการปฏิบัติเหมือนกันหมด ถ้าฆราวาสผิดสังฆาทิเสส ก็ต้องเข้ากรรมก็ต้องบำเพ็ญยิ่งยวดเหมือนกันจึงจะกลับมาเป็นเนื้อนาบุญ ได้ครับ ไม่ใช่ว่าพอเป็นฆราวาสแล้วประมาทว่าคนกับพระก็ไม่ต่างกัน แต่ ตัวเองกลับปฏิบัติต่างไปจากพระ แล้วนี่จะทำตัวเสมอพระ ก็ไม่ได้นะครับ!


"บิดามารดาแก่เฒ่า" ถ้าบำเพ็ญพรหมจรรย์ ก็เป็นเนื้อนาบุญแก่บุตรได้


ต่อไป ถ้าบิดามารดาแก่เฒ่าแล้ว บำเพ็ญพรหมจรรย์ ละเว้นจากกามแม้ ว่าจะไม่เจตนาก็ดี เช่น ภรรยาหรือสามีตายไปฝ่ายหนึ่ง แม้ไม่มีเจตนาที่ จะบำเพ็ญเนกขัมบารมีอะไร แต่ก็มีพลังพรหมจรรย์ จะทำหน้าที่เป็นเนื้อ นาบุญได้ครับ ดังนั้น ถ้าบุตรแต่งงานแล้ว มีความยากลำบาก ในการอยู่ กิน, ดำรงชีพ ก็อย่าลืมบิดามารดาเก่าแก่ที่บ้านเก่าครับ เพราะว่าท่านมี ความสามารถเป็น "เนื้อนาบุญ" ได้ อ่ะ ทีนี้ ก็มีคนค้านครับว่า แหม ก็ไม่ เห็นว่าต้องไปทำบุญให้พ่อแม่เลย ให้พระก็ได้มีเยอะแยะไป ก็ขออธิบาย อย่างนี้ครับว่า "พลังบุญของเนื้อนาบุญแต่ละท่าน มีจำกัด" ถ้าพระท่าน ได้รับบุญทานจากคนอื่นมากแล้ว พลังบุญท่านจะลดลง เหมือนเด็กบาง คนที่แผ่พลังบุญให้ได้แต่พ่อแม่ของตัวเอง แต่เด็กกำพร้าให้ได้มากกว่า กว้างขวางกว่าน่ะครับ คนที่ได้รับการช่วยเหลือจากคนอื่นมาก ได้รับมา มากแล้ว พลังบุญก็แผ่ไปมาก เหลือให้คนที่มาทำบุญหลังๆ ได้น้อย แต่ คนที่ยังไม่ค่อยได้รับจากใครเลยนั่นแหละยังมีพลังบุญแผ่ได้มาก ยังไม่ ค่อยมีใครไปขุดเจาะเอาก็มีมากครับ เอาละ จริงอยู่ว่าทำบุญแล้วก็ได้ไม่ ต่างกันหรอก จะทำกับใครก็ได้ ถูกครับ ทว่า "มันให้ผลในรายละเอียดที่ ต่างกันด้วยครับ" เช่น ให้ได้เร็ว ได้ช้า ต่างกัน บุญไหนที่ต้นน้ำ จะได้เร็ว บุญไหนปลายน้ำ (เช่น ไปทำหลังคนอื่น เขาทำกันมากแล้ว) จะได้กลับ มาช้า มันถึงมีคำว่า "เนื้อนาบุญ" ว่าใครที่เป็นได้และเป็นไม่ได้ไงละครับ


"พระโพธิสัตว์" ขณะศึกษาและบำเพ็ญบารมียิ่งยวด ก็เป็นเนื้อนาบุญได้


ต่อไป ก็คือ "พระโพธิสัตว์" ที่ไม่ได้บวชนะครับ แต่กำลังบำเพ็ญบารมียิ่ง ยวด เช่น กำลังศึกษาเล่าเรียนแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ถ้าเขายังไม่มีกาม ยังไม่มีแฟนหรือครอบครัว ก็ทำหน้าที่เป็น "เนื้อนาบุญ" ได้ครับ และบาง ท่านก็เป็นเนื้อนาบุญอันวิเศษยิ่งทีเดียวครับ เพราะอะไร? เพราะว่าท่านไม่ ค่อยได้รับจากใครมากแบบพระสงฆ์นะครับ คนที่ไปช่วยเหลือท่านเหล่านี้ ก็จะได้พลังบุญต้นน้ำ ก่อนใครอื่นเลยครับ บางท่านก็มี "คนจองทำบุญ" ก็มีนะครับ มีหลายคนจองให้เลยก็มีเช่น จองกันให้ทุนการศึกษาแก่เด็กที่ เข้าข่ายเป็นพระโพธิสัตว์ครับ สำหรับคนที่มีครอบครัวแล้วคู่ครองของเขา ก็จะทำหน้าที่อุปถัมภ์ค้ำจุนเอง เราไม่ควรไปทำทักษิณาทานให้เขามากก็ เขามีครอบครัวแล้วนะครับ แต่ถ้าพระโพธิสัตว์ที่มาเกิดเป็นมนุษย์คนนั้นยัง ไม่มีครอบครัว แม้ว่ามีพ่อแม่ เลี้ยงดูแลอยู่ แต่พ่อแม่ เลี้ยงดูแลได้ไม่ทั่วถึง เช่น ขาดส่งเรื่องค่าเล่าเรียน อันนี้ละ โอกาสทองมาแล้ว เราก็ชิงทำบุญไป เลยครับ ใครไม่เอาเราเอาเอง เช่น นักศึกษาแพทย์ที่มาจากชนบท พวกนี้ มีพลังบุญเยอะ เป็นเนื้อนาบุญที่ดีทีเดียวครับ แต่ต้องเลือกสถานศึกษาที่มี การแข่งขันสูงๆ หน่อยละ เพราะเขาจะบำเพ็ญบารมีกันแบบยิ่งยวดนะครับ


"ฤษี-คนทรง-ผู้ปฏิบัติธรรม" ที่อยู่ในศีลธรรมที่ดี ก็เป็นเนื้อนาบุญที่ดีได้


ต่อไป ก็คือ กลุ่ม ฤษี, คนทรง, ผู้ปฏิบัติธรรมในวัดต่างๆ ท่านเหล่านี้ ก็ทำ หน้าที่เป็น "เนื้อนาบุญ" ที่ดีได้ครับ ดังนั้น เราสามารถสนับสนุน ได้เต็มที่ เช่น จองเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเพลแก่กลุ่มผู้ปฏิบัติธรรม อย่างนี้ก็ได้นะ ครับ ไม่ต้องยึดว่าจะที่ไหน บางสถานธรรม เขาก็มีเลี้ยงดูอยู่แล้ว เราก็ไป ขอเขาสิครับว่าผมขอจองเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารผู้ปฏิบัติธรรมกลุ่มนี้สัก มือได้ไหม? ใช้เงินประมาณเท่าไร? ทางสถานธรรมอาจบอกว่าประมาณ สองพัน ก็ดี, ห้าพัน ก็ดี เราพอไหวมั้ย? ถ้าเราไหว ก็ทำไปได้ครับ เห็นมั้ย ครับว่าเนื้อนาบุญมีอยู่มากมาย บุญมีให้ทำเยอะแยะครับ (ไม่ใช่มีแต่พระ) หรือยิ่งถ้าเป็นคนทรงที่เป็นโสด ไม่มีคู่ อันนี้ ยิ่งเหมาะนะครับ เราก็ดูว่าเขา ทำอะไร เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่? และมีรายได้หรือเปล่า? เช่น ถ้าดูดวงฟรี, รับ รักษาโรคด้วยพลังจิตฟรี อันนี้ เหมาะเราละครับที่จะจองทำบุญต้นน้ำ เป็น คนแรกๆ ที่ได้รับพลังบุญนี้ก่อน นาบุญ ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ เราก็ทำไปเลย ครับ ไม่ต้องสนใจใคร นาบุญที่คนอื่นทำกันมากเกินไปแล้ว มันจะเริ่มขาด ความอุดมสมบูรณ์ไปแล้วครับ เราก็ไม่ต้องไปทำมากอีก ไม่ต้อง "แห่ตาม กันไป" หรอกครับ เราหาเอง, เจอเอง, ได้เองก่อนใครแบบนี้ดีกว่านะครับ


คนเราทุกคน ก็ควรจะมี "นาบุญที่ดี" ไว้ทำบุญประจำ มรรคผลต่อเนื่อง


สุดท้าย ก็คือ คนเราอยู่บนโลกนี้โดยสิ้นบุญ ไร้นาบุญทำ คงจะแย่นะครับ ดังนั้น เราก็ควรแสวงหา "นาบุญ" ของเราเอาไว้ สักอย่างหนึ่ง สักคน ก็ ยังดีครับ เช่น ถ้าเรามีลูกหลายคน อาจมีลูกชายคนหนึ่งไปบวชยาวๆ นี่ก็ โชคดีเลย ได้เป็นแหล่งเนื้อนาบุญของเรา, ถ้าเรามีลูกผู้หญิงแล้วก็กลาย เป็นหม้าย แต่ถ้าเขาบำเพ็ญพรหมจรรย์ ก็เป็นแหล่งเนื้อนาบุญได้ครับ ซึ่ง ถ้าเรามองรอบตัวเราให้ดี เรามีนาบุญเยอะแยะให้เลือกเลยครับ ไม่มีใครที่ ถูกฟ้าทอดทิ้ง ทำให้ไม่มีนาบุญจะทำนะครับ ลองดูดีๆ อย่ายึดติดแต่ว่าเรา จะให้แก่ญาติหรือลูกเรา หรือใครที่มีเชื่อสายของเราเท่านั้น มองให้กว้าง, ทำให้ให้กว้างครับ แล้วเราจะได้เห็น ได้เข้าถึง และได้เนื้อนาบุญดีๆ ซึ่งยัง มีอีกมากมายเลยครับ ทีนี้ ยิ่งถ้าเราได้นาบุญประจำที่ไม่ต้องแย่งกับใครก็ ยิ่งดีขึ้นไปใหญ่ เช่น พ่อแม่ที่แก่เฒ่าแล้ว และไม่มีใครดูแล แหม เสร็จเรา ละ เราก็เอาเลยมาเป็นนาบุญของเรา ได้ฟรีๆ ไม่มีแม้แต่ค่าโอนนะครับ ไม่ ต้องใช้เงินไปซื้อที่นาของใคร ทำประจำ ทำให้ต่อเนื่อง ทำเรื่อยๆ ไป ก็จะ มีพลังบุญหนุนนำหล่อเลี้ยงเราได้ตลอดไป ต่อเนื่องได้เรื่อยๆ ครับ เอาละ แนะนำมามากแล้ว ที่เหลือก็แล้วแต่บุญกรรมสัมพันธ์ของแต่ละท่านครับ สวัสดี ...


4 ต.ค. 2555

"เสียงจากนิรนาม"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

มือถือ, คอมฯ, รถยนต์ ก็มี "จิตวิญญาณ" อยู่ แล้วชาวไซย่าเขาทำยังไง?

ไงเบื่อกระทู้ไซย่าหรือยังครับ ฮ่าๆๆ ผมว่าผมก็เบื่อๆ อยู่นะ อะไรๆ ก็ไซย่าๆ บ้าอ่ะป่าว อ่ะ อะไรแบบนั้น เอ้า แต่ก็ช่างมัน เถอะ ยังไงเนื้อหาสาระข้างใน มันก็โอเคอ่ะนะ ถึงแม้ว่ามันจะ มีแต่โม้ก็ตาม อ้าว เป็นงั้นไป เอ้า มีเรื่องเล่าละ เขาว่ากันว่า ในเครื่องมือที่คนใช้กันมากๆ ที่ มีความพิเศษหน่อย จะมีอะไรที่ เรียกว่าจิตวิญญาณ มาประจำ ด้วยนะ แล้วทีนี้ ชาวไซย่าเขา จะจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้ เรา ก็ลองมาโม้ เอ้ย มาคุยกันดูครับ


มือถือ, คอมฯ, รถยนต์ ฯลฯ ก็มีจิตวิญญาณเชื่อมโยงอยู่ด้วย!


เริ่มต้นจาก ของใช้ของคนเรานี่ครับ บางชนิดมันจะอายุไม่นาน ก็พังไป บางอย่างก็นาน ไม่เท่ากัน มีความซับซ้อนและความ พิเศษที่ต่างกันไป "ทุกอย่างมีพลังวิญญาณเชื่อมโยงอยู่" แต่ มันจะมีระดับที่ไม่เท่ากันนะครับ เช่น พัดธรรมดาๆ ที่ใช้แล้วพัง ไป ก็จะมี "จิตวิญญาณเทพผู้สร้างพัด" เชื่อมโยงอยู่ แต่ท่าน จะอยู่ข้างบน เป็น "ตัวตนในมิติที่สูงขึ้น" นะครับ จะไม่ลงมาที่ พัดหรืออยู่ในพัดละ ยกเว้นพัดพิเศษของคนพิเศษ อาจมีได้บ้าง บางครั้ง บางคราวครับ ทีนี้ ของบางชนิด ก็มีพลังวิญญาณมาที่ มันด้วย ประจำอยู่กันมันเลยก็มี แต่เป็นจิตวิญญาณระดับล่างลง ไปนะครับ ยังไม่ได้อยู่ในมิติที่สูงเท่าไร เช่น มือถือ, รถยนต์ และ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดตัวมนุษย์ หรือเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตหรือจิตใจ ของคนมากๆ ก็จะมีจิตวิญญาณระดับต่ำๆ เช่น จิตวิญญาณภาค มืด มาอยู่ด้วยได้ครับ ดังนั้น เวลาคนเอาไปใช้ ก็จะถูกพลังมืดนั้น ครอบงำได้ครับ เช่น เวลาเด็กมีเงินไปซื้อมือถือมาใช้ ก็จะติดมาก ใช้จนเหมือนไม่มีสติเลยอะไรแบบนั้น นี่เพราะพลังมืดครอบงำครับ เอาละ ยกตัวอย่างพอเป็นพิธี แต่อย่าเพิ่งตกใจไปละ เพราะเดี๋ยวก็ จะมีวิธีจัดการกับสิ่งเหล่านี้ ให้เป็นของใช้ของเรา ไม่ใช่เป็นเจ้าเป็น นาย มาครอบงำชีวิตเรานะครับ อย่างไร? ลองคุยกะช่าวไซย่าครับ


ปีศาจมือถือ, คอมฯ, รถยนต์ ฯลฯ มีตัวพญาและตัวบริวารอยู่ด้วยอ่ะนะ


ต่อไป เราจะเล่าเรื่องปีศาจในมือถือ, คอมพิวเตอร์, อินเตอร์เน็ต, รถยนต์ และอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะที่มนุษย์ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ที่ "มีความพิเศษ" มากๆ นั่นแหละ มันเกิดจาก "ผู้สร้าง" เป็นตัวพญา แล้วเขาก็มีบริวารอยู่ ในภพมืดใต้พิภพ แล้วเขาก็จะดึงออกมา ปลดปล่อยออกมา แล้วก็มาอยู่ ประจำที่สิ่งที่เขาสร้างละ รอให้คนมาซื้อก็จะไปอยู่กับคนซื้อและครอบงำ คนซื้อได้ด้วยละ ขึ้นอยู่กับว่าของพิเศษแค่ไหน? ยิ่งพิเศษ ก็ยิ่งมีตัวที่ยิ่ง ใหญ่ เจ๋งๆ ฤทธิ์มากๆ ประจำอยู่ด้วยอ่ะนะ เอาละ เขาก็อาจจะเริ่มต้นจาก "พลังมืด" แต่เมื่อได้รับการปลดปล่อยออกมาอยู่กับสิ่งของแล้ว เราเอา ไปใช้ในทางที่ดีสร้างสรรค์ เขาก็จะได้รับการ "ชำระล้างและสร้างใหม่" ได้ครับ ตอนแรกที่เราเอามาใช้ เขาอาจครอบงำเรา ทำให้เรามืดและหลง มันมากๆ ใช้มันแบบว่าเมามันมากๆ เสพติดมันมากๆ แต่พอเราใช้ไปทาง ที่ดี เขาก็จะดีขึ้นและหลุดพ้นได้ครับ ถึงเวลานั้น "เราจะรู้จักใช้อย่างพอ ดี" เอง เช่น ใช้มือถือแต่พอดี ไม่มากเกินไป ไม่เสพติดมากไป แต่ว่าถ้ามี การนำไปใช้ทางลบบ่อยๆ เขาก็จะมืดลง และเราก็จะมืดลงด้วยครับ ในที่ สุด ก็อาจนำพากันไปสู่ภพมืด ยากจะเยียวยา อันนี้ก็โทษใครไม่ได้นะครับ สรุป ก็คือ ตัวพญาจะอยู่กับผู้สร้างสิ่งของ, ส่วนตัวบริวารจะอยู่กับสิ่งของ ที่ถูกสร้าง พวกเขาจะถูกปลดปล่อยออกมาจากภพมืด แล้วรอการชำระ ก็ จะมีพลังงานที่ดีได้ แต่ต้องผ่านการชำระล้างด้วยการสร้างสรรค์ก่อนครับ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การแพทย์ระดับควอนตัม ช่วย "สร้างใหม่" ซ่อนพลังภายในท่านได้ไม่ต้องกำเนิดใหม่

ที่รัก เหล่าเด็กแซ่บทั้งหลาย นี่เป็นอีกก้าวกระโดด หนึ่ง ที่จะช่วยให้ท่านเลื่อนระดับขึ้นได้ ช่ายแล้ว เรากำลังนำพาท่านเข้าสู่วิทยาการขั้นสูงขึ้นไปอีก และท่านต้องบินสูงขึ้นไปอีก ตอนนี้ภาษาทางโลก น่าจะเรียกว่า "ควอนตัม" สินะ มันเป็น วิทยาการ ในสากลจักรวาลที่พยายามเชื่อมต่อลงมายังโลก มนุษย์และผู้ที่รับมันได้ก็ได้เสนอทฤษฎีนั้นขึ้นทว่า มันยังไม่สมบูรณ์นัก มันยังขาดหายไปมาก และ ทำให้มนุษย์โลกเข้าใจในสิ่งนี้น้อยมาก ดังนั้น เรา จำเป็นที่ต้องเชื่อมต่ออีกครั้ง เพื่อให้ท่านเกิดความ เข้าใจในเรื่องนี้อย่างชัดเจนยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะมันมี ความสำคัญกับขั้นตอน "การสร้างใหม่" และการ กำเนิดใหม่ อันนำไปสู่การเลื่อนระดับในที่สุด ดังจะ อธิบายแก่ท่านต่อไปนี้


เพื่อให้ท่านเข้าใจถึงพื้นฐานของ "การแพทย์ระดับควอนตัม" เราจะขอ อธิบายหลักการพื้นฐานของ "สรีระวิทยาระดับควอนตัม" ให้แก่ท่านก่อน กล่าวคือ ตัวตนที่ท่านเห็นนั้นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แต่เป็นเพียง "แสงจาก ดวงอาทิตย์ที่สะท้อนเข้าตาของท่าน" ตาของท่านยังไม่ได้เห็นสิ่งต่างๆ ในฐานะตัวตนของมันที่แท้จริงเลยสักครั้ง เพราะตาของมนุษย์รับได้แต่ แสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์เท่านั้น สิ่งที่เราจะเปิดให้ท่านรู้ต่อไปนี้ เป็นดั่ง "ดวงตาพิเศษ" ที่จะทำให้ท่านเห็นสิ่งต่างๆ ที่มันเป็น อย่างที่มันเป็นได้


เมื่อท่านได้เห็นอย่างที่เราเห็นแล้ว ท่านจะไม่เห็นตัวตนเชิงวัตถุอีกต่อไป ท่านจะเห็นสิ่งต่างๆ เหมือนพลังงานกลุ่มหนึ่ง มันเป็นพลังงานละเอียดใน ระดับควอนตัม ซึ่งไม่เที่ยง แปรปรวน และมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกอย่างเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง (ในระดับควอนตัม) และถ่ายทอดถ่ายเท จากที่หนึ่งไปที่หนึ่งได้เสมอๆ ในแต่ละช่วงเวลา แปรเปลี่ยนไม่เหมือนเดิม แม้แต่ตัวตนของท่าน ก็เป็นเหมือนก้อนพลังงานที่ไม่เที่ยง มีกระแสพลังที่ แผ่ออกและเดินทางจากตัวท่านไปรอท่านในอนาคต เพื่อรอที่จะก่อตัวเป็น "ตัวตนในอนาคต" ของท่านนั่นเอง ก่อนที่เราจะขยายองค์ความรู้ของตัว ตนเชิงซ้อนหลากมิติของท่านไปมากกว่านี้ เราจะขอจำกัดการเรียนรู้ให้มี ความเรียบง่ายขึ้นเป็นพื้นฐานก่อน โดยเราจะใช้ "ตัวตนเชิงสังขาร" ของ ท่านเป็น "ตัวตนแห่งสรีระที่เราจะศึกษา" ซึ่งตัวตนนี้จะมีพลังงานเชิงซ้อน ในระดับควอนตัมอยู่ภายใน เราจะศึกษาเฉพาะตัวตนตัวนี้ "ตัวเดียว" ก่อน สำหรับตัวตนตัวอื่นๆ ที่เชื่อมโยงถึงกันในเครือข่ายนั้น เราจะยังไม่อธิบาย


ให้ท่านลองจินตนาการถึง "ตัวตนแห่งพลังงานในระดับควอนตัม" ของ ท่าน ซึ่งเป็นเหมือน "กลุ่มแสง" กลุ่มหนึ่ง เป็นพลังงานที่ซับซ้อน และมี "องค์ประกอบย่อยๆ" มากมายประกอบกันขึ้นมาเป็นหนึ่งตัวตน เหมือน สังขารของท่านที่มีอวัยวะต่างๆ ฉะนั้น แต่อวัยวะในระดับควอนตัมนี้ จะ มีความแตกต่างไปบ้างจากระดับสังขารนั้น ซึ่งเราจะค่อยๆ อธิบายต่อไป


ระบบพลังงานในจักรวาลเป็นระบบเปิดทั้งหมด ไม่มีอะไรที่ปิดกั้นได้อย่าง แท้จริง สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นระบบปิดนั้น อาจเป็นไปได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้น แม้แต่ตัวตนเชิงพลังงานระดับควอนตัวของท่านเอง ก็เช่นกัน มันมี ระบบเปิดอยู่ และเพราะมันเปิด มันจึงแลกเปลี่ยน, ได้รับและถ่ายทอดพลัง ต่างๆ ระหว่างภายนอกและภายในระบบของมันได้ และผลคือ บางครั้ง มัน ดีขึ้น, สว่างขึ้น หรือเลื่อนระดับขึ้น แต่บางครั้ง มันก็แย่ลง, มืดลง หรือตก ต่าลงจากระดับเดิม ก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวตนเชิงพลังงานระดับควอนตัม ของท่านคือ "การเจ็บป่วยในระดับชั้นของพลังงาน" และความผิดปกติใน อวัยวะระดับพลังงานควอนตัม และเมื่อท่านเจ็บป่วยแล้ว ท่านจึงจะต้องได้ รับการรักษาเยียวยา ในกระบวนการนี้หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ตัวตนเชิงพลังงานระดับควอนตัมของท่านมากๆ ก็จะเรียกว่าเป็นการสร้าง ใหม่ เหมือนการผ่าตัดใหญ่เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ศัลยกรรมเสริมความ งามหรือการผ่าตัดแปลงเพศเลยทีเดียว ทว่ายังไม่ถึงขั้นตายแล้วเกิดใหม่ ที่เรียกว่า "การกำเนิดใหม่" หรอกนะ กระบวนการ "สร้างใหม่" นี้ มันเป็น แค่การรักษาเยียวยาที่มากไปกว่าปกติเหมือนการผ่าตัดใหญ่ ก็เท่านั้นเอง


เมื่อใดที่ "ตัวตนเชิงพลังงานระดับควอนตัม" ของท่าน มีพยาธิสภาพไป มันจะยังไม่ส่งผลกระทบไปยัง "ตัวตนเชิงสังขาร" ของท่านในทันที แต่ จะมีแนวโน้มในอนาคตที่จะเป็นไปได้สูงถ้าไม่ได้รับการบำบัดเยียวยา ซึ่ง บางครั้ง ท่านก็สามารถรักษามันได้ด้วยตนเอง เพราะตัวตนเชิงพลังงาน ระดับควอนตัมของท่านมีความสามารถในการ "ฟื้นคืน" และรักษาตัวมัน เองอยู่แล้วในระดับหนึ่ง ความสามารถในการรักษาตัวเองนี้ ไม่เท่ากันใน แต่ละคน และในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ความสามารถในการฟื้นคืนไม่เท่า กันด้วย ทำให้ท่านที่มีพลังแห่งการบำบัดน้อยกว่า จำจะต้องอาศัยการให้ ความช่วยเหลือจากท่านที่มีพลังในการบำบัดรักษามากกว่า และด้วยเหตุ นี้ เราจึงเลือกที่จะถ่ายทอดวิทยาการนี้แก่ท่าน เพื่อหวังว่าท่านจะเป็นส่วน หนึ่งที่ช่วยในกระบวนการรักษาเยียวยาเล็กๆ จนกระทั่งในกรณีที่ต้องได้ รับการผ่าตัดในระดับควอนตัมครั้งใหญ่ที่เรียกเฉพาะว่า "การสร้างใหม่"


นี่คือ "หัวใจสำคัญ" ที่จะทำให้ท่านเข้าใจกระบวนการ สร้างใหม่ ได้มาก ขึ้น นั่นเอง เรากำลังพัฒนาท่านไปสู่กระบวนการนี้ เพื่อให้ท่านมีส่วนร่วม ในการสร้างใหม่ อย่างที่เราได้บอกท่านแล้วว่าการสร้างใหม่นี้ ไม่ใช่การ กำเนิดใหม่ จึงไม่มีลักษณะของการตายของสิ่งเก่า และเกิดสิ่งใหม่ขึ้นแต่ อย่างใด แต่มันคือ "การบำบัดรักษาสิ่งเก่าให้ดำรงต่อไปได้" ก็เท่านั้นเอง ซึ่งวิทยาการนี้ ไม่ใช่เฉพาะแต่การรักษาตัวตนเชิงพลังงานระดับควอนตัม ของท่านเท่านั้น มันยังใช้ขยายผลเป็นหลักการในการรักษาสิ่งอื่นๆ ได้อีก เช่น การรักษาสังคมโลกมนุษย์, ระบบระบอบต่างๆ ที่กำลังป่วยหนัก ฯลฯ


ใช่แล้ว สิ่งที่เราให้แก่ท่านเป็นเพียง "พื้นฐานขั้นต้นของการสร้างใหม่" ก็ เท่านั้น เมื่อท่านได้เข้าถึง, เข้าใจ และสามารถทำได้แล้ว ท่านยังสามารถ ขยายผลไปสู่การบำบัดเยียวยาสิ่งอื่นๆ ได้มากขึ้น และเราก็หวังว่าท่านจะ ทำได้เช่นนั้น เพราะเราไม่มีเวลามากพอที่จะขยายผลวิทยาการเหล่านี้ให้ แก่ท่านมากนัก ดังนั้น ขอให้ท่านที่สนใจ "กระบวนการสร้างใหม่" และคิด มีส่วนร่วมในการสร้างใหม่ พยายามให้มาก เพราะมันก็คือพื้นฐานสำคัญ


เพื่อให้ท่านเข้าใจมากยิ่งขึ้น เราจะขออนุญาติยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่กระทบบางท่านบ้าง ต้องขออภัยด้วย กล่าวคือ ในบางท่าน มีปัญหาระดับ "ตัวตนเชิงพลังงานควอนตัม" ในขณะที่ สังขารของเขายังปกติดีมาก ตัวตนเชิงพลังงานควอนตัมของเขาอาจ มีปัญหาในบางจุดเหมือนการอักเสบหรือพยาธิสภาพของอวัยวะร่าง กายได้ เช่น "กลุ่มพลังงานแห่งความรู้" ซึ่งจะทำหน้าที่แปลงสภาพ ข้อมูล, ความรู้ เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องได้ เหมือนกับตับที่สามารถ เปลี่ยนแปลงสสารที่ร่างกายได้รับ ให้เป็นสสารที่ดีต่อร่างกายได้นั้น มันอาจเกิดปัญหาขึ้น เหมือนกับคนที่กินเหล้ามากๆ ตับแข็ง ตับมีพิษ ของเหล้าสะสมมากๆ เช่นกัน "กลุ่มพลังงานแห่งความรู้" ซึ่งเป็นดั่ง อวัยวะหนึ่งของตัวตนเชิงพลังงานควอนตัมของท่าน ก็อาจมีปัญหา เช่นนั้นได้ เช่น เมื่อท่านได้รับข้อมูลความรู้ที่ไม่เหมาะสม มากเกินไป เหมือนกินเหล้ามากเกินไปจนตับได้รับพิษ มันจะเกิดพิษขึ้นในอวัยวะ นั้นได้ และส่งผลให้ท่านมีปัญหามากในการรับความรู้, ใช้ความรู้และ ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในที่สุด เช่น รู้มากจนทะเลาะกับคนอื่นๆ ไปเรื่อย, รู้มากจนชีวิตยุ่งเหยิง หาความสุขไม่ได้, รู้มาก แต่กลับยิ่งใจแคบลง ฯลฯ เป็นต้น ภาวะอาการเหล่านี้เป็นการเจ็บป่วยอย่างหนึ่งในระดับชั้น ของพลังงานควอนตัม ที่ควรจะได้รับการรักษา หรือการผ่าตัดใหญ่เพื่อ เปลี่ยนอวัยวะในระดับควอนตัมที่เสียหายนั้น ให้กลับคืนมาปกติดังเดิม


ที่รัก ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ขณะที่มีคนไข้ที่อาการหนักและรอการผ่าตัด ใหญ่ในระดับควอนตัมนี้ มากมายเหลือเกิน แต่เราขาดแคลนแพทย์ใน ระดับควอนตัมนี้อย่างมาก! ดังนั้น เราจึงต้องการ การร่วมแรงร่วมใจ จากท่าน หาวิธีเลื่อนระดับให้แก่ท่าน เพื่อให้ท่านรับภารกิจสำคัญนี้


และเพื่อให้ท่านเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่ามีคนไข้ในโลกนี้มากมายเพียงใด ที่รอคอยความช่วยเหลือจากท่านอยู่ เราจะขอยกตัวอย่างอาการดังนี้


1. ยิ่งรู้มาก ยิ่งบาดหมางมาก ยิ่งทะเลาะมาก ยิ่งมีเรื่องมาก ยิ่งทุกข์มาก ยิ่งเข้ากับใครได้ยาก ยิ่งมีปัญหาด้านต่างๆ มาก นี่เป็นอาการของอวัยวะ แห่งความรู้ ซึ่งอยู่ในระดับควอนตัมได้รับพิษบางอย่างคล้ายโรคตับแข็ง

2. เป็นคนเหมือนคนในอุดมคติมากไปจนไม่เหมือนมนุษย์ปกติ เช่น เป็น เหมือนพระอรหันต์ที่ประเทศไทยต้องการ ไม่มีกิเลสเลย ผิดปกติมนุษย์ ทว่า ไม่ใช่มาจากผลของการปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่มาจากพยาธิสภาพของ "อวัยวะในระดับควอนตัม" เช่น การสูญเสียอวัยวะในการรับรู้หรืออารมณ์

3. เป็นคนที่ถูกสร้างให้เป็นอย่างหนึ่งอย่างใดอยู่ จนสำเร็จแต่สูญเสียไป ซึ่งธรรมชาติดั้งเดิมของตนแล้ว อวัยวะในระดับควอนตัมของท่านบางชนิด อาจเสื่อมสภาพ หรือขาดหายไป เช่น อวัยวะแห่งความเป็นเด็กที่ใสซื่อ มัน ถูกทำให้สิ้นไป และแทนที่ด้วยอย่างอื่นแทน หรือกลายเป็นคนใหม่ที่ไม่เป็น ธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็น ถูกสร้างให้เป็นอย่างอื่นที่ผิดธรรมชาติไปแล้ว

4. สูญเสียธรรมชาติบางอย่างของตนเอง เพื่อให้ได้มาซึ่งบางอย่าง ทำให้ กลายเป็นคนใหม่ไม่เหมือนเดิม สูญเสีย "ความสว่างไสว" ของอวัยวะบาง ชนิด ทำให้การทำงาน, พฤติกรรม, การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เช่น กลายเป็น คนเย็นชา, ไร้ความรู้สึก, รักใครไม่เป็น ฯลฯ อันอาจเกิดจากการสูญเสีย อวัยวะระดับควอนตัมที่เหมือน "ดวงใจ" ไป ทำให้ต้องกลายเป็นเช่นนั้น


นี่เป็นอาการต่างๆ ที่ท่านจะสามารถสังเกตุเห็นได้ในสังคมของท่าน แล้ว ท่านจะทราบว่ารอบตัวของท่าน ผู้คนมากมาย ล้วนมีปัญหาพยาธิสภาพ ในระดับควอนตัมกันมากมายและรอคอยการบำบัดรักษาเหมือนการผ่าตัด ใหญ่ ที่เรียกว่า "การสร้างใหม่" อยู่มากมายเลยทีเดียวเลย ใช่หรือไม่?


ต่อไปนี้ คือ "วิธีการบำบัดรักษา" ของวิทยาการการแพทย์ระดับควอนตัม ซึ่งมีขั้นตอนเหมือนการแพทย์แผนปัจจุบันของท่าน อย่างแรก คือ การ ตรวจวินิจฉัยโรค ซึ่งเริ่มจากการสังเกตุ, สัมภาษณ์คนไข้ และการตรวจ ด้วย "เครื่องมือพิเศษ" เช่น ตาทิพย์ เป็นต้น เมื่อท่านได้ข้อมูลมากพอจึง วินิจฉัยโรคได้ชัด หรือในกรณีทำงานเป็นทีม และท่านได้เชื่อมต่อกับตัว ตนเบื้องบนที่สูงขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานท่าน พวกเขาอาจส่งข้อมูล ให้คุณถึงโรคที่เขาเป็นอย่างชัดเจน โดยท่านไม่ต้องตรวจวินิจฉัยเลย!


ขั้นตอนต่อไป คือ การเลือกแนวทางในการรักษา ซึ่งอาจมีหลายทางเลือก ในขั้นตอนนี้ คนไข้จะมีส่วนร่วมด้วย เพื่อเลือกทางของเขาเองว่าจะรับการ บำบัดรักษาในแนวทางใด ซึ่งท่านควรเปิดกว้างให้เขาได้เลือกทางเองเช่น การเปลี่ยนอวัยวะในระดับควอนตัม บางครั้ง ท่านต้องหาอวัยวะในระดับนั้น ให้ได้ ซึ่งเป็นการยากเกินไป หรือล่าช้าไม่ทันเวลา หรือบางท่านอาจเลือก ที่จะ "ปลูกถ่ายใหม่" โดยใช้พลังงานที่ถูกต้องเป็นแบบ แล้วถ่ายเข้าสู่ร่าง ของคนไข้ จากนั้นจึงหาวิธีเพาะเลี้ยงให้เติบโตขึ้นจนมากพอที่จะแทนที่สิ่ง เดิมได้ ยกตัวอย่างเช่น คนไข้ที่สูญเสียดวงใจในระดับควอนตัมเป็นคนที่ไร้ ใจ ไร้อารมณ์ ไม่มีความรู้สึกร่วมกับใครอาจได้รับการปลูกถ่ายพลังงานใน ระดับควอนตัมแบบหัวใจ จากดวงเล็กๆ ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ ก็จะเติบโต มากพอจนกลายเป็น "คนที่มีหัวใจใหม่" ได้ในที่สุด นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งใน การรักษา ซึ่งมีอยู่มากมายหลายวิธี ดังที่ได้บอกแล้วว่าคนไข้นั้นเลือกได้


ข้อแตกต่างอย่างยิ่งของ "แพทย์ควอนตัม" คือ แพทย์ในระดับควอนตัม ต้องมีพลังงานควอนตัมที่ดีมากๆ มีพลังและความบริสุทธิ์ เป็นต้นแบบที่ ดีงามก่อน มีสุขภาพในระดับควอนตัมที่ดีมาก เพราะในการรักษานั้น จะ ใช้ "พลังงานของแพทย์ผู้รักษา" เป็นต้นแบบ มากกว่าการแสวงหายา ใดๆ หรือก็คือ "การถ่ายทอดพลังงานที่ดี" เข้าไปแทนที่พลังงานที่เสีย ขับพลังงานส่วนเสียออก และแนะนำวิธีเพาะเลี้ยงพลังงานที่ดีนั้น ให้มี การเจริญเติบโตถาวรต่อไป ไม่เสื่อมถอยจนเกิดพยาธิสภาพเช่นเดิมอีก


ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาเป็น "ผู้บำบัดรักษาในระดับควอนตัม" (Quantum Healer) ได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการเลื่อนระดับก่อนและได้เข้าสู่ในระดับ ของ Healer แล้วเท่านั้นจึงจะสามารถบำบัดรักษาผู้อื่นได้ ข้อนี้แตกต่าง จากแพทย์แผนปัจุบันของท่าน ที่จะต้องมีความรู้ก่อน เน้นความรู้เป็นสิ่งที่ สำคัญ แต่สำหรับ Quantum Healer แล้ว ความรู้ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ "พลังงานภายในของท่าน" มีความสามารถ ในการบำบัดรักษาหรือไม่? ถ้าไม่มี ก็ไม่อาจเป็น Quantum Healer ได้


มาถึงตรงนี้ ท่านคงเห็นความสำคัญของ Quantum Healer ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการ "สร้างใหม่" ซึ่งไม่ใช่การกำเนิดใหม่ นั้น ท่านมีความสำคัญมากและไม่น้อยไปกว่า "ผู้ปลดปล่อย" ในขั้นตอน ของกระบวนการปลดปล่อยเลย และมีความสำคัญไม่ต่างจาก "พระบิดา" ในขั้นตอนของกระบวนการ "กำเนิดใหม่" อีกเช่นกัน แน่นอนว่าแต่ละคน มีภาระหน้าที่ที่ต่างกัน และมีความสำคัญเทียบเท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ ปลดปล่อย, องค์ธรรมบิดา, ผู้ชำระล้าง, และ Quantum Healer เอง ก็เช่นกัน ทุกท่านต่างล้วนมีส่วนช่วยในกระบวนการ "เลื่อนระดับ" ทั้งสิ้น


สุดท้ายนี้ เราหวังว่าท่านจะเห็นความสำคัญในข้อมูลที่เราได้บอกแก่ท่าน และเพียรพยายามที่จะเลื่อนระดับตัวของท่านเองขึ้นไป เพื่อเข้าสู่ภาระกิจ สำคัญที่รอท่านอยู่เบื้องหน้า ซึ่งเราได้แจกแจงแก่ท่านไปบ้างบางส่วนแล้ว เด็กน้อย เด็กแซ่บทั้งหลายเอ๋ย มีผู้คนอีกมากมายที่รอท่านอยู่เบื้องหน้า ที่ รอให้ท่านปลดปล่อย ก็ดี, ชำระล้าง ก็ดี, สร้างใหม่ (รักษา-เยียวยา) ก็ดี แม้พวกเขามีจำนวนมากกว่าท่านเหลือเกินแต่ท่านก็คือ "ความหวัง" ของ พวกเขาเหล่านั้น ที่จะนำพาพวกเขาสู่ความสว่างไสวและเลื่อนระดับต่อไป หวังว่าท่านจะไม่ทำให้เราผิดหวัง เดินหน้าต่อไป เพื่อทำหน้าที่สำคัญของ ท่านทุกคน ด้วยพลังไฟแห่งความสร้างสรรค์ เต็มเปี่ยมด้วยความสามารถ ของท่านทุกคน เพื่อชัยชนะในท้ายที่สุดนั้นจะมีค่าสมความเพียรนั้นทีเดียว


12 พ.ค. 2555

"เสียงจากจักรวาล"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS