เฮ้นี่ มีใครกำลังคิดอยากจะทำให้ความ
ไม่ดีในตัวเองทั้งหลาย ความไม่ได้เรื่อง
ความห่วยแตก ฯลฯ ทั้งหลายในตัวเอง
หมด หายไป บ้างหรือเปล่า? หรือใครที่
พยายามขจัดมันออกไปบ้างไหม? เช่น
พยายามขจัดความทุกข์, ความเครียด,
ความหมองเศร้า, ความหม่นหมอง ฯลฯ
ออกไปอะไรแบบนั้น ไม่น่า พวกเอ้ย เอ็ง
คิดผิดแล้ว ทุกอย่างมันคือธรรมะ ธรรม
ชาติ อย่าไปปฏิเสธตัวเองเล้ย เอ็งน่ะ มี
ความเลว, ทุเรศ, ห่วยแตก, ไม่ได้เรื่อง
อะไรต่อมิอะไร ก็ช่าง นั่นแหละ ยอมรับ
สิ่งที่ตัวเองเป็นซะ ทั้งหมด ทุกอย่างน่ะ
แหละ เพาะอะไรละ? แหม ของดีทั้งนั้น
เดี๋ยวจะโม้ให้ฟังแบบซุปเปอร์เม้าท์เลย
ตัวตนหลากมิติของคุณอาจกลายเป็นทาสซาตาน เมื่อคุณปฏิเสธมัน?
เฮ้แล้วฉันไปปฏิเสธมันตอนไหนละ? อ้าวก็ตอนที่เอ็งปฏิเสธส่วนที่ไม่ดี
ในตัวเองน่ะแหละ เช่น ปฏิเสธความทุกข์, ความเศร้าหมองของตนเอง
ที่ไหนได้ละ ความทุกข์ความเศร้าหมองนี่ มันมีที่มาจาก "ตัวตนหลาก
มิติของคุณเอง" เมื่อคุณปฏิเสธมัน คุณอาจสูญเสียตัวตนในระดับจิต
วิญญาณแก่ซาตานไปแล้วได้สิ่งอื่นที่คุณต้องการมาแทนเช่น ได้ตัวตน
ที่ดูแฮปปี้มากๆ ทว่า คุณไมได้บรรลุธรรมอะไรหรอกนะ มันก็แค่เปลี่ยน
ตัวตนต่างมิติเท่านั้น และแย่ไปกว่านั้นคือ ตัวตนของคุณแต่เดิมที่มีความ
หม่นหมองนั้น กลายเป็นทาสซาตานไปแล้ว เพราะคุณยอมให้มันไปเอง
เขาเลยเอาไป คุณต้องการความสุขผ่องใส คุณก็ได้รับมา แต่ทว่า มันก็
มาจากตัวตนในโลกมืดที่แฮปปี้มากๆ เท่านั้นเอง แต่มันไม่ใช่ของดี หรือ
ตัวตนที่บรรลุธรรม สว่างไสวอะไรหรอกนะ มันก็แค่ "ตัวตลกตัวหนึ่ง" ที่
ทำให้คุณขำๆ ได้ก็เท่านั้นเอง นี่หละ ผมจึงเริ่มต้นด้วยการเตือนคุณว่ามิ
ควรที่คุณจะปฏิเสธ "ความไม่ดีหรืออะไรๆ ในตัวของคุณเองเลย" โอเค?
"พระอรหันต์จอมปลอม" ถูกปั้นโดยซาตาน เมื่อเขาปฏิเสธกิเลสตัวเอง
มันไม่จบแค่นั้นนะซาร่าห์ เพราะคนมากมายที่อยากได้อรหันต์และคิดจะ
ตัดกิเลส หรือทำให้มันหมดไปนั้น พอเขาเพียรพยายามแรกๆ มันยังไม่มี
อะไรเข้าตาซาตาน เขาก็ไม่สนใจ รอก่อน รอให้มันพยายามต่อไป ให้มัน
มีบารมีมากอีกหน่อย โตพอเก็บเกี่ยวได้อีกหน่อย พอได้ที่ละ ซาตานก็จะ
แลกเปลี่ยนให้ โดยเอา "จิตภาคแบ่งส่วนที่มีกิเลส" ไปเป็นทาสในภพมืด
แล้วเอาตัวตนที่เป็นบริวารโลกมืดเข้ามาแทนที่ ให้มีหัวโขนที่ดูเหมือนกับ
พระอรหันต์เลย เขาก็เลย "ปั้นพระอรหันต์ได้" อย่างไรละ? นั่นน่ะ ไม่ใช่
พระอรหันต์อะไรหรอก แค่คนที่แลกเปลี่ยนจิตวิญญาณกะซาตานไปโดย
ที่ไม่รู้ตัวก็เท่านั้นเอง พอสูญเสียจิตวิญญาณภาคแบ่งส่วนที่มีกิเลสไป ก็
เหลือแต่ส่วนที่ใสบริสุทธิ์มากๆ ไร้กิเลส ก็เลยคิดว่าบรรลุธรรมละตูแล้วก็
ตามมาด้วยการ "ถูกแทรกด้วย จิตวิญญาณฤษี ภาคมืด" ทำให้หลงคิด
ไปว่า "ฉันบรรลุได้ด้วยมรรควิธี, ด้วยสมาธิ, ด้วยเหตุนั้นเหตุนี้ฯ" ไม่น่ะ
ซาร่าห์นั่นมันไม่ใช่วิถีการบรรลุธรรมอะไรเลย นิพพานไม่มีเหตุเกิดได้นะ
ถ้านิพพานมีเหตุเกิดได้ มันก็ต้องดับได้ด้วยเหตุนั้น พระศาสดาตรัสเรื่อง
นี้ชัดเจน พระอัสสชิก็บอกแก่พระสารีบุตรแต่แรกพบเลย นิพพานนั้นมัน
ไม่มีเหตุเกิด แล้วใครจะไปสร้างเหตุเพื่อให้เกิด ให้ได้นิพพานได้เล่า ใน
เมื่อมันเป็นเช่นนั้นเอง มานานแล้ว ไม่ใช่แต่ในอดีตเท่านั้น ไม่ว่าปัจจุบัน
หรืออนาคต ก็เหมือนเดิม เช่นเดิมเช่นนั้น ไม่ขึ้นกับกาลและสถานที่ใดๆ
อีกด้วย คือ ไม่ต้องนั่งขี่ม้าไปเมืองนิพพานที่ไหนหรอกจ๊ะ มันไม่ได้ขึ้นกะ
ภพอยู่แล้ว มันจะหาที่ หาบริเวณ หาอาณาเขต หาเมือง หาสวรรค์วิมาน
อะไรได้ที่ไหนกะนิพพานเล่า? โอ้ย มีสาระมากไป ขอโทษๆ ไม่ได้เจตนา
คนมีปัญญาเขายอมรับทุกอย่างได้ทั้งนั้นแหละ ใครสอนให้ปฏิเสธกิเลส?
อาวละ คนที่มีปัญญาเขาจะเห็นชัดว่า "ทุกสรรพสิ่งเป็นธรรมะ ธรรมชาติ"
ทีนี้ เมื่อเขายอมรับในธรรมะ ธรรมชาติ เขาจะไปปฏิเสธ หรือไม่เอาอะไรงั้น
หรือ? ไม่เลย แม้แต่กิเลส, อวิชชา, ทุกข์, ขันธ์ห้า ฯลฯ อะไรต่อมิอะไร นั้น
ก็ธรรมะ ธรรมชาติทั้งนั้น คนมีปัญญาก็คือคนที่ยอมรับความจริงครับ แล้ว
อะไรคือความจริงละ? แหม ทุกอย่างมันก็จริงหมดแหละ เพียงแต่มันจริงที่
มิติไหน? จริงแบบใด? เช่น จริงแบบโลกๆ, จริงแบบสมมุติๆ, จริงตามฝัน,
จริงตามจินตนาการ, จริงตามการโกหก หรือว่าจริงแบบวิมุติ ฯลฯ อาวละ
มันก็จริงกันทั้งนั้น เพียงแต่เป็น "ความจริงในมิติที่ต่างกัน ก็เท่านั้นเอง" ก็
ไต่ระดับไปให้เลยระดับมิติที่ ๕ ก่อนนะจ๊ะ แล้วจะเข้าใจความจริงในแบบนี้
เองละจ้า ดังนั้น การเริ่มต้นไปอ่านตำรา เขาว่ามาว่ากิเลสไม่ดี เป็นของทำ
ให้เกิดผลเลวร้ายอะไร? มันก็เกิดทัศนคติเชิงลบ เอนเอียงไปแล้ว แล้วมัน
ก็เอาจุดเริ่มต้นจาก อวิชชา จากความเอนเอียงนี้แหละ ไปปฏิบัติ มันก็เลย
เข้าทางซาตานซะเลย มันไม่ใช่ "มรรค" ที่แท้จริงหรอก ตื่นได้แล้วนะจ๊ะ!
ยอมรับซะเหอะ เราต่างก็มีตัวตนที่บ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ กันทั้งนั้น
อาวละ ทีนี้ ตัวตนในมิติต่างๆ ของคุณๆ ทั้งหลายนั้น ถูกพระผู้สร้าง
สร้างมาให้ครบองค์ทุกมิติ เพื่อให้คุณเข้าใจเพื่อนมนุษย์ทุกคน และ
ทุกแบบ ดังนั้น เราทุกคนจึงมี "ตัวตนทุกแบบทุกมิติ" ไม่ว่าจะเป็นตัว
ตนที่บ้า, ที่หลง, ที่ห่วยแตก, ที่เลว, ที่มืดมน ฯลฯ เรามีกันหมด และ
มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะมาชำระล้างตัวตนในมิติต่างๆ เพื่อรวบรวม
ตัวตนของเราให้เป็นหนึ่งเดียวที่เรียกว่า The one ซึ่งทุกคนสามารถ
เป็น The one ได้ ในแบบของตัวเอง เมื่อเขาคนนั้นได้ทำหน้าที่รวบ
รวมเศษตัวตนอื่นๆ ในมิติต่างๆ ของตัวเองให้เป็นหนึ่งได้ เขาก็จะเป็น
The one ได้ ในแบบของเขาเองได้ แต่ถ้าเราปฏิเสธสิ่งไม่ดีในตัวตน
ของเรา เราก็จะสูญเสียตัวตนที่ไม่ดีนั้นไป ทว่า ตัวตนนั้นไม่ดีจริงๆ แค่
ไหน? เช่น เทพหมู อาจไม่ดีที่ขี้เกียจ, เอาแต่กินกับนอน ทว่า เขาก็มี
ความเป็นเทพและมีข้อดีอะไรอีกมากมาย ถ้าคุณเสียเขาไปแล้วคุณก็
จะสูญเสียส่วนดีของเขาไปด้วย และนั่น ก็ไม่ใช่วิถีของผู้มีปัญญาหรือ
บรรลุธรรมอะไรเลย เป็นวิถีของคนโง่ที่เสียอะไรไปยังไม่รู้ตัวตะหากละ
ถึงเวลาใช้ "ความบ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ" อย่างผู้มีปัญญากันแล้ว
อาวละ ทีนี้ ก็ถึงเวลาที่เราจะหันมาใช้ทุกอย่างที่เราได้รับมาจากธรรม
ชาติของเรา อย่างผู้มีปัญญา คำว่าอย่างผู้มีปัญญานั้น ย่อมใช้อย่างมี
สติ มีปัญญา ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป มีคำกล่าวว่า "ถ่อมตนเกิน
ไปคือ ความทนงตนอย่างหนึ่ง" นั่นแหละ อะไรที่มันมากเกินไปหรือว่า
น้อยเกินไป มันก็ไม่ใช่วิถีของผู้มีปัญญาทั้งนั้น แม้แต่ความดี, ความมี
เมตตา ถ้ามากเกินไป ก็กลายเป็น "ตรงข้ามได้" นะจ๊ะ เช่น ถ้าแม่นั้น
รักลูกมากเกินไป อาจทำให้เด็กอ่อนแอ นั่นกลายเป็นว่าแม่ทำร้ายเด็ก
ก็ได้? โอเค? มันมากเกินไปไงละ มันไม่พอดีไงละ นั่นแหละ ความดีก็
มีพิษได้เหมือนดีนกยูงไงล่ะ ทีนี้ เมื่อมีปัญญาแล้วก็เห็นชัดอย่างนั้นว่า
ทุกสรรพสิ่งก็คือ ธรรมะ ธรรมชาติ อยู่แล้ว เป็นเช่นนั้นเองอยู่แล้ว หามี
ความถูก, ผิด, ดี, ชั่ว, บวก, ลบ ฯลฯ ในสิ่งนั้นๆ เองไม่ มันคือ ธรรมะ
ธรรมชาติล้วนๆ ที่บริสุทธิ์ในตัวของมันเอง ไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งให้มี
ความถูก, ผิด, ดี, ชั่ว, บวก, ลบ ฯลฯ อะไรๆ อีก มันก็จบสมบูรณ์แล้ว
"ความบ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ" ล้วนเป็นธรรมชาติที่มีหน้าที่ของมันเอง
เอาละ ทีนี้ "ความบ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ" ทั้งหลาย ก็ล้วนเป็นธรรมะ,
ธรรมชาติที่มีหน้าที่ของมันเอง มีเหตุผลในตัวเอง ที่มันต้องมี, ต้องเกิด,
หรือว่าต้องดับไป ก็ตามที เป็นเช่นนี้เองตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องให้คน
ไปทำกรรมให้มัน "เกิดขึ้นหรือดับไป" ก็หาไม่ นั่นคือ ไม่ใช่หน้าที่อะไร?
ที่เราจะต้องไปทำให้อะไรมันดับเลย เราไม่จำเป็นจะต้องไปตัดกิเลส หรือ
ว่าทำกรรมอะไรให้อะไรมันสิ้นไป สูญไปเลย เพราะมันก็เป็นของไม่เที่ยง
อยู่ในตัวมันเองแล้วทั้งนั้น มันเป็นธรรมะ เป็นอนิจจัง เป็นตัวที่เกิด แล้วมัน
ก็เป็นตัวที่ดับ จบของมันเอง ทุกอย่างมันก็แค่ลีลาทางธรรมะ ธรรมชาติที่
มองเปลือกนอกแล้วเห็นสมมุติเป็น "มายาหลอกหลอนเกิด-ดับ" วนเวียน
ไปอยู่นั่น ทั้งหมดที่เห็นนี้ "ล้วนไม่ใช่วิมุติ ล้วนไม่ใช่นิพพาน" มันเป็นแค่
เปลือกนอก เป็นแค่สมมุติ เป็นแค่ภาพมายา หาใช่ความจริงแท้ไม่ ก็เท่านี้
แท้แล้วมันจริงอยู่แล้วทั้งนั้น แท้แล้วมันนิพพานอยู่ในตัวเอง อนิจจังอยู่ใน
ตัวมันเอง ทุกอย่างอยู่แล้วทั้งนั้น ไม่ใช่สาระอะไรที่เราต้องไปทำกรรมใดๆ
ให้มันเป็นอะไร อย่างไรไปเลย พระพุทธเจ้าก็แค่แสดงสิ่งที่เป็นจริงอยู่แล้ว
มันก็จริงอยู่แล้ว โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรเลย มันก็จริงของมันอย่างนั้น
แล้วนี่เราจะต้องไปทำอะไรๆ กะมันอีกเล่า? ในเมื่อมันก็เป็นธรรมอยู่แล้วนี่
"ความบ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ" ล้วนมีค่า ขายให้ซาตานได้ทั้งนั้น?
สุดท้าย อยากจะเตือนท่านไว้ว่า "ความบ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ" ล้วน
มีคุณค่าในตัวมันเอง เฉกเช่นเดียวกันกับคนบ้า, ห่วย, เลว, มืด ฯลฯ ก็
มีคุณค่าในตัวเองเช่นกัน และมันก็ขายให้ซาตานได้ด้วยละ เช่น ถ้าคุณ
ไม่อยากได้ความเหลวไหลห่วยแตกแล้ว คุณเอาไปขายให้ซาตาน มันก็
จะเอาตัวตนส่วนที่มีความเหลวไหลห่วยแตกของคุณไป ไม่ว่าตัวตนนั้นๆ
จะอยู่ในมิติใดก็ตาม แล้วคุณก็อาจได้สิ่งที่คุณต้องการมาได้ จากการได้
แลกเปลี่ยนกันครั้งนั้น ดังนั้น ถ้าคุณยังไม่ต้องการให้ตัวตนหลากหลาย
มิติของคุณต้องลงไปกองรวมกันที่ "ภพมืด" ละก็ คุณก็ควรระวังการไม่
ยอมรับใน "ข้อด้อย, จุดอ่อน, สิ่งไม่ดี" ในตัวคุณเองด้วย เพราะสิ่งเหล่า
นี้ "ล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันในทุกมิติ" แม้ว่าการกระทำของคุณนี้
จะปรากฏเฉพาะในมิติของคุณ แต่มันมีผลแน่นอนในทุกๆ มิติ รวมทั้งตัว
ตนอื่นๆ ของคุณด้วย ที่อาจตกเป็นเหยื่อของคุณเองได้ แน่นอนว่ามันอาจ
ทำให้ตัวตนปัจจุบันของคุณได้อะไรมามากมาย อย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมี
จะเป็นไปได้ เช่น คุณอาจชนะคดีได้โดยที่ไม่น่าเชื่อเลย อะไรแบบนี้ ทว่า
คุณกำลังสูญเสียตัวตนในหลากหลายมิติของคุณไปทีละตัวตนๆ หรือไม่?
จบซะที..
11 ต.ค. 2555
"เสียงจากสามประสาน"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
ไม่ได้โม้นะ! ความไม่ได้เรื่อง ไม่ดี ห่วยแตก ของใครๆ นั้น มันยอดอยู่แล้วพวกเอ้ย
จักรวาลจะสร้าง "มนุษย์ต้นแบบ" ของมวลมนุษย์มาก่อนคือ The one นั้นคือใคร?
พี่น้องครับ พี่น้องทั้งหลาย ผมมีเรื่องจะบอกว่า
ในการสร้างมวลมนุษย์ทั้งหลายนั้น จักรวาลจะ
สร้าง "มนุษย์ต้นแบบ" ขึ้นมาก่อน ๑ คนเท่านั้น
ที่ดีที่สุด แล้วจากนั้น เมื่อสำเร็จดีแล้ว มวลมนุษย์
ทั้งหลายก็จะอาศัยมนุษย์ต้นแบบ (The one)
คนนั้นเป็นแบบอย่างต่อไป อาวละ วันนี้ เราก็มา
คุยเรื่องนี้กันเลยเหอะ ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้กันแล้ว
จักรวาลเลือก "พระอาภาโพธิสัตว์และพระศรีอาร์ฯ" เป็นมนุษย์ต้นแบบ?
สรุปเลยละกัน ยุคนี้ จักรวาลเลือก "พระมหาโพธิสัตว์อาภา" เป็นต้นแบบ
ของมวลมนุษย์ทั้งหมด และให้ภาคหนึ่ง ตัวตนหนึ่งของท่านลงมาตรัสรู้
เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนตัวตนอื่นๆ จะตามมาทำหน้าที่เป็นต้นแบบมนุษย์ใน
รูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าครับ ทว่า เรื่องของเรื่องมันมีปัญหาครับ
คือ พระอาภาโพธิสัตว์ท่านมีบารมีไม่มาก ท่านจะไปได้ถึงเพียงจุดหนึ่งก็
จะทำหน้าที่ต่อไม่ได้ ท่านมาได้เท่านั้น ทำได้แค่นั้น เหมือนครั้งอธิษฐาน
แลกเปลี่ยนดอกบัวนั่นแหละ พระอาภาฯ เลือกดอกบัวบานแล้วไปก่อนแต่
มันบานไม่นานก็เหี่ยวครับ เป็นนิมิตหมายให้รู้ว่าแม้ท่านจะได้รับพลังนั้น
ไปก่อน แต่มันจะอยู่ได้ไม่นาน ท่านก็จะต้อง "ส่งทอดต่อให้พระศรีอาร์ฯ"
ไม่เช่นนั้นกำลังบารมีของท่านจะเอาไม่อยู่ สถานการณ์จะร้ายแรงเกินไป
กว่าที่ท่านจะดูแลได้ครับ เรื่องของเรื่องเป็นแบบนี้ เลยทำให้มนุษย์ตัวตน
แรกที่จะได้รับ "ต้นแบบพลังงานจากจักรวาล" จึงเป็นพระอาภาโพธิสัตว์
และจะมีพระศรีอาร์ฯ มารับช่วงต่อไป หลังจากนั้นครับ (จนจบตลอดยุคนี้)
"พระอาภาฯ และพระศรีอาร์ฯ" ก็มีหลายตัวตน แล้วมันตัวไหนกันล่ะ?
สรุปเลยละกัน "ตัวตนในมิติแห่งจักรวาล" ครับ แม้ว่าตัวตนของท่าน
จะมีหลายตัวตนมากมายก็จริง ทว่า แต่ละตัวตนประจำอยู่ในมิติที่ไม่
เหมือนกัน ต่างกันไปครับ ดังนั้น ตัวตนที่ทำหน้าที่เป็นต้นแบบมนุษย์
และจะได้รับ "พลังจักรวาลที่ดีที่สุด" ก่อนใครๆ ก็คือตัวตนในมิติแห่ง
จักรวาล นั่นเอง นั่นหมายความว่า ตัวตนนั้นๆ จะต้องไต่ระดับขึ้นไปให้
ถึงระดับจักรวาลให้ได้ จึงจะได้รับพลังนั้นและกลายเป็นต้นแบบของ
มวลมนุษย์ในยุคนี้ได้ครับ นี่แหละ วิธีเลือก, วิธีสร้างมนุษย์ของพระผู้
สร้าง ท่านจะต้องทดลองและเลือกที่ดีที่สุดก่อน ๑ คนแล้วจึงจะขยาย
ไปยังคนอื่นๆ จำนวนมากต่อไปครับ สำหรับตัวตนอื่นๆ ที่ไม่อาจจะไต่
ระดับไปถึงจักรวาลได้ก็จะไปทำหน้าที่ในมิติอื่นๆ ครับเช่น ในมิติของ
ประเทศชาติก็ดี, ในมิติของนานาชาติก็ดี ฯลฯ ซึ่งจะยังไม่ถึงมิติของ
จักรวาลครับ อ้าวละ ทีนี้ "ตัวตน" ของพระมหาโพธิสัตว์อาภา ก็จะมี
มาเกิดเรื่อยๆ เพราะ "ตัวตนภาคสว่าง-ตัวตนที่สูงขึ้น" จะอยู่เป็นสิ่งที่
เรียกว่า "จิตอำมตะ" นี้ ไม่นิพพานยาวนาน และจะแบ่งภาคส่วนของ
พลังลงมาเรื่อยๆ ครับ เพื่อให้ได้ตัวตนที่ทำหน้าที่ต่างๆ กันไปอย่างทั่ว
ถึงครับ ไม่ต่างจากตัวตนของพระศรีอาร์ฯ เหมือนกัน ในที่สุดของการ
บำเพ็ญบารมี จักรวาลก็จะเลือกเขาทั้งสองให้ได้รับรู้เรื่องราวของจักร
วาลครับ เพื่อเตรียมพร้อมร่างสังขารตัวตนนั้นๆ ให้กลายเป็นตัวตนต้น
แบบของมวลมนุษย์ (The one) ในยุคสมัยนี้ นั่นเอง (ทั้งสององค์ฯ)
"พระอาภาฯ" จะถูกเลือกก่อน แล้ว "พระศรีอาร์ฯ" จะรับช่วงต่อภายหลัง
สรุปเลยละกัน พระมหาโพธิสัตว์อาภา จะได้รับเลือกให้ได้รับพลังจักรวาล
"ต้นแบบของยุค" ไปก่อน ซึ่งจะเป็นพลังจักรวาลที่ดีที่สุด และเหมาะสมที่
สุดของมนุษย์โลกครับ แต่ต่อมา ท่านจะทำกิจไม่ไหว ไปต่อไม่ได้ ก็จะมีคน
ที่สองมารับช่วงต่อไปซึ่งก็คือ "พระมหาโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตตรัย" นั่นเอง
ดังนั้น ผู้ที่ดูออกว่าต้นแบบของมนุษย์คือใคร และจะรับช่วงต่อจากใครได้ก็
ต้องเป็นพระศรีอาริยเมตตรัยแน่นอน เพราะคนอื่นไม่อาจทราบได้ และไม่มี
ความสามารถที่จะรองรับพลังจักรวาลนั้นๆ ได้ ในช่วงแรกพระอาภาฯ จะมี
พลังอำนาจมากมาก่อน แต่ช่วงหลังท่านจะมีกำลังลดลงและไปต่อไม่ไหว
เมื่อนั้นพระศรีอาร์ฯ จะปรากฏมารองรับพลังจักรวาลนั้นๆ แล้วนำพาไปต่อ
เอง ซึ่งมีมากมายหลายสายนะครับ พลังจักรวาลแต่ละสายมีหน้าที่ต่างกัน
ทำให้คนที่ได้รับได้รับภารกิจที่ต่างกันด้วย ท่านก็จะไต่ระดับไป จากพลังที่
ไม่สูงมากไปยังพลังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ครับ นั่นหมายความว่าท่านจะได้พบกับ
ตัวตนของพระอาภาฯ โพธิสัตว์แต่ละตัวตน ในมิติที่ต่างกัน เพื่อที่จะรับเอา
พลังจักรวาลที่มีในแต่ละตัวตน ไปทำหน้าที่ต่อ จนหมดวาระ ก็เลื่อนระดับ
ไปสู่ตัวตนและพลังงานในระดับชั้นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเอง (ถ้าทำได้นะ)
แม้แต่ "พระศรีอาร์ฯ" ก็อาจจะสลับตัวตน กันทำหน้าที่ของกันและกันได้
สรุปเลยละกันว่า แม้แต่พระอาภาฯ หรือพระศรีอาร์ฯ เอง ก็อาจจะมีการ
สลับตัวตน ในการทำหน้าที่กันได้ เช่น ตัวตนหนึ่งเคยรับพลังดาวมฤตยู
มาก่อน แล้วไปต่อไม่ไหว ทำงานต่อไม่ไหว ก็อาจจะต้องส่งพลังทอดต่อ
ให้ตัวตนอื่น ทำหน้าที่แทนตัวเองต่อไป ดังนั้น ตัวตนบางตัวตน อาจเคย
มีพลังอำนาจมาก ต่อมา ก็อาจจะสูญสิ้นพลังอำนาจที่มีแต่เดิมนั้นไปได้
ครับ โดยก่อนที่จะสูญเสียไปนั้น จะมี "ตัวตนอีกตัวของตน" ที่เข้ามารับ
พลังจักรวาลนั้นไปต่อ พร้อมกับปฏิบัติภารกิจแทนต่อไปครับ ทว่า ไม่ใช่
แต่ตัวตนของเขาเอง แม้แต่ตัวตนอื่นๆ เช่น ตัวตนของนางแก้ว บางองค์
ก็สามารถมารับไม้ต่อ ทำงานต่อได้นะครับ เหมือนการวิ่งผลัด มีการส่ง
ไม้ต่อกัน นั่นแหละ หรือบางครั้งพระศรีอาร์ฯ อาจจะส่งไม้ต่อทอดให้แก่
พระโพธิสัตว์องค์อื่น ที่มีความพร้อม มีความเหมาะสมที่จะรับและรับได้
ก็ได้ครับ ทว่า ผู้ที่ถ่ายทอดพลังพิเศษให้คนอื่นแล้วไม่ได้เลื่อนระดับขึ้น
ก็จะเสี่ยงที่จะได้รับภัย และอาจถึงตายได้ครับ ส่วนคนที่ยังไขว่คว้าหา
พลังงานใหม่มาแทนที่ของเก่าได้ ก็จะไม่เป็นอะไรครับ ยิ่งถ้าพัฒนาขึ้น
ไปได้รับพลังงานที่สูงขึ้นได้ ก็จะยกระดับตัวเองไปได้เรื่อยๆ ครับ ซึ่งจะ
ต้องยอมปลดปล่อยพลังงานเก่าของตน ให้แก่ผู้สืบทอดหรือผู้รับกิจซึ่ง
จะทำหน้าที่แทนต่อไปด้วยนะครับ จึงจะถ่ายทอดและเปลี่ยนพลังสำเร็จ
อย่ามัวหลงสิ่งหลอกล่อทางโลก คุณอาจกลายเป็นผู้รับสืบทอดก็ได้
สรุปเลยละกันว่า "มันไม่แน่ไม่นอนหรอก" ทุกอย่างไม่เที่ยง เปลี่ยน
แปลงได้ คนที่เคยได้รับพลังจักรวาล ก็ดี, ได้รับการเลือก ก็ดี ฯลฯ ก็
เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น ดังนั้น ขอให้คุณตั้งใจบำเพ็ญให้ดีเถอะ คุณก็
จะได้รับพลังจักรวาลที่ดี ได้รับการถ่ายทอดจากคนดีๆ ได้ ถ้าคุณไม่
หลงสิ่งหลอกล่อยั่วยุไปเสียก่อน คุณก็จะรักษาระดับของคุณไว้ได้ มี
แต่จะไต่ระดับสูงขึ้นครับ แต่ถ้าคุณหลงออกนอกทางไปเสียก่อนละก็
ก็จะไม่ได้ไต่ระดับไปสูงขึ้นก็จะไม่ทราบอะไรที่เหนือกว่านั้นกว่าที่คุณ
เคยเข้าใจได้ครับ และมันหมายถึงการเดินทางอันยาวไกลของคุณใน
จักรวาลนี้ด้วย เหมือนการวิ่งแข่งนั่นแหละ คุณอาจไปได้ไกลมากๆ ก็
จะมีโอกาสได้พักเหนื่อยได้ ในขณะใครบางคนหลงออกนอกเส้นทาง
ก็จะยิ่งห่างไกลออกไปจากเป้าหมายแต่เดิมครับ และผมอยากจะบอก
ว่า "ตลอดเส้นทางเดินนี้" มีสิ่งหลอกล่อยั่วยุมากมายอยู่ตลอดทั้งสอง
ข้างทาง คือ ทั้งฝ่ายที่เป็นลบและฝ่ายที่เป็นบวกครับ แล้วแต่ว่าจะหลง
ออกไปฝั่งไหน ทางฝั่งที่เป็นลบหรือฝั่งที่เป็นบวก ที่เข้ามาทดสอบครับ
ผู้ที่ได้รับ "เศษพลัง" กับ "ศูนย์กลางพลัง" นั้นแตกต่างกันอย่างไร?
สรุปเลยละกันว่า มันต่างกันมากครับ คนที่ได้รับเศษพลังมีมากมายก็
ไม่ใช่ The one ครับ อันนี้มีมากได้ เหมือนได้รับโจทย์เล้กๆ ไปลอง
ก่อน ถ้าสอบผ่านก็จะได้เข้าใกล้ศูนย์กลางพลังไปเรื่อยๆ ครับ แต่ถ้า
ไม่เวิร์กแล้ว ก็จะสูญเสียพลังนั้นไปครับ โดยคนที่มี "ศูนย์กลางพลัง"
จะมาดึงดูด รองรับ รวมเอา เศษพลังเล็กน้อยทั้งหลายไปครับ ซึ่งไม่
ใช่การดูดพลังนะครับ แต่เป็นไปตามธรรมชาติจัดสรร ดังนั้น หลาย
คนที่รู้สึกเหมือนว่าถูกดูดพลัง เสียพลังให้คนอื่น ก็ควรเข้าใจด้วยว่า
บางครั้ง อาจเพราะ "มีศูนย์กลางพลัง" มาดึงดูดและรับเองเศษพลัง
เหล่านั้นไปรวมกันครับ แล้วคนที่เป็นศูนย์กลางพลังได้เรื่อยๆ เมื่อได้
เก็บรวบรวมเศษพลังทั้งหมด ก็จะกลายเป็น The one สำหรับพลัง
ชนิดนั้นๆ ครับ พอเข้าใจแล้วใช่มั้ยครับ เพราะพระผู้สร้างไม่อาจล่วง
รู้ได้ว่ามนุษย์ทุกตัวตนที่ท่านสร้าง จะลิขิตชีวิตตัวเองไปตามที่ท่านมี
ท่านให้ไว้หรือไม่? เพราะท่านสร้างให้ทุกตัวตนเลือกทางเดินเองได้
ก็จะทำให้ท่านไม่ทราบผลอันนี้ ท่านจึงต้องทดลองกับตัวตนหลายๆ
ตัวตนครับ โดยการให้เศษพลังเหล่านั้นมาเป็นโจทย์กับหลายตัวตน
ก่อน เมื่อผ่านการทดสอบหมดแล้ว ก็จะเก็บเศษพลังคืน จึงเกิดมี เป็น
The one ขึ้นมาไงละครับ แล้วในบรรดา The one นี้ จะมีเพียง ๑
คนเท่านั้นที่เป็น Super นะครับ เรียกว่า Super the one ก็ได้มั้ง?
แม้แต่พลังองค์เทพก็มี "เศษพลัง" กับ "ศูนย์กลางพลัง" เหมือนกัน?
สุดท้ายสรุปว่า แม้แต่พลังองค์เทพก็มีแบบเศษพลังและแบบศูนย์กลาง
พลังครับ เช่น เทพกวนอู ท่านอาจไปพบว่าทำไมมีคนทรงเยอะจัง แล้ว
ร่างทรงไหนที่เป็นของจริง? เอาละ ของจริงอาจไม่ได้มีทั้งหมด ทุกคน
ก็มีจริงบ้าง, เท็จบ้าง ทว่า ของจริงอาจไม่ได้มีเพียง ๑ คนนะครับ แบบ
ว่ามันมีทั้งที่แบบ "เศษพลังเล็กๆ" และแบบ "ศูนย์กลางพลัง" อยู่ด้วย
ไงครับ บางคนอาจได้รับเศษพลังของเทพกวนอูแต่บางคนอาจเป็นศูนย์
กลางพลังของเทพกวนอู ก็ได้ครับ นี่คือ ข้อแตกต่างกันอีกประการหนึ่ง
ในกรณีนี้บางคนก็ทำหน้าที่ "รวบรวมเศษพลัง" ด้วยครับ ขอเรียกง่ายๆ
ว่าเป็น "คนรวมญาณ" ก็แล้วกัน เช่น บางคนอาจรวบรวมญาณขององค์
พระนเรศวรอยู่ อะไรแบบนี้ก็มีได้ เป็นไปได้ครับ และเมื่อเขารวบรวมญาณ
เหล่านั้นได้หมดแล้ว เขาก็จะกลายเป็น ร่างฯ พระนเรศวรแบบ The one
นั่นเอง นี่เรียกว่าการ "เคลียร์เศษญาณที่ตกค้าง" อย่างหนึ่ง นั่นเองครับ
เอาละ จบก่อนดีกว่า ...
10 ต.ค. 2555
"เสียงจาก The one"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
เคล็ดลับพ่อรวยสอนลูกเป็น "เศรษฐี" โดยไม่ต้องเหนื่อยยากด้วยพลังไซย่า?
เอาละ ผมคิดว่ายุคนี้ คงไม่มีอะไร
ที่คนอยากจะเป็นกันมากไปกว่าได้
เป็นเศรษฐีมีเงินทองเยอะๆ มังครับ
ที่ทำงานกันทุกวันนี้ เหนื่อยยากกัน
ทุกวันนี้ ก็เพื่อเงิน ก็เพื่อความร่ำรวย
ไม่ใช่หรือครับ ถ้าอย่างนั้น ก็มาคุย
กันเรื่องนี้เลย ตรงประเด็นที่สุดว่ามั้ย
ผมเลยขอเสนอกระทู้รวยด้วยพลัง
ไซย่า รวยโดยไม่ต้องเหนื่อยยาก
ครับ ให้ท่านทั้งหลายโดยเฉพาะ!
จงใช้ "ความร่ำรวยเป็นเศรษฐีด้วยพลังไซย่า" เป็นมรรคของคุณ?
อย่างแรกเลย ผมต้องขอบอกก่อนว่าการตั้งใจไปสู่ความร่ำรวยเป็น
เศรษฐีด้วยพลังไซย่านี้ ไม่ได้ขวางการเข้าถึงธรรมของคุณเลย มัน
จะเป็นเหมือนกุศโลบายที่ใช้ได้จริง ตอบโจทย์ในชีวิตจริงของคุณ
และมีอะไรมากมาย คอยเอื้อหรือช่วยคุณในเรื่องธรรม มันจึงไม่ใช่
ความหลงนะครับ มันเป็นการใช้ "กิเลสเป็นโพธิ" สำหรับผู้มีปัญญา
แล้ว เขาย่อมเห็นกิเลสเป็นธรรมะ ธรรมชาติอย่างหนึ่ง คนไม่ถึงธรรม
ไม่มีปัญญา ก็ใช้กิเลสไม่เป็น ตกเป็นทาสของกิเลส ส่วนคนมีธรรมก็
ใช้กิเลสเป็น เท่านั้นเอง นี่แหละ ธรรมะที่มีความเป็นกลาง พอดี ไม่มี
ภาวะสุดโต่งไปทางบวก หรือลบเกินไป ไม่ใช่ไปปฏิเสธความร่ำรวย,
หรือหลงใหลความร่ำรวยเกินไป โอเค? ดังนั้น การพุ่งเป้าไปสู่ความ
ร่ำรวยด้วยพลังไซย่า จึงเป็นเครื่องหลอกล่อที่ไม่ทำให้คุณหลงออก
ไปนอกทางธรรมหรอกครับ มันจะดีแค่ไหน? ถ้าคุณเจริญทั้งทางโลก
และทางธรรมคู่กันไปด้วย นั่นแหละ พลังไซย่าที่ผมจะแนะนำคุณครับ
ความร่ำรวยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการก่อกรรมใดๆ แต่มาจากพลังไซย่า
ต่อไป ผมจะไม่แนะนำให้คุณไปทำกรรมอะไรทั้งนั้น คุณจะทำกรรม
อะไรไปมากมายให้มันเหนื่อยยากทำไม? ในเมื่อทุกเวลา ทุกวินาที
ของคุณ มันมีค่าในตัวมันเอง ดุจทองคำอยู่แล้ว ถ้าคุณเริ่มต้นคิดว่า
จะใช้เวลาในชีวิตเท่าไรก็แล้วแต่ ทำกรรมด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ จะดีจะ
ชั่วก็แล้วแต่ แล้วรอรับผลของมันให้ออกมาเป็น "ความร่ำรวย" แล้ว
ละก็ ผมขอบอกเลยว่า "คุณขาดทุนตั้งแต่ต้นแล้ว" โธ่ๆๆ ที่รัก อย่า
โง่ไปหน่อยเลย คิดจะทำงานอะไรมากมายเพื่อให้ได้ความร่ำรวย ก็
ดี, ให้ได้เงินทองมากมาย ก็ดี คุณจะใช้เวลาทำกรรม ทำงาน อยู่กะ
มันนานเท่าไร? เมื่อเทียบกับเวลาที่คุณมีให้กับการเสวยสุข? นั่นละ
คุณเคยเห็นคนรวย มีเงินมากๆ ไหม? แต่เขามีเวลาเสพสุขกับเงินที่
เขามีเท่าไร? หรือจริงๆ แล้ว เขาเสียเวลาไปกับการทำให้ตัวเองรวย
สัก ๗๕% ของเวลาในชีวิต แล้วมีเวลาเพียง ๒๕% ของชีวิตที่จะมี
ความสุข เสพสุขกับสิ่งที่ตนเองหามาได้นั้น "โง่มาก หนูจ๋า" แค่เริ่ม
ต้นคิดก็โง่แล้ว เอาง่ายๆ ลองเอา ๗๕% - ๒๕% ดู นั่นแหละ ก็ขาด
ทุนแล้ว คือ เวลาในชีวิตที่เสพสุขมันก็แค่ ๒๕% แต่เวลาที่เสียไปกับ
การทำกรรมให้ได้เป็นคนรวยนี่ มันใช้ไปมากถึง ๗๕% แล้วมันจะไม่
ขาดทุนได้อย่างไรละครับ? เอาละ เลิกโง่นะลูกนะ โอ๋ๆๆ เด็กน้อย คิด
ใหม่นะลูกนะ เริ่มต้นคิดแบบไซย่า คิดแบบเศรษฐี ก็เป็นเศรษฐีได้, ไม่
จำเป็นต้องเอา "มูลค่าทรัพย์สินที่เป็นวัตถุ" มาคิดอย่างเดียว เดี๋ยวจะ
โดนหลอกเอา วัตถุกับเวลาในชีวิต อะไรมันมีค่ามากกว่า แหม แค่นี้ก็
รู้แล้ว เศรษฐีที่แท้จริง อาจมีเงินเก็บแค่หลักร้อย ก็เป็นเศรษฐีได้ครับ!
พลังไซย่าช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีได้อย่างไร โดยไม่ต้องเหนื่อยยาก?
ต่อไป ผมคิดว่าคุณคงเข้าใจพื้นฐานสัจธรรมของโลกนี้บ้างแล้วว่าคน
ที่จะรวย หรือเป็นเศรษฐีได้ มันก็เป็นไปตามอำนาจแห่งกรรม ไม่ว่าจะ
เป็น "วิบากกรรมดีแต่ปางก่อนนำพา" ให้เกิดมาก็รวยแล้ว ไม่ต้องมา
ทำงานเหนื่อยยาก หรือว่าอาจจะรวยได้วิธีใดก็ได้ โดยไม่ได้ก่อกรรม
กระทบถึงใคร นั่นแหละ รวยจริง ด้วยด้วยผลบุญเก่าสนองผลให้ ทว่า
บางคนอาจไม่ได้รวยด้วยบุญเก่า แต่เพราะสร้างกรรมใหม่ ให้มากไป
กว่าวิบากกรรมเก่า เช่น วิบากกรรมเก่าให้เกิดมาเป็นคนจน แต่เขาได้
ทำกรรมมากมายฝืนกรรม ให้มันมากไปกว่าของเขา ทำกรรมปัจจุบัน
ให้ตนได้พ้นจากความยากจน ได้เป็นคนร่ำรวย อันนี้ เรียกว่า รวยด้วย
การก่อกรรมปัจจุบัน คิดง่ายๆ บริษัทขายไก่ ก็ต้องฆ่าไก่วันละกี่ตัว ถ้า
ลูกค้าต้องการ และการแข่งขันสูง จะหยุดผลิตก็ไม่ได้ ทุกคนที่ได้เสพ
สุข ได้รับผลจากบริษัทนี้ร่วมกัน ก็ร่วมกันก่อกรรม และต้องร่วมกันรับ
กรรมไป สมมุติต้องผลิตไก่ให้ได้วันละ ๑๐๐ ล้านตัว แม่เจ้า? กรรมมัน
จะมากแค่ไหน? คิดดูแล้วกัน? เอาละ ทีนี้ ก็เลยมีคนคิดสองแบบ พวก
หนึ่งก็คิดว่า "ฉันยอมรับกรรมวะ ขอให้พ้นจากความยากจนก็พอ" อีก
พวกหนึ่งก็คิดว่า "ฉันยอมรับกรรมแล้ว ขอไม่ต้องก่อกรรมมาก ก็พอ"
ซึ่งไม่ใช่แนวทางของไซย่าทั้งสองแบบนะครับ เราไม่เน้นก่อกรรมให้มี
ให้ได้อะไรก็จริง แต่เราไม่ได้แนะนำให้ต้องยอมอยู่อย่างยากลำบากให้
โง่หรอกครับ เพราะคนในโลกที่เชื่อเรื่องกรรม มักคิดว่ากรรมเที่ยง มัน
เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทว่า ชาวไซย่าเห็นกรรมไม่เที่ยง, ไม่อาจยึดเป็นตัว
ตนของตนได้ครับ นั่นคือ พลังของไซย่าเปลี่ยนชีวิตให้คนที่มีวิบากเป็น
คนยากจน ให้กลายเป็นคนรวยได้ โดยไม่ต้องก่อกรรมทำเข็ญ นั่นเอง!
ปรับพลังชีวิตเป็นพลังไซย่า กรรมก็เปลี่ยนได้ ชีวิตก็เปลี่ยนเป็นเศรษฐี?
ต่อไป อย่างที่ผมบอกแล้วว่าชาวไซย่าเขาเข้าใจดีว่าคนบนโลกที่เชื่อใน
กฏแห่งกรรม ส่วนใหญ่มักคิดว่ากรรมมันตายตัว มันเที่ยงแท้ เปลี่ยนไม่
ได้ ทว่า ชาวไซย่าเขาเห็น อนิจจัง, อนัตตา ในกรรมครับ ดังนั้น มันย่อม
เปลี่ยนแปลงได้เสมอ และพวกเขาก็ทราบดีว่ามันมาจาก "พลังงานภาย
ใน" ของคนแต่ละคน นำพากรรมมาสู่ตัวเขาเอง เมื่อใดที่คุณมีพลังภาย
ในแบบหนึ่ง มันก็จะจูน, จะดึงดูดเอาวิบากกรรม ซึ่งเป็นพลังงานอีกแบบ
หนึ่งเข้ามาเหมือนกัน ดังนั้น มันจึงมีพลังงานบางชนิดที่จูนเอากรรมหรือ
บุญมาได้ "แตกต่างกัน" ถ้าคุณเข้าใจเรื่องนี้ และมีพลังงานภายในที่จูน
กับพลังบุญได้ มันจะดีแค่ไหนละ? นั่นแหละที่ผมบอกว่าคุณไม่ต้องไปทำ
กรรมอะไรให้มันเหนื่อยยาก คุณเคยเห็นมั้ย คนที่ทำกรรมให้ได้มาซึ่งเงิน
ทองมากๆ เขาอาจได้มากจริงแต่ไม่อาจเสพ หรือเสวยสุขจากมันได้เลย?
อ้าวมีนะครับ เช่น รวยแต่ถูกฟ้อง จนต้องโอนเงิน มาให้ใครต่อมิใครวุ่นไป
หมด นี่ก็มีให้ทราบกันทั่วประเทศแล้วนะครับ ขอบอกนะครับว่าร่างสังขาร
ที่ผมเชื่อมต่อข้อมูล (คนที่โพสกระทู้นี้) เขาไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ครับ
แต่เงินและทองก็เข้ามาสู่บ้านเขาเรื่อยๆ หึๆๆๆ ขอไม่บอกว่ามันมาได้ยังไง
บ้าง เพราะมันมาในฐานะที่ยังไม่ใช่ของเขาเท่านั้นเอง แต่มันก็เป็นสิ่งที่มี
ให้เห็นได้จริงครับ เพราะว่าพวกเราชาวไซย่าไม่ได้โม้ โอเค เขายังไม่ได้
มีเงินอะไรนัก เพราะไม่มีรายได้แบบคนทางโลก แต่พลังของไซย่าก็ทำให้
เขาเห็นเป็นรูปธรรมแล้วว่าสาร์นจากต่างมิติที่เขาได้รับ มันความเป็นจริง!
จงมีชีวิตอยู่อย่างเศรษฐีที่แท้จริง ไม่ใช่มีเงินมากมายแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น
ต่อไป คือ ความเป็นเศรษฐีที่แท้จริงนั้น มันไม่ได้วัดจากการมีอะไรเยอะ
แต่มันวัดจาก "ชีวิตจริงๆ ของคุณว่าดำรงอยู่อย่างไร?" ถ้าคุณมีเงิน
เยอะมากๆๆๆ แต่คุณก็นอนป่วยอยู่ตลอด และใช้เงินเหล่านั้นไม่ได้เลย
ขอบอกเลยว่าคุณไม่ใช่เศรษฐีแล้ว คุณก็แค่คนป่วยคนหนึ่งเท่านั้นเอง
เพราะชีวิตจริงของคุณเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าคนๆ หนึ่งมีเงินติดตัวแค่ไม่กี่
พัน แล้วใช้จักรยานปั่นไปท่องโลกเรื่อยๆ ได้ มีคนสงสารช่วยให้เงินแก่
เขารายทางสักไม่กี่ร้อย เขาก็ไปได้เรื่อยๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับเศรษฐีที่
กำลังเอาเงินไปท่องเที่ยว และเช่าจักรยานขี่ไปเรื่อยๆ เลยครับ นั่นหละ
ที่ผมกำลังบอกคุณว่าความเป็นเศรษฐีที่แท้จริง มันไม่ได้วัดกันที่วัตถุที่
มีอยู่ แต่มันดูที่ "ชีวิตจริงของคุณ" ว่าคุณมีชีวิตจริงเป็นอย่างไร? และ
ทำอะไรอยู่ในแต่ละวัน, แต่ละนาที? นี่แหละคือ "ความหมายของคำว่า
เศรษฐี" ในแบบฉบับของ "พ่อ (ไซย่า) รวยสอนลูก" อย่างไรละครับ!
"พลังไซย่า" พลังแห่งความมั่งมี-ศรีสุข และโชคลาภ-วาสนาทั้งปวง
ต่อไป คือ พลังไซย่าเป็นพลังที่ตรงกันข้ามกับพลังของดาวมฤตยูที่นำ
โชคร้ายและภัยพิบัติมาสู่คน ดังนั้น พลังไซย่าจึงเป็นพลังแห่งความมี
โชค พลังแห่งความมั่งมี-ศรีสุขและโชคลาภ-วาสนาทั้งปวง นั้นเอง นี่
แหละ เป็นสุดยอดแห่งความปรารถนาของคนในโลกนี้เลย ทว่า เฉพาะ
คนที่มีบุญได้เสวยใช่มั้ยครับ ที่จะได้รับสิ่งดีๆ โชคดีเหล่านี้ เอาละ ชาว
ไซย่าก็เหมือนผู้ที่มีอำนาจในการควบคุม "โชคดี" ทั้งหลาย ไม่ต่างไป
จากชาวดาวมฤตยูที่มีอำนาจในการควบคุม "โชคร้าย" ทั้งหลาย อย่าง
ที่บอกแล้วว่า "พลังบุญมันไม่เที่ยงและไม่อาจยึดมั่นได้" มันถูกจูนและ
ดึงดูดได้ด้วย "พลังบางอย่าง" และพลังไซย่าก็ดึงดูดพลังบุญได้ ต่าง
จากพลังมฤตยูที่ดึงดูดพลังกรรมของปวงสัตว์ นั่นหมายความว่าเมื่อคุณ
ได้รับพลังไซย่า คุณก็จะมีบุญเข้าถึงตัวด้วย โดยที่คุณอาจไม่ได้อยากมี
อยากเป็น แค่คุณไม่ปฏิเสธมันก็พอ พลังบุญจะเข้ามาเรื่อยๆ และถ้าคุณ
ยอมรับมัน คุณก็จะได้รับมันได้ คนอื่นก็อาจมองว่าคุณไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่ทำไม โชคดีจัง ทำไมคุณจึงได้รับอะไรต่อมิอะไรต่างจากคนอื่นจังเลย
"พลังไซย่า" ไม่ได้ทำให้คุณยึดมั่นหรืออยากรวย แต่โชคดีมันมาเอง?
สุดท้าย คือ พลังไซย่าไม่ได้ทำให้คุณยึดมั่น หรืออยากรวยแต่อย่างใด
ไม่เลย ตรงกันข้าม พลังของไซย่าจูนได้ดีกับคนที่ใสมากๆ ไม่ได้มีความ
อยากหรือยึดความร่ำรวยแต่อย่างใด ด้วยซ้ำไป ทว่า "มันมาเอง" ก็โชค
ดีอย่างไรละครับ? มันถูกดึงดูดหรือถูกจูนมาด้วยพลังไซย่า โดยที่คุณไม่
ได้ก่อกรรมให้ได้มา ถึงแม้ว่ามันไม่ได้มากมายถึงขนาดใครบางคนในโลก
นี้ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้คุณ "มีชีวิตดำรงอยู่" ในโลกนี้เหมือนเศรษฐี
ได้อย่างแท้จริง บางคนอาจมองว่านี่เป็นการยึดมั่น, ความอยากหรือความ
โลภหรือไม่? ไม่เลย มันเป็นธรรมชาติปรุงแต่งไปอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่
ว่าคนที่เป็นเช่นนี้จะอยากหรือยึดมั่นในสิ่งนั้นๆ เลย เอาง่ายๆ นะครับ คนที่
มีธรรม เข้าถึงธรรมแล้ว มีปัญญาแล้ว ก็อาจมีชีวิตดำรงอยู่บนโลกได้ต่าง
กัน เช่น บางคนอรหันตืแล้วแต่อยู่ในโลกอย่างยากลำบาก ก็มี, แต่บางคน
ที่อรหันต์แล้ว อยู่บนโลกนี้อย่างสุขสบายเหมือนเศรษฐี ก็มีได้, เป็นได้ครับ
สุดท้าย มันขึ้นอยู่กับ "การเลือก" ของคุณเอง หวังว่าคุณ จะมีปัญญาพอ
ที่จะเลือกดำรงอยู่บนโลกนี้อย่างผู้มีปัญญา และไม่ต้องยากลำบากนะครับ
จบ ...
9 ต.ค. 2555
"เสียงจากชาวไซย่า"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
ผีหลุดมาจากนรกเพราะการปลดปล่อย แต่ถ้าไม่ได้รับ "การไถ่" ก็ไม่รอดอยู่ดี
อ้าว วันนี้มีเรื่องค้างมาคุยต่อครับ
ไม่ได้ใช้พลังของไซย่ามากนักใน
ช่วงนี้ หลังใช้แล้วมันมีปัญหาเข้า
เว็บนะครับ (ไม่ทราบว่าเพราะอะไร)
เรื่องของเรื่องคือ การปลดปล่อยที่
เราทราบกันดีนั้น บางครั้ง มันเป็น
แค่การปลดปล่อยเขาออกมาจากที่
กักขังหรือในภพเบื้องล่าง ทว่า ถ้า
เขายังไม่เข้าสู่กระบวนการต่อไป ก็
จะยังไม่รอดอยู่ดี เช่น จิตวิญญาณ
มืดจะมีพันธสัญญา พันธะกรรมกับ
ซาตาน ถูกซาตานผูกมัดไว้ใช้งาน
ทีนี้ เขาได้รับการปลดปล่อยมาแล้ว
ก็จะมาหาร่างมนุษย์อยู่เพื่อทำงาน
รับใช้ซาตาน, ระบบซาตานทั้งหลาย
เราเลยต้องมี "พระผู้ไถ่" จึงจะช่วย
ให้พวกเขารอดจาก "ภาคมืด" ได้
เราจึงมี "พระผู้ช่วยให้รอด" ไงครับ
เอาละ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ
เมื่อบำเพ็ญบารมี "พร้อมแล้ว" พระโพธิสัตว์ควรทำกิจ "ไถ่" ปวงสัตว์
เอาละ เริ่มแรกเลยคือ ควรเข้าใจก่อนว่าการฝึกฝนตน, การศึกษา, การ
บำเพ็ญบารมี ก็อย่างหนึ่ง มันเป็น "ช่วงแรกก่อนรับกิจ" ครับ แต่ถ้าผ่าน
ได้แล้ว เหมือนเราเรียนจบ สอนผ่านหมดแล้วน่ะครับ เราก็จะมีงานทำใช่
ไหมครับ? (สมมุติง่ายๆ นะครับ) พระโพธิสัตว์ก็เช่นกัน จะบำเพ็ญบารมี
อย่างไรก็แล้วแต่ กินเจหรือไม่กินเจ ก็แล้วแต่ ถ้าบำเพ็ญบารมีได้เต็มแล้ว
(สำหรับที่จะใช้ในชาตินั้นๆ) จึงจะเข้าสู่ขั้นตอน "รับกิจจากสวรรค์" ซึ่ง
ในขั้นตอนนี้ พระโพธิสัตว์ "จะไม่ได้ลองผิด, ลองถูกไปเองอีกแล้ว" แต่ก็
จะได้รับ "เฉลย" ว่าจะต้องทำอย่างไร? อะไรที่ทำไปแล้วมันผิด ก็แก้ใหม่
ให้มันถูก อะไรแบบนั้น เอาง่ายๆ ที่ท่านเห็นคนทำความดี, สร้างบารมีมาก
มายกันนั้น "ผิดไปแล้ว ๙๐% กว่า" แต่มันก็ไม่ใช่ความผิด ความเลวร้าย
อะไรนะ มันคือ "การลองผิดลองถูก" ขณะบำเพ็ญบารมียังไม่สำเร็จไง ก็
จะมีผิดกันได้เป็นธรรมดา แต่เมื่อเต็มแล้ว พอดีแล้ว เดี๋ยวเบื้องบนท่านจะมี
เฉลยมาให้เราเองว่าให้เราทำอะไร ทำอย่างไร ทำกับใครบ้าง จะดีขึ้นครับ
การทำกิจ "ไถ่" ปวงสัตว์ เป็นกิจจากสวรรค์เพื่อฉุดช่วยสัตว์ในโลกมืด
ต่อไป ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่าสัตว์ในโลกนี้ ที่จำเป็นจะต้องได้รับความ
ช่วยเหลือมากเป็นพิเศษคือพวกที่อยู่ในอบายภูมิ ๔ ซึ่งมีพระกษิติครรภ์
ดูแลอยู่ อีกพวกหนึ่งคือ พวกที่ไม่ได้อยู่ในระบบภพภูมิทั้งสามนี้ และไม่
ได้มาจากต่างดาวหรือโลกธาตุอื่น แต่เป็นพวกที่หลบซ่อนผิดกฏสวรรค์
ในใต้ภาคพื้นโลกเรานี่เอง พวกเขาเหล่านี้มีมากมาย มีตั้งแต่ที่ยังมีกาย
ทิพย์เป็นเทพชั้นสูงๆ, ชาวพรหมโลกชั้นสูงๆ หรือแม้แต่พวกต่างดาว ที่
อับแสงไปแล้วกลายสภาพเป็นภาคมืดก็มีครับ ดังนั้น โลกจึงกลายเป็นที่
หลบซ่อนตัวของ "ผู้กระทำความผิดแล้วหลบหนีมา" มากมายครับ เรา
จึงต้องมีการร้องขอให้พระโพธิสัตว์ลงมาช่วยแก้ไขปัญหานี้ เหมือนคน
เรานี่แหละครับ บางครั้งทำผิดไปแล้ว ไม่รู้จะกลับหลัง, ถอยหลังกลับได้
อย่างไร? ทั้งยังถูกพลังภาคมืด ดึงดูดไปเรื่อยๆ ให้ถลำลึกไปเรื่อยๆ ดังนี้
จึงเป็น "กิจสำคัญ" มากทีเดียวครับ ที่เราจะมา "ไถ่จิตวิญญาณมืด" ที่
ถูกพันธนาการไว้กับภาคมืดเหล่านั้นให้เขากลับคือสู่ระบบสามภพดังเดิม
ท่านทั้งหลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพระผู้ไถ่และพระผู้ช่วยให้รอดกันเถิด
ต่อไป ท่านทั้งหลายที่บำเพ็ญบารมีมาดีแล้ว "บางท่าน" จะมีบารมี และ
มีความสามารถในการโปรดสัตว์แบบนี้ได้ "ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้" แต่
"ทุกคนก็เรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ ไม่ต่างกัน" คือ ทุกคนสามารถลอง
เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง จนถึงจุดที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็น "พระผู้ไถ่และผู้
ช่วยให้รอด" ได้ ทว่า แต่ละท่านก็มี "บารมีและกำลังจำกัด" บางครั้งก็
ไถ่จิตวิญญาณเขาได้ "ครั้งหนึ่งแล้ว" ทว่า เขามีเจ้าหนี้เยอะเหลือเกินก็
เลยช่วยเขาได้แค่ "ชั่วคราว" เท่านั้น ไม่นานก็มี "ภาคมืดที่เป็นเจ้าหนี้"
มาผูกพันธนาการเขาต่ออีก เลยไม่จบ ไม่สิ้นกันได้ มันทำได้แค่นั้นเอง ก็
เพราะเวรกรรมของแต่ละคนมีมากน้อยไม่เท่ากัน และบารมีของพระโพธิ
สัตว์เองก็มีไม่เท่ากัน จึงเป็นเช่นนี้เองครับ แต่อย่างไรเสีย แม้การช่วยให้
เขาได้รับการไถ่ ได้รับความรอด แค่เพียงชั่วขณะสั้นๆ ก็อาจทำให้เขาได้
มีโอกาสรับแสงธรรมและเกิดปัญญาได้เหมือนกัน ทว่า หลังจากนั้น เขาก็
ยังต้องกลับไปอยู่ในฐานะเดิม คือ ถูกภาคมืดพันธการอีกเช่นเดิม เอาละนี่
ไม่ใช่ความผิดอะไรหรือของใรคร แต่มันเป็นเช่นนี้เอง เราช่วยเราได้เท่านี้
ก็ไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าจะช่วยให้หลุดพ้นไปเลย, ได้มากกว่านั้น ก็ยิ่งดีครับ
เหล่าซอมบี้ทั้งหลาย เมื่อได้รับการปลดปล่อยแล้วจะมาอาศัยร่างคน!
ต่อไป เหล่าซอมบี้ (จิตวิญญาณมืดที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อย) เมื่อได้
รับการปลดปล่อยแล้ว พวกเขาจะมาครองร่างคนอยู่ เขาจะเลือกคนที่มี
พลังจิตต่ำๆ ก่อน ตามกำลังของเขาที่จะครอบงำได้ เช่น คนป่วย หรือผู้
เสพยาเสพติด ขาดสติอยู่ จากนั้นจะพัฒนาไปเรื่อยๆ เพื่อหา "ร่างใหม่"
ที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ตามกำลัง "ฤทธิ์ที่เพิ่มขึ้น" ของพวกเขา แต่ร่างที่ดีนั้น
ครอบงำได้ยาก จำต้อง "หาช่องโหว่" เช่น ถ้าเป็นพระ จะต้องยุยง, ดล
จิตดลใจให้หลงตัวเอง ให้ประมาทเข้าไว้ เมื่อประมาทพลาดพลั้ง ผิดศีล
มากๆ ก็กลายเป็น "ช่องโหว่, ช่องกรรม" เปิดให้พวกเขาเล่นงานพระผู้
นั้นได้ ยังมีอีกหลายวิธีมากที่พวกเขาจะเล่นงานผู้ที่มีพลังจิตสูงๆ หรือมี
สภาพร่างกายสมบูรณ์ มีบุญบารมีหล่อเลี้ยงตัวดีๆ เช่น การหลอกให้ได้
เสวยผลบุญมากจนเกินตัว สุดท้าย ไม่ทันรู้ตัวว่าบุญตนติดลบไปแล้ว ได้
กลายเป็นหนี้ภาคมืดไปแล้ว เมื่อไรไม่ทราบ (เคยโดนไหมครับ ที่เขามา
เก็บเงินอะไรเรามากมาย โดยเราไม่ทราบก่อน เช่น ค่าโทรฯ คุณเกินค่ะ)
อะไรแบบนั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำกันอย่างดีและเป็นระบบโดยภาคมืดนั่นเอง
เหล่าซอมบี้ทั้งหลาย "อัพเกรดตัวเอง" ให้มีฤทธิ์มากขึ้น ได้อย่างไร?
ต่อไป เมื่อเหล่าซอมบี้มาอยู่ร่วมกับร่างสังขารมนุษย์แล้ว หรือยังอยู่ใน
ขั้นตอน "รอเข้าร่างคนอยู่" หรือ "กำลังเลือก, กำลังหาอยู่" ก็ดี เขาก็
จะทำการ "อัพเกรดตัวเอง" ให้มีฤทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ไปอยู่ในพระ
พุทธรูป, เทวรูป, เครื่องรางของขลัง, พระเครื่อง, รูปภาพ, หรืออะไรก็
ได้ที่รองรับ "พลังจิตของมนุษย์ได้" เช่น ไมค์ร้องเพลง ก็ดี ก็ได้นะครับ
สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ก็ได้ครับ พวกเขาจะอาศัยเกาะอยู่ เพื่อรับพลังจิต
ของคนทั้งหลาย ทั้งยังเสริมความหลงให้คนเช่น ใช้ฤทธิ์เดชทำให้คนมี
เงิน, รวยขึ้น, ถูกหวยมากผิดปกติ ฯลฯ ก็จะก่อให้เกิด "วังวนแห่งความ
เชื่อที่หลงผิด" เชื่อแล้วได้ เชื่อแล้วเป็นจริงก็ยิ่งเชื่อแล้วซอมบี้ที่อยู่เบื้อง
หลัง ก็จะได้รับพลังจิตของคนไปเรื่อยๆ ต่อเนื่อง เลยกลายเป็นวังวนมืด
ไปครับ มันจะมีลักษณะคล้าย "ธรรมจักร" แต่มันไปคนละทาง ให้ผลไป
คนละอย่าง ธรรมจักรหมุนแล้วสว่างขึ้น แต่วังวนมืดหรือ "สวัสดิกะ" นั้น
จะหมุนแล้วยิ่งมืด ยิ่งดำ "พลังแห่งความมืดหลง" ยิ่งเข้ามามากขึ้นครับ
การไถ่จิตวิญญาณมืดออกมาจากภาคมืด บางครั้งก็ต้องแลกด้วย...
ต่อไป ในกระบวนการไถ่จิตวิญญาณมืด ที่ถูกพันธนาการโดยภาคมืด
นั้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ หรือมีปัญหากับภาคมืด (เช่น การปะทะ
กัน) จึงใช้สันติวิธีเช่น การแลกเปลี่ยนด้วยอะไรบางอย่างยกตัวอย่าง
เช่น พระเยซู ได้ใช้ชีวิตของท่านเอง เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนเพื่อไถ่เอา
จิตวิญญาณบาป จิตวิญญาณมืดในยุคนั้น ออกไปจากพันธนาการซึ่ง
ภาคมืด ต้องการแลกด้วยชีวิตของท่าน ให้ท่านตายไปจากโลกเพราะ
ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็จะได้รับการยอมรับจากคนมากมาย จนจะทำให้
พวกเขาสิ้นอำนาจไป พระเยซูก็จะกลายเป็น "ผู้นำคนใหม่ในยุคนั้น"
พวกภาคมืดต้องการมีอำนาจดังเดิม จึงให้ท่านตายบนไม้กางเขนเพื่อ
ให้พ้นๆ ไปเสีย ผลจากการแลกเปลี่ยนครั้งนั้น ทำให้พระเยซูไถ่เอาจิต
วิญญาณมืดมาได้มากมายเช่นกัน จึงกลายมาเป็นพระนามที่เรียกกัน
ว่า "พระผู้ไถ่" ในอีกฐานะหนึ่ง ที่มาของพระนามนี้ ก็เป็นไปดังกล่าว
การไถ่จิตวิญญาณมืดออกมาจากภาคมืด โดยการแลกด้วยบุญของตน
สุดท้าย ก็คือ การไถ่จิตวิญญาณมืดอีกวิธีที่ดีกว่าการแลกด้วยชีวิตครับ
ก็คือ การไถ่จิตวิญญาณบาป ด้วย "การแลกด้วยผลบุญ" ของเรา ถ้ามี
มากนะครับ หรือไม่เราก็ทำบุญไปเรื่อยๆ ตุนไว้ เพื่อเป็นคลังบุญในการที่
เราจะเบิกมาใช้ในการ "ไถ่จิตวิญญาณบาป" ซึ่งจะมี "จิตวิญญาณมืด"
ที่มาทำหน้าที่ "แลกเปลี่ยนกับเรา" อีกที ทั้งนี้ ถ้าจิตวิญญาณดวงนั้นๆ
ไม่ได้ติดหนี้ภาคมืดมากเกินไป หรือทำงานใช้หนี้ภาคมืดมานานแล้ว ก็
จะมีโอกาสไถ่เขาได้มากขึ้น เมื่อไถ่เขาแล้ว เขาจะมาอยู่กับเราๆ ก็ต้อง
ช่วยให้เขากำเนิดใหม่อีก ด้วยการชำระล้างจิตวิญญาณบาป นั่นเอง ที่
กล่าวเช่นนี้ ให้เข้าใจง่ายๆ นะครับ ไม่ใช่การเอาน้ำมาล้างจริงๆ หรือถ้า
คนที่มีพลังจิต, มีของทิพย์เป็นแจกันทิพย์ที่มีน้ำทิพย์ชำระจิตวิญญาณ
ได้ ก็สามารถทำได้ด้วยการ "สมมุติเอาน้ำมาล้าง หรือรดน้ำมนต์ ก็ได้"
อันนั้นได้เฉพาะท่านที่มีธรรมเอื้ออำนวยนะครับ ก็ใช้สมมุติทางโลก เช่น
น้ำ ชำระล้างได้เลย ทำพอเป็นพิธี เท่านั้น สำคัญอยู่ที่ "ใจ-พลังจิต" ที่
อยู่ข้างในต่างหากครับ เอาละ เรื่องการไถ่ยังมีอีกมากมาย เอาไว้แค่นี้ก็
พอนะครับ ท่านใดมีประสบการณ์จริง ก็เชิญเล่า, แลกเปลี่ยนกันได้ครับ
สวัสดีครับ ....
7 ต.ค. 2555
"เสียงจากนิรนาม"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
พลังแห่งการเชื่อมเป็นหนึ่งกับ "ตัวตนในอนาคต" ทำให้คุณสร้างอนาคตขึ้นได้ ณ วันนี้
ที่รัก เหล่าเด็กแซ่บทั้งหลาย หวังว่าท่านคงไม่แปลก
ใจที่เราเรียกท่านว่าอย่างนี้ เราติดต่อทานมาหลาย
ครั้งแล้ว เพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ เริ่มจากการคลาย
ความกังวลเรื่องภัยพิบัติมาจนถึงเรื่องภาระกิจใน
การเปลี่ยนโลกนี้ของท่าน ด้วยมือของท่านเอง ที่
ท่านไม่อาจหลีกหนีหรือปฏิเสธได้ เพราะทันทีที่ได้
ส่งท่านมาเกิดบนโลกนี้ การเกิดของท่านก็กระทบ
โลกแล้วในทันที ดังนั้น มันจึงเป็นหน้าที่ของท่านที่
จะนำทิศทางในการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ไปในทาง
ที่เจริญมากยิ่งขึ้น อนึ่ง ท่านคงสังเกตุเห็นได้ว่าเรื่อง
ราวที่เราได้ถ่ายทอดแก่ท่านหลังๆ จะยิ่งยากแก่การ
ยอมรับหรือเปิดใจรับมากยิ่งขึ้น และนี่แหละ วิธีการ
"เลื่อนระดับขึ้น" ของเรา ท่านจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราได้
บอกแก่ท่านเป็นเรื่องยากแก่การยอมรับของท่าน
มากขึ้น นั่น แสดงว่าเรากำลังจะพาท่าน "บินสูงขึ้น"
นั่นเอง เหล่านกน้อย ทั้งหลาย แต่อย่าได้กลัวลมพายุ
หรือความสูง เพราะในวันหนึ่งท่านก็ต้อง "โผบินเดี่ยว
ด้วยตัวเอง" สูงน่านฟ้าที่สูงขึ้นอยู่แล้ว
นี่หละ วิถีแห่งการเลื่อนระดับ มันย่อมพาท่านสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
เรื่องที่จะบอกแก่ท่านต่อไปนี้ นับเป็นเรื่องที่ยากต่อการเปิดรับ
อย่างมาก ท่านต้องมีระดับชั้นทางจิตวิญญาณที่ใกล้เคียงกับ
"ไอสไตน์" เลยทีเดียว เพราะเรากำลังพูดเรื่อง "ความจริงใน
มิติแห่งกาลเวลา" ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากต่อการเข้าใจในมิติที่ท่าน
กำลังเป็นอยู่ แต่ช่างเถอะ นกน้อยทั้งหลาย ถ้าเจ้าไม่กล้าโผ
บินในวันนี้ แล้วเจ้าจะกล้าบินด้วยตัวเองได้ในวันไหน ใช่ไหม?
เราขอปูพื้นฐานให้ท่านอย่างง่ายที่สุดเพื่อให้ท่านเข้าใจความจริงในมิติ
แห่งการเวลา เริ่มจากให้ท่านลองจินตนาการถึงเส้นจำนวน ท่านยืนอยู่
ณ จุด 0 เบื้องหน้าท่านไป เป็นบวกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ "อนาคต" ด้าน
หลังของท่านยาวไกลออกไป เป็นลบไปเรื่อยๆ ก็คือ "อดีต" ทีนี้ ตัวตน
ของท่าน "มีครบทุกมิติ" เรากำลังบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของท่าน ซึ่ง
ไม่ใช่สังขารเดียวที่ท่านแบกอยู่นี้ ตัวตนที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายหนึ่ง
เดียวกันนั้นจะมี "ตัวตนของท่านในอดีต" เราขอเรียกเขาว่า Shadow
เขามีหน้าที่เดินตามท่านเหมือนเงาตามตัว เพื่อให้ท่านสมบูรณ์ขึ้นในมุม
ของอดีต และยังมี "ตัวตนของท่านในอนาคต" เราขอเรียกว่า Shine
เมื่อใดที่ท่าน "ถอยหลัง" ท่านจะค่อยๆ ถูกกลืนไปกับ Shadow แต่ถ้า
ท่าน "ก้าวหน้า" ท่านจะค่อยๆ กลมกลืนไปกับ Shine ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็
คือ ตัวตนที่หลากหลายในมิติแห่งกาลเวลาของท่าน ทว่า ตัวตนที่หลาก
หลายเหล่านี้ ไม่ได้มีเพียง 3 ตัวตนเท่านั้น ให้ท่านลองจินตนาการว่ามี
เส้นทางเดินไปข้างหน้าของท่านมากมายเหมือนชุมสายรถไฟ และมีเส้น
ทางจากเบื้องหลังมาบรรจบที่ตัวท่านเหมือนชุมทางรถไฟเหมือนกัน ทุก
เส้นทางจะมี 1 ตัวตนประจำการณ์อยู่ หมายความว่า เมื่อใดที่ท่านเลือก
เส้นทางสายใดสายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคตก็ตาม ท่านจะได้รับ
การนำทางด้วย "ตัวตนในเส้นทางสายนั้นๆ" ซึ่ง "เขามีบทที่ต้องเล่นอยู่
แล้วอย่างชัดเจน" ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร ได้รับสิ่งใดบ้าง แตกต่างกัน
ไป ทั้งหมดมีอยู่แล้ว รอเพียง "ท่านเลือก" เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นตัวตน
ในอดีตตัวใด หรืออนาคตตัวใด ล้วนมีอยู่แล้วทั้งหมด เพราะท่านไม่อาจ
หนีตัวตนในอดีตที่ท่านทำทิ้งไว้ได้และเบื้องหน้าของท่านก็มี "ตัวตน" ใน
อนาคตที่รออยู่อีกด้วย หรือคือ ท่านไม่ได้เป็นคนแรกที่เดินทางสายนี้หรอก
มีตัวตนตัวใดตัวหนึ่งเสมอที่จะเดินนำหน้าไปรอท่านอยู่ก่อนแล้ว และเขาจะ
คอยส่องแสงนำทางท่านก็เพียงเท่านั้น เมื่อท่านเลือกเขา ท่านจะเชื่อมโยง
เป็นเสมือนหนึ่งเดียวกับเขา แต่ท่านอยู่ที่ปัจจุบัน ในขณะที่เขาอยู่ที่อนาคต
ในตัวของท่านมี "ตัวตนแห่งพลังงานเชิงซ้อน" ที่ซ้อนๆ กันอยู่ในสังขาร
และตัวตนเหล่านี้ สามารถเคลื่อนไปรอท่านในอนาคตที่เรียกว่า Shine ก็
ได้ ซึ่งถ้าเขาทำอย่างนั้น เขาก็จะกลายเป็นตัวตนในอนาคตหรือเดินทาง
ไปสู่อนาคตเพื่อรอส่องแสงสว่างให้แก่ท่าน (ซึ่งท่านอยู่ ณ ปัจจุบัน) ซึ่ง
เราเรียกกระบวนการนี้ว่า "การสร้างอนาคต" ด้วยส่วนเสี้ยวหนึ่งของตัว
ตนในปัจจุบัน หรือก็คือตัวตนแห่งพลังงานเชิงซ้อน บางตัวตนของท่านที่
เคยอยู่ ณ ปัจจุบัน ได้เคลื่อนไปสู่โลกแห่งอนาคต กลายเป็นตัวตนอนาคต
ที่รอคอยส่องแสงนำทางท่าน นั่นเอง และด้วยวิธีนี้ ท่านจึงกำหนดอนาคต
ได้ด้วยตนเอง ณ ปัจจุบัน ตัวตนที่เคลื่อนไปรอท่าน ณ อนาคตนั้น ก็จะวาง
แบบแผนชีวิตให้แก่ท่าน เพื่อให้ท่านเดินตามแสงสว่างที่เขาส่องลงมาให้
แต่ถ้ามี "ตัวตนแห่งพลังงานเชิงซ้อน" บางตัวตนของท่าน เลือกถอยหลัง
กลับไปสู่อดีต ท่านก็จะสามารถสร้างตัวตนตัวใหม่ในอดีตขึ้นมาได้ที่ชื่อว่า
"Shadow" นั่นเอง ในกรณีนี้ Shadow ที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น จะเดินตาม
ท่านเป็นเงาตามตัว เหมือนในอดีตบางอดีตของท่านที่ได้ "ปิดไปแล้ว" แต่
มันถูกสร้างขึ้นมาใหม่ด้วย "ส่วนหนึ่งของตัวตนปัจจุบันของท่าน" อีกครั้ง
หมายความว่า ในอดีตท่านได้ "ชำระล้าง" ตัวตนในอดีตตัวนี้สิ้นไปแล้วแต่
ปัจจุบัน ท่านได้สร้างตัวตนในอดีตตัวนี้ ให้ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และ
มันไม่ดีต่อท่านสักเท่าใดนัก เพราะมันจะคอยส่งพลังงานเชิงลบมากระทบ
ท่านที่ได้สร้างมันขึ้นมาเสมอ ทำให้ท่านต้องได้รับอุปสรรคในชีวิตมากมาย
หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ "คุณไม่ควรสร้างตัวตนในอดีตให้เกิดขึ้นมาอีก"
แต่ควร "สร้างตัวตนในอนาคตไว้เพื่อส่องนำทางคุณ" นั่นคือ การ
เลือกที่ฉลาดที่สุด ที่เราจะสามารถแนะนำแก่ท่านได้ อย่างไรหรือ?
ก็คือ การไม่ทำสิ่งใดที่จะทำให้ท่านเสื่อมต่ำลง "ซ้ำแล้วซ้ำเล่า" อีก
เพื่อไม่ให้ตัวตนในอดีตของท่าน ที่ผ่านการชำระล้างแล้ว ได้ฟื้นคืน
ชีพขึ้นมาตามหลอกหลอนท่านอีกครั้ง และการเลือกที่จะทำสิ่งที่นำ
พาท่านไปสู่ระดับที่สูงขึ้นอย่างหลากหลายตามความปรารถนา คือ
การเลือกทำสิ่งที่ดีที่ท่านคิดว่าเป็นเครื่องนำทางท่านได้ในอนาคตไว้
เพื่อวางแผนการเดินทางสู่อนาคต หรือคือกำหนดอนาคตด้วยตนเอง
นั่นเอง ดังนั้น "อย่าเดินตามเงา" ท่านจงหันหน้าเข้าหาแสงสว่างทั้ง
สร้าง "ขุมพลังแห่งแสงสว่าง" ขุมใหม่ๆ เพื่อไว้ส่องทางรอท่าน ใน
อนาคต นั่นเอง ทว่า ท่านจะจัดการอย่างไรกับ "พลังงานจากอดีต"
ที่มาจากตัวตนในอดีต (Shadow) ซึ่งคอยรบกวนและหลอกหลอน
ท่านอยู่เสมอดุจเงาตามตัว? วิธีที่ดีที่สุดคือ "การชำระล้างตัวตนนั้น
เสีย" เพื่อให้กำเนิดใหม่เป็น "ตัวตนแห่งอนาคตที่สว่างไสว" และด้วย
วิธีนี้เอง ท่านจึงกำจัดต้นตอของ "พลังงานเชิงลบจากอดีต" ให้หมด
ไปได้ หรือก็คือ การพยายามระลึกถึงความผิดพลาดในอดีตแล้วทำให้
กระจ่างเสีย หมดสิ้นเสีย ไม่ติดเป็นนิสัยเสีย ทำให้เกิดพฤติกรรมใหม่ที่
ดีกว่าเสีย ด้วยวิธีนี้เอง จึงทำให้ท่านควบคุมพลังงานในอดีตให้ดีขึ้นได้
นอกจากนี้ยังมีวิธี "ส่งพลังงานที่ดีไปสู่โลกอนาคต" เพื่อเตรียมพร้อมตัว
ท่านเองในอนาคต วิธีการคือ ให้ท่านเลือก Thought form ที่ง่ายและ
ชัดเจนที่สุด เพื่อนำทิศทางของท่านในอนาคต สร้างเสริมพลังให้แก่มัน
เพื่อให้มันชัดเจนและเป็นจริงได้ยิ่งขึ้น เช่น ระลึกถึง Thought form
รูป "ธนู" ให้ท่านลองจินตนาการว่า "เป้าหมายใน 10 ปีข้างหน้าของ
ท่าน" เป็นอย่างไร? ลองนึกมันให้เป็นภาพที่ชัดเจนเหมือนเห็นเป้าธนู
ตรงหน้าที่ไกลออกไป 10 ปีนั้น จากนั้น ให้มองภาพกว้างๆ รวมๆ ก่อน
เหมือนเป้าธนูใหญ่ๆ แล้วค่อยๆ เล็งไปยังจุดหมายที่ต้องการ คือ จุดที่ดี
ที่สุด เล็กแต่มีความสำคัญมากที่สุด เล็งจุดนั้นให้แม่นยำชัดเจน แล้วจึง
ระลึกว่าท่านซึ่งเต็มเปี่ยมพร้อมแล้วด้วยพลังแห่งความสว่างไสว ได้เป็น
ดังเช่นลูกธนู ที่พุ่งตรงไปข้างหน้านั้น ตรงไปยังเป้าหมายนั้น และตรงไป
ยัง "จุดที่สำคัญที่สุด" นั้น อย่างแน่วแน่ชัดเจน และมั่นใจยิ่ง ยิ่งท่านเห็น
ตัวตนของตัวเองในอนาคต อย่างหนึ่งอย่างใดได้ ให้ท่านเชื่อมโยงจนเป็น
หนึ่งเดียวกับตัวตนนั้นๆ ทันที นั่นก็คือ "เป้าหมายเชิงรูปธรรม" ของท่าน
พลังจิต ณ ปัจจุบันนี้ของท่าน จะนำพา นำทางท่านไปสู่ตัวตนแห่งอนาคต
ตัวนั้นๆ ที่ท่านได้เล็งเอาไว้เป็นเป้าหมายของท่าน ซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยพลัง
แห่งความสว่างไสวและความเชื่อมั่น เหมือนท่านศรัทธาเทพเจ้าองค์หนึ่ง
ท่านควรเชื่อมั่นและศรัทธาใน "ตัวตนแห่งอนาคต" ของท่านนี้ ดุจเช่นกัน
เคล็ดลับที่สำคัญสำหรับ "นักท่องกาลเวลา" คือ ท่านไม่ควรเดินตามเงา
ของตนเองและไม่ควรเป็นเงาของใคร เพราะเมื่อใดที่ท่านทำเช่นนั้น ท่าน
ก็ล้าหลังเต็มทนแล้ว แต่ท่านควรมุ่งหน้าไปสู่ "ตัวตนแห่งอนาคต" ซึ่งรอ
ท่านอยู่มากมายหลายแบบ การสัมผัสไปถึงตัวตนแห่งอนาคตทั้งหลายนี้
ทำให้ท่านเห็น "รูปธรรมที่เป็นไปได้ของท่านเองในอนาคต" ซึ่งมีทางไป
อยู่หลายทาง เมื่อเห็นดังนั้นแล้ว ท่านก็สามารถ "เลือก" ตัวตนในอนาคต
ตัวใดตัวหนึ่งได้ตามที่ท่านปรารถนาหรือถ้าหากท่านไม่พอใจ ท่านก็สร้าง
ตัวตนในอนาคตตัวใหม่ๆ ขึ้นมาแล้วส่งเขาไปรอท่านที่โลกในอนาคตแทน
ก็ได้ เช่นกัน สิ่งสำคัญในการเลื่อนระดับด้วยวิธีนี้คือ "ท่านควรท่องไปใน
โลกอนาคต" คือ ก้าวหน้าไปเสมอ ไม่ควรย้อนถอยหลังไปอีก ทว่า ตลอด
ระยะทางการเดินทางของท่าน ท่านไม่อาจจะเลือกได้เสมอไป และกาลทั้ง
สามจะปรากฏร่วมกันเสมอๆ มันจะประสานกันด้วยแสงที่สาดส่องตัวท่าน
(อนาคต) และเงาที่ตามหลังท่านมา (อดีต) และทั้งสามกาลนี้ปรากฏร่วม
กัน อย่างสมบูรณ์พร้อม ไม่มีขาดหายหรือบกพร่องไปเลย เพียงแต่ว่าท่าน
จะหันหน้าไปทางใด และมองเห็นสิ่งนี้อย่างไร? แน่นอนว่าในมิติที่ต่ำกว่านี้
ท่านยังเห็นอดีต, ปัจจุบัน และอนาคต ที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจนอยู่ดี
อนึ่ง ตัวตนในอดีตไม่ใช่ตัวตนที่เลวร้ายเสมอไป แต่ถ้าตัวตนในอดีตของ
ท่านกลายเป็นแสงสว่างเมื่อใด มันจะไม่ทำหน้าที่อดีตอีกต่อไปแล้ว มัน
จะถูกเลื่อนระดับให้ไปทำหน้าที่ใน "โลกอนาคต" เท่านั้น เช่นกัน ตัวตน
ในอดีตที่ไม่ดีนัก จะตกอยู่ในโลกอดีตยาวนานจนกว่าจะ กำเนิดใหม่ ได้
หรือบางครั้ง "ตัวตนในอนาคต" เอง หากมี "ส่วนที่มืดดำ" ก็อาจกลาย
เป็น "จุดกำเนิดใหม่ของตัวตนในอดีต" ทำให้ตัวตนในอดีต "ฟื้นคืนชีพ"
ขึ้นมาอีกครั้งก็ได้ ดังนั้น เราจึงกล่าวว่า "ตัวตนทั้งสามกาลปรากฏร่วมกัน
ได้เสมอ" และมันจะวนเวียนเกิด-ดับอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ทว่า
"ตัวตนเฉพาะในส่วนย่อยของท่าน" นั้นเอง จะเลื่อนระดับไปยังตัวตนใด?
ก็เท่านั้น หมายความว่าอย่างไร? อย่างนี้ สมมุติ ตัวตนในอนาคตที่ 1 ของ
ท่านจะเป็นเศรษฐี แต่ตัวตนในอนาคตที่ 2 จะเป็นข้าราชการ และตัวตนตัว
ที่ 3 (อนาคต) จะเป็นเกษตรกร ท่าน ณ ปัจจุบัน ได้สัมผัสถึงตัวตนทั้ง 3
นี้เรียบร้อยแล้วสมมุติว่าท่านเลือกตัวตนที่ 1 และท่านสามารถทำได้ ท่าน
ก็จะเลื่อนระดับไปสู่อนาคตแบบตัวตนที่ 1 นั้น แต่ถ้าเมื่อใดท่านเลื่อนระดับ
ไม่สำเร็จและเกิดภาวะ "เสื่อมต่ำ ถอยหลังไป" ท่านอาจมีตัวตนในอนาคต
ที่ไม่ได้เป็นแบบนี้เลย แต่จะเหมือนตัวตนในอดีตมากกว่า หรือก็คือ ท่านมี
สภาพเหมือน Shadow ของท่านเองในอดีต ท่านวนรอบซ้ำกลับไปรอย
เก่า และต้องได้รับแบบทดสอบเก่าเอามาทำใหม่ เหมือนสอบซ่อมนั่นเอง
การเล็งเป้าหมายที่ผิดพลาดเป็นอย่างไร? แน่นอนว่าไม่มีใครจะยิงธนูถูก
ตรงเป้าตลอดเวลา ย่อมมีสำเร็จและล้มเหลว การเล็งตัวตนในอนาคตของ
ท่านก็เช่นกัน บางครั้งท่านเล็งพลาด คือ ไม่มีตัวตนในอนาคตตัวใดที่รอ
ท่านอยู่ และจะทำให้สิ่งที่ท่านเล็งไว้เป็นความจริงขึ้นมาได้เลย? เพราะ
อะไรหรือ? เพราะท่านอาจประเมินตัวเองผิดไป เช่น ประเมินตัวเองต่ำไป
หรือสูงไปก็ได้ หรืออาจเพราะตัวตนในปัจจุบันของท่าน ได้เปลี่ยนอนาคต
ให้ท่านเองไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไร? เช่น การเคลื่อนย้ายพลังงานของ
โลกอนาคตมาสู่ปัจจุบัน ที่เรียกภาษาพื้นๆ ว่า "ยืมอนาคตมาใช้ก่อน" นี่
เอง เป็นตัวการณ์สำคัญมาก ที่เปลี่ยนแปลงตัวตนในอนาคตของท่านไป
อย่างที่เราแนะนำท่านแล้วว่าท่านควรส่งพลังที่ดีไปสู่โลกอนาคต ไม่ใช่
ให้ "ดึงเอาพลังในโลกอนาคตมายืมใช้ ณ ปัจจุบัน" เพราะนั่นเท่ากับว่า
ท่านได้กัดกร่อนทำลายโลกแห่งอนาคตและตัวตนในอนาคตของท่านเอง
ไม่ต่างจากการกู้ยืมเงินในอนาคตมาใช้ ณ ปัจจุบัน สุดท้าย ท่านหมุนเงิน
ผิดพลาด อนาคตของท่านจึงมืดมน และกลายเป็น Shadow หรือตัวตน
ในอดีตปรากฏรออยู่ในอนาคตแทน หรือก็คือ "ท่านถอยหลัง ล้าหลังลง"
อนึ่ง "ตัวตนในอนาคต" แต่ละตัวตนมีพลังงานจำกัดที่แตกต่างกัน เมื่อ
ท่านดึงเอาพลังงานจากอนาคตมาใช้ เหมือนท่านได้สูบลมออกจากลูก
โป่งแห่งอนาคตทีละน้อยๆ ท่านได้สมใจในปัจจุบัน แต่อนาคตของท่าน
ก็ไม่ต่างจาก "ลูกโป่งแฟ่บ" และรอคอยแต่จะสิ้นสภาพเท่านั้นเอง การ
ใช้พลังงานจากอนาคต ดึงมาสู่ปัจจุบันนั้น มีอยู่มากมาย เพราะความใจ
ร้อนอยากได้สมใจเร็วๆ อยากประสบความสำเร็จเร็วๆ นั่นเอง สิ่งนี้ทำให้
ปัจจุบันดูดีขึ้นมาก แต่มันทำลายอนาคตลงอย่างชัดเจน และทำให้ท่าน
เริ่มสูญเสียความสามารถในการ "เล็งอนาคต" เพราะมันเริ่มจะมืดมนลง
จนท่านไม่อาจเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนได้อีกต่อไปแล้ว ตัวตนแห่งอนาคต
ที่รอคอยท่านอยูนั้น ควรเป็นตัวตนแห่งความสว่าง กลับกลายเป็นตัวตน
แห่งเงามืดแทน (Shadow) เมื่อนั้น วิกฤติแห่งโลกอนาคตของท่านได้
เริ่มขึ้นแล้ว และทำให้ท่านได้แต่รอวันก้าวเข้าสู่ความหายนะอย่างเดียว
บางครั้ง ท่านอาจรู้สึกว่าตนเองเหมือนตัวตนในอดีต สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เสมอ
เพราะแท้แล้ว "อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต" เหมือนวงกลมที่บรรจบกันเท่านั้น
เอง เมื่อท่านเดินทางไปสู่อนาคตแล้ว ท่านยังปรากฏมีตัวตนแห่งอดีตเกิด
จากท่านได้อีก วนเวียนเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตัวตนเหล่านี้จะเกิดและดับไป
เรื่อยๆ ส่วนท่านเองจะเคลื่อนไปสู่ตัวตนแบบใด? หรือหลุดออกจากตัวตน
ทุกแบบ ไม่ต้องเวียนวนอยู่ต่อไปอีก ก็เป็นได้ แต่นั่นเฉพาะส่วนย่อยที่เป็น
ตัวตนของท่าน เท่านั้น ส่วน "เครือข่ายแห่งตัวตนหลายมิติ" เหล่านั้น จะ
ยังคงมีตัวตนครบทุกตัวตน ที่พร้อมรับบทเดิมๆ เล่นบทเดิมๆ ต่อไปเสมอๆ
เพื่อให้ท่านเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ขออุปมาเหมือนสระน้ำหลายๆ สระเป็นเช่น
"ตัวตนในอดีต, ปัจจุบัน หรืออนาคต" ของท่าน ตัวใดตัวหนึ่ง (ต่อ 1 สระ)
ท่านเป็นเหมือนปลาที่ว่ายไปมาได้ทั้งหมดทุกสระ แต่ละสระมีคลองเชื่อมที่
เชื่อมโยงถึงกันอยู่ บางครั้งท่านว่ายไปอนาคตจนสุดแล้ว วนกลับมาอดีต
อีก ก็ได้ (จินตนาการว่าคลองเชื่อมโยงกันเป็นวงกลม แต่มีสระมากมายที่
อยู่ระหว่างคลองเต็มไปหมด) ดังนั้น ท่านจึงสามารถเวียนว่ายไปได้ในทั้ง
อดีต, ปัจจุบัน และอนาคต และสิ่งเหล่านี้ ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้เสมอ
11 พ.ค. 2555
"เสียงจากจักรวาล"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
ถึงเวลาเปลี่ยนโลกจาก "หลายมิติที่เหลื่อมซ้อน" เป็น "มิติเดียวที่สูงขึ้น"
ที่รักทั้งหลาย หวังว่าท่านคงไม่ปฏิเสธและไม่แก้ตัว
ว่าท่านไม่มีส่วนทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง แน่
นอน มันเป็นไปไม่ได้หรอก ที่จะควบคุมให้สิ่งที่อยู่
ในจักรวาลนี้ "ไม่ส่งผลกระทบต่อกันเลย" ดังนั้น
การเกิดและดำเนินชีวิตอยู่ของมนุษย์บนโลก ล้วน
ส่งผลต่อโลกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไป อย่างหนึ่ง
อย่างใดเสมอ แม้ท่านไม่มีความอยาก หรือว่าไม่มี
เจตนา แต่แค่การที่ท่านได้เกิดมาบนโลก ท่านก็มี
ส่วนร่วมในการทำให้โลกนี้เปลี่ยนแปลงแล้ว ดังนั้น
ท่านจึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า "ท่านกำลังเปลี่ยนแปลง
โลกด้วยการกระทำของท่านเอง" การกระทำของ
ท่านทุกๆ อย่าง ล้วนมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงโลก
แต่ว่า "ที่รัก" เราไม่ได้โทษท่านเลย แม้แต่น้อย ...
ทุกอย่างล้วนเป็นไป อย่างที่มันเป็นอยู่แล้ว อย่างที่เรา
บอกท่าน "ท่านสามารถเลือกได้" เลือกให้ตัวท่านเป็น
และเลือกให้โลกนี้เป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับการ
กระทำของท่านนั้นเอง ดังนั้น เพื่อให้ท่านเข้าใจถึงการ
กระทำของท่านที่ส่งผลกระทบต่อโลก เราจึงต้องอธิบาย
ถึงสภาวะของโลกในมุมมองที่ท่านยังเข้าไม่ถึง และเพื่อ
ให้ท่านเข้าถึงในระดับต้น ก่อนที่จะเข้าถึงด้วยการเลื่อน
ระดับด้วยตัวของท่านเองต่อไป ซึ่งเราจะอธิบายต่อไปนี้
โลกของท่านคือ "น้องสุดท้อง" ของระบบ "สุริยจักรวาล" นี้
เพราะก่อนน้องคนเล็กคนนี้จะได้เกิดมาในระบบสุริยจักรวาล
เราเคยได้ให้กำเนิดมนุษย์ดาวดวงอื่นๆ ในระบบสุริยจักรวาล
ขึ้นมาก่อนแล้ว แต่การทดลองนั้น "ไม่สำเร็จ" และผลของมัน
ก็คือ "การทำลายล้าง" เพื่อยุติกระบวนการที่ผิดพลาดนั้นๆ
แน่นอน เรากำลังพูดกับท่านในระดับมิติที่ต่ำลง ว่ามันผิดพลาด
แต่ในมิติที่สูงขึ้นนั้น "ไม่มีความผิดพลาดใดเลย" และโลกของ
ท่านก็ไม่ใช่น้องคนเล็ก แต่เป็น "ลูกคนเดียวของเรา" ที่เรารักที่
สุด และเตรียมพร้อมเพื่อให้เขาได้กำเนิดขึ้นมาอย่างดีที่สุด ดังนี้
เราจึงต้องให้กำเนิดพี่ของเขาขึ้นมาก่อน เพื่อรองรับความสมบูรณ์
พร้อมของโลกใบนี้ นั่นคือ ดาวดวงอื่นๆ และสิ่งมีชีวิตในดาวดวงนั้น
"ในระบบสุริยจักรวาล" นี้ ได้ถือกำเนิดมาก่อนโลกของท่านทั้งหลาย
เมื่อถึงวาระหนึ่ง ดาวดวงนั้นและมนุษย์ในดาวดวงนั้นได้รับการจัดส่งมา
ยังโลกใบนี้ เพื่อสร้างโลกใบนี้ให้ "สมบูรณ์ที่สุด" เท่าที่จะพอเป็นไปได้
นั่นหมายความว่าการกำเนิดขึ้นของพวกมนุษย์ดาวดวงอื่นๆ และสิ้นไปนี้
ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นไปเพื่อการเกิดใหม่ของโลกนี้ หรือก็คือขั้น
ตอนขั้นต้นของการเตรียมความพร้อมแก่โลกใบนี้ เมื่อพวกเขาไม่อาจจะ
อยู่ในดาวของเขาได้ พวกเขาก็ได้รับการจัดส่งายังโลกใบนี้ "นานแล้ว"
พวกเขากลายเป็น "พี่เลี้ยง ผู้อยู่เบื้องหลัง" ของมนุษย์และโลกใบนี้มา
นานแสนนาน ผู้คอยป้อนวิทยาการของพวกเขาซึ่งไปไม่ถึงที่สุด ให้แก่
มนุษย์และโลก เพียงหวังว่ามนุษย์โลกนี้ จะพัฒนาวิทยาการเหล่านั้นไป
ให้ถึง "จุดสูงสุดของวิวัฒนาการ" หรือ "ระดับสากลจักรวาล" นั่นเอง
ผลจากการเข้ามาของมนุษย์ดาวอื่นๆ หลายดาว รวมกันอยู่บนโลกใบนี้
ทำให้โลกใบนี้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "หลายมิติที่เหลื่อมซ้อน" กันอยู่ และมัน
ไม่อาจรวมกันได้เป็นมิติเดียว หรือโลกใบเดียวกัน มันจึงเหมือนโลกใบเล็ก
ที่แอบซ่อนอยู่บนโลกใบนี้ ในลักษณะที่ว่า "โลกใบเล็กของใครของมัน"
ลองจินตนาการถึง "พวงองุ่น" ดู โลกที่ดูเต็มใบของท่านนั้นมีมิติต่างๆ ที่
เหลื่อมซ้อนกันอยู่ ราวกับผลองุ่นมากมายนั้น มีโลกใบเล็กมากมายที่ถูก
สร้างขึ้นด้วยพลังพิเศษ ในมิติที่ตาเปล่าของท่านมองไม่เห็น แต่มีอิทธิพล
ต่อชีวิตและการดำเนินชีวิตของท่าน จนแม้ว่าท่านจะมองมันไม่เห็น แต่มัน
ก็แสดงผล แสดงความจริงเชิงประจักษ์ต่อท่านได้อย่างชัดแจ้งและชัดเจน
ทว่า "โลกหลายมิติที่เหลื่อมซ้อน" เหล่านี้ ยังไม่ใช่ที่สุดของวิวัฒนาการ
หรอกนะ มันยังอยู่ในขั้นตอนที่เรียกว่า "การตระเตรียม" เท่านั้นเอง และ
เมื่อทุกอย่างที่ต้องการ องค์ประกอบ, วัตถุดิบทุกอย่างพร้อมแล้ว ขั้นต่อไป
ก็คือ "การปรุงใหม่" เพื่อปรับสภาพโลกของท่านจากโลกในสถานภาพที่
เรียกว่า "หลายมิติที่เหลื่อมซ้อน" ให้กลายเป็น "โลกใบเดียวกันในมิติที่
สูงขึ้น" หรือก็คือ "การเลื่อนระดับของโลกสู่ระดับสากลจักรวาล" นั่นเอง
ดังนั้น ในระหว่างการดำเนินการนี้ (ซึ่งผู้กระทำทั้งหมดล้วนเป็นมนุษย์โลก
นั่นเอง) เราจำเป็นต้องอธิบายถึง "จุดเริ่มต้น ณ ปัจจุบันของโลก" ที่บอก
แก่ท่านว่าคือ "โลกหลายมิติที่เหลื่อมซ้อน" และ "จุดสุดท้าย เป้าหมายที่
ต้องไปให้ถึง" ที่บอกแก่ท่านแล้วว่าคือ "โลกใบเดียวในมิติที่สูงขึ้น" สอง
อย่างนี้ต่างกัน และยังมีระยะทางแห่งการดำเนินไปในแบบที่ซับซ้อนและ
ยุ่งเหยิงในความคิดของท่าน แต่มันคือ "เป็นไปอย่างธรรมชาติที่ไม่ถูกบีบ
บังคับ" สำหรับเรา ระยะทางนั้นยังอีกยาวไกลพอสมควร เราจึงต้องกล่าว
แก่ท่านก่อนถึงจุดเริ่มต้น (Start) และเป้าหมายปลายทาง (เส้นชัย) ให้
ชัดแจ้งชัดเจน เพื่อนำทางท่านให้ก้าวเดินไปพร้อมๆ กับเราอย่างสง่างาม
เพื่อให้ท่านเข้าใจถึงสถานภาพที่เรียกว่า "โลกหลายมิติที่เหลื่อมซ้อน"
ได้ชัดเจนขึ้น เราจะขออธิบายรายละเอียดเหล่านั้นในเชิงรูปธรรมให้ชัด
ขึ้นไปอีก เพื่อให้ท่าน "เห็นโลกของท่านอย่างเต็มตา" และตื่นแจ้งโลก
นี้เสียที กล่าวคือ โลกของท่านไม่ได้เป็นโลกที่มีมิติเดียวและเปิดกว้างให้
มนุษย์ทุกคนเข้าถึงซึ่งกันได้ แต่มันถูก "สนามพลังอำนาจแห่งการแบ่ง
แยก" แบ่งโลกใบเล็กๆ ออกจากกัน ให้เป็นโลกเฉพาะกลุ่มของใครของ
มัน ที่คนนอกไม่อาจเข้าถึงได้ นอกจาก "จะถูกทำให้เปลี่ยนสภาพเป็น
พวกเดียวกัน" เสียก่อน นั่นคือ มนุษย์โลกใบนี้ ที่ถูก "โลกใบเล็ก" กลืน
ไป เขาก็ได้สูญเสียธรรมชาติดั้งเดิมของเขาไปแล้ว เขาถูกทำให้เปลี่ยน
ไป เป็นสิ่งใหม่ ซึ่งไม่ใช่ "การกำเนิดใหม่" ในแบบที่สากลจักรวาลต้อง
การ แต่เป็นการถูกกระทำใหม่ ให้กลายเป็นอีกแบบหนึ่งตามความต้อง
การของ "โลกใบเล็ก" นั้น มนุษย์มากมายถูกทำเช่นนี้ จึงอยู่ในโลกใบ
เล็กนั้นได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ โลกแห่งวงการบันเทิง ใช่ว่าจะเปิดกว้างให้
คนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสรี ใช่หรือไม่? ท่านจะกลายเป็น "คนบันเทิง"
ได้ ท่านก็ต้องผ่าน "กระบวนการสร้างใหม่" ในแบบของวงการบันเทิง
นั้น เพื่อให้ท่านกลายสภาพเป็น พวกเดียวกัน ก่อน ท่านจึงจะเข้าไปได้
ทว่า โลกใบเล็กที่มีกำแพงกั้น และขาดซึ่งเสรีแห่งการเข้าถึงนั้น มีมาก
มายเหลือเกิน เรียกว่า "โลกของใคร โลกของมัน วงการใคร วงการมัน"
ใช่ไหม ขออภัยที่เราต้องกล่าวด้วยระดับภาษาที่ต่ำลงเช่นนี้ เพื่อให้ท่าน
ที่อยู่ในมิติที่ต่ำกว่าได้เข้าใจอย่างแท้จริง ถึงโลกของท่านที่กำลังเป็นอยู่
และโลกหลายมิติที่เหลื่อมซ้อนกันนี้เอง เป็นจุดเริ่มต้องของการแบ่งแยก
ที่ย่อยลงมากขึ้น, ความขัดแย้ง ที่รุนแรงมากขึ้น, การกระทบกระทั่ง ที่มี
มากขึ้นทุกขณะ ฯลฯ และท้ายที่สุดคือ มนุษย์โลกขาดความเข้าใจซึ่งกัน
และกัน ขาดการเรียนรู้อย่างรอบด้านและเปิดกว้าง การถ่ายทอดความคิด
และวิทยาการระหว่างมนุษย์ก็มี "กำแพงกั้น" และท้ายที่สุดคือ "ไม่อาจ
ที่จะเลื่อนระดับสู่สากลจักรวาลได้" นั่นเอง เราจึงบอกว่ามันยังไม่ใช่สิ่งที่
เรียกว่า "วิวัฒนาการสูงสุดของโลกนี้" ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะมันคือ
ขั้นตอนการเตรียมการ เท่านั้นเอง มาถึงตรงนี้หวังว่าท่านคงเข้าใจขึ้นแล้วนะ
ต่อไป เราจะขออธิบายความหมายของคำว่า "โลกใบเดียวในมิติที่สูงขึ้น"
ไม่ยากเกินความเข้าใจของท่าน คำว่า "โลกใบเดียว" (One World) ก็
คือ โลกที่ไม่มีโลกใบเล็กของใครของมัน ที่แบ่งแยก ที่แยกย่อยให้มนุษย์
แยกออกจากกันด้วย กำแพงกั้น, การกีดกัน, มาตรการอันเป็นอุปสรรคฯ
หรือสิ่งอื่นใด อันจะจำกัดซึ่งสิทธิเสรีภาพแห่งการเข้าถึงของ "ผู้มีความ
พร้อมในการเข้าถึง" ซึ่งนั่นหมายความว่า "ก่อนเข้าถึง" เขาจะได้รับการ
เตรียมความพร้อมด้วย หรือค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่บันไดแห่งความเป็นหนึ่งเดียว
กันอย่างค่อยเป็นค่อยไป "ทีละขั้น" เพื่อให้ท่านทั้งหลาย ปรับตัวได้ทัน
อีกคำหนึ่ง คำว่า "โลกในมิติที่สูงขึ้น" ก็คือ โลกที่วิวัฒนาการตัวเองขึ้น
ไปสู่ระดับที่เรียกว่า "สากลจักรวาล" นั่นเอง ในมิติที่สูงขึ้นนี้ มนุษย์โลก
จะมีความคิด, มุมมอง, โลกทัศน์ ฯลฯ ที่เปลี่ยนไปในทางที่พัฒนาขึ้นคือ
การมองเห็นภาพใหญ่ ภาพกว้างร่วมกันมากขึ้น การปลดตัวเองออกจาก
หลุมบ่วงแห่งพันธนาการ อันเป็นกับดักที่ขวางกั้นความเป็นหนึ่งเดียวกัน
ได้มากขึ้น, การไม่แบ่งแยกเพื่อยึดติดในตัวตนและความเอ็นอัตลักษณ์
เฉพาะกลุ่มย่อยของตนเอง จนขัดขวางการพัฒนาโดยรวม ได้มากขึ้น
และความเปลี่ยนแปลงอีกมากมายหลายอย่าง เช่น การผสมผสานของ
วัฒนธรรม ก็มีมากขึ้นด้วย การผสมผสานของเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ การเกิด
ขึ้นของลูกครึ่ง และเด็กสายพันธุ์ผสม ก็มากขึ้นด้วย การร่วมมือกันในด้าน
ต่างๆ เช่น ด้านการค้า, ความมั่นคง, การศึกษา, การพัฒนาเส้นทาง ฯลฯ
ล้วนเพิ่มมากขึ้นด้วย นี่คือองค์ประกอบที่ไม่สำคัญแต่เป็นรูปธรรมที่เห็นได้
ชัดเจนที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ "จิตวิญญาณที่เลื่อนระดับสูงขึ้น"
ของมนุษยชาติมวลรวม (จะมีการใช้ Soul Ascension of Humanity
Productivity หรือ SAHP แทนที่จะมุ่งเน้นแต่ GDP) ซึ่งคือเป้าหมาย
ท้ายที่สุดของมนุษย์ ที่มนุษย์โลกจะพึงปรารถนาและเพียรพยายามถึงได้
ใช่แล้วที่รัก โลกในยุคใหม่ของพวกเราจะแซ่บ (SAHP) มากขึ้น ไม่ใช่
เน้นแต่ GDP มากขึ้นตามแนวคิดเก่าอีกต่อไป และพวกเราทั้งหลาย ก็คือ
"เด็กแซ่บ" (SAHP leader) รุ่นแรกๆ เลยทีเดียว ดังนั้น เราจึงต้องทำ
การเตรียมความพร้อมให้แก่ท่านทั้งหลายเพราะท่านคือ "รุ่นแรก รุ่นเดอะ"
ของโลกยุคใหม่ หรือตัวต้นแบบแห่งโลกอนาคต สำหรับคนในยุคปัจจุบันนี้
และเพื่อให้ท่านแซ่บ (SAHP) ยิ่งขึ้น การเลื่อนระดับของท่านจึงเป็นเรื่อง
จำเป็นพื้นฐานที่ท่านจะต้องผ่านให้ได้ ท่านจึงจะสามารถเป็นต้นแบบของ
มนุษย์โลกในยุคใหม่ มนุษย์โลกแห่งอนาคตได้ ดังนั้น กระบวนการพื้นฐาน
คือ การปลดปล่อย, ชำระล้าง และการกำเนิดใหม่ สามอย่างนี้ ประกอบกัน
ไปสู่ "การเลื่อนระดับ" ของท่านทั้งสิ้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยเฉพาะใน
กระบวนการ "ชำระล้าง" ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกๆ ของการกำเนิดใหม่จะช่วย
ให้ท่านผ่านด่านในแต่ละด่านได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นและการ "กำเนิดใหม่"
ที่หากมันเกิดขึ้นแก่ท่านหนึ่งครั้งแล้ว อย่าได้ลังเลสงสัย จงเดินหน้าต่อไป
สู่ "การกำเนิดใหม่ซ้ำหลายๆ ครั้ง" เพื่อการเลื่อนระดับอย่างไร้ขีดจำกัด
ของท่านเอง และยกระดับถึงจุดสูงสุด คือ "ระดับสากลจักรวาล" ให้ได้
ที่รักเหล่าเด็กแซ่บ (SAHP) ทั้งหลายอย่าได้ลังเลสงสัยหรือชักช้าอีกเลย
เพราะเวลานี้ ทุกท่านบนโลกก็ล้วนเดินหน้ามุ่งสู่กระบวนการนี้ และท่านยัง
ต้องแข่งขันกันเองในระดับมิติที่ต่ำลงอีกด้วย (ในระดับมิติที่สูงขึ้นก็ไม่ต้อง
แล้ว) ดังนั้น ท่านไม่ได้เดินเพียงผู้เดียวอีกต่อไป และเราไม่ได้เลือกท่านแต่
เพียงผู้เดียวอีกต่อไป ทุกคนล้วนอยู่ในกระบวนการเลื่อนระดับทั้งสิ้น ดังนั้น
เมื่อโอกาสทองมาถึง จงอย่าได้ช้า จงรีบคว้ามันไว้ แล้วโผบินไปพร้อมกัน!
ไม่มีอะไรที่ต้องคิดและไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดเลย จงใช้ "ใจ" ของท่าน
เมื่อใดที่ท่านใช้ใจเป็น ท่านย่อมไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของใจ ไม่ถูกใจบงการ
ไม่เป็นคนที่เรียกว่า "ตามใจตนเอง" แต่เป็นคนที่เรียกว่า "มีพลังใจอันยิ่ง
ใหญ่" นำพาชีวิตไปสู่ระดับที่สูงขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัดและอย่างอิสระเสรี
จริงอยู่ "ความคิด" อาจมีความจำเป็นบ้าง แต่ก็เพียงในระดับมิติที่ต่ำมาก
เท่านั้น แต่ในระดับมิติที่สูงขึ้นนั้น ท่านไม่จำเป็นต้องคิดเลย เพราะท่านรู้ได้
โดยไม่ผ่านการคิด ไม่ผ่านสมอง แต่จะผ่านจิตและใจของท่านเองโดยตรง
นั่นแสดงว่าท่านได้เลื่อนระดับสู่มิติที่สูงขึ้นบ้างแล้ว ได้พ้นบ่วงได้พ้นกับดัก
ของมิติที่ต่ำนั้นได้แล้ว สิ่งต่างๆ จะง่ายยิ่งขึ้นและง่ายยิ่งขึ้น มันล้วนดำเนิน
ไปบน "วิถีทางแห่งความเรียบง่าย" ทั้งสิ้น ลดความซับซ้อนและยุ่งเหยิง
ลง เมื่อใดที่มันเริ่มซับซ้อนและยุ่งเหยิง แสดงว่ามัน "ยิ่งแก้กลับยิ่งผูกมัด"
เสียแล้ว นั่นแสดงถึงว่าท่านดำเนินไปผิดทางอย่างยิ่ง "หยุด" เสียก่อนจึง
ค่อยๆ เกิดความสว่างขึ้นมาอีกครั้งได้ ก่อนที่จะผูกมัดพันธนาการไปมาก
กว่านั้น การหยุดจะช่วยท่านได้อย่างดีที่สุดก่อนที่จะสายเกินไป "หยุดซะ"
ท้ายที่สุดนี้ ที่รักเหล่าเด็กแซ่บทั้งหลาย กระบวนการเปลี่ยนโลกกำลังเดิน
หน้าไปในทางที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้นทุกขณะแล้ว หลังจากเราปล่อยให้ท่าน
ได้ "ลองผิด-ลองถูก" ตามแบบความคิดของท่านเองมานาน ต่อไปนี้ มัน
จะมี "ทิศทางที่ถูกต้อง" มากยิ่งขึ้นและการขับเคลื่อนที่หลากมิติมากขึ้น
ใช่แล้ว มันไม่ใช่การขับเคลื่อนทางเดียวในแบบตามแนวแกน X อีกต่อไป
แต่ มันถูก "ขับเคลื่อนพร้อมๆ กันในทุกมิติ" เหมือนการเล่นลูกคิวบิค ที่มี
การหมุนพร้อมๆ กันในทุกด้าน โอ ที่รัก มันยากเกินกว่าท่านจะจินตนาการ
ได้ แต่ท่านจะเห็นมันเพียง "ความยุ่งเหยิงอลหม่าน" (หรือภาวะ Chaos)
เท่านั้น ทว่า นั่นแหละ คือ "วิถีของการขับเคลื่อนในทุกมิติ พร้อมกัน" ซึ่ง
ยากนักที่ท่านจะได้พบเจอ จงเตรียมตัวให้พร้อม เหล่าเด็กแซ่บ ทั้งหลาย
สิ่งที่ท่านจะได้เห็นและเรียนรู้ต่อไปนี้ มันจะไม่มีให้เห็นบนโลกบ่อยครั้งนัก
ท้ายที่สุดนี้ ขอจงใช้ช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดให้สมกับการรอคอยของท่านเถิด
10 พ.ค. 2555
"เสียงจากจักรวาล"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
ร่วมสร้างตำนาน "ปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้น" พร้อมกันทั่วโลกได้แล้วครับ
โอ้แม่เจ้า ! แล้วเรื่องเหลือเชื่อที่ไม่น่าเชื่อ
ว่าจะเกิด จะมีได้บนโลกนี้ มันก็เริ่มเกิดขึ้น
แล้ว ไม่นะ ไม่ ผมไม่ได้หมายถึงเรื่อง "ภัย
พิบัติ" อะไรนั่น เพราะจิตใจของผม สนใจ
โลกในด้านดีมากกว่า (แม้ว่าทราบเรื่องภัย
พิบัติด้วยก็ตามที) เพราะคุณบางคนอาจจะ
มองแต่เรื่องไม่น่าเชื่ออย่างภัยพิบัติ ซึ่งเป็น
มุมมองที่ค่อนข้างเป็นลบ ท่านจึงยังไม่เห็น
มุมมองการเปลี่ยนแปลงที่เป็นบวกไงละครับ
เอาละ เดี๋ยวหาว่าผมโม้ เพราะผมไม่ได้โม้
ครับ ลองดูให้ดีสิ โลกของคุณมีการเปลี่ยน
แปลงบางอย่างที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ มันก็
เกิดขึ้นแล้ว เช่น คนธรรมดาๆ กลายเป็นคน
ที่โด่งดังได้ชั่วข้ามคืน, ดารา-นักร้อง ไม่ใช่
คนที่โดดเด่นที่สุดอีกต่อไป คนธรรมดาๆ นั่น
แหละที่กำลังได้รับความนิยม นี่หละ ที่ผมจะ
เรียกมันว่า "ปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่" ซึ่ง
มันเป็นไปได้ยาก และไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย
ทว่า มันก็เป็นไปแล้ว อย่างไรละ ก็มาดูกันครับ
พลังงานจำนวนมากที่ได้รับการปลดปล่อยออกมากำลังจะเปลี่ยนโลกใบนี้
อย่างแรกผมกำลังจะบอกคุณว่า "พลังงานจำนวนมาก" ซึ่งคุณก็สามารถ
รับได้อย่างอิสระ ไม่จำกัดด้วยเหตุปัจจัยใดๆ พลังงานมากมายเหล่านั้น ได้
รับการปลดปล่อยออกมาแล้วจาก "ดาวโลก" ดวงนี้ก็ดี หรือว่ามาจากต่าง
ดาว ก็ดี พลังงานทั้งหลาย มากมายเหล่านั้น ได้มาถึงโลกของคุณแล้วใน
ระดับที่ "เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน" ถึงปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในโลก
ของคุณ มันคืออะไรหรือ? เช่น การที่วงการบันเทิง, กีฬา ฯลฯ เดิมๆ ไม่ได้
โดดเด่นหรือมีบทบาทสูงสุด แต่มันเปลี่ยนไปกลายเป็นโอกาสใหม่ๆ ให้คน
ธรรมดาๆ หน้าใหม่ๆ ได้เข้ามาแสดงบทบาทที่โดดเด่นยิ่งกว่า ซึ่งคุณอาจ
ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ว่า คนธรรมดาๆ
บางคน จะแสดงพลังของพวกเขา ให้ผูคนมากมาย ได้เห็นเป็นที่ประจักษ์
ชัดได้อย่างไร? เอาละ ผมกำลังจะบอกว่าพวกเขา ต้องฝึกฝนตัวเองก่อน
มากมาย เพื่อรอโอกาสนี้ ที่จะได้รับ "พลังพิเศษ" เพิ่มเข้าไป ซึ่งปกติ จะ
มีแต่ "คนในวงการ" นั้นๆ เท่านั้น ที่เข้าใจ เข้าถึง วิธีรับพลังพิเศษเฉพาะ
นั้นๆ เช่น คนในวงการบันเทิง ก็จะวิธีทำอย่างไรจึงจะขึ้นเวทีแล้วโดดเด่น
พวกเขาก็จะถ่ายทอดให้คนในวงการด้วยกัน ทำต่อๆ กันมา ทว่า ตอนนี้
มันไม่ใช่แล้วเพราะ "คนธรรมดา" ก็ทำได้? เพราะอะไร เพราะพวกเขามี
ความพร้อม ฝึกฝนตัวเองมาอย่างดีและได้รับพลังพิเศษเหล่านั้นไปนั่นเอง
คนธรรมดาๆ อย่างคุณ "ทุกคน" ก็สามารถรับพลังพิเศษได้ ถ้าคุณพร้อม
ต่อไปผมอยากจะบอกคุณว่า คนธรรมดาๆ อย่างเราๆ ท่านๆ ก็สามารถรับ
พลังพิเศษเหล่านั้นได้เช่นกันครับ มันมีมากมายเลย และพร้อมให้ทุกท่าน
ได้ ไม่ต้องแก่งแย่งกันเลยครับ ขึ้นอยู่กับว่า "คุณพร้อมหรือไม่" ก็เท่านั้น
เอง และนี่คือ "ช่วงเวลาแห่งโอกาสทองที่หาไม่ได้อีกแล้ว" ของทุกๆ คน
ในโลกใบนี้ครับ ผมขอย้ำนะครับว่า "ทุกๆ คนเท่าเทียมกัน" แม้ว่าคุณจะ
เป็นแค่ "คนธรรมดาๆ" ที่ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรพิเศษเลย ไม่มีใครรู้จักมา
ก่อนเลยก็ตาม ทว่า คุณสามารถรับพลังพิเศษที่ไม่ธรรมดานี้ได้ และคุณ
ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ "ตำนานใหม่" ของโลก โลกในยุคที่ทำให้มี
ปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่
มันจะเป็นความจริงด้วย "มือของทุกคนครับ" คุณลองดูให้ดีสิ พวกเขา
เหล่านั้นก็ "ล้วนเป็นคนธรรมดาๆ" ที่ดูธรรมดามาก บางคนดูเหมือนมีปม
ด้อยด้วยซ้ำไป ทว่า ทำไม พวกเขาจึงสามารถแสดงบทบาทของตนเอง
ออกมาได้อย่างไม่ธรรมดา ใช่ไหมละครับ ไม่ว่าจะเป็นคนที่อ้วนมาก จน
ใครต่อใครมากมายมองว่าเป็นปมด้อย, คนพิการ ทว่า กลับสร้างผลงาน
ได้ดีเหนือคนปกติ ฯลฯ เอาละ ผมจึงเน้นย้ำว่า "โอกาสมาถึงทุกท่านแล้ว
และมันเป็นของทุกคนที่พร้อมเท่านั้น" ยิ่งไปกว่านั้น "พลังพิเศษ" เหล่า
นี้ มีความแตกต่างกันในคุณสมบัติต่างๆ อีกด้วย มันจะช่วยทำให้คุณขึ้น
ไปสู่ "เวทีที่ต่างกัน" เช่น เวทีบันเทิง, กีฬา หรือแม้แต่การเมือง ก็ดีครับ
มาถึงตรงนี้ ผมขอถามคุณชัดๆ ว่า "คุณพร้อมหรือยังครับ" ที่จะเป็นส่วน
หนึ่งของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลก ที่ไม่เคยมี ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ร่วมสร้างตำนาน "อนาคตของโลกยุคใหม่" ที่กำหนดได้ด้วยมือของคุณ
ต่อไปผมอยากจะบอกคุณว่า ด้วยพลังงานมากมายที่ได้รับการปลดปล่อย
ออกมาจาก "ดาวโลก" ดวงนี้ก็ดี หรือจากต่างดาว ก็ดี นั้น เมื่อคุณได้รับ
ไปแล้ว คุณสามารถนำพลังงานเหล่านั้นไปใช้ อย่างไรก็ได้ ดีหรือชั่วก็ขึ้น
อยู่กับผู้ใช้แล้ว นั่นหมายความว่า "อนาคตของโลก ยุคใหม่" ถูกกำหนด
ได้ด้วย "มือของพวกคุณ" นั่นเอง ว่าพวกคุณจะใช้พลังพิเศษเหล่านั้นใน
การเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ให้เป็นไปอย่างไร? และมันจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับคน
เพียงคนเดียวอีกต่อไป แต่มันจะขึ้นอยู่กับคนมากมาย ที่พร้อม และรับพลัง
พิเศษเหล่านั้นได้ พวกเขาจะเป็นผู้ขับเคลื่อน, กำหนดอนาคตของโลกยุค
ใหม่ต่อไป และคุณ ก็สามารถเป็นหนึ่งในนั้นได้ "ถ้าคุณพร้อม" และหลัง
จากยุคนี้ไปแล้ว "โลกยุคใหม่" จะถูกวางรากฐานแบบใหม่ไปยาวนานจึง
ไม่ใช่โอกาสทองบ่อยครั้งนักที่คุณจะสามารถทำได้ เพราะหลังจากช่วงนี้
ไปแล้ว มันจะเริ่มเข้าที่ และพลังพิเศษจำนวนมากมาย จะได้รับการเก็บให้
เข้าที่ มันจะไม่ได้รับการปลดปล่อยอย่างอิสระเท่านี้อีกแล้ว และนั่นหมาย
ถึงท่านทั้งหลายที่เคยได้รับพลังพิเศษก็จะไม่ได้รับอีกต่อไปหลังจากที่มัน
ได้ทำหน้าที่ของมันโดยสมบูรณ์แล้วนั่นเอง หวังว่าคุณคงพอเข้าใจนะครับ
พลังพิเศษเหล่านั้นจะนำพาคุณไปสู่เวทีของคุณ ซึ่งมีมากมายหลายเวที
ต่อไปผมอยากจะบอกคุณว่า พลังพิเศษเหล่านั้น จะจัดสรรให้คุณไม่ต้อง
รับผิดชอบหรือทำกิจอื่นๆ อันไม่ควรทำ หรือไม่ใช่ทางของคุณ แต่มันจะ
ช่วย "เปิดทางสู่เวทีของคุณเอง" ถ้าคุณได้รับการเลือก, ได้รับพลังแล้ว
มันจะจัดสรรเองโดยคุณไม่ได้ทำอะไรเลย มันจะเป็นไปเองตามธรรมชาติ
ครับ เช่น คนบางคนถูกรถชน แล้วพิการ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่แล้วก็
ได้เป็นนักกีฬาพาราลิมปิกได้รับเหรียญรางวัลมา, คนบางคน ป่วยทำงาน
ไม่ได้ แต่ได้รับพลังให้มาทำหน้าที่พิเศษในเวทีของเขาเอง ก็อาจมีได้ เป็น
ได้ครับ นี่แหละ การจัดสรรตามธรรมะ ธรรมชาติ มันไม่ได้เกิดจากการที่มี
เจตนาอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรอกนะครับ พวกเขาล้วนไม่ได้เจตนา
มาแต่ต้น ทว่า "พวกเขา คือผู้ที่ถูกเลือก" ครับ พวกเขาถูกเลือกให้ได้รับ
พลังพิเศษเหล่านั้น และทำหน้าที่ด้วยพลังพิเศษที่พวกเขาได้รับมาในเวที
ของพวกเขาเอง ซึ่งแต่ละคนจะไม่ต้องสร้างเวทีนั้นขึ้นมาเองด้วยซ้ำ ด้วย
จะมีคนอื่นๆ มาสร้างเวทีให้แก่พวกเขา รอให้พวกเขาขึ้นเวทีเสียก่อนแล้ว
ดังนั้น คุณจึงไม่จำเป็นต้องพยายามหาเวทีมากเลย มันมีอยู่แล้วคุณเพียง
ก้าวต่อไปอีกนิดเท่านั้น "พวกเขาทั้งหลายที่อยู่รายล้อมรอบคุณ" จะเปิด
ทางให้แก่คุณเอง "ถ้าคุณคือผู้ที่ได้รับการคัดเลือก" ให้ทำหน้าที่พิเศษนั้น
นะครับ ทว่า ถ้าคุณยังไม่ได้รับการคัดเลือก คุณก็จะไม่ได้รับการเปิดประตู
ผู้คนมากมาย รอบตัวคุณ จะปิดก้นและขวางทางคุณไว้ ไม่ให้คุณผ่านไป
ได้ครับ ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็อย่าต่อว่าพวกเขาเลย เพราะทางนั้น ไม่ใช่ทางของ
คุณที่คุณจะเดินไปนั่นเอง ต่อเมื่อคุณได้รับพลัง คุณผ่านการคัดเลือกแล้ว
เท่านั้น คุณก็จะได้รับการเปิดประตู อย่างงดงาม โดยไม่มีทางอื่นใดอีกเลย
มันไม่จำเป็นต้องเป็นเวทีที่มีชื่อเสียง แม้แต่เวทีที่ไม่มีคนรู้จัก ก็เป็นไปได้
ต่อไปผมอยากจะบอกคุณว่า "เวที" ที่ผมกล่าวถึงนี้ มันไม่จำเป็นต้องเป็น
เวทีที่มีชื่อเสียงก็ได้ บางเวทีก็อาจเป็นเวทีใหม่ๆ ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักมา
ก่อนเลย หรือบางเวทีอาจจะดูไม่เหมือนเวทีในความคิดของใครๆ เลย เช่น
เป็นแค่อะไรสักอย่างหนึ่งที่ทำให้คุณ "ทำกิจของคุณได้" ก็แล้วกัน ดังนั้น
มันจึงไม่ใช่เวทีแบบที่คุณเคยเห็น แต่มันเป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณทำกิจได้
ก็แค่นั้นเอง นั่นแหละ "เวทีที่ผมพูดถึง" บางท่าน เผยแพร่ธรรมโดยที่ไม่มี
"สถานธรรม" เลยด้วยซ้ำไป แต่เขาก็มีเวทีในการเผยแพร่ธรรม ในแบบที่
ตนเองสามารถทำกิจได้ ก็แล้วกัน อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งทุกอย่างล้วนมีเหตุผล
ในตัวของมันเองที่ธรรมชาติต้องจัดสรรให้มันเป็นเช่นนั้น แล้วคุณจะทราบ
เหตุผลนั้นเอง เมื่อคุณยกระดับตัวคุณถึงจุดหนึ่งได้นะครับ ดังนั้น ผมก็ขอ
ให้คุณ "พอในเวทีของคุณเอง" ด้วยละ อย่าเพิ่งไปน้อยใจที่เห็นเวทีของ
คนอื่นดูโดดเด่นกว่า ไปเสียก่อน เพราะนั่นมันเป็นเพียงภาพประกอบเพียง
เปลือกนอกเท่านั้น มันยังมีรายละเอียดที่อยู่ในระดับแก่นแท้ภายใน ระดับ
ลึกที่หลายท่านยังไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึงอีกมาก บางเวทีที่ดูไม่ดี ไม่มีอะไรที่
น่าหลงใหล ก็ไม่แน่ครับ ว่าจะกลายเป็นเวทีที่สำคัญ และยิ่งใหญ่มากใน
อนาคตก็ได้ ดังนั้น "นั่งประจำที่ของคุณเอาไว้ให้ดีละ" เพราะถ้าคุณทิ้ง
มันไปแล้ว ก็อาจจะเสียใจภายหลังก็ได้นะ ฝากไว้ให้คิด พิจารณาดูครับ
คุณอาจต้อง "เสียสละหน้าที่การงานตามปกติ" เพื่อก้าวขึ้นสู่เวทีเฉพาะ
ต่อไปผมอยากจะบอกคุณว่า ในกระบวนการจัดสรรนี้ คุณอาจจะต้องเสีย
สละหน้าที่การงานหรืออาชีพปกติของคุณเพื่อที่จะก้าวขึ้นสู่ "เวทีเฉพาะ
ของคุณเอง" เช่น นักกีฬา หลายคนจะไม่มีงานทำใช่มั้ยครับ เพื่อที่จะได้
มีเวลาทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ (แต่บางท่านก็มีอาชีพทำครับ)
ในการแข่งขันที่เข้มงวด พวกคุณจะถูกเลือกและคัดออกไปเรื่อยๆ ทำให้
สุดท้ายแล้วพวกคุณต้องยอมเสียสละหน้าที่การงาน, หรืออาชีพของคุณ
ไป ยอมเสียสละอนาคตในแบบหนึ่งเพื่อสร้างอนาคตในอีกแบบหนึ่งให้แก่
ตัวคุณเองครับ แม้ว่าในช่วงแรกๆ คุณอาจจะคิดว่า "ฉันก็ทำได้ดี ทั้งสอง
ทางด้วยการจัดสรรเวลา" ก็ตาม แต่หลังๆ มันจะไม่อาจเป็นไปดังคุณคิด
ได้อีก เพราะการแข่งขันแบบ "คัดออก" นั้น จะบีบบังคับให้คุณต้องยอม
เสียสละอะไรบางอย่างไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้ยืนหยัดอย่างมั่นคงต่อไป ใน
เวทีที่คุณเลือกแล้ว นั่นเอง ดังนั้น "ผู้แพ้" จะได้รับการรองรับมากมาย ที่
เหมือนกับว่าเป็นผู้ชนะเลยละ ทว่า เมื่อใดที่พวกเขาถูกจัดสรรให้ออกไป
จากเวทีการแข่งขัน แม้ว่าพวกเขาจะได้รับการหลอกล่อด้วยอะไร ที่มาก
มายก็ตาม แต่พวกเขาก็คือ "ผู้แพ้ในเวทีนั้นๆ" นั่นเอง ในขณะที่ผู้ชนะก็
จะต้องรอ "คู่แข่งขันใหม่ๆ" ให้ก้าวขึ้นมาสู่เวทีเดียวกับตน เพื่อที่จะได้มี
การแข่งขันกันต่อไป นั่นเอง เอาละ ที่ผมกล่าวเช่นนี้ ไม่ได้แนะนำให้ท่าน
บ้าการแข่งขัน หรืออยากชนะแต่อย่างใด ทว่า มันเป็นความจริง เช่นนั้น!
ที่คุณไม่อาจหนีได้พ้น มันถูกจัดสรรเช่นนั้นตามธรรมชาติ ผู้แข็งแรงกว่า
ก็จะได้รับการคัดเลือกไว้ ผู้ที่อ่อนแอกว่า ก็จะถูกขจัดออกไปจากสาระบบ
สุดท้ายแล้ว คนเราจะทำสิ่งที่ดีที่สุดได้เพียง "อย่างเดียว" จึงต้องเลือก
สุดท้าย ผมอยากจะบอกคุณว่า แม้ว่าก่อนหน้านี้ คุณจะสามารถทำอะไร
ได้มากมาย ทำสิ่งดีๆ ได้หลายอย่างก็ตาม แต่สุดท้ายแล้ว คุณยังจะต้อง
เลือก "สิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว" คุณไม่สามารถจับปลาสอง
มือ แล้วทำให้ได้ดีทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ ดังนั้น คุณต้องยอมเสียสละ ก็
ต้องปล่อยสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่ "เป้าหมายของคุณ" ออกไป เพื่อ เล็งผล เพียง
หนึ่งเดียวเท่านั้น แล้วจึงลงมือทำอย่างเต็มกำลัง ให้ดีที่สุด ในสิ่งที่คุณได้
เลือกแล้วนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับการยิงธนู ที่คุณจะต้องยิงทีละดอก และ
เล็งเป้าทีละหนึ่งเท่านั้น มันจึงจะออกมาดีที่สุดได้ (ดีกว่า การยิงสองเป้า
พร้อมๆ กัน) ดังนั้น "การเลือก" ของคุณจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะมัน
จะเป็นตัวกำหนดอนาคต และเส้นทางชีวิตของคุณเลยทีเดียว ก็ลองถาม
ตัวคุณเองนะครับว่า "คุณมีความสุขที่สุด กับการอยู่กับอะไรได้นานๆ?"
นั่นหละ "เป้าหมาย" ที่คุณควรจะเลือก ควรจะเล็งเป้าและไปให้ถึงให้ได้
ขอพลังแสงธรรมแห่งพระบิดาจักรวาล ช่วยสร้างตำนานใหม่แก่คุณ สวัสดี
24 ก.ย. 2555
"เสียงจากโลกอนาคต"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
มันไม่ใช่ "ภัยพิบัติ" หรอกนะ แต่มันคือ "พลังพิเศษ" ที่ทุกท่านรับได้ฟรี?
สวัสดีครับ วันนี้ ผมมีเรื่องเกร็ดเล็กๆ
มาคุยกันครับ คือ การใช้คำเรียกสิ่ง
ที่เกิดขึ้นขณะ "โลกปรับสมดุล" ว่า
"ภัยพิบัติ" ซึ่ง จริงๆ แล้วมันไม่ใช่
ภัยพิบัติจริงๆ หรอกนะครับ มันเป็น
แค่ "พลังพิเศษ" ที่ทุกท่านสามารถ
นำมาใช้ได้ฟรี เพื่อที่จะปรับสมดุลให้
โลกได้ใช้ "พลังงานสะอาด" กันนะ
ครับ เอาละ เรามาคุยรายละเอียดกัน
โลกเคยได้รับ "พลังพิเศษ" เหล่านี้มานานแล้ว แต่ทำไมคนปรับตัวไม่ได้?
อย่างแรกที่ผมอยากบอกท่านคือ โลกเคยได้รับพลังพิเศษเหล่านี้ มานาน
แล้วครับ และบรรพบุรุษของเราก็เข้าใจเรื่องนี้ดี ท่านจึงปรับตัว ปรับวิถีใน
การดำรงชีวิตจนเข้ากันได้กับพลังพิเศษเหล่านั้นครับ ทว่า ระยะหลังมานี้
เราได้หลงลืม "วัฒนธรรม-วิทยาการดั้งเดิม" ของเราไป ทำให้เราใช้สิ่ง
ที่ไม่สอดคล้องกับพลังพิเศษเหล่านี้ "ที่มาจากจักรวาล" นะครับ ดังนั้น ที่
เราประสบปัญหากันอยู่นี้ ต้องเรียนว่าไม่ใช่เรื่อง "ภัยพิบัติ" นะครับ ทว่า
เป็นเรื่องของ "การหลงลืมวิทยาการดั้งเดิม" ทำให้เราปรับตัวเข้ากับโลก
นี้ ไม่ได้ หรือได้ยากขึ้น เราจึงคิดว่าเป็นภัยต่อเราครับ ทว่า ท่านเชื่อไหม?
สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงนี้ "พืชและสัตว์หลายชนิด ได้รับพลังพิเศษ" ไปมากเลย
มากกว่ามนุษย์มากมาย (ขณะที่มนุษย์รับไม่ได้) คุณทราบไหมครับว่าฝน
ที่ตกมากจนเราเห็นว่าเป็นภัยน้ำท่วมนั้น ทำให้ "ปลาขยายพันธุ์และโตได้
เร็ว" กว่าเดิมหลายเท่ามากนะครับ และ "ต้นไม้ก็เติบโตงอกงามกว่าเดิม"
ได้มากเลย ทว่า ท่านยังไม่ได้ไปสำรวจดูละสิ! ก็เลยมองว่ามันคือภัยไงละ
"พลังพิเศษ" เหล่านี้ ทำให้เกิดการวิวัฒนาการแบบ "ยกระดับ" ยังไง?
ต่อไปที่ผมอยากบอกท่านคือ "การวิวัฒนาการ" มันไม่ได้มีอัตราแบบที่
เราเคยเรียนกัน คือ ไม่ใช่ต้องสืบรุ่นทีละรุ่นไป แต่ทว่า มันมีช่วงแห่งการ
วิวัฒนาการยิ่งยวดอยู่ (Peak) และช่วงแห่งการสงบนิ่งในวิวัฒนาการ
(Sleep) คือ ช่วงที่โลกได้รับ "พลังพิเศษจากจักรวาล" มากๆ นี่เองที่
มีการวิวัฒนาการแบบยิ่งยวด และสัตว์ที่รับได้ปรับตัวได้จึงจะพัฒนาตัว
เองไปมากมายเลยครับ ส่วนสัตว์ใดที่ปรับตัวไม่ได้ รับไม่ได้ บางชนิด ก็
อาจสูญพันธุ์หรือกลายเป็นพันธุ์ที่ล้าหลังไป เรียกว่าเป็น "โอกาสทอง"
ของสัตว์บางชนิดที่จะ "ปรับสถานะของเผ่าพันธุ์ในระบบนิเวศน์" ครับ
เพราะถ้าไม่มีเช่นนี้ มันก็จะถูกกดข่มเอาไว้ด้วยสิ่งเดิมๆ ปัจจัยเดิมๆ อยู่
ตลอดครับ ในกลุ่มมนุษย์เองก็เช่นกัน ตอนนี้ต้องขอเรียนว่ามีบางพวกที่
พัฒนาตัวเองได้รวดเร็วมากครับและอีกส่วนหนึ่งที่ปรับตัวตามโลกไม่ได้
ซึ่งเมื่อผลออกมาแล้ว จะส่งผลต่อ "การจัดระบบสังคมมนุษย์ครั้งใหญ่"
ทำให้เกิดระบบและกลุ่มคนที่เปลี่ยนไป เช่น คนที่เคยอยู่ระดับล่าง ก็อาจ
จะได้พัฒนาขึ้นไปบน กลุ่มคนที่อยู่บน ก็อาจตกต่ำลงมาอยู่ระดับล่างได้
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ "การปรับตัวเพื่อวิวัฒนาการของแต่ละคน" ไม่ใช่สิ่งอื่นๆ
ใดนะครับคือ ถ้าใครปรับตัวตามได้ทัน มันก็คือโอกาส ใครปรับตัวตามไป
ไมได้ มันก็คือ "ภัยของพวกเขา" ไงละครับ มันไม่ใช่ภัยของทุกคนครับ
"การกลายพันธุ์" จะเกิดขึ้นมากในช่วงนี้ ก่อนที่จะเป็นต้นสายพันธุ์ใหม่
ต่อไปที่ผมอยากบอกท่านคือ ในช่วงเวลาแห่งการวิวัฒนาการ จะมีสิ่งที่
เกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอคือ "การกลายพันธุ์" มีความแตกต่างไปจากเดิมที่
เคยเป็นอยู่ แต่การกลายพันธุ์นี้ มีทั้งได้พันธุ์ที่ดีขึ้น และแย่ลงนะครับ ซึ่ง
ในท้ายที่สุดแล้ว จะมี "ต้นสายพันธุ์ใหม่" ที่คงที่ สามารถให้ลูกหลานที่
มีลักษณะใหม่ เหมือนตนได้ (ทั้งแบบดีและไม่ดี) และแบบที่ไม่สามารถ
ที่จะให้ลูกหลานที่มีลักษณะเหมือนตน ไม่อาจจะสืบทอดสายพันธุ์ใหม่ที่
ตนมีอยู่ ต่อไปได้ เอาละ ดังนั้น ท่านไม่ต้องแปลกใจถ้ามี "คน, สัตว์ หรือ
พืช" ที่กลายพันธุ์และมีลักษณะแปลกไป ในทุกสังคม, ทุกวงการ ก็มีได้
ครับ พวกเขาจะดูแปลก แตกต่าง ใหม่ ไม่เหมือนเดิม และบางพวกจะถูก
มองว่า "ผิดปกติ" หรือ "บ้า" ไปก็มีได้ครับ ทว่า นั่นคือ กระบวนการตาม
ธรรมชาติของการวิวัฒนาการนะครับ จนกว่าจะถึงที่สุดของกระบวนการ
ของมัน มันก็จะ "คงที่ระดับหนึ่ง" และสามารถดำรงอยู่ได้ในสังคมโลกนี้
ครับ เอาละ แล้วพวกที่ล้าหลัง หรือไม่ปรับตัวเลยละ จะเป็นอย่างไร? พวก
นี้ก็จะ "ค่อยๆ เสื่อมลงไป" นะครับ อ่อนแอลง และก็ค่อยๆ สูญเสียสิ่งที่ตน
เคยมี เคยได้ ไปจนหมด ครับ นั่นคือ การปรับสมดุลในระบบต่างๆ ของสิ่งมี
ชีวิตครับ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่หรือผิดปกติแต่อย่างใด และเกิดขึ้นแล้วครับ
"มนุษย์กลายพันธุ์" (X-men) คือ ส่วนสำคัญของการวิวัฒนาการใหม่
ต่อไปที่ผมอยากบอกท่านคือ แม้แต่ในมนุษย์ ก็จะเกิดมีมนุษย์กลายพันธุ์
ที่ผมขอเรียกเป็นชื่อเล่นว่า X-men เกิดขึ้นมากมาย พวกเขานี้ จะได้รับ
พลังพิเศษที่ไม่เหมือนกัน "จากจักรวาล" และพวกเขาจะเรียนรู้ที่จะปรับ
ตัวเข้ากับโลกให้ได้ เมื่อเขาทำได้ ก็จะกลายเป็น "พันธุ์ใหม่" หรือทำให้
เกิดวิวัฒนาการขึ้น ซึ่ง "มูลเหตุแห่งวิวัฒนาการ" นี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัย
ภายในโลก แต่เกิดจาก "พลังงานพิเศษ" จากนอกโลก เข้ามากระตุ้นทำ
ให้เกิดวิวัฒนาการขึ้นครับ เรียกว่า ถ้าโลกไม่ได้รับพลังจากภายนอก หรือ
ได้รับน้อยมากไป ก็จะไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นกระบวนการวิวัฒนาการนี้ได้
หรือทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า "ช่วงสงบนิ่งทางวิวัฒนาการ" (Sleep) ก็
จะไม่มีการวัฒนาการมากนัก หรือแทบไม่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอะไรที่
สายพันธุ์ของสัตว์โลกเลย แต่ถ้าได้รับการกระตุ้นจาก "พลังงานพิเศษซึ่ง
มาจากนอกโลก" ในระดับที่ "มากพอ" ก็จะกระตุ้นให้เกิดการวิวัฒนาการ
ได้ครับ ดังนั้น ในกระบวนการนี้ X-men จึงมีส่วนสำคัญมากในการทำให้
เกิดวิวัฒนาการไปสู่ "สายพันธุ์ใหม่" ที่ดีขึ้น และที่สำคัญครับ นอกจากจะ
มีความแปลกใหม่กว่าเดิมแล้วยังต้องมี "ความสามารถในการปรับตัวเข้า
กับโลกให้ได้ด้วย" จึงจะประสบผลสำเร็จในการวิวัฒนาการครับเพราะถ้า
ไม่อาจปรับตัวเข้ากับโลกได้แล้ว "สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นั้น" ก็จะค่อยๆ ถูกทำ
ให้หมดสิ้นไปจากโลกเองตามธรรมชาติครับ ส่วนกลุ่มที่ยังไม่ปรับตัวอะไร
เลยก็จะปรับตามสภาพโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ไม่ทันท่วงที และจะค่อยๆ
เสื่อมสภาพไปจาก "ระบบนิเวศน์ใหม่" ในลักษณะใด ลักษณะหนึ่งครับ
"มนุษย์กลายพันธุ์" ที่ปรับตัวเข้ากับโลกได้จะกลายเป็น Neo-man
ต่อไปที่ผมอยากบอกท่านคือ เมื่อ X-men ปรับตัวเข้ากับโลกได้แล้ว
เขาก็จะพัฒนาไปเป็น Neo-man สายพันธุ์ใหม่ที่จะสืบทอดสายพันธุ์
ของเขาต่อไปในโลกนี้ และจะค่อยๆ กลายเป็นสายพันธุ์ที่มีบทบาทใน
การพัฒนาสังคมโลก ซึ่ง Neo-man มีหลายแบบด้วยกัน ตามแต่ว่า
เขาจะพัฒนามาจาก "พลังจักรวาล" สายใด ชนิดใด แล้วปรับตัวเข้า
กับโลกจนไปสู่ "ส่วนผสมใหม่" แบบใด จากนั้นเขาจึงกลายเป็น "ต้น
สายพันธุ์ใหม่" ได้ครับ เช่น Neo-man กลุ่ม Ultraman ก็แบบหนึ่ง
Neo-man กลุ่ม Mark rider ก็แบบหนึ่ง (ผมต้องขออนุญาติใช้ชื่อ
ที่ปรากฎในวรรณกรรมและสื่อต่างๆ นะครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่ท่านเคย
ได้ยินมาแล้ว) พวกเขาเหล่านี้ มีลักษณะแตกต่างไปจากมนุษย์ดั้งเดิม
แต่ก็ปรับตัวเข้ากับโลกได้เช่นกัน แม้ว่าจะพัฒนาสายพันธุ์ไปอย่างไร?
แต่ก็ต้องปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้ ให้ได้ เช่นกันครับ จึงจะนับว่าเป็นการ
วิวัฒนาการที่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ ในช่วงของการ
ปรับตัวนั้น X-men จะไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากสังคมมนุษย์เดิมนัก
และอาจได้รับแรงต่อต้านมากอีกด้วย แต่เมื่อพวกเขาปรับตัวเข้ากับโลก
ได้ดีขึ้นแล้ว พวกเขากลับจะได้รับการตอบรับและการยอมรับจากสังคม
โลกอย่างดี ในบางครั้ง พวกเขาอาจออกนอกรีต ออกนอกระบบของการ
วิวัฒนาการ ไปสู่การทำลายล้างได้ เพราะแรงกดดันจากสังคมโลกนี่เอง
การวิวัฒนาการในระดับ "พลังงาน" สัมพันธ์กับระดับ "สสาร" อย่างไร?
ต่อไปที่ผมอยากบอกท่านคือ กระบวนการวิวัฒนาการนี้ จะเริ่มต้นจากใน
ระดับ "พลังงาน" ก่อน แล้วจึงขยายผลไปสู่ระดับ "สสาร" ในภายหลัง
นั่นหมายความว่า "ก่อนที่จะมีการวิวัฒนาการทางกายภาพได้นั้นจะต้อง
มีการวิวัฒนาการในระดับพลังงานก่อนเสมอ" และต้นแบบนั้น ก็มักจะมี
ลักษณะทางกายภาพภายนอกที่ไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก เมื่อเข้าสู่
รุ่นต่อๆ ไปแล้ว เราจึงจะตรวจพบสิ่งที่เป็นผลมาจาก "วิวัฒนาการ ระดับ
กายภาพ" ได้ นั่นคือ กระบวนการวิวัฒนาการในระดับพลังงานนี้ ก็จะยัง
ไม่สามารถตรวจพบได้ชัดเจนในระดับกายภาพ ณ เวลาปัจจุบัน แต่มันจะ
เห็นผลได้ชัดเมื่อผ่านเข้าสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน นั่นเอง ทีนี้ ท่านพอจะมองเห็น
กระบวนการวิวัฒนาการนี้แล้วหรือไม่ครับ? นั่นคือ ถ้าเราจะตรวจดูว่าจะมี
การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตหนึ่งใดในอนาคต (รุ่นลูก รุ่นหลาน) หรือไม่
เราก็จะตรวจดูรุ่นพ่อ-แม่, ปู่ย่า ได้ในระดับพลังงานนะครับ นั่นแหละ ดัชนี
ที่เราจะใช้ชี้วัดกระบวนการวิวัฒนาการ ของสัตว์ชนิดหนึ่งชนิดใด ได้ครับ
"โอกาสทอง" ของท่านในการเร่งวิวัฒนาการในระดับพลังงานก่อนใครๆ
สุดท้ายที่ผมอยากบอกท่านว่าช่วงนี้คือ "โอกาสทองที่จะเร่งวิวัฒนาการ"
ของท่าน และมันจำเป็นที่ท่านต้องทำครับ เพราะในระบบนิเวศน์นั้น ทุกสิ่ง
จะต้องแข่งขันกัน สัตว์ใด ที่ล้าหลัง ไปได้ช้า ก็จะสูญพันธุ์ไปนะครับ ส่วน
สัตว์ใดที่ไปได้เร็ว วิวัฒนาการไปได้ดี ก็จะ "อยู่รอด" ครับ ด้วยเหตุนี้ ผม
จึงบอกว่ามันไม่ใช่ "ภัยพิบัติ" อะไรเลยสำหรับท่านที่ "พร้อมและรอคอย
โอกาสทองที่จะมาถึงนี้ แต่มันอาจจะเป็น "ภัยพิบัติ" ได้ ก็เฉพาะท่านที่ยัง
ไม่พร้อม และไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นได้นี้ ไม่อาจรับพลังงาน
พิเศษจากนอกโลกมาใช้ได้ ก็เท่านั้นเองครับ เอาละ ผมคิดว่าทุกท่าน ก็คง
มีกำลังใจฮึกเหิมมากขึ้น และพร้อมมากขึ้นใช่ไหมครับ ที่จะเปิดรับและจะ
ได้เรียนรู้พลังงานใหม่ๆ ที่มาจาก "จักรวาล" และมันจะยกระดับตัวคุณให้
สูงขึ้นไป เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคุณไปจากเดิม อย่างที่คุณก็ไม่อาจที่จะ
จิตนาการได้เลย แต่รับรองว่าการยกระดับนี้ เป็นสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน
ขอพลังแห่งพระบิดาจักรวาล ช่วยในการวิวัฒน์ทางพลังงานของคุณ สวัสดี
14 ก.ย. 2555
"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王





