ทุกส่วนในบล็อกนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ อุทิศแล้วเพื่อปวงชน. Powered by Blogger.
RSS
Showing posts with label เชิงสร้างสรรค์. Show all posts
Showing posts with label เชิงสร้างสรรค์. Show all posts

ร่วมสร้างตำนาน "ปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้น" พร้อมกันทั่วโลกได้แล้วครับ

โอ้แม่เจ้า ! แล้วเรื่องเหลือเชื่อที่ไม่น่าเชื่อ ว่าจะเกิด จะมีได้บนโลกนี้ มันก็เริ่มเกิดขึ้น แล้ว ไม่นะ ไม่ ผมไม่ได้หมายถึงเรื่อง "ภัย พิบัติ" อะไรนั่น เพราะจิตใจของผม สนใจ โลกในด้านดีมากกว่า (แม้ว่าทราบเรื่องภัย พิบัติด้วยก็ตามที) เพราะคุณบางคนอาจจะ มองแต่เรื่องไม่น่าเชื่ออย่างภัยพิบัติ ซึ่งเป็น มุมมองที่ค่อนข้างเป็นลบ ท่านจึงยังไม่เห็น มุมมองการเปลี่ยนแปลงที่เป็นบวกไงละครับ เอาละ เดี๋ยวหาว่าผมโม้ เพราะผมไม่ได้โม้ ครับ ลองดูให้ดีสิ โลกของคุณมีการเปลี่ยน แปลงบางอย่างที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ มันก็ เกิดขึ้นแล้ว เช่น คนธรรมดาๆ กลายเป็นคน ที่โด่งดังได้ชั่วข้ามคืน, ดารา-นักร้อง ไม่ใช่ คนที่โดดเด่นที่สุดอีกต่อไป คนธรรมดาๆ นั่น แหละที่กำลังได้รับความนิยม นี่หละ ที่ผมจะ เรียกมันว่า "ปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่" ซึ่ง มันเป็นไปได้ยาก และไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย ทว่า มันก็เป็นไปแล้ว อย่างไรละ ก็มาดูกันครับ


พลังงานจำนวนมากที่ได้รับการปลดปล่อยออกมากำลังจะเปลี่ยนโลกใบนี้


อย่างแรกผมกำลังจะบอกคุณว่า "พลังงานจำนวนมาก" ซึ่งคุณก็สามารถ รับได้อย่างอิสระ ไม่จำกัดด้วยเหตุปัจจัยใดๆ พลังงานมากมายเหล่านั้น ได้ รับการปลดปล่อยออกมาแล้วจาก "ดาวโลก" ดวงนี้ก็ดี หรือว่ามาจากต่าง ดาว ก็ดี พลังงานทั้งหลาย มากมายเหล่านั้น ได้มาถึงโลกของคุณแล้วใน ระดับที่ "เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน" ถึงปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในโลก ของคุณ มันคืออะไรหรือ? เช่น การที่วงการบันเทิง, กีฬา ฯลฯ เดิมๆ ไม่ได้ โดดเด่นหรือมีบทบาทสูงสุด แต่มันเปลี่ยนไปกลายเป็นโอกาสใหม่ๆ ให้คน ธรรมดาๆ หน้าใหม่ๆ ได้เข้ามาแสดงบทบาทที่โดดเด่นยิ่งกว่า ซึ่งคุณอาจ ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ว่า คนธรรมดาๆ บางคน จะแสดงพลังของพวกเขา ให้ผูคนมากมาย ได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ชัดได้อย่างไร? เอาละ ผมกำลังจะบอกว่าพวกเขา ต้องฝึกฝนตัวเองก่อน มากมาย เพื่อรอโอกาสนี้ ที่จะได้รับ "พลังพิเศษ" เพิ่มเข้าไป ซึ่งปกติ จะ มีแต่ "คนในวงการ" นั้นๆ เท่านั้น ที่เข้าใจ เข้าถึง วิธีรับพลังพิเศษเฉพาะ นั้นๆ เช่น คนในวงการบันเทิง ก็จะวิธีทำอย่างไรจึงจะขึ้นเวทีแล้วโดดเด่น พวกเขาก็จะถ่ายทอดให้คนในวงการด้วยกัน ทำต่อๆ กันมา ทว่า ตอนนี้ มันไม่ใช่แล้วเพราะ "คนธรรมดา" ก็ทำได้? เพราะอะไร เพราะพวกเขามี ความพร้อม ฝึกฝนตัวเองมาอย่างดีและได้รับพลังพิเศษเหล่านั้นไปนั่นเอง


คนธรรมดาๆ อย่างคุณ "ทุกคน" ก็สามารถรับพลังพิเศษได้ ถ้าคุณพร้อม


ต่อไปผมอยากจะบอกคุณว่า คนธรรมดาๆ อย่างเราๆ ท่านๆ ก็สามารถรับ พลังพิเศษเหล่านั้นได้เช่นกันครับ มันมีมากมายเลย และพร้อมให้ทุกท่าน ได้ ไม่ต้องแก่งแย่งกันเลยครับ ขึ้นอยู่กับว่า "คุณพร้อมหรือไม่" ก็เท่านั้น เอง และนี่คือ "ช่วงเวลาแห่งโอกาสทองที่หาไม่ได้อีกแล้ว" ของทุกๆ คน ในโลกใบนี้ครับ ผมขอย้ำนะครับว่า "ทุกๆ คนเท่าเทียมกัน" แม้ว่าคุณจะ เป็นแค่ "คนธรรมดาๆ" ที่ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรพิเศษเลย ไม่มีใครรู้จักมา ก่อนเลยก็ตาม ทว่า คุณสามารถรับพลังพิเศษที่ไม่ธรรมดานี้ได้ และคุณ ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ "ตำนานใหม่" ของโลก โลกในยุคที่ทำให้มี ปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่ มันจะเป็นความจริงด้วย "มือของทุกคนครับ" คุณลองดูให้ดีสิ พวกเขา เหล่านั้นก็ "ล้วนเป็นคนธรรมดาๆ" ที่ดูธรรมดามาก บางคนดูเหมือนมีปม ด้อยด้วยซ้ำไป ทว่า ทำไม พวกเขาจึงสามารถแสดงบทบาทของตนเอง ออกมาได้อย่างไม่ธรรมดา ใช่ไหมละครับ ไม่ว่าจะเป็นคนที่อ้วนมาก จน ใครต่อใครมากมายมองว่าเป็นปมด้อย, คนพิการ ทว่า กลับสร้างผลงาน ได้ดีเหนือคนปกติ ฯลฯ เอาละ ผมจึงเน้นย้ำว่า "โอกาสมาถึงทุกท่านแล้ว และมันเป็นของทุกคนที่พร้อมเท่านั้น" ยิ่งไปกว่านั้น "พลังพิเศษ" เหล่า นี้ มีความแตกต่างกันในคุณสมบัติต่างๆ อีกด้วย มันจะช่วยทำให้คุณขึ้น ไปสู่ "เวทีที่ต่างกัน" เช่น เวทีบันเทิง, กีฬา หรือแม้แต่การเมือง ก็ดีครับ มาถึงตรงนี้ ผมขอถามคุณชัดๆ ว่า "คุณพร้อมหรือยังครับ" ที่จะเป็นส่วน หนึ่งของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลก ที่ไม่เคยมี ไม่เคยปรากฏมาก่อน


ร่วมสร้างตำนาน "อนาคตของโลกยุคใหม่" ที่กำหนดได้ด้วยมือของคุณ


ต่อไปผมอยากจะบอกคุณว่า ด้วยพลังงานมากมายที่ได้รับการปลดปล่อย ออกมาจาก "ดาวโลก" ดวงนี้ก็ดี หรือจากต่างดาว ก็ดี นั้น เมื่อคุณได้รับ ไปแล้ว คุณสามารถนำพลังงานเหล่านั้นไปใช้ อย่างไรก็ได้ ดีหรือชั่วก็ขึ้น อยู่กับผู้ใช้แล้ว นั่นหมายความว่า "อนาคตของโลก ยุคใหม่" ถูกกำหนด ได้ด้วย "มือของพวกคุณ" นั่นเอง ว่าพวกคุณจะใช้พลังพิเศษเหล่านั้นใน การเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ให้เป็นไปอย่างไร? และมันจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับคน เพียงคนเดียวอีกต่อไป แต่มันจะขึ้นอยู่กับคนมากมาย ที่พร้อม และรับพลัง พิเศษเหล่านั้นได้ พวกเขาจะเป็นผู้ขับเคลื่อน, กำหนดอนาคตของโลกยุค ใหม่ต่อไป และคุณ ก็สามารถเป็นหนึ่งในนั้นได้ "ถ้าคุณพร้อม" และหลัง จากยุคนี้ไปแล้ว "โลกยุคใหม่" จะถูกวางรากฐานแบบใหม่ไปยาวนานจึง ไม่ใช่โอกาสทองบ่อยครั้งนักที่คุณจะสามารถทำได้ เพราะหลังจากช่วงนี้ ไปแล้ว มันจะเริ่มเข้าที่ และพลังพิเศษจำนวนมากมาย จะได้รับการเก็บให้ เข้าที่ มันจะไม่ได้รับการปลดปล่อยอย่างอิสระเท่านี้อีกแล้ว และนั่นหมาย ถึงท่านทั้งหลายที่เคยได้รับพลังพิเศษก็จะไม่ได้รับอีกต่อไปหลังจากที่มัน ได้ทำหน้าที่ของมันโดยสมบูรณ์แล้วนั่นเอง หวังว่าคุณคงพอเข้าใจนะครับ


พลังพิเศษเหล่านั้นจะนำพาคุณไปสู่เวทีของคุณ ซึ่งมีมากมายหลายเวที


ต่อไปผมอยากจะบอกคุณว่า พลังพิเศษเหล่านั้น จะจัดสรรให้คุณไม่ต้อง รับผิดชอบหรือทำกิจอื่นๆ อันไม่ควรทำ หรือไม่ใช่ทางของคุณ แต่มันจะ ช่วย "เปิดทางสู่เวทีของคุณเอง" ถ้าคุณได้รับการเลือก, ได้รับพลังแล้ว มันจะจัดสรรเองโดยคุณไม่ได้ทำอะไรเลย มันจะเป็นไปเองตามธรรมชาติ ครับ เช่น คนบางคนถูกรถชน แล้วพิการ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่แล้วก็ ได้เป็นนักกีฬาพาราลิมปิกได้รับเหรียญรางวัลมา, คนบางคน ป่วยทำงาน ไม่ได้ แต่ได้รับพลังให้มาทำหน้าที่พิเศษในเวทีของเขาเอง ก็อาจมีได้ เป็น ได้ครับ นี่แหละ การจัดสรรตามธรรมะ ธรรมชาติ มันไม่ได้เกิดจากการที่มี เจตนาอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรอกนะครับ พวกเขาล้วนไม่ได้เจตนา มาแต่ต้น ทว่า "พวกเขา คือผู้ที่ถูกเลือก" ครับ พวกเขาถูกเลือกให้ได้รับ พลังพิเศษเหล่านั้น และทำหน้าที่ด้วยพลังพิเศษที่พวกเขาได้รับมาในเวที ของพวกเขาเอง ซึ่งแต่ละคนจะไม่ต้องสร้างเวทีนั้นขึ้นมาเองด้วยซ้ำ ด้วย จะมีคนอื่นๆ มาสร้างเวทีให้แก่พวกเขา รอให้พวกเขาขึ้นเวทีเสียก่อนแล้ว ดังนั้น คุณจึงไม่จำเป็นต้องพยายามหาเวทีมากเลย มันมีอยู่แล้วคุณเพียง ก้าวต่อไปอีกนิดเท่านั้น "พวกเขาทั้งหลายที่อยู่รายล้อมรอบคุณ" จะเปิด ทางให้แก่คุณเอง "ถ้าคุณคือผู้ที่ได้รับการคัดเลือก" ให้ทำหน้าที่พิเศษนั้น นะครับ ทว่า ถ้าคุณยังไม่ได้รับการคัดเลือก คุณก็จะไม่ได้รับการเปิดประตู ผู้คนมากมาย รอบตัวคุณ จะปิดก้นและขวางทางคุณไว้ ไม่ให้คุณผ่านไป ได้ครับ ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็อย่าต่อว่าพวกเขาเลย เพราะทางนั้น ไม่ใช่ทางของ คุณที่คุณจะเดินไปนั่นเอง ต่อเมื่อคุณได้รับพลัง คุณผ่านการคัดเลือกแล้ว เท่านั้น คุณก็จะได้รับการเปิดประตู อย่างงดงาม โดยไม่มีทางอื่นใดอีกเลย


มันไม่จำเป็นต้องเป็นเวทีที่มีชื่อเสียง แม้แต่เวทีที่ไม่มีคนรู้จัก ก็เป็นไปได้


ต่อไปผมอยากจะบอกคุณว่า "เวที" ที่ผมกล่าวถึงนี้ มันไม่จำเป็นต้องเป็น เวทีที่มีชื่อเสียงก็ได้ บางเวทีก็อาจเป็นเวทีใหม่ๆ ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักมา ก่อนเลย หรือบางเวทีอาจจะดูไม่เหมือนเวทีในความคิดของใครๆ เลย เช่น เป็นแค่อะไรสักอย่างหนึ่งที่ทำให้คุณ "ทำกิจของคุณได้" ก็แล้วกัน ดังนั้น มันจึงไม่ใช่เวทีแบบที่คุณเคยเห็น แต่มันเป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณทำกิจได้ ก็แค่นั้นเอง นั่นแหละ "เวทีที่ผมพูดถึง" บางท่าน เผยแพร่ธรรมโดยที่ไม่มี "สถานธรรม" เลยด้วยซ้ำไป แต่เขาก็มีเวทีในการเผยแพร่ธรรม ในแบบที่ ตนเองสามารถทำกิจได้ ก็แล้วกัน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งทุกอย่างล้วนมีเหตุผล ในตัวของมันเองที่ธรรมชาติต้องจัดสรรให้มันเป็นเช่นนั้น แล้วคุณจะทราบ เหตุผลนั้นเอง เมื่อคุณยกระดับตัวคุณถึงจุดหนึ่งได้นะครับ ดังนั้น ผมก็ขอ ให้คุณ "พอในเวทีของคุณเอง" ด้วยละ อย่าเพิ่งไปน้อยใจที่เห็นเวทีของ คนอื่นดูโดดเด่นกว่า ไปเสียก่อน เพราะนั่นมันเป็นเพียงภาพประกอบเพียง เปลือกนอกเท่านั้น มันยังมีรายละเอียดที่อยู่ในระดับแก่นแท้ภายใน ระดับ ลึกที่หลายท่านยังไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึงอีกมาก บางเวทีที่ดูไม่ดี ไม่มีอะไรที่ น่าหลงใหล ก็ไม่แน่ครับ ว่าจะกลายเป็นเวทีที่สำคัญ และยิ่งใหญ่มากใน อนาคตก็ได้ ดังนั้น "นั่งประจำที่ของคุณเอาไว้ให้ดีละ" เพราะถ้าคุณทิ้ง มันไปแล้ว ก็อาจจะเสียใจภายหลังก็ได้นะ ฝากไว้ให้คิด พิจารณาดูครับ


คุณอาจต้อง "เสียสละหน้าที่การงานตามปกติ" เพื่อก้าวขึ้นสู่เวทีเฉพาะ


ต่อไปผมอยากจะบอกคุณว่า ในกระบวนการจัดสรรนี้ คุณอาจจะต้องเสีย สละหน้าที่การงานหรืออาชีพปกติของคุณเพื่อที่จะก้าวขึ้นสู่ "เวทีเฉพาะ ของคุณเอง" เช่น นักกีฬา หลายคนจะไม่มีงานทำใช่มั้ยครับ เพื่อที่จะได้ มีเวลาทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ (แต่บางท่านก็มีอาชีพทำครับ) ในการแข่งขันที่เข้มงวด พวกคุณจะถูกเลือกและคัดออกไปเรื่อยๆ ทำให้ สุดท้ายแล้วพวกคุณต้องยอมเสียสละหน้าที่การงาน, หรืออาชีพของคุณ ไป ยอมเสียสละอนาคตในแบบหนึ่งเพื่อสร้างอนาคตในอีกแบบหนึ่งให้แก่ ตัวคุณเองครับ แม้ว่าในช่วงแรกๆ คุณอาจจะคิดว่า "ฉันก็ทำได้ดี ทั้งสอง ทางด้วยการจัดสรรเวลา" ก็ตาม แต่หลังๆ มันจะไม่อาจเป็นไปดังคุณคิด ได้อีก เพราะการแข่งขันแบบ "คัดออก" นั้น จะบีบบังคับให้คุณต้องยอม เสียสละอะไรบางอย่างไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้ยืนหยัดอย่างมั่นคงต่อไป ใน เวทีที่คุณเลือกแล้ว นั่นเอง ดังนั้น "ผู้แพ้" จะได้รับการรองรับมากมาย ที่ เหมือนกับว่าเป็นผู้ชนะเลยละ ทว่า เมื่อใดที่พวกเขาถูกจัดสรรให้ออกไป จากเวทีการแข่งขัน แม้ว่าพวกเขาจะได้รับการหลอกล่อด้วยอะไร ที่มาก มายก็ตาม แต่พวกเขาก็คือ "ผู้แพ้ในเวทีนั้นๆ" นั่นเอง ในขณะที่ผู้ชนะก็ จะต้องรอ "คู่แข่งขันใหม่ๆ" ให้ก้าวขึ้นมาสู่เวทีเดียวกับตน เพื่อที่จะได้มี การแข่งขันกันต่อไป นั่นเอง เอาละ ที่ผมกล่าวเช่นนี้ ไม่ได้แนะนำให้ท่าน บ้าการแข่งขัน หรืออยากชนะแต่อย่างใด ทว่า มันเป็นความจริง เช่นนั้น! ที่คุณไม่อาจหนีได้พ้น มันถูกจัดสรรเช่นนั้นตามธรรมชาติ ผู้แข็งแรงกว่า ก็จะได้รับการคัดเลือกไว้ ผู้ที่อ่อนแอกว่า ก็จะถูกขจัดออกไปจากสาระบบ


สุดท้ายแล้ว คนเราจะทำสิ่งที่ดีที่สุดได้เพียง "อย่างเดียว" จึงต้องเลือก


สุดท้าย ผมอยากจะบอกคุณว่า แม้ว่าก่อนหน้านี้ คุณจะสามารถทำอะไร ได้มากมาย ทำสิ่งดีๆ ได้หลายอย่างก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว คุณยังจะต้อง เลือก "สิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว" คุณไม่สามารถจับปลาสอง มือ แล้วทำให้ได้ดีทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ ดังนั้น คุณต้องยอมเสียสละ ก็ ต้องปล่อยสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ "เป้าหมายของคุณ" ออกไป เพื่อ เล็งผล เพียง หนึ่งเดียวเท่านั้น แล้วจึงลงมือทำอย่างเต็มกำลัง ให้ดีที่สุด ในสิ่งที่คุณได้ เลือกแล้วนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับการยิงธนู ที่คุณจะต้องยิงทีละดอก และ เล็งเป้าทีละหนึ่งเท่านั้น มันจึงจะออกมาดีที่สุดได้ (ดีกว่า การยิงสองเป้า พร้อมๆ กัน) ดังนั้น "การเลือก" ของคุณจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะมัน จะเป็นตัวกำหนดอนาคต และเส้นทางชีวิตของคุณเลยทีเดียว ก็ลองถาม ตัวคุณเองนะครับว่า "คุณมีความสุขที่สุด กับการอยู่กับอะไรได้นานๆ?" นั่นหละ "เป้าหมาย" ที่คุณควรจะเลือก ควรจะเล็งเป้าและไปให้ถึงให้ได้


ขอพลังแสงธรรมแห่งพระบิดาจักรวาล ช่วยสร้างตำนานใหม่แก่คุณ สวัสดี


24 ก.ย. 2555

"เสียงจากโลกอนาคต"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

มันไม่ใช่ "ภัยพิบัติ" หรอกนะ แต่มันคือ "พลังพิเศษ" ที่ทุกท่านรับได้ฟรี?

สวัสดีครับ วันนี้ ผมมีเรื่องเกร็ดเล็กๆ มาคุยกันครับ คือ การใช้คำเรียกสิ่ง ที่เกิดขึ้นขณะ "โลกปรับสมดุล" ว่า "ภัยพิบัติ" ซึ่ง จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ภัยพิบัติจริงๆ หรอกนะครับ มันเป็น แค่ "พลังพิเศษ" ที่ทุกท่านสามารถ นำมาใช้ได้ฟรี เพื่อที่จะปรับสมดุลให้ โลกได้ใช้ "พลังงานสะอาด" กันนะ ครับ เอาละ เรามาคุยรายละเอียดกัน


โลกเคยได้รับ "พลังพิเศษ" เหล่านี้มานานแล้ว แต่ทำไมคนปรับตัวไม่ได้?


อย่างแรกที่ผมอยากบอกท่านคือ โลกเคยได้รับพลังพิเศษเหล่านี้ มานาน แล้วครับ และบรรพบุรุษของเราก็เข้าใจเรื่องนี้ดี ท่านจึงปรับตัว ปรับวิถีใน การดำรงชีวิตจนเข้ากันได้กับพลังพิเศษเหล่านั้นครับ ทว่า ระยะหลังมานี้ เราได้หลงลืม "วัฒนธรรม-วิทยาการดั้งเดิม" ของเราไป ทำให้เราใช้สิ่ง ที่ไม่สอดคล้องกับพลังพิเศษเหล่านี้ "ที่มาจากจักรวาล" นะครับ ดังนั้น ที่ เราประสบปัญหากันอยู่นี้ ต้องเรียนว่าไม่ใช่เรื่อง "ภัยพิบัติ" นะครับ ทว่า เป็นเรื่องของ "การหลงลืมวิทยาการดั้งเดิม" ทำให้เราปรับตัวเข้ากับโลก นี้ ไม่ได้ หรือได้ยากขึ้น เราจึงคิดว่าเป็นภัยต่อเราครับ ทว่า ท่านเชื่อไหม? สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงนี้ "พืชและสัตว์หลายชนิด ได้รับพลังพิเศษ" ไปมากเลย มากกว่ามนุษย์มากมาย (ขณะที่มนุษย์รับไม่ได้) คุณทราบไหมครับว่าฝน ที่ตกมากจนเราเห็นว่าเป็นภัยน้ำท่วมนั้น ทำให้ "ปลาขยายพันธุ์และโตได้ เร็ว" กว่าเดิมหลายเท่ามากนะครับ และ "ต้นไม้ก็เติบโตงอกงามกว่าเดิม" ได้มากเลย ทว่า ท่านยังไม่ได้ไปสำรวจดูละสิ! ก็เลยมองว่ามันคือภัยไงละ


"พลังพิเศษ" เหล่านี้ ทำให้เกิดการวิวัฒนาการแบบ "ยกระดับ" ยังไง?


ต่อไปที่ผมอยากบอกท่านคือ "การวิวัฒนาการ" มันไม่ได้มีอัตราแบบที่ เราเคยเรียนกัน คือ ไม่ใช่ต้องสืบรุ่นทีละรุ่นไป แต่ทว่า มันมีช่วงแห่งการ วิวัฒนาการยิ่งยวดอยู่ (Peak) และช่วงแห่งการสงบนิ่งในวิวัฒนาการ (Sleep) คือ ช่วงที่โลกได้รับ "พลังพิเศษจากจักรวาล" มากๆ นี่เองที่ มีการวิวัฒนาการแบบยิ่งยวด และสัตว์ที่รับได้ปรับตัวได้จึงจะพัฒนาตัว เองไปมากมายเลยครับ ส่วนสัตว์ใดที่ปรับตัวไม่ได้ รับไม่ได้ บางชนิด ก็ อาจสูญพันธุ์หรือกลายเป็นพันธุ์ที่ล้าหลังไป เรียกว่าเป็น "โอกาสทอง" ของสัตว์บางชนิดที่จะ "ปรับสถานะของเผ่าพันธุ์ในระบบนิเวศน์" ครับ เพราะถ้าไม่มีเช่นนี้ มันก็จะถูกกดข่มเอาไว้ด้วยสิ่งเดิมๆ ปัจจัยเดิมๆ อยู่ ตลอดครับ ในกลุ่มมนุษย์เองก็เช่นกัน ตอนนี้ต้องขอเรียนว่ามีบางพวกที่ พัฒนาตัวเองได้รวดเร็วมากครับและอีกส่วนหนึ่งที่ปรับตัวตามโลกไม่ได้ ซึ่งเมื่อผลออกมาแล้ว จะส่งผลต่อ "การจัดระบบสังคมมนุษย์ครั้งใหญ่" ทำให้เกิดระบบและกลุ่มคนที่เปลี่ยนไป เช่น คนที่เคยอยู่ระดับล่าง ก็อาจ จะได้พัฒนาขึ้นไปบน กลุ่มคนที่อยู่บน ก็อาจตกต่ำลงมาอยู่ระดับล่างได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ "การปรับตัวเพื่อวิวัฒนาการของแต่ละคน" ไม่ใช่สิ่งอื่นๆ ใดนะครับคือ ถ้าใครปรับตัวตามได้ทัน มันก็คือโอกาส ใครปรับตัวตามไป ไมได้ มันก็คือ "ภัยของพวกเขา" ไงละครับ มันไม่ใช่ภัยของทุกคนครับ


"การกลายพันธุ์" จะเกิดขึ้นมากในช่วงนี้ ก่อนที่จะเป็นต้นสายพันธุ์ใหม่


ต่อไปที่ผมอยากบอกท่านคือ ในช่วงเวลาแห่งการวิวัฒนาการ จะมีสิ่งที่ เกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอคือ "การกลายพันธุ์" มีความแตกต่างไปจากเดิมที่ เคยเป็นอยู่ แต่การกลายพันธุ์นี้ มีทั้งได้พันธุ์ที่ดีขึ้น และแย่ลงนะครับ ซึ่ง ในท้ายที่สุดแล้ว จะมี "ต้นสายพันธุ์ใหม่" ที่คงที่ สามารถให้ลูกหลานที่ มีลักษณะใหม่ เหมือนตนได้ (ทั้งแบบดีและไม่ดี) และแบบที่ไม่สามารถ ที่จะให้ลูกหลานที่มีลักษณะเหมือนตน ไม่อาจจะสืบทอดสายพันธุ์ใหม่ที่ ตนมีอยู่ ต่อไปได้ เอาละ ดังนั้น ท่านไม่ต้องแปลกใจถ้ามี "คน, สัตว์ หรือ พืช" ที่กลายพันธุ์และมีลักษณะแปลกไป ในทุกสังคม, ทุกวงการ ก็มีได้ ครับ พวกเขาจะดูแปลก แตกต่าง ใหม่ ไม่เหมือนเดิม และบางพวกจะถูก มองว่า "ผิดปกติ" หรือ "บ้า" ไปก็มีได้ครับ ทว่า นั่นคือ กระบวนการตาม ธรรมชาติของการวิวัฒนาการนะครับ จนกว่าจะถึงที่สุดของกระบวนการ ของมัน มันก็จะ "คงที่ระดับหนึ่ง" และสามารถดำรงอยู่ได้ในสังคมโลกนี้ ครับ เอาละ แล้วพวกที่ล้าหลัง หรือไม่ปรับตัวเลยละ จะเป็นอย่างไร? พวก นี้ก็จะ "ค่อยๆ เสื่อมลงไป" นะครับ อ่อนแอลง และก็ค่อยๆ สูญเสียสิ่งที่ตน เคยมี เคยได้ ไปจนหมด ครับ นั่นคือ การปรับสมดุลในระบบต่างๆ ของสิ่งมี ชีวิตครับ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่หรือผิดปกติแต่อย่างใด และเกิดขึ้นแล้วครับ


"มนุษย์กลายพันธุ์" (X-men) คือ ส่วนสำคัญของการวิวัฒนาการใหม่


ต่อไปที่ผมอยากบอกท่านคือ แม้แต่ในมนุษย์ ก็จะเกิดมีมนุษย์กลายพันธุ์ ที่ผมขอเรียกเป็นชื่อเล่นว่า X-men เกิดขึ้นมากมาย พวกเขานี้ จะได้รับ พลังพิเศษที่ไม่เหมือนกัน "จากจักรวาล" และพวกเขาจะเรียนรู้ที่จะปรับ ตัวเข้ากับโลกให้ได้ เมื่อเขาทำได้ ก็จะกลายเป็น "พันธุ์ใหม่" หรือทำให้ เกิดวิวัฒนาการขึ้น ซึ่ง "มูลเหตุแห่งวิวัฒนาการ" นี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัย ภายในโลก แต่เกิดจาก "พลังงานพิเศษ" จากนอกโลก เข้ามากระตุ้นทำ ให้เกิดวิวัฒนาการขึ้นครับ เรียกว่า ถ้าโลกไม่ได้รับพลังจากภายนอก หรือ ได้รับน้อยมากไป ก็จะไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นกระบวนการวิวัฒนาการนี้ได้ หรือทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า "ช่วงสงบนิ่งทางวิวัฒนาการ" (Sleep) ก็ จะไม่มีการวัฒนาการมากนัก หรือแทบไม่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอะไรที่ สายพันธุ์ของสัตว์โลกเลย แต่ถ้าได้รับการกระตุ้นจาก "พลังงานพิเศษซึ่ง มาจากนอกโลก" ในระดับที่ "มากพอ" ก็จะกระตุ้นให้เกิดการวิวัฒนาการ ได้ครับ ดังนั้น ในกระบวนการนี้ X-men จึงมีส่วนสำคัญมากในการทำให้ เกิดวิวัฒนาการไปสู่ "สายพันธุ์ใหม่" ที่ดีขึ้น และที่สำคัญครับ นอกจากจะ มีความแปลกใหม่กว่าเดิมแล้วยังต้องมี "ความสามารถในการปรับตัวเข้า กับโลกให้ได้ด้วย" จึงจะประสบผลสำเร็จในการวิวัฒนาการครับเพราะถ้า ไม่อาจปรับตัวเข้ากับโลกได้แล้ว "สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นั้น" ก็จะค่อยๆ ถูกทำ ให้หมดสิ้นไปจากโลกเองตามธรรมชาติครับ ส่วนกลุ่มที่ยังไม่ปรับตัวอะไร เลยก็จะปรับตามสภาพโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ไม่ทันท่วงที และจะค่อยๆ เสื่อมสภาพไปจาก "ระบบนิเวศน์ใหม่" ในลักษณะใด ลักษณะหนึ่งครับ


"มนุษย์กลายพันธุ์" ที่ปรับตัวเข้ากับโลกได้จะกลายเป็น Neo-man


ต่อไปที่ผมอยากบอกท่านคือ เมื่อ X-men ปรับตัวเข้ากับโลกได้แล้ว เขาก็จะพัฒนาไปเป็น Neo-man สายพันธุ์ใหม่ที่จะสืบทอดสายพันธุ์ ของเขาต่อไปในโลกนี้ และจะค่อยๆ กลายเป็นสายพันธุ์ที่มีบทบาทใน การพัฒนาสังคมโลก ซึ่ง Neo-man มีหลายแบบด้วยกัน ตามแต่ว่า เขาจะพัฒนามาจาก "พลังจักรวาล" สายใด ชนิดใด แล้วปรับตัวเข้า กับโลกจนไปสู่ "ส่วนผสมใหม่" แบบใด จากนั้นเขาจึงกลายเป็น "ต้น สายพันธุ์ใหม่" ได้ครับ เช่น Neo-man กลุ่ม Ultraman ก็แบบหนึ่ง Neo-man กลุ่ม Mark rider ก็แบบหนึ่ง (ผมต้องขออนุญาติใช้ชื่อ ที่ปรากฎในวรรณกรรมและสื่อต่างๆ นะครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่ท่านเคย ได้ยินมาแล้ว) พวกเขาเหล่านี้ มีลักษณะแตกต่างไปจากมนุษย์ดั้งเดิม แต่ก็ปรับตัวเข้ากับโลกได้เช่นกัน แม้ว่าจะพัฒนาสายพันธุ์ไปอย่างไร? แต่ก็ต้องปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้ ให้ได้ เช่นกันครับ จึงจะนับว่าเป็นการ วิวัฒนาการที่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ ในช่วงของการ ปรับตัวนั้น X-men จะไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากสังคมมนุษย์เดิมนัก และอาจได้รับแรงต่อต้านมากอีกด้วย แต่เมื่อพวกเขาปรับตัวเข้ากับโลก ได้ดีขึ้นแล้ว พวกเขากลับจะได้รับการตอบรับและการยอมรับจากสังคม โลกอย่างดี ในบางครั้ง พวกเขาอาจออกนอกรีต ออกนอกระบบของการ วิวัฒนาการ ไปสู่การทำลายล้างได้ เพราะแรงกดดันจากสังคมโลกนี่เอง


การวิวัฒนาการในระดับ "พลังงาน" สัมพันธ์กับระดับ "สสาร" อย่างไร?


ต่อไปที่ผมอยากบอกท่านคือ กระบวนการวิวัฒนาการนี้ จะเริ่มต้นจากใน ระดับ "พลังงาน" ก่อน แล้วจึงขยายผลไปสู่ระดับ "สสาร" ในภายหลัง นั่นหมายความว่า "ก่อนที่จะมีการวิวัฒนาการทางกายภาพได้นั้นจะต้อง มีการวิวัฒนาการในระดับพลังงานก่อนเสมอ" และต้นแบบนั้น ก็มักจะมี ลักษณะทางกายภาพภายนอกที่ไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก เมื่อเข้าสู่ รุ่นต่อๆ ไปแล้ว เราจึงจะตรวจพบสิ่งที่เป็นผลมาจาก "วิวัฒนาการ ระดับ กายภาพ" ได้ นั่นคือ กระบวนการวิวัฒนาการในระดับพลังงานนี้ ก็จะยัง ไม่สามารถตรวจพบได้ชัดเจนในระดับกายภาพ ณ เวลาปัจจุบัน แต่มันจะ เห็นผลได้ชัดเมื่อผ่านเข้าสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน นั่นเอง ทีนี้ ท่านพอจะมองเห็น กระบวนการวิวัฒนาการนี้แล้วหรือไม่ครับ? นั่นคือ ถ้าเราจะตรวจดูว่าจะมี การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตหนึ่งใดในอนาคต (รุ่นลูก รุ่นหลาน) หรือไม่ เราก็จะตรวจดูรุ่นพ่อ-แม่, ปู่ย่า ได้ในระดับพลังงานนะครับ นั่นแหละ ดัชนี ที่เราจะใช้ชี้วัดกระบวนการวิวัฒนาการ ของสัตว์ชนิดหนึ่งชนิดใด ได้ครับ


"โอกาสทอง" ของท่านในการเร่งวิวัฒนาการในระดับพลังงานก่อนใครๆ


สุดท้ายที่ผมอยากบอกท่านว่าช่วงนี้คือ "โอกาสทองที่จะเร่งวิวัฒนาการ" ของท่าน และมันจำเป็นที่ท่านต้องทำครับ เพราะในระบบนิเวศน์นั้น ทุกสิ่ง จะต้องแข่งขันกัน สัตว์ใด ที่ล้าหลัง ไปได้ช้า ก็จะสูญพันธุ์ไปนะครับ ส่วน สัตว์ใดที่ไปได้เร็ว วิวัฒนาการไปได้ดี ก็จะ "อยู่รอด" ครับ ด้วยเหตุนี้ ผม จึงบอกว่ามันไม่ใช่ "ภัยพิบัติ" อะไรเลยสำหรับท่านที่ "พร้อมและรอคอย โอกาสทองที่จะมาถึงนี้ แต่มันอาจจะเป็น "ภัยพิบัติ" ได้ ก็เฉพาะท่านที่ยัง ไม่พร้อม และไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นได้นี้ ไม่อาจรับพลังงาน พิเศษจากนอกโลกมาใช้ได้ ก็เท่านั้นเองครับ เอาละ ผมคิดว่าทุกท่าน ก็คง มีกำลังใจฮึกเหิมมากขึ้น และพร้อมมากขึ้นใช่ไหมครับ ที่จะเปิดรับและจะ ได้เรียนรู้พลังงานใหม่ๆ ที่มาจาก "จักรวาล" และมันจะยกระดับตัวคุณให้ สูงขึ้นไป เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคุณไปจากเดิม อย่างที่คุณก็ไม่อาจที่จะ จิตนาการได้เลย แต่รับรองว่าการยกระดับนี้ เป็นสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน


ขอพลังแห่งพระบิดาจักรวาล ช่วยในการวิวัฒน์ทางพลังงานของคุณ สวัสดี


14 ก.ย. 2555

"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

จงมีชัยชนะในสงครามศักดิสิทธิ์ ด้วยพลานุภาพแห่งความสันติสุข

สวัสดีครับ วันนี้ ผมขอพูดเรื่องที่เข้าใจยากสักนิดสำหรับชาวพุทธนะครับ มันคือเรื่อง "สงครามศักดิสิทธิ์" ซึ่งปรากฏอยู่ในศาสนาอิสลาม เอาละ ผมจำเป็นจะต้องพูดไว้ เพื่ออธิบายในมุมมองที่บางคนอาจลืมมองไป จะอธิบายง่ายๆ ดังต่อไปนี้


"สงครามศักดิสิทธิ์" คือ สงครามที่อัศวินแห่งแสงสว่างทำเพื่อพระเจ้า


อย่างแรกที่ท่านควรเข้าใจคือ ทุกอย่างในโลกหรือในจักรวาล ไม่มีอะไรที่ผิดหรือถูก มันเป็นเช่นนั้นเอง และมีหน้าที่ของมันเองทั้งหมด มันจะเกิดขึ้นเพื่อทำหน้าที่อันควรของมัน และดับสิ้นไปเมื่อหมดภาระหน้าที่ของมันนั้นๆ "สงคราม" เองก็เช่นกัน มันไม่ได้มีความถูกต้องหรือผิดอะไร มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง คนที่มองแง่ลบ ก็มองว่ามันไม่ดี เลวร้าย คนที่มองในแง่บวกก็อาจหลงระเริงเพลินไปกับมัน คนที่มองรอบด้านและหลุดพ้นด้วยเหตุมีปัญญาผ่องใสแล้ว ก็มองเห็นมันเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา เท่านั้นเอง เอาละทีนี้ มากล่าวเฉพาะเจาะจงลงเรื่อง "สงครามศักดิสิทธิ์" กันบ้าง มันเป็นสิ่งที่เหล่า "อัศวินแห่งแสงสว่าง" ทั้งหลาย กระทำเพื่อพระเจ้า ของพวกเขาซึ่งในการทำสงครามนั้น อาจมีหลายรูปแบบ บางรูปแบบอาจไม่เหมือนการทำสงครามเลยก็มี ทว่า ทั้งหมดนั้นคือการต่อสู้ ที่มีผลแพ้ชนะและการเดิมพัน มีผู้ที่ต้องยอมรับผลของความพ่ายแพ้ และผู้ที่รอคอยจะฉลองชัยชนะ



"สงครามศักดิสิทธิ์" คือ เครื่องพิสูจน์ว่าท่านคือ "สังคมสันติสุข" หรือไม่


ต่อไปที่ท่านควรเข้าใจคือ สงครามศักดิสิทธิ์เป็นแบบทดสอบจากพระเจ้าเพื่อทดสอบว่า "ท่านคือสังคมสันติสุข" จริงหรือไม่? ท่านเป็นอิสลามจริงหรือเป็นแต่เปลือกนอก ท่านคือ "มุสลิมผู้รักความสันติสุขจริงหรือเปล่า?" เพราะเมื่อท่านเข้าสู่สงครามศักดิสิทธิ์แล้ว ท่านอาจถูกปีศาจร้ายครอบงำและกลืนกินจนท่านออกจาก "อิสลาม" เอาใจออกห่างจากพระเจ้าไปโดยที่ท่านไม่ทันรู้ตัว และนี่คือ "บททดสอบที่ดีที่สุดของชาวมุสลิม" ซึ่งหลายท่าน "สอบตก" คือ เมื่อเข้าสู่สงครามศักดิสิทธิ์แล้ว กลับกลายเป็นปีศาจร้ายไป ความเป็นผู้รักสินติสุขหายสินไปหมด กลายร่างเป็นปีศาจร้ายแทนที่จะเป็นมุสลิมที่แท้จริง สังคมสันติสุขกลายเป็นสังคมที่มีแต่ความไม่สงบมีแต่การเข่นฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวัน และไม่เว้นแม้แต่ชาวมุสลิมด้วยกันเองนั่นแหละ ท่านสอบตก และไม่ใช่ ชาวมุสลิม อีกต่อไป ต่อให้ท่านได้รับชัยชนะ แต่ถ้าชัยชนะของท่านไม่ได้มาด้วย "สันติวิธี" แล้วท่านก็ไม่อาจเป็นชาวมุสลิมที่แท้จริงได้ หรือกล่าวให้ชัดเจนขึ้นคือ ชาวมุสลิมจะต้องได้มาซึ่งชัยชนะด้วย "สันติวิธี" จึงจะเกิดสังคมสันติสุขได้แท้จริง จึงจะเป็นชาวมุสลิมที่แท้จริง "ผู้ที่เอาชนะผู้อื่นด้วยการเข่นฆ่า ย่อมไม่ใช่ชาวมุสลิม"!



เราไม่เคยสอนให้ท่านยอมแพ้แต่ท่านต้องได้รับชัยชนะด้วย "สันติวิธี"


ต่อไปที่ท่านควรเข้าใจคือ เราไม่เคยสอนให้ชาวมุสลิมเป็นคนขี้แพ้หรือยอมจำนนต่อสิ่งอื่นใด นอกจาก "พระเจ้า" เท่านั้น ดังนั้น ท่านไม่จำเป็นต้องก้มรับความพ่ายแพ้ที่ใครกำหนดให้ท่าน ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเป็นผู้ตัดสิน-พิพากษาว่าท่านพ่ายแพ้ เพราะนั่นคือ "วิถีของคนขี้แพ้" จงอย่ายอมรับสิ่งที่ผู้อื่นตัดสินแก่ท่าน แต่จงเชื่อในการตัดสินของพระเจ้า เพราะไม่มีมนุษย์คนใดจะทำหน้าที่พิพากษาตัดสินใครได้ ยกเว้นแต่พระเจ้าเท่านั้น เมื่อใดที่ท่านถูกตัดสินให้พ่ายแพ้ หรือถูกทำให้พ่ายแพ้โดยอยุติธรรมท่านไม่จำเป็นต้องยอมรับคำตัดสินนั้นๆ แต่ท่านก็ไม่ควรใช้ "ความรุนแรงหรือความวุ่นวาย" ในการให้ได้มาซึ่งชัยชนะ เพราะชัยชนะ ย่อมตกเป็นของผู้มีความสันติสุขอยู่แล้ว ผู้ที่เข้าถึงซึ่งความสันติสุขนั่นแหละ คือ ผู้ที่ได้รับชัยชนะแล้ว นั่นแหละ "สงครามศักดิสิทธิ์" ที่ท่านต้องทำ และต้องชนะให้ได้ จงอย่ายอมพ่ายแพ้ จงชนะในสงครามศักดิสิทธิ์นี้ด้วยสันติวิธีและนั่นแหละ ท่านจึงเข้าถึงซึ่ง "อิสลาม" (สังคมสันติสุข) ของพระเจ้าอย่างแท้จริง ท่านจะเข้าถึงซึ่งความสันติสุขภายในที่แผ่ออกไปโดยรอบอย่างไม่มีจำกัด ไม่มีประมาณ ไม่มีที่สิ้นสุด และโลกนี้จะกลายเป็นสังคมสันติสุขอย่างแท้จริง ฮาเลลูยา! ท่านทั้งหลายจงมาฉลองชัยชนะนี้เถิด



"รอมฎอน" เดือนแห่งการเข้าถึง "อิสลาม" จากภายในของท่านเอง


ต่อไปที่ท่านควรเข้าใจคือ "รอมฎอน" เป็นเดือนแห่งการปฏิบัติยิ่งยวดของเราชาวมุสลิมทั้งหลาย เป็นเดือนที่สำคัญที่จะทำให้เรารู้ตัวว่าเรา "สอบผ่าน" เป็นชาวมุสลิมที่แท้จริงได้หรือไม่? เป็นเดือนที่พวกเราจะต้องปฏิบัติด้วยความอดทนยิ่งยวด ต่อสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งยั่วยุทางบวกหรือลบ ก็ตาม เราจะไม่ไขว้เขวไปตามการยั่วยุเหล่านั้น ไม่ว่าสิ่งที่ยั่วยุจะมาในรูปแบบใดก็ตาม เราจะอดทนและจะไม่ออกจากสังคมสันติสุข (อิสลาม) และการปฏิบัติของเรา แม้ว่าเราจะถูกศัตรู ยั่วยุ-ทำร้ายเรา เราก็จะไม่ออกจากการปฏิบัติที่ยิ่งยวดนี้ เพื่อจะเข้าถึงซึ่งความเป็น"สังคมสันติสุข" นี้ให้ได้อย่างแท้จริง ในเดือนนี้เป็นเดือนที่สำคัญมากของพวกเรา ที่เราจะปฏิบัติเพื่อให้เข้าสู่ความเป็นมุสลิม สังคมสันติสุขของพวกเราให้ได้อย่างแท้จริง หลังจากที่เราได้พากเพียรปฏิบัติมายาวนาน เดือนนี้จะเป็นเดือนตัดสิน เป็นโอกาสสำคัญที่สุดแห่งปีครั้งหนึ่ง จึงขอให้ท่านทั้งหลาย จงเข้าถึงซึ่ง "ความสันติสุขภายใน" ของท่านเองให้ได้ และแผ่ขยายความสันติสุขนั้นออกไปทั่วโลก เพื่อสร้างโลกนี้ ให้เป็น "สังคมสันติสัข" นี่ก็คือเครื่องพิสูจน์ว่าท่านคือมุสลิม อย่างแท้จริง



"ผู้ที่เอาชนะผู้อื่นด้วยการเข่นฆ่า (อสันติวิธี) ย่อมไม่ใช่ชาวมุสลิม"

ต่อไปที่ท่านควรเข้าใจคือ ผู้ที่เอาชนะผู้อื่นด้วยการเข่นฆ่า ก็ดี หรือเอาชนะคนอื่นได้ด้วยอสันติวิธี ก็ได้ คนเหลานี้ย่อมไม่ใช่ชาวมุสลิมย่อมไม่ใช่ผู้รักความสันติสุข และไม่อาจที่จะสร้าง "สังคมสันติสุข" ให้เกิดขึ้นจริงได้เลย พวกเขาอาจปฏิบัติตัวเคร่งครัดแต่เปลือกนอกแต่จิตใจของเขาเต็มไปด้วย "อสันติ" และการเข่นฆ่า พวกเขาต่างเอาใจออกห่างจากพระเจ้าไปเข้ากับปีศาจ พวกเขาต่างออกจากวิถีแห่ง "สันติสุข" ไปใช้วิถีแห่งการเข่นฆ่า และการก่อความไม่สงบ! พวกเขาจึงไม่ใช่ชาวมุสลิม และไม่ได้อยู่ในอิสลาม (สังคมสันติสุข) อีกต่อไป พวกเขาเพียงแค่ "แฝงกาย" อยู่ในศาสนาเกาะกินศาสนาไม่ต่างจากเห็บหมัดเท่านั้น พวกเขาไม่เคยสร้างความสันติสุขให้แก่สังคมมุสลิมได้ ตรงกันข้าม พวกเขาคอยแต่จะทำลายความสันติสุขของสังคมอิสลามลงไปด้วย "ความหลงอำนาจ" ของพวกเขานั่นเอง



เราจะรอคอยฉลองชัยชนะในสงครามศักดิสิทธิ์ด้วยสันติวิธีของท่าน


สุดท้ายนี้ เราอยากแจ้งให้ท่านทราบว่า ทุกปีจะมีชาวมุสลิมที่สอบตกและสอบผ่าน ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับการเฉลิมฉลอง และได้เข้าร่วมอยู่ในสังคมสันติสุขของพระเจ้าอย่างแท้จริง แม้ว่าท่านจะมองไม่เห็นว่ามีการเฉลิมฉลองในโลกมนุษย์ แต่พวกเราได้ทำการเฉลิมฉลองให้แก่ท่านในมิติที่ตาเปล่าของท่าน มองไม่เห็น เราได้รับท่านเข้าสู่ อิสลามคือ "สังคมสันติสุข" แล้ว เราโอบกอดท่านด้วยแสงสว่างและความรักเพื่อตอกย้ำถึงชัยชนะที่ท่านได้รับจากสงครามศักดิสิทธิ์ด้วยสันติวิธีนั้นมาเถิด ท่านทั้งหลาย จงก้าวมาให้ถึงซึ่งชัยชนะนั้น ชัยชนะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความรักและศรัทธาที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด อันไม่อาจที่จะเปรียบประมาณได้และท่านสามารถสัมผัสสิ่งนั้นได้ด้วย "ใจ" ของท่านแล้วท่านจะรู้ว่า เราได้ร่วมเฉลิมฉลองให้แก่ชัยชนะของท่านด้วยสัจจริง


ขอพลังธรรมแห่งพระเจ้า จงช่วยให้ท่านได้รับชัยชนะด้วยสันติวิธี สวัสดี



13 ส.ค. 2555


"เสียงจากสังคมสันติสุข"
รับสื่อสารโดย


瑠璃王




  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

"รักเหนือขอบเขต" รักกับอมนุษย์-สัตว์-เพศเดียวกัน ก็ได้ทั้งสิ้น?

สวัสดีครับ เห็นหัวข้อในวันนี้ อย่าเพิ่งตกใจ คิดว่าจะเป็นการเผยแพร่แนวคิดวิปริตหรือลัทธิประหลาดนะครับแต่นี่คือ "สัจธรรมความจริงแห่งความรักที่เหนือขอบเขตใดๆ" หรือก็คือรักที่บริสุทธิ์แท้จริง ที่ท่านอาจจะได้เคยได้รับฟังจากที่ใดมาก่อน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอเชิญทัศนาครับ


"ความรัก กับ กาม" เป็นคนละสิ่งกัน ท่านจะต้องแยกแยะออกจากกัน


อย่างแรกที่ท่านควรทราบก่อนอื่นเลยก็คือ ความรักและกามนั้น เป็นคนละสิ่งกัน หมายความว่าอะไร? ความรักแท้ที่บริสุทธิ์และเหนือขอบเขตใดๆ จะขวางกั้นนั้น ไม่เกี่ยว ไม่เนื่องด้วยกิเลส, ตัณหา หรือกามฯ เลยมันเป็น ความรักที่บริสุทธิ์ อย่างแท้จริง และไม่เนื่องด้วยสังขารใดๆ ซึ่งมันเกิดขึ้นได้ทุกสังขารหรือแม้แต่ไม่มีสังขารก็ตาม เช่น ความรักที่เกิดกับอมนุษย์, ปีศาจ, นางงู, นางแมงมุม, สัตว์เดรัจฉาน, มนุษย์เพศเดียวกัน ฯลฯ ล้วนเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น เพราะสิ่งนี้ไม่เนื่องด้วยสังขาร ไม่เกี่ยวกับกามแต่อย่างใด และมันไม่มีความผิดแต่ประการใดเลย เพราะตราบใดที่เราไม่ได้ใช้สังขารในการเสพกาม เราไม่ได้ผิดประเวณี มันก็คือ "ความรักที่บริสุทธิ์" ที่ไม่ถูกทำให้แปดเปื้อนด้วยอะไร ใดๆ เลย มันเป็นสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ใน "เบื้องลึกของจิตใจอันแสนลึกลับ" และเป็นความลับของจิตที่ปิดซ่อนไว้ เพราะมันอาจรัก และเรียกร้องต่อสิ่งที่สังคมปฏิเสธ หรือไม่ต้องการ ก็ได้? เพราะนี่คือ "พลังดึงดูด ที่มาจากจิตเบื้องลึก" อย่างแท้จริง มันพ้นแล้วจากเรื่องที่เกี่ยวเนื่องด้วยสังขารใดๆ มันจึงอาจเรียกร้อง"บางสิ่ง" ที่ "พร้อมเติมเต็ม" ให้แก่มัน และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์และสมดุลแม้ว่ามันจะขัดแย้งกับค่านิยมในสังคมก็ตาม



"ความรัก" คือ พลังดึงดูดเพื่อการหลอมรวมของสองมโนธาตุให้สมดุล


อย่างที่สอง ที่ท่านควรทราบคือ "ความรักคืออะไร?" แท้จริงแล้วมันก็คือ "พลังดึงดูด และถ่ายเทให้" ของมโนธาตุ (จิต) สองดวง ที่พร้อมหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเติมเต็มกันและกันให้สมดุลและสมบูรณ์ ซึ่งผลที่ได้คือ "วิวัฒนาการขั้นสูงสุดแห่งมโนธาตุสายพันธุ์มนุษย์" ซึ่งก็คือจิตวิญญาณ "พุทธะ" นั่นเอง สรุปง่ายๆ ก็คือ จิตวิญญาณจะดึงดูดหรือถ่ายเทพลังงานให้แก่กัน เพื่อหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายให้สมดุลและกลับคือสู่ภาวะสูงสุดของจิตวิญญาณหรือ "พุทธะ" นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น การหลอมรวม มโนธาตุของ "พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์" ซึ่งพร้อมแล้วด้วยขณะนั้น มโนธาตุที่ถูกฝังไว้แนบแน่นว่าจะไม่ขอบรรลุพุทธะตราบสัตว์นรกไม่หมดสิ้น มโนธาตุนั้นได้นิพพานหมดเหลือแต่"วิญญาณขันธ์" จะผสมบวกเข้ากับ "จิตวิญญาณของอวโลกิเตศวร" ที่ได้ทำการดับวิญญาณขันธปรินิพพานแล้ว เหลือแต่ "มโนธาตุ" ทั้งสองนี้(วิญญาณของพระกษิติครรภ์ และ มโนธาตุของพระอวโลกิเตศวร) จะมาผสมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวและสำเร็จเป็น "พุทธะ" โดยสมบูรณ์ หรือแม้แต่การหลอมรวมกันของจิตวิญญาณ "พระเมตตรัยโพธิสัตว์ กับจิตวิญญาณอื่นๆ" เช่น จิตวิญญาณเทพนักษัตร หรือพระนารายณ์ ก็สามารถสำเร็จถึง"พุทธะ" ได้เช่นกันเพราะนี่คือการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายของจิตวิญญาณ



"พระศรีอาร์ฯ องค์ปฐม" ของภัทรกัปหน้า จะตรัสรู้ด้วยวิธีดังกล่าวนี้


อย่างที่สาม ที่ท่านควรทราบคือ แม้แต่การตรัสรู้ของพระศรีอาร์ฯ องค์ปฐมของภัทรกัปหน้า ก็จะเกิดจากการผสมของจิตวิญญาณสองดวงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันโดยจิตวิญญาณดวงหนึ่งจะอยู่ในร่างของ "สตรีเพศ" มาก่อน และเป็นจิตวิญญาณภาคแบ่งของท่านเอง ซึ่งจรไปอาศัยในร่างของสตรีเพศ เนื่องจากท่าน "ไม่มีสังขารเป็นสตรีเพศ" อีกแล้ว ดังนั้น ท่านจึงต้องแบ่งภาคส่วนจิตวิญญาณออกไปอยู่ในร่างของสตรีเพศเพื่อเรียนรู้และเข้าใจสตรีเพศแทน ในขณะที่ร่างสังขารที่พร้อมจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้นจะมีความเป็นชาย (หยาง) ตามปกติ เมื่อจิตวิญญาณสองดวง หลอมรวมกันแล้ว ท่านจึงจะตรัสรู้เป็น "พุทธะ" ได้สำเร็จ และไม่ต้องไปเกิดในสังขารของสตรีเพศโดยตรงก็สามารถเข้าใจในความเป็นสตรีเพศได้ด้วยวิธีแบบนี้ และผลจากสิ่งนี้ ทำให้ท่านมีกำลังในการโปรดสตรีเพศได้ด้วย ข้อนี้จะแตกต่างจากพระศรีอาร์ฯ องค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้ ที่ไม่สามารถโปรดสตรีเพศได้ 



"การสอนเรื่องความรัก-ใคร่" ของธรรมยุคนี้ ทำให้เกิดทัศนคติเชิงลบ

อย่างที่สี่ ที่ท่านควรทราบคือ หากท่านได้อ่านตำราไตรปิฎก ท่านจะพบว่ามีการสอนเรื่องความรักใคร่ในเชิงลบเช่น การมองว่ากามเลวร้ายหรือความรักมีแต่ด้านของความลุ่มหลงและเป็นกิเลสเท่านั้น แต่ไม่มีใครมาแจ้งความจริงให้กระจ่างว่าแล้วทำไมคนเราต้องมีกามกัน ทำไมต้องรักกัน? ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ทราบว่ามาจากการสอนของพระพุทธเจ้าจริงหรือว่ามาจากการแต่งตำราไตรปิฎกของคนรุ่นหลังกันแน่? แต่ในความจริงแล้วก็คือ "ความรักและความใคร่" เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ไม่มีความถูกหรือผิด, ดีหรือชั่ว, บวกหรือลบในตัวมันเอง ทั้งสิ้น บุคคลที่ไม่เข้าใจก็จะลุ่มหลงมันได้ ส่วนผู้ที่กลัวถูกมันครอบงำให้ลุ่มหลงก็จะเอนซ้ายคือมอง "ความรักและความใคร่ในแง่ลบ" และพยายามกดข่มความรู้สึกไว้ด้วย "ธรรมวินัย" ต่างๆ และทำให้ไม่มีใครสักคน ที่เข้าใจ หรือรู้แจ้งในสิ่งที่เรียกว่า "ความรักหรือความใคร่" นี้เลย ทว่า นี้ไม่ผิดแต่ประการใดเพราะเป็น "ธรรมะที่เหมาะสมกับคนในยุคนี้แล้ว" นั่นเอง มันเป็นธรรมที่ใช้ได้กับปวงสัตว์ที่พร้อมจะเข้านิพพานในยุคนี้ (แต่ไม่เหมาะกับยุคหน้า)



เมื่อท่านรักใครสักคนหนึ่งท่านไม่จำเป็นต้องเป็น "ตัวตนตัวนั้น" ก็ได้?


อย่างที่ห้า ที่ท่านควรทราบคือ เมื่อท่านรักใครหรืออะไรสักอย่างหนึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าท่านต้องเป็นตัวตนตัวนั้น เช่น ถ้าพระสาวกรักพระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้หมายความว่าพระสาวก จะต้องเป็นเกย์ เสมอไป มันก็แค่ "ความรักที่บริสุทธิ์" เท่านั้นเอง ความรักหรือแม้แต่ความใคร่ ก็เป็น "ส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของชีวิตทั้งหมดของท่าน" (Slice of life) ไม่ใช่ว่าท่านจะต้องเป็นมันทั้งตัวตนของท่าน และท่านไม่ควรปล่อยให้ความคิด"เศษเสี้ยวเล็กๆ" นั้น "กลืนกินท่านไปทั้งตัวตน" ยกตัวอย่างเช่น ถามว่าคนที่เคยทำงานขาย เขาต้องเป็น "นักขายทั้งชีวิต" หรือเปล่า? คนที่เคยทำนา จะต้องเป็นชาวนาทั้งชีวิตหรือไม่? ไม่เลย มันก็อาจเป็นแค่"ส่วนเสี้ยวหนึ่งในชีวิตทั้งหมดของท่าน" ก็เท่านั้นเอง อย่าให้ส่วนนี้มาครอบงำและกลืนกินท่านไปหมดทั้งตัวตนได้ ท่านสามารถไปเป็นอะไรๆ ได้อีกมากมาย คนบางคนมีหลายอาชีพ หลายบทบาท หลายตัวตนแล้วเขาต้องเป็นตัวตนไหนทั้งชีวิตหรือไม่? ไม่เลย เขาก็คือเขาที่สามารถจะ"สวมหัวโขน" แล้วถอดมันออกมาได้ หลากหลายใบ ก็เท่านั้นเอง คนที่มีความรักกับอะไรสักอย่าง เขาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวตนนั้น เช่น ถ้าเขามีความรักกับเพศเดียวกัน เขาก็ไม่จำเป็นต้องเป็น "ผู้รักร่วมเพศ" เพราะเขาก็คือเขา ที่มีความรักแบบนั้น เป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ หนึ่งของชีวิตเท่านั้นเอง เขายังเป็นอะไรได้อีกมากมาย การที่เขาถูกเรียกว่าเป็น "เกย์" ก็ดี, เลสเบี้ยน ก็ดี, ฯลฯ มันคือ "การตีตรา" ของสังคมที่จองจำเขา กักขังให้เขาต้องอยู่กับ "ตัวตน" หรือ "หัวโขน" นั้นๆ เพียงอันเดียว ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เหมือนกับคนที่ถูกเรียกว่า "คนพิการ" เขาอาจแค่มีความพิการเป็น "ส่วนเสี้ยวเล็กๆ ส่วนหนึ่งของชีวิต" ก็เท่านั้น แต่เขาเป็นอะไรได้อีกมากมาย ไม่ใช่แค่ "คนพิการ" ดังที่สังคมตีตราให้เขาเป็น เท่านั้น?



"กาม" เป็นสิ่งที่ถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขต แต่ "ความรัก" ไม่มีขอบเขต


อย่างที่หก ที่ท่านควรทราบคือ "กาม" ถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตไม่ออกไปนอกขอบเขต การออกนอกขอบเขตของกาม ทำให้ผิดศีล ผิดประเวณีได้ ซึ่งส่งผลให้จิตวิญญาณของท่าน "มืดมัวหมองลง" ถ้าท่านผิดเฉพาะความคิด ท่านอาจได้รับ "พลังมืดดำ" เพียงบางส่วน ซึ่งท่านสามารถจะชำระล้างได้ ไม่ยาก ไม่นานเกินไป แต่ถ้าท่านผิดโดยสังขาร่วมด้วย ท่านก็จะได้รับพลังดำมืดมาก และต้องใช้เวลาในการชำระล้าง ที่ยาวนานขึ้นนั่นคือ "ผลจากการผิดในกาม" ทว่า สำหรับ "ความรัก" แล้ว มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ขอบเขต" ยิ่งถ้าท่านสามารถมีความรักได้อย่างไร้ขอบเขต มีพลังในการข้ามขอบเขตหรือกำแพงที่ขวางกั้นความรักของท่านไปได้นั่นจะยิ่งทำให้พลังแห่งรักของท่าน "ไร้ขีดจำกัด" ไปมากยิ่งขึ้น มันจะทำให้"ดวงใจของท่านใหญ่โต" ยิ่งขึ้น หัวใจที่ยิ่งใหญ่และพองโต จะเป็นหัวใจที่มีพลังมาก รับพลังและส่งพลังได้มากยิ่งขึ้น จะขยายขีดจำกัดในใจของท่านออกไปได้อีก ไม่ว่า ท่านจะเคยมีอะไรเป็นกำแพงขวางกั้นในใจ หรือมีอะไรเป็นเครื่องขวางกั้นพลังแห่งรักของท่าน ทุกอย่างจะถูกทำลายให้สิ้นไปด้วย "พลังแห่งรักที่ไร้ขอบเขตนั้น" มันคือ พลังที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งกำแพงที่ขวางกั้นใดๆ ก็ไม่อาจขวางกั้นมันได้เพราะพลังแห่งรักที่ไร้ขอบเขตนั้นเอง



สุดท้ายนี้ สิ่งที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมด ยังเป็นเพียงแค่ "ข้อมูลเบื้องต้น" สำหรับท่านเท่านั้น ตราบใดที่ท่านยังไม่ได้ค้นพบมันหรือมีความรักที่ไร้ขอบเขตนั้นได้ด้วยตัวของท่านเอง ท่านก็จะไม่มีทางเข้าใจความรักอันบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่นั้นได้เลย ท่านจะถูกจำกัดกรอบให้อยู่แต่ ความรักของชายหญิงเท่านั้น ซึ่งมันไม่อาจจะทำให้ท่าน "ค้นพบสิ่งใหม่ๆ" ได้ทว่า ท่านจำเป็นต้องมีศีลที่แก่กล้าไว้ด้วย ในการเข้าถึงซึ่ง "ความรักที่ไร้ขอบเขตนี้" เพราะหากท่านทำผิดศีล หรือผิดประเวณีแล้ว ท่านอาจจะไม่ได้ค้นพบความรักที่บริสุทธิ์และไร้ขอบเขตนี้อีกเลย ด้วยพลังแห่งความมืดดำจะครอบงำและขวางกั้นท่านไว้และท่านจะถูกพลังมืดดำนั้นพันธนาการ กักขังท่านไว้ในคุกแห่งความตรอมตรม ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ


ขอพลังแห่งรักอันบริสุทธิ์ไร้ขอบเขตนั้น จงจุดไฟรักในใจของท่าน สวัสดี



20 ก.ค. 2555


"เสียงจากหัวใจ"
รับสื่อสารโดย


瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่คุณจะก้าวทันประเทศมหาอำนาจ คือ "การเป็นไม่ใช่การฝึก"

ที่รัก โลกของท่านเข้าสู่การเลื่อนระดับพร้อมๆ กันทั้งโลกแล้ว และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือ "การสูญพันธุ์ของผู้ที่ล้าหลัง" เอาละ สิ่งนี้ เป็นธรรมชาตินะมันเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อมีการวิวัฒนาการครั้งใหญ่ และการเลื่อนระดับครั้งนี้ ก็ไม่ต่างกัน ดังนั้น ท่านควรให้ความสำคัญกับการเลื่อนระดับให้มาก เพราะถ้าท่านล้าหลังท่านอาจมีสภาพไม่ต่างจากไดโนเสาร์ที่เคยสูญพันธุ์ไปแล้ว เอาละ เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่จะทำให้ท่าน "เลื่อนระดับ" ไปได้อย่างรวดเร็ว "ไม่ใช่การฝึก" แต่เป็น "การเป็น" ด้วยการ "กำเนิดใหม่" ด้วยวิธีนี้ จึงจะเป็นวิทยาการที่ล้ำหน้าที่สุด ที่คุณจะก้าวไกลไปเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ได้ อนึ่ง คุณต้องไม่ลืมว่าคุณกำลังอยู่ในสนามแข่งขัน นะและอีกไม่นาน สนามนั้นจะถูกย่อให้เล็กลงมากยิ่งขึ้น หมายความว่า คุณจะได้รับผลกระทบจากมันง่ายขึ้นด้วย อย่างไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงได้ และมันถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้อง "เลื่อนระดับ" ขึ้นไป เพื่อความอยู่รอดของคุณเอง ดังที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ ...


"การฝึก" ต่างจากการ "เป็นโดยการกำเนิด" (Born to be) อย่างไร?


การฝึกที่ดีที่สุดในโลกนี้ อย่างไรเสีย ก็ต้อง "ใช้เวลา" กว่าจะพัฒนาตนให้สูงขึ้นไปได้ ทว่า คุณลองดู "นก" สิ มันบินได้เพราะมันเกิดเป็นนก ไม่ใช่เพราะมันเกิดเป็นปลาแล้วจึงมาฝึกให้บินได้ เอาละ เรายกตัวอย่างสัตว์ในธรรมชาติ ให้ท่านเข้าใจถึง "การเป็นด้วยการกำเนิด" และด้วยวิธีนี้จึงจะทำให้ท่าน "เลื่อนระดับได้รวดเร็วที่สุด" ก้าวล้ำหน้าไปไกลกว่าใครทั้งหมดในโลกนี้ได้ เพราะนี่คือ "วิทยาการระดับสากลจักรวาล" มันจึงก้าวล้ำไปกว่าทุกวิทยาการของชาติใดในโลกนี้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะให้เด็กคนหนึ่ง "ว่ายน้ำเก่ง" คุณต้องฝึกเขานานเท่าไร เอาละ แต่ถ้าคุณให้ "กำเนิดใหม่" เป็น "ปลาในระดับพลังงานภายใน" ละ เขาจะใช้เวลาเท่าไร? ถ้าคุณเข้าใจ หลักการกำเนิดใหม่ แล้ว คุณจะพบว่าแม้แต่คนที่ไม่ได้เรื่องอะไรเลย คุณก็สามารถทำให้เขากลายเป็นคนที่พิเศษที่เก่งกาจขึ้นมาได้ด้วยวิธการนั้น โดยใช้เวลาแสนสั้น นั่นแหละ ผมจึงแนะนำวิทยาการนี้



การก้าวตามหลังประเทศอื่น ก็ไม่เท่า เลือกวิทยาการจากจักรวาล


หลายท่านคิดว่าจะนำเทคโนโลยีจากประเทศมหาอำนาจมาใช้บ้าง เพื่อเลื่อนระดับประเทศของตนเอง ยกตัวอย่างง่ายๆ บางท่านคิดว่าจะไปซื้อเรือรบ, เทคโนโลยีจากประเทศมหาอำนาจ แล้วคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะทันสมัย ทันประเทศมหาอำนาจนั้น โธ่ ที่รัก ท่านสิ้นคิดมาก ประเทศไหนเขาจะขายเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดให้ท่าน? เขาก็โล๊ะเอาของเก่าที่เขาไม่ใช้แล้ว ไม่เอาแล้ว ล้าหลังแล้ว มาขายให้ท่าน ส่วนที่ทันสมัยที่สุด ก็ต้อง"เก็บเป็นความลับทางการทหาร" ทั้งนั้น เพราะนี่มันเป็นยุทธศาสตร์ของการอยู่เหนือประเทศอื่นๆ ไงละ ดังนั้น ถ้าท่านยังคิดว่าจะเอาวิทยาการในประเทศใดมาใช้พัฒนาประเทศของตนเอง ท่านก็กลายเป็น "ผู้ตาม" ตั้งแต่เริ่มคิดแล้ว ต่อให้ท่านจะก้าวเร็วแค่ไหน ท่านก็เป็นได้แค่ "ผู้ตามที่ก้าวเร็ว" ก็เท่านั้น ท่านไม่ใช่ผู้นำแต่อย่างใดเลย? ดังนั้น ทางเดียวที่ท่านจะมีวิทยาการเหนือกว่าประเทศอื่นได้ท่านต้อง "ใช้วิทยาการที่ล้ำหน้าที่สุดในจักรวาล" เพราะขณะที่ท่านกำลังค้นหาวิทยาการนี้อยู่ ประเทศอื่นๆ ก็ค้นหาอยู่เหมือนกัน ดังนั้น ถ้าเขาค้นพบวิทยาการระดับหนึ่ง ท่านก็ต้องค้นให้พบวิทยาการที่เหนือกว่าเขาให้ได้ นั่นแหละ ท่านจึงจะพลิกเกมกลับเป็นผู้นำได้ ไม่เช่นนั้น ท่านจะตกอยู่ภายใต้สถานภาพของ "ผู้ตาม" ตลอดไป



วิทยาการจากจักรวาลที่ก้าวล้ำ ไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่อง "วัตถุ"


ขอยกตัวอย่างง่ายๆ อเมริกาเคยรบแพ้เวียดนามมาแล้ว ทั้งๆ ที่อเมริกามีเทคโนโลยีเชิงวัตถุมากมายที่ล้ำหน้ากว่าเวียดนามมากๆ ทว่า ทำไมเวียดนามจึงรบชนะอเมริกา? เอาละ งงไหมละ? มันไม่ใช่เพราะการได้หรือการสร้างวัตถุที่ทันสมัยหรอกนะ มันสำคัญที่ "พลังงานใหม่" ต่างหากละ ฟังแล้วจะงง? มันคือ พลังงานแห่งการคิดสร้างสรรค์ หรือการวางแผนที่สุดก้าวล้ำทันสมัยในขณะนั้นๆ ซึ่งทำให้อีกฝ่ายคาดไม่ถึงจึงไม่อาจแก้เกมได้ทัน นั่นเอง เอาละ ผมยกตัวอย่างให้ท่านดูอย่างนี้ เพื่อให้ท่านเข้าใจก่อนว่า "ท่านไม่ใช่ผู้ที่จะก้าวไม่ทันประเทศมหาอำนาจ" เลย ด้วย วิทยาการของจักรวาล ท่านสามารถก้าวล้ำนำหน้าพวกเขาไปได้เลยอย่างง่ายดายมาก เพราะพวกเขา "ยังล้าหลังมากเมื่อเทียบกันในระดับสากลจักรวาล" ดังนั้น ถ้าท่าน "รีบเริ่มต้น 0 ใหม่จากสิ่งที่ทันสมัยที่สุด" แม้ใช้เวลาไม่มากนัก ท่านก็จะพัฒนาไปได้ไกลกว่าเขามากๆ ผมยกตัวอย่างชัยชนะของเวียดนามที่มีต่ออเมริกามาแล้ว ก็เพื่อให้คุณ "เห็นความเป็นไปได้" นี้ด้วยกัน อย่าคิดว่าคุณต้องแพ้ อย่าเพิ่งถอยหลังหนี ถ้าคุณมี "วิทยาการระดับจักรวาล" อยู่ มันมีความเป็นไปได้อีกมากมาย และอาจพลิกสถานการณ์ได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว



การเลื่อนระดับเข้าสู่ประเทศ "ผู้นำ" ไม่จำเป็นต้องผ่านการทำสงคราม


ดังที่ข้อความต่างมิติได้แจ้งแก่ท่านมาก่อนหน้านี้แล้วว่า "ยังมีผู้นำอีก 12 ประเภท" ที่เป็นต้นแบบของผู้นำในจักรวาลนี้ ผู้นำบางประเภทมีอำนาจมาได้ด้วยสงครามก็มี แต่นั่นเป็นส่วนน้อยมากเพียง 1 ใน 12 แบบเท่านั้นเองดังนั้น มันจึงไม่มีความจำเป็นเลยในการขึ้นเป็นผู้นำหรือแผ่ขยายอำนาจที่จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวด้วยวิธีการทำสงคราม เอาละ แต่อย่างไรเสีย มันก็ต้องมี "การแข่งขัน" อย่างอื่น หรือวิธีอื่นๆ อยู่ดี เพื่อจะให้พวกคุณพัฒนาประเทศของคุณเอง แข่งกัน ด้วยวิธีนี้ จะช่วยให้พวกคุณ "ตื่นตัว" ได้ดีที่สุด และส่งผลเป็น "การเลื่อนระดับของทั้งโลก" ในที่สุด นั่นคือ เป้าหมายของพวกเราแต่สำหรับเป้าหมายของพวกคุณ คงรับผิดชอบเพียงประเทศของคุณเท่านั้น อนึ่ง ภายใต้ "วิทยาการของจักรวาล" นี้ คุณสามารถใช้วิธีอื่นๆ ในการเข้าสู่ "การเป็นผู้นำ" ได้มากมาย แต่อย่างแรกคุณต้องเข้าใจก่อนว่า "ทุกคนก็มีเกมของเขาเอง" ที่จะเชื้อเชิญให้คุณมาเล่นด้วยเช่นบางคนอาจยกเอา "สงครามขึ้นมาเป็นเกม" แล้วเชื้อเชิญให้คนอื่นมาเล่นด้วย เพราะเขาอาจคิดว่าถ้าชวนคนอื่นๆ มาเล่นเกมนี้ได้แล้ว เขาจะได้ชัยชนะ เพราะเขาได้เปรียบมากที่สุด นั่นเอง ดังนั้น คุณจึงไม่จำเป็นต้องลงไปเล่นเกมของใคร ในทางตรงข้ามคุณสามารถเป็นผู้นำให้การสร้างเกมของคุณเองขึ้นมา เพื่อดึงให้คนอื่นๆ มาเล่นได้ด้วย เพื่ออะไร? เพื่อจะได้ไม่ต้องไปเล่นเกมของคนอื่น เช่น ไม่จำเป็นต้องเล่นเกมสงครามของใครๆ เป็นต้น



ด้วยวิทยาการของ "จักรวาล" ช่วยให้คุณกำหนดเกมการแข่งขันได้เอง?


คุณบางคนอาจแย้งว่า เราจะเล่นเกมกันไปทำไม? เอาละ ถ้าคุณคิดอย่างนั้น คุณรับรองได้ไหมว่าคุณจะห้ามไม่ให้คนอื่นเล่นเกมกับคุณ? หรือไม่ให้ตัวคุณเองตกอยู่ในเกมของใคร? ผมตอบแทนได้เลย "คุณไม่รอดหรอก" คุณตกอยู่ภายในเกมใดเกมหนึ่งอยู่แล้วตลอดเวลา เช่น เกมการแข่งขันทางการตลาด ฯลฯ ถามว่าคุณหนีได้จริงหรือ? คุณสามารถควบคุมทุกคนให้ "ไม่ต้องเล่มเกมกัน และ ไม่ต้องแข่งขันกันอีก" โอว ที่รัก ! มันอุดมคติมากไป คุณทำไม่ได้หรอก มันเป็นความฝัน มันไม่ใช่ความจริง ตื่นเถิด คุณไม่อาจหนีมันไปได้ เกมต่างๆ ของใครก็ตามคุณจะต้องเจอมันแน่นอน ทว่า ด้วยวิทยาการของจักรวาล อาจทำให้คุณมีพลังมากพอที่จะ "สร้างเกม" ขึ้นมาได้ด้วย ในแบบของคุณเอง เช่น เกมการแข่งขันที่ทำให้ทุกคนชนะร่วมกัน ทุกคนได้รับผลดีร่วมกัน นำไปสู่การพัฒนาของทุกคนร่วมกันไงละเพราะเหตุนี้ ผมจึงบอกว่าคุณต้องเป็น "ผู้นำในการเล่นเกม" ด้วย เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดวิถีความเป็นไปของพวกคุณทั้งหมดเลยทีเดียว เช่น ถ้าคณปล่อยให้ใครไม่รู้ เปิดเกมสงครามแล้วคุณหยุดมันไม่ได้ อีกทั้งคุณก็ต้องถูกมันดึงดูดเข้าไปร่วมด้วย ถึงตอนนั้น คุณจะทำอย่างไร? ไม่นะที่รัก อย่าปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนั้น คุณควรจะมีภาวะผู้นำที่มากพอที่จะทำให้คนอื่นๆ มาเล่นเกมที่ส่งผลดีต่อทุกฝ่ายให้ได้ด้วย อย่าปล่อยไปเช่นนั้น



การเลื่อนระดับทำให้แต่ละคนมี "เวทีแจ้งเกิด" ที่แตกต่างกันออกไป?


ประเทศที่อยู่ภายใต้กระบวนการเลื่อนระดับ จะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก อย่างหนึ่งคือ การเกิดขึ้นของเวทีต่างๆ เพื่อให้แต่ละคนได้มีแหล่งพัฒนาตัวเอง เหมือน "บ่อเพาะเลี้ยง" ของตัวเองที่แตกต่างกันออกไปผมจะยกตัวอย่าง "เวทีแจ้งเกิด" ที่จะช่วยคุณเลื่อนระดับ ดังต่อไปนี้


1. เวทีการเมือง คุณอาจจะต้องเริ่มต้นจาก "รากหญ้า" เป็นประชาชนคนธรรมดาเข้าร่วมประท้วงกับเขา หลายม็อบทีเดียว จะเกิดขึ้น เพื่อเป็น"เวทีแจ้งเกิด" ให้กับคุณ ให้กับคนธรรมดาที่ไม่มีโอกาสทางการเมือง

2. เวทีการอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือวัฒนธรรม คุณอาจจะใช้เวทีนี้ แจ้งเกิดใหม่ ได้ จากเดิมคุณอาจเป็นเพียงประชาชนรากหญ้าธรรมดา คุณอาจได้ชีวิตใหม่จากเวทีนี้ ก็ได้ นั่นแหละ การเลื่อนระดับ

3. เวทีการแข่งขัน เช่น การแข่งขันกีฬาต่างๆ จากคนที่ไม่มีการศึกษา ไม่มีโอกาสอื่นใดเลย อาจจะแจ้งเกิดในเวทีนี้ได้ เช่น นักมวยดังๆ ต่างๆ ก็แจ้งในเวทีนี้เช่นกัน อย่างที่คุณเห็น พวกเขากำลังฟิตซ้อมอย่างหนักเพื่อเวทีนี้

4. เวทีการสื่อสารแลกเปลี่ยน ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง กำลังแจ้งเกิดในเวทีการค้าขาย, การสื่อสาร ฯลฯ พวกเขาเล่นเกมที่ชนะร่วมกัน ไม่ใช่ชนะคนเดียว ผู้แพ้ต้องตกร่วงลงไป เอาละ แต่มันก็ไม่ง่ายนักที่จะเกิดในเวทีนี้

5. เวทีการศึกษา เป็นเวทีที่ดูเหมือนไม่น่าจะแจ้งเกิดได้ ทว่า "อาจารย์" หลายท่านก็แจ้งเกิดแบบนี้ เช่น อาจารย์สอนธรรมะต่างๆ ที่อาจไม่มีเวทีอื่นใดเปิดให้เลย แต่มาเอาดีทางด้านนี้ได้ ก็สามารถมีเวทีแจ้งเกิด นี้ได้

6. เวทีศิลปะและการแสดง ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง กำลังเพียรพยายามแจ้งเกิดในเวทีศิลปะและการแสดง คุณจะเห็น "คนธรรมดา" ที่ได้โอกาสมีเวทีแจ้งเกิดในทางการแสดง, การร้องเพลง และศิลปะมากขึ้น ใช่ไหม?

7. เวทีแห่งความยากเข็ญ เป็นเวทีที่ฝืนธรรมชาติซะหน่อย หรือต้องสร้างต้องทำอะไรมากเสียหน่อย จึงจะแจ้งเกิดใหม่ได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงดินจากที่เพาะปลูกไม่ได้ ให้สามารถเพาะปลูกได้ (เวทีนี้แจ้งเกิดยากหน่อย)


นี่เป็นเพียง "ตัวอย่าง" ของเวทีแจ้งเกิด เท่านั้น ยังมีเวทีแจ้งเกิดอีกมากมายหลายแบบ ที่จะทำให้คุณได้ "กำเนิดใหม่ในระดับสมมุติทางสังคม" ได้ คือ เป็นคนที่ได้รับการยอมรับจากสังคม หรือมีตำแหน่งทางสังคม นั่นเอง นี่เป็นส่วนหนึ่งของการเลื่อนระดับ ซึ่งถ้าคุณอ่อนแอ หรือไม่อาจที่จะเลื่อนระดับไปได้แม้สักหนึ่งเวที คุณอาจไม่มี "จุดยืน" ในสังคม ก็ได้นะ?



การแข่งขัน, บ่อเพาะเลี้ยง และเวทีแจ้งเกิด ของแต่ละท่าน


เอาละ ประเทศของท่านจะเลื่อนระดับได้ทั้งประเทศ จำเป็นต้องมาจากการเลื่อนระดับของแต่ละบุคคลก่อน ซึ่งแต่ละบุคคลจะมี "วิถีการเลื่อนระดับที่แตกต่างกัน" เช่น มีเกมกติกาการแข่งขันที่แตกต่างกัน, มีเวทีแจ้งเกิดต่างกัน, มีบ่อเพาะเลี้ยงเพื่อพัฒนาตนเองต่างกัน ฯลฯ และสิ่งนี้เอง ที่จะช่วยให้เกิดการเลื่อนระดับขึ้นของ "คนกลุ่มต่างๆ กัน" ทว่า คุณต้องดูรายละเอียดลงไปด้วยว่า "พวกเขากำเนิดใหม่" จากภายในด้วยจริงหรือไม่? หรือว่าพวกเขายังใช่พลังงานเก่าอยู่? เพราะถ้าพวกเขาพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าไปได้ แต่ด้วยการใช้พลังงานเก่าแล้วละก็ ผลกระทบจากการใช้พลังงานเก่าจะเกิดขึ้นกับประเทศของท่านมากมายเลยทีเดียว ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ "การกำเนิดใหม่" อย่างแท้จริงไม่ใช่ "การแจ้งเกิดทางสังคม" เปลือกนอกอย่างเดียวเท่านั้น ก็หาไม่! เอาละ เมื่อประเทศของท่านมี "บ่อเพาะเลี้ยง", "เวทีแจ้งเกิด" ฯลฯ ทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ต่อไปคือ กาติดตามผล และการตรวจงานดูแต่ละจุดเช่น แต่ละบ่อเพาะเลี้ยง นั้น ช่วยในการพัฒนาการของพวกเขาได้ดีแค่ไหน? แต่ละเวทีแจ้งเกิดช่วยให้เกิดการ "กำเนิดใหม่" ทั้งภายนอกและภายในด้วยหรือเปล่า? สิ่งเหล่านี้ จะส่งผลต่อการเลื่อนระดับในภาพรวมด้วย มันจึงสำคัญมากที่จะต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดทุกจุดด้วย



สุดท้ายนี้ ท่านต้องเข้าใจว่า "คนที่เข้าสู่กระบวนการเลื่อนระดับ" ก็กลุ่มหนึ่ง "คนที่เข้าสู่กระบวนการจบสนิท (นิพพาน)" ก็อีกกลุ่มหนึ่ง ท่านจะขาดคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดไปไม่ได้ ทว่า ท่านต้องเข้าใจด้วยว่าคนกลุ่มไหนที่ท่านดูแลอยู่? เพราะคนบางกลุ่มมี "ผู้ดูแลอยู่แล้ว" ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่ง เพราะท่านอาจทำงานเขาเสีย หรือเป๋ไปทางอื่น ก็ได้? ท่านคงพอจะเข้าใจถึง "กิจที่ต่างกัน" ของแต่ละท่านด้วยละ เอาละ วันนี้ ผมได้อธิบายมามากแล้ว ถึงเคล็ดลับการเลื่อนระดับของประเทศ สำหรับวันนี้ก็ขอยุติลงแต่เพียงเท่านี้ อย่าลืมว่าประเทศของท่านอยู่ในการแข่งขันด้วย


ค้นหาตัวเองให้เจอ แล้วทำหน้าที่ของท่านให้ดีก็แล้วกัน สวัสดีครับ ...



11 มิ.ย. 2555


"เสียงจากสภาฯ"
รับสื่อสารโดย


瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

คุณก็สามารถหยุดยั้งภัยพิบัติ "สงครามโลก" ได้ด้วยการ "ไม่ยึดติดชาตินิยม" จนเกินไป

สวัสดีทุกท่านในเช้าวันที่อากาศเย็นสบายอย่างนี้นะคะ ดิฉันได้รับการเชิญมาจาก "ดาวแห่งสันติภาพ" มาเพื่อช่วยในการสื่อสารนี้โดยเฉพาะ เอาละค่ะ หน้าที่นี้เหมาะกับสตรีเพศมากๆ เลย ทว่า ดิฉันไม่ได้มีเพศแบบมนุษย์หรอกนะ เราเพียงแต่มีลักษณะเป็นต้นแบบของสตรีเพศ เท่านั้นค่ะ แนะนำตัวเล็กน้อย คงพอควรแล้ว ต่อไปดิฉัน จะนำเสนอข้อความข่าวสารที่สำคัญนะคะ นั่นคือ เรื่อง"การหยุดยั้งภัยพิบัติจากสงครามโลก" ค่ะ ซึ่งคุณก็มีส่วนร่วมและสามารถเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของลูกหลานของคุณเองได้ เพื่อให้ลูกหลานของคุณได้ระลึกนึกถึงคุณในฐานะ "ผู้สร้างสันติภาพ" ของโลกนะคะ เอาละค่ะ ดิฉันจะค่อยๆ เข้าเนื้อหาให้ง่ายที่สุด นะคะ


การแบ่งแยกโลก ไม่เห็นความเป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อให้เกิดสงครามโลกได้


อย่างแรกนะคะ คือ สาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ก่อให้เกิดสงครามโลกค่ะ มันคือ การแบ่งแยกคนบนโลกด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น เชื้อชาติ, ศาสนา, ประเทศ ฯลฯ การแบ่งแยกเหล่านี้ เมื่อเข้าสู่สถานการณ์ที่เรียกว่า "การขมวดปมขัดแย้งที่ตึงแน่น" ขึ้นมาเมื่อไร มันก็จะก่อให้เกิด "ฉนวนสงคราม" นะคะ นึกภาพออกใช่ไหมคะ พอขมวดปมขัดแย้งนี้ให้ตึงแน่น มันจะกลายเป็นเหมือนระเบิดค่ะ นั่นคือ "ฉนวนสงคราม" ไงคะ เอาละ การคลี่คลายปมนี้ให้หลุดออก หรือการคลี่คลายสถานการณ์ที่ดีที่สุด คือ การเอาแต่ละคนออกจาก "บ่วงแห่งความแตกต่าง" เช่น ความยึดติดในเชื้อชาติ, ประเทศและอื่นๆ นะคะ แล้วปลดปล่อยเขาสู่อิสรภาพที่กว้างขวางกว่า แล้วเขาจะเห็น "โลกกว้างอันเป็นหนึ่งเดียวกัน" ค่ะ เมื่อไรที่เขายอมละความยึดมั่นในความแตกต่างส่วนตน แล้วเห็น "องค์รวมหนึ่งเดียวกันของโลก" พวกเขาก็จะทำเพื่อโลกดยรวม เมื่อนั้น "โลกนี้จะไม่มีสงคราม" ค่ะ นี่คือ สิ่งที่ดิฉันคิดว่า "มนุษย์โลกทุกคนปรารถนาคือโลกแห่งสันติภาพ" ใช่ไหมคะ



ปลดปล่อยตัวเองออกจาก "บ่วงชาตินิยม" ก่อนที่จะสายเกินไป !


เอาละคะ ทีนี้ ทุกท่านคงเห็นความสำคัญและสาเหตุจากรากฐานที่สำคัญที่สุดแล้วใช่ไหม? โดยเฉพาะความเป็น "ชาตินิยม" เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งข้อขัดแย้งได้อย่างมาก อย่างที่เกิดขึ้นปัจจุบันนี้ ใช่ไหม? ที่คาบสมุทรเกาหลีไม่สิ คาบสมุทรบนความขัดแย้งของเกาหลี, ญี่ปุ่น, จีน และฟิลิปปินส์ น่าจะถูกมากกว่า แต่ละท่านก็คิดว่า "นี่คือ สมบัติของชาติ" แต่ละท่านก็เลยทำทุกวิถีทางที่จะรักษาสมบัติของชาติเอาไว้ และนั่นคือ "การขมวดปมให้ตึงแน่น" และสุดท้าย มันจะกลายเป็น "ฉนวนสงคราม" ได้นะคะ เอาละ ทีนี้ ถ้าทุกคนมาเปลี่ยนมุมมองใหม่ และคิดว่า "นี่คือ "สมบัติร่วมของโลก" ละคะ? แต่ละท่านจะไม่แบ่งแยก, ไม่ยึดแย่งกันไปมา และไม่เกิดสงครามใช่ไหม? แต่ละท่านก็จะมาวางแผนร่วมกันว่าจะใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์ร่วมกันต่อทุกฝ่าย เห็นไหมคะ เปลี่ยนมุมมอง และเปลี่ยนความคิด ก็สามารถนำทิศทางของโลกให้เปลี่ยนแปงไปได้แล้วค่ะ



การ "เห็นแก่ประโยชน์ของโลกโดยรวม" จะเกิดประโยชน์ต่อทุกท่าน


นอกจากนี้ การเห็นประโยชน์โดยรวมของทั้งโลก จะก่อให้เกิดผลดีต่อทุกท่านด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น บางท่านคิดว่า "วิกฤติหนี้ยูโร" ไม่กระทบเอเชียหรอก ทว่า มันอาจจะจริงแค่ระยะสั้นและมุมแคบ ในเรื่องเศรษฐกิจนะคะ แต่ในระยะยาวและมุมกว้าง มันอาจจะกลายเป็น "ฉนวนสงคราม" ได้อีกเช่นกันค่ะ มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ที่คุณจะยืนหยัดอยู่ได้สบายโดยที่ยูโรล่มสลายไป โดยที่คุณไม่ได้รับผลกระทบ นะคะ สุดท้าย ถ้าพวกเขาไม่อาจหาวิธีเอาตัวรอดได้ พวกเขาก็จะใช้วิธี "ล้มกระดาน - เริ่มต้นใหม่" ค่ะ ซึ่งก็คือ "สงครามโลก" ไงค่ะ และเมื่อถึงเวลานั้น คุณแน่ใจหรือคะว่าคุณๆ ที่อยู่เอเชียจะไม่ได้รับผลกระทบ เมื่อมองในระยะยาวและมุมที่กว้างข้น? ไม่จริงหรอกค่ะ คุณจะได้รับผลกระทบอย่างมากมายแน่นอน เอาละนั่นคือ ผลจาก "วิสัยทัศน์แบบแยกส่วน" คือ การคิดแยกส่วนว่า "ยูโร" ก็ส่วนหนึ่ง "อาเซียน" ก็ส่วนหนึ่ง คงไม่กระทบถึงกัน ซึ่งมันไม่จริง นะคะ! เราจะมองแบบนั้น แบบเดิมไม่ได้อีกค่ะ เราต้องมี "วิสัยทัศน์แบบองค์รวม" ค่ะ คือ มองเห็นภาพองค์รวมของทั้งโลกให้ได้ และจะเห็นว่าการช่วยเหลือกลุ่มประเทศยูโร ก็คือ การช่วยเหลือโลกทั้งใบ และประเทศของท่านด้วยดังนั้น การทำให้เกิดวิสัยทัศน์แบบองค์รวมในระดับยอดพีรามิดขึ้นก่อนจะแพร่ขยายลงสู๋พีรามิดฐานล่าง หรือในระดับ "ผู้นำ" ก่อน จึงจะช่วยได้ค่ะ



โลกที่งดงามอบอุ่นเปี่ยมด้วยสันติภาพและความรัก อยู่ในมือของท่าน


ที่รักคะ "โลกที่งดงามอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรักและสันติภาพ" นั้นอยู่ในมือของทุกท่านแล้ว จริงๆ ค่ะ มันต้องอาศัยทุกท่าน โลกที่งดงามนั้นจึงจะเกิดขึ้นมาได้ ไม่อาจจะเป็นไปได้ด้วย "มือของใครคนหนึ่ง" ที่จะนำพาโลกใบนี้ไปได้ด้วยพลังอำนาจด้วยตัวเขาคนเดียว เป็นไปไม่ได้นะคะ ต่อให้เขามีพลังอำนาจมากเท่าใดก็ตาม แต่มันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย โลกที่งดงามเช่นนั้น จะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจาก "ทุกๆ ท่านทำให้มันเกิดขึ้นค่ะ" และมันสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไม่ยากเลย เริ่มต้นที่ "หัวใจ" ของท่านเอง ที่มี "ความเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งโลก" ท่านเห็นความสำคัญและจุดมุ่งหมายร่วมกันของโลกที่งดงามนั้น และท่านพร้อมที่จะทำให้มันเกิดขึ้นด้วยมือของท่าน ด้วยดวงตาที่เห็นมันอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมนั้นโลกที่ไม่ถูกแบ่งแยกด้วย "แผ่นดิน" ของใครของมัน อีกต่อไป โลกที่ไม่ได้เกิดจาก "หลายๆ แผ่นดินมาต่อเชื่อมกัน" อย่างหละหลวม แล้ววันดีคืนดี ก็เกิดการกระทบกันระหว่างรอยต่อของผืนแผ่นดินนั้นๆ ทว่า มันคือ"โลกกลมๆ หนึ่งเดียวกัน" อันเกิดจาก ดวงใจของคนทุกคนสร้างขึ้นมาค่ะ มันควรจะเป็น "โลกกลมๆ หนึ่งเดียว" ไม่ใช่โลกที่เกิดจากการปะต่อกันของแต่ละ "ผืนแผ่นดิน" นะคะ นั่นไม่ใช่โลกที่งดงามและควรจะเป็น



โลกคือ "โลกกลมหนึ่งเดียว" ไม่ใช่ "ส่วนต่อกันของหลายแผ่นดิน"


ที่รักคะ โลกที่แท้จริง คือ "โลกกลมๆ หนึ่งเดียวกัน" มีใบเดียว และกลมเป็นหนึ่งเดียวกัน มันคือ "ดาวดวงหนึ่ง" นะคะ มันไม่ใช่ "ส่วนต่อกันของหลายแผ่นดิน" ที่ท่านกำลังพยายามจะเชื่อมต่อกันด้วยอะไรต่อมิอะไรค่ะเอาละ ถ้าท่านยังมองโลกที่แท้จริงแบบนี้ไม่ออก ท่านก็จะพยายามต่อมันให้เชื่อมโยงถึงกันด้วยอะไรมากมาย เช่น การสื่อสารระดับโลก, การค้าระดับโลก ฯลฯ ใช่ไหมคะ? แต่นั่น มันยังไม่ใช่ "มุมมองที่ถูกต้อง" ของโลกใบนี้นะคะ มันเป็นเพียงความพยายามอย่างหนึ่งที่จะทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวกันก็เท่านั้น ทว่า ถ้าขาดไปซึ่งความเข้าใจที่แท้จริงแล้ว มันก็จะไม่สำเร็จเป็น "โลกหนึ่งเดียวกัน" แน่นอนค่ะ เพราะถ้าแต่ละท่านยังไม่อาจมองเห็นโลกที่เป็น "ดาวเคราะห์กลมๆ หนึ่งเดียวกัน" ได้ ท่านก็ยังเห็นโลกแบบเดิมอยู่ คือ "โลกที่เกิดจากการต่อเชื่อมกันของหลายผืนแผ่นดิน" แต่ละผืนแผ่นดินมี "แพระธรณี" ยึดโยงเท่าไว้อยู่ เพื่อให้ท่านยึดมั่นถือมั่นผืนแผ่นดินนั้นๆ ท่านก็จะไม่อาจสัมผัส "ไกอา" จิตวิญญาณที่แท้จริงของโลกนี้ได้ เธอเป็นผู้ดูแลโลกนี้ที่แท้จริงนะคะ และเมื่อท่านไม่อาจสัมผัสเธอได้ ท่านก็จะไม่อาจเข้าใจถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของโลกนี้ค่ะ เอาละ นี่คือ สิ่งที่สำคัญมาก เพราะมันจะช่วยท่านเองให้พ้นจากภัยที่ร้ายกาจที่สุดอย่างหนึ่งของมวลมนุษยชาติซึ่งคือ "สงครามโลก" นั่นเอง



การไม่ยึดติดชาตินิยม คือ "การเปิดขุมทรัพย์พลังแห่งไกอา" นั่นเอง


ที่รักคะ ยังมี "ความลับของโลกนี้" อยู่อย่างหนึ่ง ที่วันนี้ ดิฉันได้รับการอนุญาติให้เปิดเผยได้เต็มที่เลยค่ะ นั่นคือ "การไม่ยึดติดในชาตินิยมและประเทศชาติ" จะเป็นการเปิดขุมทรัพย์พลังงานของไกอา นั่นเอง เพราะเมื่อใดที่ท่านยึดติดในเชื้อชาติ, ประเทศชาติ ฯลฯ ท่านก็จะถูกพลังของแม่พระธรณี "ทับถมปิดไว้" ทำให้ท่านไม่อาจเปิดรับพลังของไกอา ซึ่งมีมากกว่าและสมบูรณ์กว่าได้ เอาละ ท่านอาจยังไม่เห็นภาพ เช่นนั้นจะขอยกตัวอย่างนะคะ เช่น "อเมริกา" เป็นหนึ่งในโลกได้ด้วยเพราะอะไรค่ะ? คำตอบคือ "จุดเริ่มต้นของการสร้างชาติ เริ่มต้นจากการไม่ยึดเชื้อชาติ" ค่ะ คนที่เข้าไปบุกเบิกอเมริกาในช่วงต้น มีมากมายหลายเชื้อชาติใช่ไหมคะ? ทว่า พวกเขาร่วมมือกันไม่ยึดติดเชื้อชาติมาไป พวกเขาจึงสามารถ "เปิดขุมทรัพย์พลังของไกอา" ได้สำเร็จ และกลายเป็นชาติที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกไงคะ อีกตัวอย่างหนึ่งนะคะ คือ "สิงคโปรค์" ค่ะใกล้ประเทศของท่านมากเลย เป็นประเทศในแถบเอเชียที่ใช้แนวคิดนี้ค่ะในช่วงหนึ่งที่มี "เชื้อชาติจีน" และชาติอื่นๆ เข้าไปในเกาะเล็กๆ นั้น ที่ยังไม่มีความเจริญอะไรเลย พวกเขาเริ่มต้นแนวคิดไม่ยึดติดในเชื้อชาตินะคะผลคือ "เขากลายเป็นชาติที่เจริญมากๆ ในระดับต้นๆ ของเอเชีย" เลยใช่ไหมคะ? นั่นแหละ พวกเขาร่วมมือกันเปิดขุมทรัพย์พลังของไกอาสำเร็จ!



หากท่านยังยึดติดชาตินิยมอยู่ ท่านจะไม่อาจการเปิดขุมทรัพย์ออกได้


เอาละ ท่านก็คงทราบดีใช่ไหมคะว่ามี "แหล่งพลังงานและขุมทรัพย์" ต่างๆ อยู่มากมาย โดยเฉพาะ "แนวต่อระหว่างสองประเทศ" ทำไมละคะ? ทำไมต้องไปอยู่ตรงนั้น? นี่ละ แผนการของไกอา ละคะ เธอต้องการให้ "มนุษย์ร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวทั้งโลก" เพราะมนุษย์ทุกคนก็ล้วนเป็น "เชื้อสายของเธอ" ทั้งสิ้น นะคะ พวกท่าน มนุษย์โลกทุกคนก็ล้วนเป็นเครือญาติกันค่ะ มีเชื้อสายร่วมกันมาจาก "ไกอา" นะคะ เอาละเรื่องสำคัญคือ "จะเปิดขุมทรัพย์นั้น" อย่างไร ใช่ไหมคะ? มันไม่มีทางที่จะเปิดออกได้เลยค่ะ ถ้าท่านยังแบ่งแยกผืนแผ่นดินกันอยู่ และไม่คิดที่จะเห็น "โลกหนึ่งเดียวกัน" อย่างแท้จริง ยิ่งพยายามจะเปิด มันก็จะยิ่งเป็นการ "ขมวดปมขัดแย้งให้ตึงแน่น" ขึ้นค่ะ และอาจกลายเป็นฉนวนสงครามโลกในท้ายที่สุด นะคะ ตรงกันข้าม มันจะกลายเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกท่านได้อย่างง่ายดาย เพียงท่าน "มองเห็นโลกเป็นหนึ่งเดียวกัน" และจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกันให้เกิดขึ้นค่ะ และน่นคือ จุดเริ่มต้นของการ "เปิดขุมทรัพย์ทางพลังงานของไกอา" อย่างไร ละค่ะ



โอว ที่รัก ดิฉันได้เปิดเผย "ความลับของไกอา" ไปมากเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นการแย่งเรื่องของเธอพูดมากไป ฉันขออุบไว้เป็นความลับต่อไป ดีกว่าให้ไกอา เธอได้มากล่าวเรื่องของเธอเองในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป นะคะสำหรับดิฉัน มาเพื่อเปิดตาให้ทุกท่านเห็น "โลกในฐานะดาวดวงหนึ่ง" ที่เป็นหนึ่งเดียวกันนะคะ มันไม่ใช่ การต่อเชื่อมกันหลายแผ่นดิน ซึ่งมีพลังงานเก่าของผืนแผ่นดิน "ยึดโยงแบ่งแยกคนแต่ละแผ่นดินไว้อยู่" เอาละดิฉันหวังว่าทุกท่านคงจะมองเห็น "โลกที่งดงามอบอุ่นเปี่ยมด้วยความรักและสันติภาพ" อันเป็นหนึ่งเดียวกันไม่แบ่งแยกผืนแผ่นดินอีกต่อไปนะคะ


ขอให้ดวงตาของท่านสว่างไสวและเปิดกว้างยิ่งๆ ขึ้นต่อไป สวัสดีค่ะ ...



13 มิ.ย. 2555


"เสียงจากเทพีสันติภาพ"
รับสื่อสารโดย


瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

"จุดรับพลังจักรวาล" คือ จุดศูนย์กลางแห่งความเจริญของโลก นั่นเอง

ลูกเอ๋ย โลกนี้ได้รับพลังจักรวาลอยู่ตลอดแต่ไม่สม่ำเสมอเท่ากันทั่วทุกพื้นที่นะลูกนะมันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่างๆ มากมาย โดยมีปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ "ตัวรับพลังงานจักรวาล" ซึ่งจะมีลักษณะเป็นพีรามิดใสเป็นพลังงานเชิงซ้อนที่อยู่ในสังขารของมนุษย์คนหนึ่ง ที่สามารถเลื่อนระดับไปได้เขาจึงกลายเป็น "ศูนย์กลางพลังจักรวาล" ซึ่งรับพลังจากจักรวาลแล้วกระจายออกไปโดยรอบ ทำให้เกิดความเจริญขึ้น กลายเป็น "จุดศูนย์กลางของความเจริญของโลก" ขึ้น เอาละ เรื่องแบบนี้ เคยเกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า บนโลก ณ จุดต่างๆ กันของโลกใบนี้ และมีการเคลื่อนย้ายจุดรับพลังจักรวาลนี้เรื่อยๆ อันส่งผลกระทบต่อการเจริญของประเทศต่างๆ มากมาย สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก นะลูกนะ เอาละวันนี้ เรามาศึกษาเรื่องนี้กัน ให้มากขึ้น นะลูกนะ


ลูกเอ๋ย การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นเสมอ เมื่อมีกระบวนการ "รับพลังงานจักรวาล" แบบนี้ขึ้น มีผลมากทั้งทางโลกและทางธรรมทีเดียว ทำให้เกิด "วิทยาการใหม่ๆ ของโลก" และนำไปสู่การยกระดับของประเทศหรือทั้งโลกได้ทีเดียว และขณะนี้ มันได้เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นลูกจะได้รับ "พลังงานจักรวาล" พร้อม "แบบทดสอบสุดท้าทาย" ที่ลูกอาจจะรู้สึกว่ามันโหดร้ายต่อลูกมาก ทว่า นี่เป็นอาการปกติของการไปสู่การเลื่อนระดับ นะลูกนะ ลูกจะได้รับการทดสอบที่แสนท้าทายมากราวกับต้อง "ตายจากภายใน" เลยทีเดียว คือ ลูกจะรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น แล้วยังต้อง "ยืนหยัดเดินหน้าต่อไป" แต่ถ้าลูกกำเนิดใหม่ได้อย่างงดงาม ลูกสว่างไสว ลูกจะกลายเป็นเหมือนคนใหม่ ที่สดใส เหมือนได้เกิดใหม่จริงๆ เอาละ อย่าตกใจมากเกินไป ถ้าลูกกำลังอยู่ในกระบวนการนั้น มันไม่ยากเกินไปถ้าลูก "กำเนิดใหม่ได้" คือ สิ่งเดิมตายไป สิ่งใหม่เกิดขึ้นแทนที่ ก็จะผ่านไปได้ด้วยดี เหมือนการคลอดบุตร นะลูกนะ ครั้งแรก มันยากและมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ครั้งต่อๆ ไปมันจะง่ายขึ้นมาก ที่สำคัญ ลูกอย่าฝืนปล่อยตามธรรมชาติ ให้มันดับสิ้นไปง่ายๆ มันก็จะเกิดใหม่ได้ง่ายๆ เหมือนกัน ถ้าลูกฝืนมาก มันจะตายแล้วเกิดใหม่ได้ยาก และลูกจะทรมานมากนะลูกนะ เอาละ บางคนอาจรู้สึก "หนัก" รู้สึกว่ามันหนักอึ้งมากๆ เลย ที่จะถูกทดสอบด้วยแบบทดสอบที่แสนจะท้าทายเช่นนี้ เพราะมันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง "โครงสร้างพลังงานในระดับจิตวิญญาณ" ของลูกเลยทีเดียว มันเป็นยิ่งกว่าการผ่าตัดใหญ่ในระดับจิตวิญญาณ ทำให้ลูกรู้สึกแย่มากๆ ได้ ไม่ต่างอะไรกับคนไข้ที่ต้องได้รับการผ่าตัดใหญ่ฉะนั้น ทว่าทำใจดีๆ ไว้นะลูกนะ ปล่อยตามธรรมชาติ แล้วมันจะผ่านไป ไม่นานนัก 


เอาละ ลูกลองดูการยกระดับของบางประเทศ เป็นตัวอย่างนะลูกนะ เช่น ในประเทศญี่ปุ่น ยุคเปลี่ยนแปลงจากยุคเก่า มาสู่ยุคใหม่ ลูกคิดว่าพวกเขาต้องผ่านอะไรกันบ้าง? ลูกเอ๋ย ผู้หญิงบางคนต้องเป็นโสเภณี รับแขกทหารต่างชาติ ผู้ชายบางคนตายในสงครามอย่างไร้ค่า ไม่มีคนรู้จัก และบ้างก็ต้องตายอย่างทรมาน อดอยากหิวโหย เอาละ แต่พวกเขาก็ผ่านมันมาได้ใช่ไหม? แล้วยุคสมัยที่ดีกว่า สว่างไสวกว่าก็เกิดขึ้นใช่ไหม? ขณะที่บางประเทศก็มีประวัติศาสตร์ที่แสนรันทด เพียงเพราะ "ปรับตัวตามไม่ทัน" ก้าวไม่ทัน หรือ ปฏิรูปประเทศไม่ทันเพื่อนบ้าน ลูกคงทราบดีแล้วนะในครั้งหนึ่ง ประเทศจีนและเกาหลี ต้องสูญสิ้นราชวงศ์เมื่อการปฏิรูปของประเทศญี่ปุ่นประสบผลสำเร็จ เอาละ มันเป็นอดีตที่ขืนขมของบางท่าน ที่จำต้องผ่าน "ยุคแห่งความมืดมน" ไปก่อนที่จะเข้าสู่ "ยุคแห่งความสว่างไสว" มันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งนะลูกนะ ซึ่งสิ่งนี้ มันจะไม่ยุ่งยากอย่างที่เป็นนั้นเลย ถ้าลูกรู้จัก "การกำเนิดใหม่" และทำมันได้อย่างดี ลูกก็จะผ่านมันไปได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะนี่คือ "การตายจากภายใน" หรือ"การตายทางจิตวิญญาณ" ดังนั้น ลูกจึงรู้สึกว่าได้รับแรงกดดันทางใจมาก หรือต้องทุกข์ใจราวกับจะตายทั้งเป็น นั่นแหละ มันกำลังจะตายในแล้ว ปล่อยตามธรรมชาตินะลูกนะ ให้มันตายจากภายใน แล้วกระบวนการจะจบลงได้ แต่ถ้าลูกฝืนมากๆ มันจะไม่จบง่ายๆ มันจะยืดเยื้อ และทำให้ลูกทุกข์อยู่นาน เอาละ ยังมีพลังงานบางอย่างที่ช่วยให้เกิดใหม่ได้ง่ายขึ้นด้วย คือ การทำให้เกิดการสลายจากภายในแล้วเกิดใหม่ ก็จะทำให้เกิดการ "กำเนิดใหม่" ได้ง่ายขึ้น ถ้าลูกค้นพบแล้วก็จงใช้มัน


ลูกเอ๋ย ลูกไม่ใช่เด็กแบเบาะที่ต้องให้พ่อแม่ประคบประหงม อีกต่อไปแล้วลูกเดินได้ด้วยขาของตนเอง ลูกไม่ต้องรอคอยให้พ่อแม่ประคองอีกต่อไปแล้ว ลูกไม่ใช่เด็กน้อยที่อ่อนแอ ที่ต้องรอคอยคำปลอบประโลมของพ่อแม่อีกต่อไป ลูกเติบโตมากพอแล้วที่จะค้นพบสัจธรรมความจริงของโลกใบนี้ด้วยประสบการณ์จริงของลูกเอง ดังนั้น จึงไม่มีคำพูดสวยหรูประโลมใจที่จะคอยป้อนให้ลูก เหมือนพ่อแม่ที่ป้อนนมลูกอีกแล้ว นะลูกนะ ต่อไปนี้ มันจะเป็น "ความจริงของชีวิต" ที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ เพื่อการยกระดับของลูกเอง ดังนั้น ลูกอาจจะรู้สึกเหมือนถูกกลั่นแกล้ง ถูกทำร้าย ถูกรังแกและถูกบีบคั้นอย่างหนัก เอาละ อย่าทำตัวอ่อนแอนะลูกนะ มันหมดเวลานั้นไปแล้ว ลูกจะต้องยืนหยัดขึ้นอย่างกล้าหาญไม่ต่างจาก "นักรบในสมรภูมิ" จงจำไว้ว่าลูกกำลังอยู่ใน "สมรภูมิรบ" เสมอ ลูกจะต้องเข้มแข็งและเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ไม่อาจถอยหลังหนีได้อีก เลิกเป็น "เด็กขี้แย" ได้แล้วและยืดอกขึ้น เข้มแข็ง เหมือนอย่างนักรบ แล้วลูกจะผ่านมันไปได้ด้วยดี


เอาละ เพื่อช่วยให้ลูก "กำเนิดใหม่" ได้ง่ายขึ้น จะขอยกตัวอย่างพลังงานที่ช่วยในกระบวนการกำเนิดใหม่นี้ ลูกสามารถกำเนิดใหม่ได้ด้วยพลังธาตุพื้นฐานทั้ง 4 เช่น การใช้พลังธาตุไฟ เผาผลาญจากภายในจนตายแล้วเกิดใหม่จากภายใน ซึ่งลูกจะรู้สึกร้อนมากถึงมากที่สุด แล้วแทบจะทนไม่ไหว จนสิ้นกระบวนการ ก็จะกำเนิดใหม่ได้ หรือการใช้พลังธาตุน้ำ สลายจากภายใน ลูกจะรู้สึกเหมือนจิตใจแทบสลาย ละลายจากภายใน ถูกกระทำให้ต้องเสียน้ำตามากมาย จนแทบใจสลาย ก็ปล่อยไปเลยลูก อย่าฝืนมัน ให้มันถึงที่สุดจนเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ไปเลย นั่นแหละ มันกำลังจะช่วยให้ลูกกำเนิดใหม่ นั่นเอง เอาละ นอกจากพลังธาตุพื้นฐานทั้ง 4 แล้ว (ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ) ยังมีพลังงานอีกหลายชนิด ที่สามารถช่วยให้กำเนิดใหม่ได้ เช่น พลังคลื่นเสียงบางชนิด ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนในระดับจิตวิญญาณจนจิตวิญญาณสลาย เปลี่ยนคลายรูปร่าง จนกำเนิดใหม่ได้เลยทีเดียวหรือพลังงานหมุนวนบางชนิด ที่จะทำให้เกิดการวิวัฒนาการแบบเร่งรัดทำให้ลูกเหมือนคนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และแก่จากภายใน จนตายในที่สุด ซึ่งบางครั้ง ทำให้ลูกมีจิตใจเหมือนผู้อาวุโสได้แม้ว่าสังขารของลูกจะมีอายุไม่มากก็ตาม แต่เมื่อผ่านการกำเนิดใหม่ไปแล้ว ลูกอาจจะกลับมาเหมือนเด็กอีกครั้งหนึ่งได้ เอาละ ยังมีพลังงานอีกมากมายที่ช่วยให้ลูกกำเนิดใหม่ได้ง่าย หรือเร็วขึ้น ไม่ต้องถูกบีบคั้นหรือทรมานนานเกินไป แต่จะไม่ขออธิบายในนี้ทั้งหมด ลูกจะสามารถ "ค้นพบ" มันได้เองจากที่ต่างๆ ซึ่งเราได้วางแผนเตรียมคนที่จะให้สิ่งนั้นแก่ลูกเอาไว้แล้ว ถ้าลูกได้พบมันจงทดลองและใช้มันให้ถึงที่สุด เหมือนลูกได้ตายในกระบวนการนั้นไปเลยไม่ต้องไปจมแช่อยู่กับมัน แต่จงใช้มันเพื่อไปให้ถึงที่สุดแห่งการกระทำนะลูกนะ แล้วลูกจะสว่างไสวขึ้น เกิดปัญญาขึ้น พ้นทุกข์ที่ลูกเคยเป็นอยู่ ได้


เอาละ ยังมีเคล็ดลับที่ง่ายและช่วยให้ลูก "กำเนิดใหม่" ได้ง่ายที่สุดอยู่โดยลูกไม่ต้องทนทุกข์ทรมานนาน นะลูกนะ นั่นคือ "พลังงานจักรวาล" หรือพลังงานจากตัวตนในมิติที่สูงขึ้น ซึ่งพวกเขารอคอยที่จะช่วยให้ลูกกำเนิดใหม่อยู่เสมอ การช่วยเหลือของพวกเขา จะทำให้ลูกผ่านกระบวนการกำเนิดใหม่นี้ไปได้ง่ายขึ้น พวกเขาก็ไม่ต่างจากหมอทำคลอดเลยละเอาละ มันไม่ยาก ถ้าลูกเข้าใจคำว่า "ศรัทธาอย่างสุดซึ้งถึงจิตวิญญาณ" ลูกเคยรักใจมากๆ เหมือนกับคลั่งไคล้จนแทบใจสลายเลยไหม? เช่น ลูกบางคนชอบดารา และคลั่งไคล้มากๆ นั่นแหละ มันเหมือนอย่างนั้นเลยแต่ลูกต้องเปลี่ยนวิถีเท่านั้นเอง ลูกต้อง "เล็งเป้า" ไปยัง "ตัวตน ในมิติที่สูงขึ้น" หรือก็คือ "สิ่งศักดิสิทธิ์" หนึ่งใดที่ลูกมีศรัทธา แล้วเข้าสู่ภาวะแห่งความศรัทธาอย่างสุดซึ้ง เช่น เมื่อลูกได้อ่านหรือได้รู้เรื่องราวการบำเพ็ญของท่านเหล่านั้น ลูกเกิดความประทับใจมากๆ ศรัทธามากๆ จนใจสลายลูกจะได้รับพลังจนกำเนิดใหม่ได้อย่างง่ายดายเลยนะลูกนะ วิธีนี้ จะไม่มีการทรมาน ลูกเพียงใช้แค่ "ความรักและศรัทธา" ในระดับ "ลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณ" เหมือนคนที่คลั่งไคล้ดารา เห็นดาราแล้วแทบคลั่งแทบเป็นลมอย่างนั้นเลยนะลูกนะ เพียงแต่ย้ายจากดารา มาเป็น "สิ่งศักดิสิทธิ์" ก็แค่นั้นเอง จะเป็นสิ่งศักดิสิทธิ์ในศาสนาอะไร ก็ได้นะลูกนะ ได้ทั้งหมด ถ้าไม่ใช่ "ของปลอม" ก็ใช้ได้หมดนะ เอาละ ลูกจำต้องระลึกถึงสิ่งดีงามและมีจิตใจที่พุ่งตรงต่อ "เบื้องบน" เอาไว้ ไม่ใช่สิ่งใดๆ ที่อยู่เบื้องล่าง นะลูกนะ


อีกแหล่งหนึ่งคือ "ศูนย์กลางพลังจักรวาลบนโลก" ซึ่งก็คือ "มนุษย์" คนหนึ่ง ที่จะมี "พีรามิดใสศักดิสิทธิ์" ภายในสังขารของเขาเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นสิ่งที่อยู่ในระดับพลังงาน นะลูกนะ ตัวเขาจะเป็น "ศูนย์กลางของพลังจักรวาลที่จะกระจายไปทั่วโลก" เขาจะรับพลังจากจักรวาลได้มากเลยทีเดียว พลังนี้เป็นพลังเดียวกับพลังของสิ่งศักดิสิทธิ์ หรือตัวตนในมิติที่สูงขึ้น นะลูกนะ เมื่อลูกค้นพบแล้ว จงระลึกถึงเขา แล้วมีศรัทธาที่ไม่ต่างจากสิ่งศักดิสิทธิ์ โดยลูกไม่ต้องรู้ว่าเขาเป็นคร ไม่จำเป็นต้องพบสังขารของเขา เหมือนกับการที่ลูกเล็งเป้าไปยังสิ่งศักดิสิทธิ์เบื้องบน นั่นแหละ ไม่ต่างกันเลย เพียงแต่ลูกเล็งสมาธิ รวมจิตที่มีพลังศรัทธาไปยังเขาเท่านั้น ให้สุดจิตสุดใจ เหมือนวิญญาณจะสลายไปเลย ไม่จำเป็นต้องยึดมั่นถือมั่นเขาตลอดไปนะ ลูกเพียงแค่เชื่อมต่อเขารับพลังจักรวาลต่อจากเขา แล้วใช้พลังจักรวาลนั้นในการ "กำเนิดใหม่" ก็เท่านั้นเอง มันไม่ใช่การหลง การยึดติด หรือการผูกมัดตัวเองอยู่กับเขาแต่มันคือ "การเปิดรับพลังงาน" แล้วใช้พลังงานนั้นในการ "สลายภายใน เพื่อให้กำเนิดใหม่" ในชั่วขณะหนึ่ง เท่านั้นเอง แบบนี้ ลูกก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานภายในตัวเองมาก (แบบใช้พลังธาตุ จะต้องใช้พลังของตนเอง) คล้ายกับการศรัทธาสิ่งศักดิสิทธิ์นั่นแหละ แต่จะดีกว่าตรงที่เขาอยู่ "ภาคพื้นดิน" สิ่งกีดขวางระหว่างเขาและลูกจะน้อยกว่า ระหว่างลูกและตัวตนในมิติที่สูงขึ้น เอาละ ลูกจะใช้วิธีใดก็ได้ ขอเพียง กำเนิดใหม่ได้ ก็พอ แล้วแบบทดสอบที่ท้าทายและบีบคั้นลูก ก็จะจบลงโดยง่ายดาย


สุดท้ายนี้ หวังว่าลูกคงเห็นความสำคัญของกระบวนการกำเนิดใหม่นี้เป็นอย่างดี เพราะมันคือ "รากเหง้า" ที่สำคัญของทุกๆ อย่าง ที่จะนำไปสู่การเลื่อนระดับของตนเอง, ประเทศ และโลกต่อไป มันเป็นสิ่งที่ลูกควรจะทำ ควรจะผ่านให้ได้ ครั้งแรก มันยากและท้าทายอย่างยิ่งลูกอาจจะรู้สึกแย่มากๆ เหมือนกำลังจะตายทั้งเป็น อย่างนั้น เอาละมันจะไม่แย่ขนาดนั้น ถ้าลูกเข้าใจวิธีการกำเนิดใหม่ และสามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้จริงๆ แต่ถ้าลูกยังไม่ได้กำเนิดใหม่ได้จริง ลูกก็จะเหมือนอยู่ใน Matrix แห่งการถูกบีบคั้นต่อไป ลูกก็จะทรมานเหมือนจะตายทั้งเป็นให้ได้ เพราะลูกจะต้องตายแล้วเกิดใหม่จากภายใน ในระดับพลังงาน หรือในระดับ "จิตวิญญาณ" นั่นเอง ดังนั้น กระบวนการนี้จึงกระทบโดยตรงต่อ "จิตใจ" ของลูกอย่างมาก เอาละ ง่าย หรือยาก, ยืดเยื้อ หรือรัดสั้นมันก็ขึ้นอยู่กับ "ตัวของลูก" เองแล้ว หวังว่าลูกจะผ่านมันไปได้ด้วยดีนะ

ขอพลังแห่งสิ่งศักดิสิทธิ์ จงนำพาลูกไปสู่การกำเนิดใหม่ที่งดงาม สวัสดี!



7 มิ.ย. 2555


"เสียงจากสุริยเทพ"
รับสื่อสารโดย


瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

12 ต้นแบบแห่งผู้นำ ตามยุคสมัยและสถานการณ์ที่ต่างกัน ที่คุณสามารถเลือกได้!

สวัสดีครับที่รัก หัวข้อในวันนี้ ยากขึ้นไปอีกระดับเพราะนี่จะช่วย "ยกระดับ" ท่านสูงขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเอง ดังนั้น ผมจึงเสนอหัวข้อนี้ ให้แก่ท่านทั้งหลาย เอาละ เพราะมันเป็นหัวข้อที่ยากแก่การเข้าใจมาก สำหรับท่านที่อยู่ในมิติที่ต่ำกว่าภาวะผู้นำ แต่สำหรับท่านที่อยู่ในมิติแห่งผู้นำแล้ว มันจะไม่ยากเกินไปนัก และเพื่อให้ทุกท่านสามารถเข้าใจได้ทั่วถึงกันทั้งหมด ผมจะขออธิบายอย่างง่ายที่สุด ก็แล้วกัน ดังต่อไปนี้


อย่างแรกที่คุณควรเข้าใจเพื่อปูพื้นฐานคุณก่อนคือ ภาวะความเป็นผู้นำและภาวะความเป็นผู้ตาม สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน มันคืออะไร? มันก็คือ"ธรรมชาติภายในอย่างหนึ่ง" ของบุคคล ที่จะส่งผลและมีอิทธิพลต่อผู้อื่น ในแบบที่แตกต่างกันไป 2 แบบคือ 1. แบบที่ทำให้คนเคลื่อนไหวตามได้ ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือลบ คือ ไม่ว่าจะเดินตามหรือเดินทางตรงข้ามก็นับว่าเขามีอิทธิพลต่อผู้อื่นแล้ว นี่นับรวมเป็นภาวะผู้นำทั้งหมด และแบบที่ 2. แบบที่ไม่มีอิทธิพลให้คนเคลื่อนไหวในทางลบหรือบวกได้ แต่ตนเองเป็นผู้มักหวั่นไหวไปทั้งทางบวกหรือลบต่อสิ่งอื่นๆ ได้ง่าย ซึ่งก็คือ ภาวะผู้ตาม นั่นเอง ทั้งสองอย่างนี้ ไม่มีอะไรผิดหรือถูก, ดีหรือชั่ว เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่บุคคลเลือกได้ มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง เมื่อท่านเลื่อนระดับเข้าสู่มิติของผู้นำแล้ว ท่านเหมือนเข้าสู่ "โลกแห่งผู้นำ" ในนี้ซึ่งยังมีเนื้อหาสาระตามมาอีกมากมาย หลังจากคุณแยกแยะผู้นำและผู้ตามได้


อย่างที่สองคือ "ผู้นำตามธรรมชาติ" ซึ่งมีพลังธรรมชาติที่เรียกว่าผู้นำอยู่ในตัวเองแล้วแม้ว่าไม่มีตำแหน่งก็ตามและ "ผู้นำโดยสมมุติ" ซึ่งเกิดจากการแต่งตั้งทางโลก การได้รับตำแหน่งทางโลก ก็ดี ทั้งสองอย่างนี้คุณควรเข้าใจให้ดี เพราะบางครั้ง คุณจะพบความขัดแย้ง ในตัวมันเองได้ เช่น คนที่มีอำนาจโดยตำแหน่งแต่ไม่มีอำนาจตามธรรมชาติ หรือคนที่ไม่มีอำนาจตามตำแหน่งแต่มีอำนาจโดยธรรมชาติ ก็มีได้ เป็นได้ทั้งนั้นดังนั้น ถ้าแบ่งตามแนวคิดนี้ เราจะได้คน 4 แบบ คือ 1. ผู้นำโดยตำแหน่งที่มีพลังผู้นำตามธรรมชาติ 2. ผู้นำไร้ตำแหน่งที่มีพลังผู้นำตามธรรมชาติ3. ผู้นำโดยตำแหน่งที่ไม่มีพลังผู้นำตามธรรมชาติ และ 4. ผู้นำโดยไม่มีตำแหน่งและไม่มีพลังผู้นำตามธรรมชาติ (แต่อยากจะนำหรือพยายามจะทำ) เอาละ 4 แบบนี้ คงไม่ต้องอธิบายมาก หวังว่าท่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก


อย่างที่สามคือ "ความสัมพันธ์สามสิ่ง" ได้แก่ 1. ลักษณะผู้นำ 2. ยุคสมัย และ 3. สถานการณ์ สามอย่างนี้ สัมพันธ์กันอย่างมาก กล่าวคือ ผู้นำเองมีหลายแบบ และแต่ละแบบมียุคสมัยของตนเอง ต่อให้ดีแค่ไหน ถ้าหมดยุคสมัยของตนแล้ว ก็สิ้นท่า ทำอะไรไม่ได้เลย อันนี้คุณต้องเข้าใจด้วย และสถานการณ์ด้วยนะมันเป็นเรื่องย่อยต่อจากยุคสมัย คุณลองจินตนาการถึงจักรวาลเหมือนจักรแบนๆ นะ จะมีสองจักร คือ จักรใหญ่และจักรเล็ก ในจักรใหญ่จะหมุนเวียนวนเคลื่อนไปมี 11 ซี่แต่ละซี่คือ "ยุคสมัย" ทั้ง 11 ยุคที่แตกต่างกัน และมีตรงกลางคือ "องค์ประธาน" ผู้นำหนึ่งเดียวที่ดูแลกลจักรนี้ทั้งหมด ล่างลงไปเป็น "จักรเล็ก" มีทั้งหมด 12 ซี่คือ "สถานการณ์" เรียกว่า ผู้นำตามสถานการณ์ ซึ่งจะอยู่ภายใต้การดูแลของผู้นำตามยุคสมัยอีกที ในจักรใหญ่แต่ละซี่แทน "สิ่งศักดิสิทธิ์ 1 องค์" และในจักรเล็กหนึ่งซี่จะเป็นตัวแทน"เทพนักษัตร 1 องค์" ดังนั้น มันไม่เท่ากันใช่ไหม? (11 ต่อ 12) เมื่อจักรเคลื่อนหมุน จึงเกิดการคลาดเคลื่อนของคู่ นั่นคือ ในรอบที่หนึ่งของจักรใหญ่ สิ่งศักดิสิทธิ์จะนั่งขี่เทพนักษัตรแบบหนึ่ง แต่ในรอบที่สองของการหมุน (ปีที่ 12-23) จะมีการเลื่อนเปลี่ยนไปนั่งทรงเทพนักษัตรองค์อื่น จะไม่นั่งประจำคู่กันไปตลอด เพราะจักรมีซี่ไม่เท่ากัน (พอนึกภาพออกนะ) สิ่งนี้เป็นตัวแปร ที่ส่งผลต่อโลกในแต่ละปีที่แตกต่างกันมากมายเลย ส่งผลให้โลกมียุคสมัยและมีสถานการณ์ที่แตกต่างกันอีกด้วย ซึ่งส่งผลต่อการขึ้นมามีอำนาจของผู้นำ นั่นคือ "ยุคสมัยและสถานการณ์นั้นจะเป็นตัวเลือกผู้นำ" แม้ผู้นำจะดีเพียงใดแต่ถ้าไม่ใช่ยุคสมัยของเขา หรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เขาก็ไม่อาจขึ้นมามีอำนาจได้ แต่ถ้าถึงยุคของเขาเมื่อไร หรือสถานการณ์เอื้ออำนวยเมื่อไร เขาก็จะได้ขึ้นมามีอำนาจเมื่อนั้น เอาละ คุณพอเข้าใจเรื่องยุคสมัย, สถานการณ์ และผู้นำแบบต่างๆ แล้วนะ ในมิตินี้ คุณจะยึดมั่นถือมั่นในตัวผู้นำลักษณะหนึ่งใดว่าถูกต้อง, ดีที่สุด หรือสมบูรณ์แบบที่สุดแล้วไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับยุคสมัยและสถานการณ์เท่านั้นที่เป็นตัวกำหนด ไม่อาจยึดมั่นตัวผู้นำได้ 


อย่างที่สี่ ผมจะขออธิบายยุคสมัยและผู้นำที่เกี่ยวข้องกันให้ท่านทราบอย่างแรกท่านต้องเข้าใจก่อนว่ามันไม่มี ความถูก-ผิด, ดี-ชั่ว ในระดับของมิตินี้ มิตินี้เหนือกว่าขึ้นไปกว่าสิ่งเหล่านั้น และเราเห็นอะไรมากกว่าการยึดติดในสิ่งเหล่านั้น มากพอที่เราจะจัดสรรสิ่งต่างๆ ได้เหมาะสมที่สุดตามยุคสมัยและสถานการณ์ของโลก ซึ่งท่านที่ยังยึดติดในความถูกผิด, ดี-ชั่ว จะไม่มีทางเข้าใจได้ ท่านต้องยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นจากสิ่งนั้นให้ได้ก่อน ท่านจึงจะเข้าใจว่าโลกใบนี้ทำไมจึงมีผู้นำที่ดุร้ายและเลวทรามเกิดขึ้นมาได้มากมาย นั่นไม่มีอะไรผิดหรอก มันเป็นเช่นนั้นเองตามที่มันควรจะเป็นแล้วตามยุคสมัยของมัน บางครั้ง ผู้นำที่ดุร้ายก็ปรากฏในยุคที่มืดมนเช่น "กลียุค" จะเป็นยุคของผู้หญิงเรืองอำนาจ มีพลังทำลายอสูรคือ สิ่งศักดิสิทธิ์ที่คุณเรียกว่า "พระแม่กาลี" นั่นเอง หรือบางยุคสมัยจะมีผู้นำชายที่โหดเหี้ยมปรากฏเช่น ฮิตเล่อร์ เป็นต้น นั่นก็ไม่ผิดแปลกนักเพราะเป็นยุคสมัยของเขา ที่จะต้องมี จะต้องเป็น จะต้องเกิด ก็เท่านั้นเองและเมื่อหมดยุคสมัยของเขาแล้ว เขาก็จะจากไป ไม่อาจอยู่ในอำนาจได้


ต่อไปเป็น "ผู้นำแบบที่หนึ่ง" ใน "ยุคสว่างไสว" ของโลก ผู้นำท่านนี้จะมีพลังไฟแห่งความสร้างสรรค์ เต็มเปี่ยมพร้อมด้วยปัญญา และมุ่งหน้าพัฒนา ขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า เมื่อเกิดในประเทศใดแล้ว จะนำมาซึ่งสิ่งกุศลและดีงามมากมาย ทำให้ประเทศเจริญมากทั้งทางโลกและทางธรรม ผู้นำท่านนี้ ใช้ "จักร" ขับเคลื่อนโลกให้เกิดการพัฒนาไปข้างหน้าเรื่อยๆ เขาเห็นโลกมนุษย์ของเขา คือ โลกแห่งความสว่างไสว ผู้คนทำกิจกรรมต่างๆ ในเวลากลางวัน ตกคืน ก็นอนไม่มีการทำงานในเวลากลางคืน สัตว์ที่เขาปกครองเป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางวันทั้งสิ้น 12 กลุ่ม พวกเขานิยมออกกลางแจ้ง สัมผัสชีวิตที่ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ เพื่อปรับตัว พัฒนาตามไปได้อย่างไม่ขัดแย้งกับธรรมชาติ ผู้นำท่านนี้เน้นความสอดคล้องกับธรรมชาติอะไรที่ขัดแย้งหรือฝืนธรรมชาติ ท่านไม่นิยมเลย ท่านจะเก่งการเมืองการปกครอง ไม่เน้นการใช้กฏหมายในการพิพากษา ท่านไม่ชอบพิพากษาใครท่านให้อิสรภาพแก่ทุกคน ให้สิทธิที่เท่าเทียมกัน เห็นทุกคนเท่าเทียมกันและเป็นหนึ่งเดียว โลกไม่มีการแบ่งแยกกันด้วยเพศ, เชื้อชาติ หรืออะไรๆ


ต่อไปเป็น "ผู้นำแบบที่สอง" ใน "ยุคมืด" ของโลก ผู้นำท่านนี้พยายามทำตามแบบอย่างท่านแรก ซึ่งทำไว้ได้ดีมากและเป็นต้นแบบของโลกที่ดีงามทีเดียว ทว่า ต่างกันตรงที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป กลายเป็น "ยุคมืด" เสียแล้ว ไฟแห่งการพัฒนาดับมอดลงและเปลี่ยนเป็นการ "ยึดมั่นสิ่งเก่าๆ และมุ่งหน้าอนุรักษ์สิ่งที่มีเอาไว้เท่านั้น" เพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อันจะส่งผลให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อสิ่งที่มีอยู่เดิม ซึ่งทำเอาไว้ดีแล้วนั่นเอง ดังนั้น จึงต้อง "แช่แข็ง" ให้สิ่งต่างๆ อยู่อย่าง "สงบหรือหยุดนิ่ง" ทุกคนใจเย็นอยู่อย่างสงบ ก็จะอยู่ร่วมกันได้ต่อไปได้ยุคนี้ เริ่มมืดแล้ว แต่ทุกคนยังไม่แตกแยก ยังอยู่ร่วมกันได้เพราะพลังเย็นที่แช่แข็งพวกเขาเอาไว้ ไม่ให้กระทำการณ์อะไรนั่นเองในยุคนี้ โลกจะเปลี่ยนไป ผู้คนจะทำงานกลางคืนมาก ตกกลางคืนแล้วยังไม่หลับ โลกจะสว่างไสวด้วยแสงไฟในยามค่ำคืนนั้นและจะมี "ยาเสพติด" เกิดขึ้นมากมาย เพราะความมืด-ลุ่มหลง


ต่อไปเป็น "ผู้นำแบบที่สาม" ใน "ยุคแข่งขัน" ของโลก ผู้นำท่านนี้เกิดมาในยุคมืดเช่นกัน ทว่า สถานการณ์แย่ลงไปอีก นั่นคือ โลกจะมีการแบ่งแยกพรรคพวกกันขึ้นไม่ได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวดังในสองยุคแรกนั้น ซึ่งจะแบ่งแยกกัน จนไม่อาจเข้ากันได้อีก ในที่สุด ผู้นำท่านนี้จึงต้องหาวิธีให้เกิดการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้อีกครั้ง ด้วยการทำสิ่งที่เรียกว่า "เอาชนะอีกฝ่าย" จึงเกิดการแข่งขันขึ้น ก็ดี, สงคราม ขึ้นก็ดี ภายใต้กติกา "แพ้-ชนะ" (win-lose) คือ มีฝ่ายหนึ่งแพ้ ก็ต้องยอมเสียอำนาจไป ฝ่ายชนะจะรวบอำนาจและเริ่มต้นเกมใหม่ ทำให้มีเอกภาพขึ้นได้อีกครั้งจากการเอาชนะอีกฝ่ายนั้นๆ ท่านจึงถูกเรียกว่า"เทพเจ้าแห่งสงคราม" ทว่า อย่าคิดว่าท่านใช้แต่การสงครามแก้ไขปัญหาเท่านั้น อะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดการแพ้และชนะ จบเกมได้ และเริ่มต้นเกมใหม่โดยฝ่ายชนะได้ ก็นับว่า เป็นการปกครองในแบบของท่านโลกในยุคนี้ ผู้คนจึงต้องแข่งขันกันอย่างยิ่งยวด ต้องพัฒนาตัวเองให้เต็มที่ เพราะถ้ากลายเป็น "ฝ่ายแพ้" เมื่อใด อาจไม่มีที่ยืนต่อไปอีกได้


ต่อไปเป็น "ผู้นำแบบที่สี่" ใน "ยุคแบ่งแยก" ของโลก ผู้นำท่านนี้พบสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงไปอีก คือ ภาวะที่ไม่อาจกลับไปรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้อีก แมว่าการแข่งขันแบบแพ้-ชนะ จะเคยใช้ได้ผลในยุคก่อนหน้าที่ก็ตาม ทว่า ยุคนี้กลับใช้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันไม่มีใครแพ้หรือชนะอย่างเด็ดขาดได้เลย ยิ่งแข่งขันรังแต่จะยิ่งทำให้เกิดการสู้รบที่ยืดเยื้อไปมากขึ้น ท่านจึงหาวิธี "แบ่งแยกเพื่ออยู่อย่างสงบ" ดังนั้น จึงมี "การสื่อสารและแลกเปลี่ยน" ขึ้น มีการใช้การฑูต เจรจาหย่าศึกจบศึกลงด้วยสัมพันธไมตรี แล้วแยกกันอยู่เสีย โลกจึงถูกแบ่งแยกออกเป็น "เขตแดนต่างๆ" คำว่า "ประเทศจึงเกิดขึ้น" เพราะโลกไม่อาจจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้อีกแล้ว ทว่า เพราะการเจรจาต่อรอง, และการแลกเปลี่ยน จึงทำให้ไม่ต้องมีการแข่งขันแบบแพ้-ชนะอีก ต่างก็ได้ผลประโยชน์ทั้งคู่ (win-win) ทว่า ยุคนี้ ก็เสื่อมลงจากยุคที่แล้ว (เพราะถูกแบ่งแยกไม่อาจกลับไปรวมกันได้เป็นโลกหนึ่งเดียวกันได้อีก นั่นเอง)


ต่อไปเป็น "ผู้นำแบบที่ห้า" ใน "ยุคชนชั้น" ของโลก ผู้นำท่านนี้เกิดในยุคที่แย่ลงไปอีก เพราะนอกจากจะมีการแบ่งแยกแล้วยังมีความไม่เท่าเทียมกันเกิดขึ้นอีก ทำให้มี "สูง-ต่ำ" เกิดขึ้นในสังคมมีผู้ใหญ่-ผู้น้อย, มีครู-ลูกศิษย์ เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เดิมโลกถูกปกครองโดยแนวคิด "เท่าเทียมกันมาก่อน" เพราะอะไร? เพราะแม้แต่การเจรจาต่อรองและแลกเปลี่ยน นั้นๆ ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้อีก จึงต้องแยกกันอยู่อย่างมีลำดับชั้น มีชนชั้น แต่ละชนชั้นต้องรู้บทบาทของตนเองว่าทำอะไรได้และไม่ได้บ้าง โลกยุคนี้ เป็นโลกยุคฤษีเป็นโลกยุคที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมลงมาเกิด เพื่อขับเคลื่อนโลกให้กลับไปดีดังเดิม ซึ่งในครั้งนั้นพระพุทธเจ้าทรงขับเคลื่อนขึ้นไปได้ในยุคที่ 2 คือ "ยุคมืดหรือยุคเย็น" นั่นเอง เอาละ แม้ว่าโลกยุคนี้จะมีชนชั้นแต่พวกเขาก็สร้างจารีตต่างๆ มากมายขึ้นมาเพื่อล้อมกรอบมนุษย์ให้มีความสงบ อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ดังนั้น พวกเขาจึงอยู่ได้ด้วยจารีตประเพณี, วัฒนธรรม ต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาให้แต่ละชนชั้นยอมรับตาม


ต่อไปเป็น "ผู้นำแบบที่หก" ใน "ยุคอาภัพ" ของโลก ผู้นำท่านนี้เกิดในยุคที่เสื่อมลงไปอีก แม้ว่าจะยังมีบุญ ยังอยู่รอดได้ ทว่า ไม่ดีดังก่อน เพราะเมื่อก่อนคนไม่ต้องเลือกว่าจะเอาดีในครัวเรือนหรือจะเอาดีนอกบ้าน ทว่า พอมาถึงยุคนี้ต้องเลือกแล้ว ว่าจะเอาดีนอกบ้านหรือในบ้าน? ถ้าเอาดีนอกบ้าน เป็นผู้นำสังคมได้ แต่ต้องยอมสละความสุขส่วนตัว ต้องเป็น "สาธารณชน" เต็มตัว แม้มีอำนาจได้แต่ก็ไม่มีความสุข และความเป็นส่วนตัว แต่ก็ยังดูแลโลกที่มีทั้งการแบ่งแยกและชนชั้นต่อไปได้ เขาต้องสละต้องเลือกซึ่งถ้าเลือก"ครอบครัว" เขาก็จะมีความสุขอยู่ในครอบรัวของเขา แต่เขาจะไม่มีอำนาจทางโลกเลย ไม่ใช่สาธารณะชนอีกต่อไป และก็ไม่อาจที่จะปกครองสังคมได้ เหมือนศิลปินหรือดารา ที่หากต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม ก็ต้องยอมสละความเป็นส่วนตัวไปให้ได้ แต่ถ้าไม่ยอมสละ เลือกความสุขและครอบครัว ก็จะไม่อาจเป็นที่ยอมรับของสังคม


ต่อไปเป็น "ผู้นำแบบที่เจ็ด" ใน "ยุคยากเข็ญ" ของโลก ผู้นำท่านนี้เกิดในยุคที่แย่ลงไปอีก เพราะแม้ว่ายังมีบุญเหลืออยู่ แต่ว่าทำอะไรก็แทบจะไม่ขึ้นอีกแล้ว ต้องยอมอยู่อย่างสมถะไป มีเท่าไร พอใจเท่านั้นยังไม่พอ ไม่จบ ปัญหาจากการแบ่งแยก, ชนชั้น และการต้องเลือกนั้นยิ่งหนักลงไปใหญ่ จนต้อง "ฝืนธรรมชาติ" บ้างในหลายๆ ครั้ง และมีความลำบากยากเข็ญเป็นที่สุด เพราะเป็นยุคสุดท้ายของการเสวยบุญแล้ว จึงแทบไม่เหลืออะไรอีก ผู้คนทั้งหลายต้องลำบากยากเข็ญ กว่าที่จะได้อะไรมาหรือแก้ไขอะไรได้ แต่เขาก็ปกครองผู้คนได้ด้วยการยอมที่จะฝืนธรรมชาตินั่นแหละ และต้องฝืนธรรมชาติ ไม่เช่นนั้น ก็ไม่อาจที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จึงเรียกได้ว่าเป็น "ยุคยากเข็ญ" โดยแท้


ต่อไปเป็น "ผู้นำแบบที่แปด" ใน "ยุคลุ่มหลง" ของโลก ผู้นำท่านนี้เกิดในยุคที่แย่ลงไปอีก อย่างไร? เพาะผู้นำมีความลุ่มหลงมาก นั่นเอง แต่เขาก็ปรับตัวอยู่ได้ในยุคสมัยนี้ แถมยังมีพลังอำนาจมากอีกด้วย เพราะอะไร? เพราะเป็นยุคของเขานั่นเอง ในยุคนี้ ผู้คนไม่มีบุญเหลือจะเสวย ต้องรอรับแต่บาปเคราะห์แล้ว จึงได้ผู้นำที่ลุ่มหลงในสิ่งต่างๆ ทั้งลาภ, ยศ, สรรเสริญ และสุรา-กาเมฯ โลกจะเต็มไปด้วยคนที่ลุ่มหลงและชอบโกงกิน คนสุจริตทำอะไรไม่ขึ้น คนทุจริตทำอะไรก็ได้ดีไปหมด คนดีเริ่มจากหนีหายไป คนเลวร้ายกลับมาอยู่เต็มไปหมดโลกจึงกลับตาลปัตร ยิ่งเลวยิ่งได้อำนาจ ยิ่งดียิ่งตกต่ำซ้ำรันทด เพราะ"กรรมของปวงสัตว์" นั่นเอง นับเป็นช่วงของการเสวยกรรมมนุษย์โลกยุคแรก หลังจาก 7 ยุคที่ผ่านมานั้น ล้วนเป็นการเสวยบุญมาก่อนทั้งสิ้น


ต่อไปเป็น "ผู้นำแบบที่เก้า" ใน "ยุคพิพากษา" ของโลก ผู้นำท่านนี้จะเกิดในยุคที่ตกต่ำย่ำแย่ลงไปอีกกว่า 8 ยุคที่ผ่านมา กล่าวคือ ท่านจะขึ้นมามีอำนาจเร็วเกินไป หรือยังไม่พร้อม หรือยังเป็นเด็กอยู่มากแม้จะมีจิตใจที่ดีงาม ใสซื่อบริสุทธิ์ แต่จะถูก "ครอบงำ" ด้วยอำนาจมืดที่บงการอยู่เบื้องหลัง ก็ดี ทำให้มีการ "ใช้กฏหมายลงโทษ" หรือมีการพิพากษากันมากมาย (ยุคที่แปด ก่อนหน้านี้ ยังไม่รุนแรงถึงขั้นพิพากษากัน สามารถผ่อนปรนกันได้ คุยกันได้ ด้วยการยัดเงิน ก็ดี) ซึ่งทำให้มีผู้คนได้รับโทษมากมาย ทั้งที่ในแง่การปกครอง ก็สามารถเลือกวิธีที่ดีกว่านี้ได้มากมาย ทว่า ก็ไม่เป็นเช่นนั้น อำนาจกฏหมายถูกใช้ไปเพื่อที่จะเล่นงานฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบ้าง เพื่อเสริมอำนาจให้แก่พวกของตนบ้างเราจึงเรียกยุคนี้ว่า "ยุคพิพากษา" ซึ่งปรากฏอยู่ในคำสอนส่วนหนึ่งในคริสตศาสนาด้วย ทว่า นี่ไม่ใช่ทั้งหมดนะ เป็นแค่ 1 ในทั้งหมดของยุคที่ได้กล่าวถึงมาเท่านั้น ยังมียุคอื่นๆ อีก ที่มีสถานการณ์และผู้นำที่ต่างไป


ต่อไปเป็น "ผู้นำแบบที่สิบ" ใน "ยุคภัยพิบัติ" ของโลก ผู้นำท่านนี้ขึ้นมามีอำนาจในยุคที่แย่ลงไปอีก เพราะมาพร้อม "ภัยพิบัติ" เพราะปวงสัตว์มีกรรมหนักลงไปอีกขั้น ต้องชำระกรรมด้วยภัยพิบัติ ดังนั้น เขาจึงได้รับอำนาจขึ้นมากระทำการณ์ครั้งนี้ เพื่อให้มนุษย์นี้ได้ชำระกรรมให้หมดสิ้นไป ผู้นำท่านนี้ จะไม่ใช่คนที่ใสซื่อแบบเด็ก อีกต่อไปแล้ว เขาโตเป็นผู้ใหญ่และรู้อะไรมากเหลือเกิน หรือมากเกินไป ด้วยซ้ำ และพร้อมด้วยเจตนาจะมาลงโทษมนุษย์โดยเฉพาะ เขาจะมีพลังได้ด้วย "พลังเชิงลบ" ของมนุษย์ทั้งหลาย บางครั้ง เขาจะทำนายว่าจะเกิดภัยพิบัติเพื่อให้คนหวาดกลัวและใช้พลังนั้น เพื่อให้เกิดขึ้นจริงและอีกหลายวิธี ที่จะทำให้เกิดภัยพิบัติรูปแบบต่างๆ ขึ้นมาได้จริงโดยอัศจรรย์ เขาจึงเหมือน "เทพเจ้า" ที่ยิ่งใหญ่ที่มีวาจาสิทธิ์ ทำนายแล้วเป็นจริงดังนั้น ผู้คนก็ยิ่งเชื่อและให้อำนาจเขายิ่งขึ้นไปอีก เป็นวัฏจักรซึ่งก็ตรงกับเวลาของโลกคือ "ปีนี้" นั่นเอง เอาละ มันเป็นกิจของเขาที่เราไม่อาจก้าวก่ายมากไปกว่านี้ได้ ดังนั้น จะไม่ขออธิบายมากไปกว่านี้


ยังมีผู้นำอีก 2 แบบ แต่ว่ามันเป็นอนาคตที่ของท่าน ที่ท่านจะได้พบเจอ เราจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ เพราะมันจะส่งผลกระทบต่อการทำกิจของพวกเขาด้วย ขอกล่าวว่า ใน 12 ท่านนี้ จะมี 11 ท่านที่เป็นตัวแทนจาก "สหพันธ์ดวงดาว" ดังนั้น เขาจึงมีปัญหานิดหน่อยคือเขามัก "ยึดติดโลกเก่าของตัวเอง" เมื่อใดที่เขามีอำนาจ ในโลกนี้มากเกินไปหรือนานเกินไป เขาก็จะสร้าง "โลกของเขาเอง" ขึ้นมาซ้อนทับโลกใบนี้ ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ดังนั้น จึงต้องมีอีก 1 ท่าน ขึ้นมาเป็น "ประธานของสหพันธ์ดวงดาว" ซึ่งท่านนี้เป็นผู้นำที่แตกต่างจากทุกท่าน สามารถเข้าออกโลกทั้ง 11 ใบของทุกท่านได้เข้าใจถึงโลกทั้ง 11 แบบ แต่ไม่ยึดติดในโลกใดโลกหนึ่งทั้ง 11 นั้นเลย เขาจึงสามารถนั่งหัวโต๊ะในฐานะ "ประธาน" และดูแลไม่ให้ผู้นำทั้ง 11 สร้างโลกของตนเองขึ้นซ้อนทับโลกใบนี้ได้ นั้นเอง เอาละ ในที่นี้ เราจะไม่กล่าวถึงมากไปกว่านี้อีก เมื่อใดที่ท่านเลื่อนระดับขึ้นมาได้ท่านก็จะทราบเอง สำหรับหัวข้อผู้นำตามยุคสมัยของโลกทั้ง 12 แบบผมขอเสนอยกตัวอย่างเพียง 10 แบบ ก็แล้วกัน สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ


3 มิ.ย 2555


"เสียงจากสภาฯ"
รับสื่อสารโดย


瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS