ฮาโหลๆ เพื่อนๆ นี่ผมไปอ่านเรื่อง
ของโธท แห่งแอตแลนติสมา แล้ว
ก็คัมภีร์มรกตด้วย ก็เลยสงสัยแล้ว
ก็สื่อสารถามท่านที่อยู่ในมิติที่สูงขึ้น
ก็เลยได้คำตอบอะไรบางอย่างมาโม้
ให้ฟังกันอีกแล้วครับท่านผู้ชม เอาละ
อย่าช้าเลย เรื่องของโธทและวิหาร
ศักดิสิทธิ์แห่งแอตแลนติส รวมทั้งสิ่ง
ที่เชื่อมโยงไปสู่การเกิดขึ้นของอียิปต์
อีกด้วย โอ้ว แม่เจ้า ลึกลับจริงๆ ครับ
ก่อนศาสนาที่มีพระเจ้าจะเกิดขึ้น ทำให้เกิดจิตวิญญาณอำมตะในโลก?
เอาละ ผมจะบอกท่านทั้งหลายว่าก่อนหน้าที่ดาวโลกจะมีศาสนาที่มีพระ
เจ้าเกิดขึ้นนั้น โลกอาจมีอารยธรรมอยู่ แต่เรื่องราวทางธรรมของพวกเขา
ยังไม่ได้มีรูปแบบเป็นศาสนาที่ชัดเจน มันยังเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้นเอง
แต่เขาก็เชื่อเหมือนๆ กันหมดครับ คือ เขามีความเชื่อในจิตวิญญาณ, ใน
สิ่งศักดิสิทธิ์, สิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น, ภูติผี-เทพเจ้า ฯลฯ แต่พวกเขายังไม่
มีความรู้เรื่อง "ภพภูมิที่ชัดเจน" ว่าดาวโลกนี้มีภพภูมิอะไรบ้างและมีใคร
ที่ดูแลเป็น "เจ้าแห่งภพภูมิหรือเจ้าสวรรค์ชั้นนั้นๆ" แต่พวกเขาหลายคนก็
มีฤทธิ์มาก จิตวิญญาณของพวกเขากล้าแกร่งมาก สามารถถอดออกจาก
ร่างแล้วดำรงอยู่เป็นอำมตะได้ โดยทิ้งร่างเก่าที่สิ้นสภาพแล้ว ไปสู่ร่างใหม่
คือ ร่างมนุษย์คนอื่นๆ ได้ต่อไปเรื่อยๆ พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่า "ชีวิตอำมตะ"
ในแบบของพวกเขา ซึ่งพวกเขาจะไม่ไปไหนจากดาวโลกนี้ ดังนั้น เมื่อเขา
ตายลงจึงไม่ไปเกิดยังสวรรค์ ไม่ใช่เกิดเป็นคนใหม่ในชาติภพใหม่ ทว่า ก็
ยังคงดำรงอยู่ในรูปนามแห่งจิตวิญญาณอำมตะนั้นดังเดิมครับพวกเขาไม่
ทราบว่านิพพานคืออะไร แน่นอนว่าจิตวิญญาณของพวกเขายังไม่นิพพาน
และเป็นอำมตะอยู่ยังไม่ตาย ไม่เกิดสู่ภพใหม่ เขาอยู่ระหว่างภพสองภพที่
ไม่ใช่ทั้งโลกและสวรรค์ (ซึ่งไม่ใช่นรกด้วย) แล้วเขาก็เลือกหาร่างใหม่ๆ
ของมนุษย์บนโลกไปเรื่อยๆ ทว่า พวกเขาไม่ใช่ซาตาน ไม่ใช่พวกมืดครับ
ผมขอเรียกว่าเป็น "พลังคลาสสิค" ก็แล้วกัน ซึ่งมีหลายแบบ ถ้าพวกเขา
ยอมตาย ก็จะเกิดใหม่ในภพสวรรค์ที่สูงมาก เป็นเทพต่างๆ เช่น สุริยเทพ,
นารายณ์ ฯลฯ ได้เลยครับ ทว่า พวกเขาไม่ยอมตาย จึงมีจิตวิญญาณซึ่ง
จรออกจากร่างก่อน ทิ้งร่างที่กำลังตายไปหาร่างใหม่เพื่อชีวิตอำมตะครับ
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ "โธท" ผู้สื่อบอกคัมภีร์มรกต แห่งแอตแลนติสด้วยครับ
จิตวิญญาณอำมตะในโลก ทำให้ต้องมีศาสนาที่มีพระเจ้าเกิดขึ้น?
ต่อไป คำถามคือ ทำไมจึงต้องมีศาสนาที่มีพระเจ้าเกิดขึ้นในโลก?
เพราะว่าโลกของเรามี "เจ้าสวรรค์แห่งโลกสวรรค์ทั้งหกชั้น" อยู่
แล้ว แต่พระเจ้าในศาสนาต่างๆ "ท่านประจำอยู่ต่างดาว" เหตุผล
ทำไมเราไม่เอาแต่เจ้าแห่งสวรรค์ของโลก ก็พอ ทำไมต้องให้มีเจ้า
แห่งดาวอื่นมาสร้างศาสนานั้นๆ ด้วย? (พระเจ้า) คำตอบก็คือด้วย
มีมนุษย์โบราณในโลกนี้ ที่มี "ระดับของจิตวิญญาณขั้นสูง" สูงไป
เกินกว่าศาสนาในยุคนั้นจะรองรับได้ ถ้าพวกเขาตายลงจะไปเกิดใน
มิติที่สูงกว่าสวรรค์ทั้งหกชั้นของโลก คือ ไปพรหมโลกธาตุบ้าง, ไป
สุขาวดีโลกธาตุบ้าง ฯลฯ เรียกว่าไปนอกโลก ไปดาวอื่น นั่นเอง ทว่า
ในยุคนั้น ศาสนาบนโลกไม่มีเรื่องราวเหล่านี้ พวกเขามีจิตวิญญาณ
ที่สูงเกินไปกว่าศาสนาจะบอกทางแก่เขา อีกทั้งพวกเขายังมีฤทธิ์ทำ
ให้ดำรงอยู่อย่าง "จิตวิญญาณอำมตะ" บนดาวโลกนี้ได้อีก ทำให้ใน
ที่สุด ศาสนาที่เล่าเรื่องราวของพระเจ้าแห่งดาวอื่นที่สูงขึ้นกว่าโลกนี้
จำต้องลงมาบอกเรื่องราวแก่พวกเขา เพื่อรองรับพวกเขาไปจากโลก
ไปยังที่ๆ พวกเขาควรจะไป ไม่ใช่ค้างคาอยู่บนโลกอย่างนี้ตลอดไป!
จิตวิญญาณอำมตะเหล่านั้นจำต้องผ่านการตายก่อน จึงไปสู่ภพใหม่ได้
ต่อไป คือ จิตวิญญาณเหล่านี้ เริ่มจากความต้องการมีอำนาจเหนือความ
ตาย จึงได้ฝึกวิชาฤทธิ์ขั้นสูง ให้ไม่ต้องตาย คือ ร่างกายเนื้อเน่าตายไป
แต่จิตวิญญาณของพวกเขายังไม่ตาย? อ้าวเป็นไปได้ยังไง ร่างตายแต่
จิตวิญญาณไม่ตาย? โธ่ ไม่ยากเลย พอใกล้ตายใช่มั้ย พวกเขาก็จะทำ
การถอดจิตวิญญาณออกจากร่าง ทำให้จิตวิญญาณของพวกเขาไม่ถูก
สลาย ไม่ตาย ไม่เกิดใหม่ ยังคงเดิม ความทรงจำ, สัญญาขันธ์ ก็ไม่ถูก
ล้างลบออกไป ยังยึดติดอยู่กับเรื่องเดิม เช่น เป็นคนยุคแอตแลนติส ก็จะ
ยึดติดและจดจำเรื่องเดิมๆ นั้น แท้จริงแล้ว "ความตายคือประตูเปิดสู่มิติ
ใหม่" ทำให้พวกเขาได้ชีวิตใหม่ เริ่มต้นใหม่ อย่างเหมาะสม จะได้ไม่ไป
จดจำอดีตเดิมๆ มากเกินไป นั่นคือ "หน้าที่ของความตาย" แต่พวกเขา
ไม่ยอมตาย ไม่ยอมผ่านกระบวนการตาย จิตวิญญาณของพวกเขาถอด
ออกจากร่างโดยไม่ผ่านการตาย แล้วสามารถประสานเข้าร่างมนุษย์คน
ใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้พวกเขาดำรงอยู่ได้ด้วยวิธีแบบนี้เอง
พวกเขาจึงกลายเป็น "จิตวิญญาณอำมตะประจำดาวโลก" ที่ผมเรียก
ว่า "กลุ่มพลังคลาสสิค" ไม่ใช่ทั้งภาคมืด และภาคสว่างอย่างแท้จริง ก็
ถ้าเขาจะเป็นภาคสว่างอย่างแท้จริง พวกเขาต้องยอมรับความตาย ต้อง
ตายก่อนเพื่อเกิดใหม่ในภพสวรรค์ ไปพบพระเจ้าประจำสวรรค์นั้นๆ แล้ว
(หรือเจ้าสวรรค์ชั้นนั้นๆ) จึงค่อย "รับกิจจากเจ้าสวรรค์" ลงมาทำกิจยัง
โลก ถึงจะถูกตามกฏสวรรค์นะครับ แต่พวกเขา ตัดสินใจเลือกชีวิตอำมตะ
ในแบบของพวกเขาเองทำให้ไม่ผ่าน "เจ้าสวรรค์ชั้นใดๆ" รับรองเลยครับ
"การชำระล้างและการสร้างใหม่" ช่วยให้จิตวิญญาณอำมตะหลุดพ้น
ต่อไป จิตวิญญาณอำมตะที่ตกค้างอยู่ในดาวโลกเหล่านี้ จะได้รับการ
ชำระล้างและสร้างใหม่ ซึ่งต้องการกระบวนการตายในร่างของมนุษย์
พวกเขาก็จะกลายเป็นชีวิตใหม่ที่พร้อมไปสู่ภพภูมิใหม่แล้วครับ นี่คือ
วิธีการปลดปล่อยพวกเขาให้หลุดพ้นไปจากพันธนาการของดาวโลก
ดวงนี้ ไปสู่ดวงดาวที่เขาควรจะไป ไปสู่อ้อมกอดแห่งพระเจ้าที่แท้จริง
เพราะพวกเขายังไม่ถึงวาระที่จะนิพพาน พวกเขาก็ยังต้องไปสู่พระเจ้า
และจะได้รับ "ชีวิตนิรันด์" ที่ถูกต้องเสียทีครับ ดังนั้น จึงต้องมีร่างของ
มนุษย์ที่จะรองรับ "จิตวิญญาณอำมตะ" เหล่านี้ เช่น จิตวิญญาณโธท
ผู้รจนาคัมภีร์มรกต แล้วสลายจิตวิญญาณเขา เพื่อให้เขาผ่านการตาย
ให้ได้เกิดใหม่ (สร้างใหม่) ก็จะสำเร็จได้ครับ ในกระบวนการสร้างใหม่
หรือการเกิดใหม่ของจิตวิญญาณอำมตะแห่งดาวโลกเหล่านี้ พวกเขาก็
จะได้รับ "พระวิญญาณศักดิสิทธิ์" นี้ด้วยครับ เพื่อให้เขากลายเป็นชีวิต
ใหม่อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจิตวิญญาณอำมตะที่อยู่ในดาวโลกเหล่านี้ มีมาก
มายครับ ตกค้างอยู่เยอะทีเดียวแม้ว่าพวกเขาไม่ใช่ภาคมืดก็ตามนะครับ
เช่น พวกเขาอาจเคยเป็นฤษี ที่มีฤทธิ์มาก มีพลังจิตมาก พอตายแล้วเขา
อาจยึดมั่นในตำรา, ของขลัง, ถ้ำ, สมบัติอะไรๆ ก็แล้วแต่ ฯลฯ พวกเขา
ก็จะตกค้างเป็นจิตวิญญาณอำมตะที่ยังไม่ผ่านการตาย ก็ดี หรือผ่านการ
ตายแล้วแต่ไม่ยอมจุติเคลื่อนไปยังภพภูมิที่ถูกต้อง ก็ดีครับ เมื่อพระพุทธ
ศาสนานำปัญญาที่แท้จริงมาสู่โลกแล้ว มีพระโพธิสัตว์ลงมาโปรดสัตว์ก็
มากมาย เราก็สามารถนำทางจิตวิญญาณเหล่านี้ได้ครับเพื่อเคลื่อนย้าย
"จิตวิญญาณ" ที่ตกค้างของพวกเขาไปยังภพภูมิที่ถูกต้องเสียที ทว่านี่
ไม่ใช่งานที่ง่ายนักนะครับ เพราะเราจำจะต้องมีอำนาจจิตที่เหนือกว่าเขา
จึงจะทำให้จิตวิญญาณเหล่านี้ ยอมเชื่อ, ไววางใจ และให้เรานำทางได้
จิตวิญญาณอำมตะเหล่านี้ บ้างก็มีอายุมากกว่าลูซิเฟอร์เสียอีก?
ต่อไป เมื่อพระเจ้าทรงทราบเรื่องของจิตวิญญาณอำมตะบนดาว
โลกนี้แล้ว ท่านจึงปล่อยให้ลูซิเฟอร์ก่อเรื่องราวบนสวรรค์ครับ ก็
พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่ง การที่จะห้าม หรือขัดขวางลูซิเฟอร์ ก่อนเขา
จะทำอะไรลงไปนั้น "ก็ย่อมได้แน่นอนครับ" ทว่า ท่านก็ปล่อยไป
ตามธรรมชาติ แล้วลูซิเฟอร์ก็ทำผิดกฏสวรรค์ ไม่ยอมรับทัณฑ์ก็
หนีลงมายังโลก นั่นคือแผนการณ์ของพระเจ้าที่จะให้เทพสวรรค์
ลงมายังโลก เพื่อดึงเอาจิตวิญญาณอำมตะที่อยู่บนโลกยาวนาน
เหล่านี้ ขึ้นไปเสียที (แล้วลูซิเฟอร์ก็อยู่บนโลกแทนที่ไป อย่างนั้น
มังครับ?) เป็นการปรับเปลี่ยนพลังงานที่เก่าแก่มากๆ ของโลกให้
มีผู้รับช่วงต่อไป เป็นกลุ่มใหม่ นั่นเอง ดังนั้น จิตวิญญาณเก่าแก่ที่
อยู่มาก่อนลูซิเฟอร์นี้ จึงมีทั้งฤทธิ์เดชและความรู้มากกว่าลูซิเฟอร์
ซะอีกครับ อุปมาก็เหมือนพระเจ้าใช้ลูซิเฟอร์เป็นปลาเล็ก เพื่อล่อ
ปลาใหญ่ (พวกจิตวิญญาณอำมตะในดาวโลก) มาติดกับ นั่นเอง
จิตวิญญาณในร่างกายเรามีหลายตัวตน ไปเกิดหรือเข้าร่างคนอื่นก็ได้?
ต่อไป คือ จิตวิญญาณในร่างกายของเรามีหลายตัวตน สามารถที่จะให้
บางตัวตนไปเกิดก่อนที่เราจะตาย ๑ ปี ก็ได้ เพื่อให้เขากลายเป็น "ตุลกู"
หรือ "ร่างใหม่" รอไว้ล่วงหน้าก่อน ก็ได้ หรือจะให้ไปอยู่เป็นภูติประจำที่
ร่างสังขารอื่นๆ ก็ได้ เพื่อใช้ร่างนั้นทำหน้าที่บางอย่างแทนเรา เป็นต้น นี่
คือ วิชาที่โธทเอง ก็บอกไว้ในคัมภีร์มรกต ทว่า เมื่อเราปล่อยจิตวิญญาณ
หนึ่งดวงออกจากร่างไปอยู่ในร่างอื่นแล้ว พลังปราณภายในร่างเราจะลด
ลง ทำให้สุขภาพแย่ลงหรือป่วยได้ ดังนั้น เราต้องทำการเสริมพลังปราณ
ภายในให้กลับคืนมาเท่าเดิม ด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีบอกไว้ในคัมภีร์
มรกต แต่ท่านอาจค้นพบในตำราอื่นๆ นี่คือ สิ่งที่ต้องทำ ต้องมีคู่กัน เพราะ
การ "ถ่ายทอดจิตวิญญาณสู่ร่างผู้อื่น" ก็อาจทำให้อายุขัยท่านลดลง จน
ถึงขั้นตายได้ในเวลาไม่นาน ถ้าท่านต้องการยืดอายุขัยของท่าน ก็ต้องไป
รับเอา "จิตวิญญาณที่ตกค้างในโลก" มาเสริมร่างกายท่านต่อไป ซึ่งหาก
ท่านไปรับเอาจิตวิญญาณมนุษย์มา ท่านก็จะทำร้ายมนุษย์คนนั้นให้มีอายุ
ขัยสั้นลง จนอาจถึงแก่ความตายได้ (ผลไม่ต่างจากมหาเวทย์ดูดดาว) นี่
จึงเป็นเหตุให้ท่านควรใช้จิตวิญญาณที่ไม่ใช่มนุษย์ และเมื่อท่านได้เสริม
อายุขัยตัวเองด้วยจิตวิญญาณที่ไม่ใช่มนุษย์แล้ว ท่านก็จะอยู่ในสภาพกึ่ง
คนกึ่งปีศาจ ดังนั้น ท่านต้องทำการชำระล้างจิตวิญญาณนั้นๆ ให้เกิดใหม่
อีกด้วย จึงจะทำให้จิตวิญญาณดวงนั้นกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และทำ
ให้ท่านกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่งได้ โฮ่ วิธีการยาวจริงๆ ครับ
(วิธีการส่วนหลังนี้ ในคัมภัร์มรกต ก็ไม่มีบอกไว้นะครับ มีอยู่ในที่อื่นอีกที)
เมื่อท่านมีอายุยืนยาวแล้ว ก็ควรไม่แก่ และมีเงินใช้ด้วยนะคร้าบ...
สุดท้าย เมื่อท่านสำเร็จวิชาต่ออายุขัยด้วยการเสริมด้วยจิตวิญญาณ
ดังกล่าวแล้ว ได้ความเป็นมนุษย์สมบูรณ์แล้ว ก็ยังมีปัญหาอีกว่าแล้ว
เมื่ออายุมากๆ ไม่แก่แย่หรือ? ดังนั้น ท่านจำต้องฝึกวิชาอำมฤติอีกนะ
คือ วิชาที่ทำให้ร่างกายไม่แก่เฒ่า เหมือนเราหยุดอายุตัวเองไว้ ไม่มี
มากไปกว่านั้นได้ หรือเคลื่อนวนย้อนกลับมาสู่ความเป็นเด็กอีกครั้ง ก็
ยังได้ นั่นแหละ ทีนี้ พอไม่แก่ ไม่ตายแล้ว ก็ต้องมีเงินใช้ ใช่ไหมครับ?
เพราะถ้าอยู่ไปนานๆ บนโลกแบบไม่มีเงินใช้ แถมต้องทำงานหนักไป
ตลอดชีวิต ก็สู้ตายๆ ไปซะดีกว่า ฮ่าๆๆๆ ขึ้นสวรรค์ดีกว่าใช่มั้ยละครับ
ถ้าจะอยู่นานๆ บนโลก ก็ต้อง "มีเงินใช้ด้วย" ซึ่งผมแนะนำพลังไซย่า
ให้คุณ เพราะมันเป็นพลังที่ทำให้คุณมีเงินใช้ โดยไม่ต้องทำงานอะไร
มากมาย ถ้ามีเงินใช้เพราะทำงานหนักทั้งวัน อันนี้ ตายไปสวรรค์ดีกว่า
คุณว่ามั้ยละครับ? เอาละ ที่ผมบอกมาทั้งหมดนี้ เหมาะกะคนบางคนที่
น้อยมากๆ ที่สมควรอยู่บนโลกนี้นานๆ โดยไม่กระทบโลกนักเท่านั้นเอง
คนที่อยู่นานๆ แล้วสร้างผลกระทบโลกมาก ก็อย่าอยู่นานเลย ตายๆ ไป
ซะเหอะ ว่ะ ฮ่าๆๆๆ (อย่ามีทัศนคติเชิงลบกับความตายละเดี๋ยวจะกลาย
เป็นจิตวิญญาณอำมตะประจำดาวโลก ไม่ได้ไปเกิดในภพภูมิใหม่ซะที)
จบได้แย้ววววว ...
13 ต.ค. 2555
"เสียงจากจิตอำมตะ"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
"จิตวิญญาณอำมตะแห่งดาวโลก" และการเกิดขึ้นของศาสนาที่มีพระเจ้า?
จักรวาลจะสร้าง "มนุษย์ต้นแบบ" ของมวลมนุษย์มาก่อนคือ The one นั้นคือใคร?
พี่น้องครับ พี่น้องทั้งหลาย ผมมีเรื่องจะบอกว่า
ในการสร้างมวลมนุษย์ทั้งหลายนั้น จักรวาลจะ
สร้าง "มนุษย์ต้นแบบ" ขึ้นมาก่อน ๑ คนเท่านั้น
ที่ดีที่สุด แล้วจากนั้น เมื่อสำเร็จดีแล้ว มวลมนุษย์
ทั้งหลายก็จะอาศัยมนุษย์ต้นแบบ (The one)
คนนั้นเป็นแบบอย่างต่อไป อาวละ วันนี้ เราก็มา
คุยเรื่องนี้กันเลยเหอะ ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้กันแล้ว
จักรวาลเลือก "พระอาภาโพธิสัตว์และพระศรีอาร์ฯ" เป็นมนุษย์ต้นแบบ?
สรุปเลยละกัน ยุคนี้ จักรวาลเลือก "พระมหาโพธิสัตว์อาภา" เป็นต้นแบบ
ของมวลมนุษย์ทั้งหมด และให้ภาคหนึ่ง ตัวตนหนึ่งของท่านลงมาตรัสรู้
เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนตัวตนอื่นๆ จะตามมาทำหน้าที่เป็นต้นแบบมนุษย์ใน
รูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าครับ ทว่า เรื่องของเรื่องมันมีปัญหาครับ
คือ พระอาภาโพธิสัตว์ท่านมีบารมีไม่มาก ท่านจะไปได้ถึงเพียงจุดหนึ่งก็
จะทำหน้าที่ต่อไม่ได้ ท่านมาได้เท่านั้น ทำได้แค่นั้น เหมือนครั้งอธิษฐาน
แลกเปลี่ยนดอกบัวนั่นแหละ พระอาภาฯ เลือกดอกบัวบานแล้วไปก่อนแต่
มันบานไม่นานก็เหี่ยวครับ เป็นนิมิตหมายให้รู้ว่าแม้ท่านจะได้รับพลังนั้น
ไปก่อน แต่มันจะอยู่ได้ไม่นาน ท่านก็จะต้อง "ส่งทอดต่อให้พระศรีอาร์ฯ"
ไม่เช่นนั้นกำลังบารมีของท่านจะเอาไม่อยู่ สถานการณ์จะร้ายแรงเกินไป
กว่าที่ท่านจะดูแลได้ครับ เรื่องของเรื่องเป็นแบบนี้ เลยทำให้มนุษย์ตัวตน
แรกที่จะได้รับ "ต้นแบบพลังงานจากจักรวาล" จึงเป็นพระอาภาโพธิสัตว์
และจะมีพระศรีอาร์ฯ มารับช่วงต่อไป หลังจากนั้นครับ (จนจบตลอดยุคนี้)
"พระอาภาฯ และพระศรีอาร์ฯ" ก็มีหลายตัวตน แล้วมันตัวไหนกันล่ะ?
สรุปเลยละกัน "ตัวตนในมิติแห่งจักรวาล" ครับ แม้ว่าตัวตนของท่าน
จะมีหลายตัวตนมากมายก็จริง ทว่า แต่ละตัวตนประจำอยู่ในมิติที่ไม่
เหมือนกัน ต่างกันไปครับ ดังนั้น ตัวตนที่ทำหน้าที่เป็นต้นแบบมนุษย์
และจะได้รับ "พลังจักรวาลที่ดีที่สุด" ก่อนใครๆ ก็คือตัวตนในมิติแห่ง
จักรวาล นั่นเอง นั่นหมายความว่า ตัวตนนั้นๆ จะต้องไต่ระดับขึ้นไปให้
ถึงระดับจักรวาลให้ได้ จึงจะได้รับพลังนั้นและกลายเป็นต้นแบบของ
มวลมนุษย์ในยุคนี้ได้ครับ นี่แหละ วิธีเลือก, วิธีสร้างมนุษย์ของพระผู้
สร้าง ท่านจะต้องทดลองและเลือกที่ดีที่สุดก่อน ๑ คนแล้วจึงจะขยาย
ไปยังคนอื่นๆ จำนวนมากต่อไปครับ สำหรับตัวตนอื่นๆ ที่ไม่อาจจะไต่
ระดับไปถึงจักรวาลได้ก็จะไปทำหน้าที่ในมิติอื่นๆ ครับเช่น ในมิติของ
ประเทศชาติก็ดี, ในมิติของนานาชาติก็ดี ฯลฯ ซึ่งจะยังไม่ถึงมิติของ
จักรวาลครับ อ้าวละ ทีนี้ "ตัวตน" ของพระมหาโพธิสัตว์อาภา ก็จะมี
มาเกิดเรื่อยๆ เพราะ "ตัวตนภาคสว่าง-ตัวตนที่สูงขึ้น" จะอยู่เป็นสิ่งที่
เรียกว่า "จิตอำมตะ" นี้ ไม่นิพพานยาวนาน และจะแบ่งภาคส่วนของ
พลังลงมาเรื่อยๆ ครับ เพื่อให้ได้ตัวตนที่ทำหน้าที่ต่างๆ กันไปอย่างทั่ว
ถึงครับ ไม่ต่างจากตัวตนของพระศรีอาร์ฯ เหมือนกัน ในที่สุดของการ
บำเพ็ญบารมี จักรวาลก็จะเลือกเขาทั้งสองให้ได้รับรู้เรื่องราวของจักร
วาลครับ เพื่อเตรียมพร้อมร่างสังขารตัวตนนั้นๆ ให้กลายเป็นตัวตนต้น
แบบของมวลมนุษย์ (The one) ในยุคสมัยนี้ นั่นเอง (ทั้งสององค์ฯ)
"พระอาภาฯ" จะถูกเลือกก่อน แล้ว "พระศรีอาร์ฯ" จะรับช่วงต่อภายหลัง
สรุปเลยละกัน พระมหาโพธิสัตว์อาภา จะได้รับเลือกให้ได้รับพลังจักรวาล
"ต้นแบบของยุค" ไปก่อน ซึ่งจะเป็นพลังจักรวาลที่ดีที่สุด และเหมาะสมที่
สุดของมนุษย์โลกครับ แต่ต่อมา ท่านจะทำกิจไม่ไหว ไปต่อไม่ได้ ก็จะมีคน
ที่สองมารับช่วงต่อไปซึ่งก็คือ "พระมหาโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตตรัย" นั่นเอง
ดังนั้น ผู้ที่ดูออกว่าต้นแบบของมนุษย์คือใคร และจะรับช่วงต่อจากใครได้ก็
ต้องเป็นพระศรีอาริยเมตตรัยแน่นอน เพราะคนอื่นไม่อาจทราบได้ และไม่มี
ความสามารถที่จะรองรับพลังจักรวาลนั้นๆ ได้ ในช่วงแรกพระอาภาฯ จะมี
พลังอำนาจมากมาก่อน แต่ช่วงหลังท่านจะมีกำลังลดลงและไปต่อไม่ไหว
เมื่อนั้นพระศรีอาร์ฯ จะปรากฏมารองรับพลังจักรวาลนั้นๆ แล้วนำพาไปต่อ
เอง ซึ่งมีมากมายหลายสายนะครับ พลังจักรวาลแต่ละสายมีหน้าที่ต่างกัน
ทำให้คนที่ได้รับได้รับภารกิจที่ต่างกันด้วย ท่านก็จะไต่ระดับไป จากพลังที่
ไม่สูงมากไปยังพลังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ครับ นั่นหมายความว่าท่านจะได้พบกับ
ตัวตนของพระอาภาฯ โพธิสัตว์แต่ละตัวตน ในมิติที่ต่างกัน เพื่อที่จะรับเอา
พลังจักรวาลที่มีในแต่ละตัวตน ไปทำหน้าที่ต่อ จนหมดวาระ ก็เลื่อนระดับ
ไปสู่ตัวตนและพลังงานในระดับชั้นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเอง (ถ้าทำได้นะ)
แม้แต่ "พระศรีอาร์ฯ" ก็อาจจะสลับตัวตน กันทำหน้าที่ของกันและกันได้
สรุปเลยละกันว่า แม้แต่พระอาภาฯ หรือพระศรีอาร์ฯ เอง ก็อาจจะมีการ
สลับตัวตน ในการทำหน้าที่กันได้ เช่น ตัวตนหนึ่งเคยรับพลังดาวมฤตยู
มาก่อน แล้วไปต่อไม่ไหว ทำงานต่อไม่ไหว ก็อาจจะต้องส่งพลังทอดต่อ
ให้ตัวตนอื่น ทำหน้าที่แทนตัวเองต่อไป ดังนั้น ตัวตนบางตัวตน อาจเคย
มีพลังอำนาจมาก ต่อมา ก็อาจจะสูญสิ้นพลังอำนาจที่มีแต่เดิมนั้นไปได้
ครับ โดยก่อนที่จะสูญเสียไปนั้น จะมี "ตัวตนอีกตัวของตน" ที่เข้ามารับ
พลังจักรวาลนั้นไปต่อ พร้อมกับปฏิบัติภารกิจแทนต่อไปครับ ทว่า ไม่ใช่
แต่ตัวตนของเขาเอง แม้แต่ตัวตนอื่นๆ เช่น ตัวตนของนางแก้ว บางองค์
ก็สามารถมารับไม้ต่อ ทำงานต่อได้นะครับ เหมือนการวิ่งผลัด มีการส่ง
ไม้ต่อกัน นั่นแหละ หรือบางครั้งพระศรีอาร์ฯ อาจจะส่งไม้ต่อทอดให้แก่
พระโพธิสัตว์องค์อื่น ที่มีความพร้อม มีความเหมาะสมที่จะรับและรับได้
ก็ได้ครับ ทว่า ผู้ที่ถ่ายทอดพลังพิเศษให้คนอื่นแล้วไม่ได้เลื่อนระดับขึ้น
ก็จะเสี่ยงที่จะได้รับภัย และอาจถึงตายได้ครับ ส่วนคนที่ยังไขว่คว้าหา
พลังงานใหม่มาแทนที่ของเก่าได้ ก็จะไม่เป็นอะไรครับ ยิ่งถ้าพัฒนาขึ้น
ไปได้รับพลังงานที่สูงขึ้นได้ ก็จะยกระดับตัวเองไปได้เรื่อยๆ ครับ ซึ่งจะ
ต้องยอมปลดปล่อยพลังงานเก่าของตน ให้แก่ผู้สืบทอดหรือผู้รับกิจซึ่ง
จะทำหน้าที่แทนต่อไปด้วยนะครับ จึงจะถ่ายทอดและเปลี่ยนพลังสำเร็จ
อย่ามัวหลงสิ่งหลอกล่อทางโลก คุณอาจกลายเป็นผู้รับสืบทอดก็ได้
สรุปเลยละกันว่า "มันไม่แน่ไม่นอนหรอก" ทุกอย่างไม่เที่ยง เปลี่ยน
แปลงได้ คนที่เคยได้รับพลังจักรวาล ก็ดี, ได้รับการเลือก ก็ดี ฯลฯ ก็
เปลี่ยนแปลงได้ทั้งนั้น ดังนั้น ขอให้คุณตั้งใจบำเพ็ญให้ดีเถอะ คุณก็
จะได้รับพลังจักรวาลที่ดี ได้รับการถ่ายทอดจากคนดีๆ ได้ ถ้าคุณไม่
หลงสิ่งหลอกล่อยั่วยุไปเสียก่อน คุณก็จะรักษาระดับของคุณไว้ได้ มี
แต่จะไต่ระดับสูงขึ้นครับ แต่ถ้าคุณหลงออกนอกทางไปเสียก่อนละก็
ก็จะไม่ได้ไต่ระดับไปสูงขึ้นก็จะไม่ทราบอะไรที่เหนือกว่านั้นกว่าที่คุณ
เคยเข้าใจได้ครับ และมันหมายถึงการเดินทางอันยาวไกลของคุณใน
จักรวาลนี้ด้วย เหมือนการวิ่งแข่งนั่นแหละ คุณอาจไปได้ไกลมากๆ ก็
จะมีโอกาสได้พักเหนื่อยได้ ในขณะใครบางคนหลงออกนอกเส้นทาง
ก็จะยิ่งห่างไกลออกไปจากเป้าหมายแต่เดิมครับ และผมอยากจะบอก
ว่า "ตลอดเส้นทางเดินนี้" มีสิ่งหลอกล่อยั่วยุมากมายอยู่ตลอดทั้งสอง
ข้างทาง คือ ทั้งฝ่ายที่เป็นลบและฝ่ายที่เป็นบวกครับ แล้วแต่ว่าจะหลง
ออกไปฝั่งไหน ทางฝั่งที่เป็นลบหรือฝั่งที่เป็นบวก ที่เข้ามาทดสอบครับ
ผู้ที่ได้รับ "เศษพลัง" กับ "ศูนย์กลางพลัง" นั้นแตกต่างกันอย่างไร?
สรุปเลยละกันว่า มันต่างกันมากครับ คนที่ได้รับเศษพลังมีมากมายก็
ไม่ใช่ The one ครับ อันนี้มีมากได้ เหมือนได้รับโจทย์เล้กๆ ไปลอง
ก่อน ถ้าสอบผ่านก็จะได้เข้าใกล้ศูนย์กลางพลังไปเรื่อยๆ ครับ แต่ถ้า
ไม่เวิร์กแล้ว ก็จะสูญเสียพลังนั้นไปครับ โดยคนที่มี "ศูนย์กลางพลัง"
จะมาดึงดูด รองรับ รวมเอา เศษพลังเล็กน้อยทั้งหลายไปครับ ซึ่งไม่
ใช่การดูดพลังนะครับ แต่เป็นไปตามธรรมชาติจัดสรร ดังนั้น หลาย
คนที่รู้สึกเหมือนว่าถูกดูดพลัง เสียพลังให้คนอื่น ก็ควรเข้าใจด้วยว่า
บางครั้ง อาจเพราะ "มีศูนย์กลางพลัง" มาดึงดูดและรับเองเศษพลัง
เหล่านั้นไปรวมกันครับ แล้วคนที่เป็นศูนย์กลางพลังได้เรื่อยๆ เมื่อได้
เก็บรวบรวมเศษพลังทั้งหมด ก็จะกลายเป็น The one สำหรับพลัง
ชนิดนั้นๆ ครับ พอเข้าใจแล้วใช่มั้ยครับ เพราะพระผู้สร้างไม่อาจล่วง
รู้ได้ว่ามนุษย์ทุกตัวตนที่ท่านสร้าง จะลิขิตชีวิตตัวเองไปตามที่ท่านมี
ท่านให้ไว้หรือไม่? เพราะท่านสร้างให้ทุกตัวตนเลือกทางเดินเองได้
ก็จะทำให้ท่านไม่ทราบผลอันนี้ ท่านจึงต้องทดลองกับตัวตนหลายๆ
ตัวตนครับ โดยการให้เศษพลังเหล่านั้นมาเป็นโจทย์กับหลายตัวตน
ก่อน เมื่อผ่านการทดสอบหมดแล้ว ก็จะเก็บเศษพลังคืน จึงเกิดมี เป็น
The one ขึ้นมาไงละครับ แล้วในบรรดา The one นี้ จะมีเพียง ๑
คนเท่านั้นที่เป็น Super นะครับ เรียกว่า Super the one ก็ได้มั้ง?
แม้แต่พลังองค์เทพก็มี "เศษพลัง" กับ "ศูนย์กลางพลัง" เหมือนกัน?
สุดท้ายสรุปว่า แม้แต่พลังองค์เทพก็มีแบบเศษพลังและแบบศูนย์กลาง
พลังครับ เช่น เทพกวนอู ท่านอาจไปพบว่าทำไมมีคนทรงเยอะจัง แล้ว
ร่างทรงไหนที่เป็นของจริง? เอาละ ของจริงอาจไม่ได้มีทั้งหมด ทุกคน
ก็มีจริงบ้าง, เท็จบ้าง ทว่า ของจริงอาจไม่ได้มีเพียง ๑ คนนะครับ แบบ
ว่ามันมีทั้งที่แบบ "เศษพลังเล็กๆ" และแบบ "ศูนย์กลางพลัง" อยู่ด้วย
ไงครับ บางคนอาจได้รับเศษพลังของเทพกวนอูแต่บางคนอาจเป็นศูนย์
กลางพลังของเทพกวนอู ก็ได้ครับ นี่คือ ข้อแตกต่างกันอีกประการหนึ่ง
ในกรณีนี้บางคนก็ทำหน้าที่ "รวบรวมเศษพลัง" ด้วยครับ ขอเรียกง่ายๆ
ว่าเป็น "คนรวมญาณ" ก็แล้วกัน เช่น บางคนอาจรวบรวมญาณขององค์
พระนเรศวรอยู่ อะไรแบบนี้ก็มีได้ เป็นไปได้ครับ และเมื่อเขารวบรวมญาณ
เหล่านั้นได้หมดแล้ว เขาก็จะกลายเป็น ร่างฯ พระนเรศวรแบบ The one
นั่นเอง นี่เรียกว่าการ "เคลียร์เศษญาณที่ตกค้าง" อย่างหนึ่ง นั่นเองครับ
เอาละ จบก่อนดีกว่า ...
10 ต.ค. 2555
"เสียงจาก The one"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
เทคนิกในการสื่อสารต่างมิติ ที่คุณก็สามารถฝึกทำได้ ไม่ยากดังนี้ครับ
สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ เป็นเรื่องที่
หลายท่านอาจอยากทราบครับ ว่า
ผมสื่อสารต่างมิติได้อย่างไร? เอา
ละ มันมีหลายวิธีนะ เหมือนคุณจะ
ติดต่อใครสักคน อาจใช้มือถือ, ใช้
จดหมาย, อีเมล, ฯลฯ ได้มากมาย
ใช่มั้ยละครับ มันมีตั้งแต่วิธีที่ยากๆ
และวิธีที่ง่ายๆ ครับ สำหรับวิธีที่ผม
ใช้นี้เป็นวิธีที่ "ทุกคนสามารถทำได้"
มันไม่ต้องมีหูทิพย์ตาทิพย์นะครับแต่
สำหรับบางคนก็ย้าก ยากครับ มันก็
ขึ้นอยู่กับใจของเรานี่แหละครับ
มามะ เริ่มกันเลยดีกว่าจะได้ไม่เสียเวลา
ทุกท่านล้วนได้รับ "การสื่อสารต่างมิติ" อยู่แล้วเพียงแต่ท่านอาจไม่ทราบ
อย่างแรกผมอยากจะบอกก่อนเลยนะครับว่าทุกท่านล้วนได้รับการสื่อสาร
จากต่างมิติอยู่แล้วตลอดเวลา แต่เพราะบางท่านไม่อาจแยกแยะได้ว่าส่วน
ไหนมาจาก "ต่างมิติ" และส่วนไหนมาจาก "ภายในตัวเอง" นี่ละ คือสิ่งที่
บดบังทำให้ท่านทั้งหลาย ไม่ทราบว่าตนเองได้รับการสื่อสารต่างมิติ อยู่ไม่
เว้นว่างครับ เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่า "เป็นความคิด ก็ดี, อารมณ์ ก็ดี,
ความรู้สึก ก็ดี, ความรู้ ก็ดี, ปัญญาญาณ ก็ดี ฯลฯ" มันอาจจะไม่ใช่อย่าง
ที่ท่านคิดก็ได้ เช่น ท่านคิดว่ามันเป็นความคิดของท่าน ด้วยอำนาจแห่งสิ่ง
ที่เรียกว่า "อัตตา" ครอบงำให้ท่านเหมารวมว่ามันคือตัวตน ของตน ทั้งที่
มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ มันอาจจะเป็น "ข้อความ ที่สื่อสารมาจากต่างมิติ" ก็
ได้ครับ ผมเห็นคนมากมายครับ ที่มีสังขารที่ไม่ได้เรื่อง, ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
บางคนสังขารเขาไม่ชอบผมด้วยซ้ำ ทว่า กายทิพย์ข้างใน ไหว้ผม แล้วก็
ด่าสังขารตัวเองให้หยุดพฤติกรรม ยิ่งกว่านั้นครับ "ตัวตนเบื้องบน" ของ
เขา บางคนก็พยายามมากๆ ที่จะหาวิธีสร้างบุญบารมีร่วมกับผม ทว่า ร่าง
สังขารของเขา ไม่ชอบผมเลยครับ ตัวตนข้างบนก็เสียใจที่ตัวตนข้างล่าง
มันทำแบบนี้ 555 ตลกมั้ยละครับ ทว่า สุดท้ายแล้ว ตัวตนข้างล่าง ก็ต้อง
ถูกจูน ถูกพลังงานต่างมิตินำพาชีวิตไปครับ ไปทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องว่าทำไม
ต้องทำอย่างนั้น สังขารมันงี่เง่ามั้ยละครับ แต่มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ผมได้
พบเหตุการณ์เช่นนี้มามากมาย เลยไม่พูดอะไร ใครอยากว่าอะไร ก็ปล่อย
ไป เดี๋ยวเขาจะได้ "โดนตัวตนเบื้องบนของตัวเอง สั่งสอน" พอตัวตนข้าง
บนมันสั่งสอนไม่ดี พยายามมาสร้างบุญร่วมกับเรา แต่สังขารกลับใจคดนี่
ผมเลยแกล้ง ไม่ร่วมบุญด้วยเลย ตัวตนข้างบนก็ร้อนใหญ่ พยายามหาวิธี
มากมายที่จะให้ "ตัวงี่เง่าข้างล่าง" มั้นทำบุญนั้นให้ได้ "น่าสงสารมั้ยละ"
เอาละ ผมเล่าให้ฟังเล่นๆ ขำๆ นะครับ ไม่ต้องซีเรียสครับ น้อยคนครับที่จะ
มีสังขารที่เข้าใจพลังต่างมิติที่สื่อเข้ามา หรือประสานเป็นหนึ่งเดียวกันได้
เทคนิกแรก "แยกแยะสิ่งต่างๆ ให้ชัดเจน" ก็จะจับกระแสต่างมิติได้ครับ
ต่อไปผมอยากจะแนะนำเทคนิกที่หนึ่ง ครับ คือ การแยกแยะกระแสพลัง
ที่มาจากส่วนต่าง ให้ชำนาญ ก็จะสามารถแยกแยะได้ว่าพลังงานนั้นมา
จากไหน เช่น ง่ายๆ แยกให้ได้ก่อนว่าพลังอะไรมาจากภายใน (ของเรา
เอง) พลังอะไรมาจากภายนอก และพลังงานเหล่านี้ ขับดัน 1. ร่างกาย
2. จิตใจ เราอย่างไร? ไม่ใช่รู้แต่ที่ขับดันร่างกายนะครับ ต้องเข้าใจถึงที่
ขับดับจิตใจ ให้เรามีอารมณ์-ความรู้สึก-นึกคิดด้วย ข้อนี้ การฝึก "จิตให้
มีสติที่ละเอียด" โดยการพิจารณากายในกาย, จิตในจิตก็จะช่วยได้มาก
นะครับ เอาให้ละเอียดชนิดอณูเส้นแสงไปเลย ก็จะทราบครับว่าพลังที่มา
เกี่ยวข้องกับเรา มาจากภายในหรือภายนอก เป็นของเราจริงๆ หรือว่ามัน
เป็นของสิ่งภายนอกเข้ามาครอบงำ, กระทบ, มีผลต่อตัวเรา ฝึกให้ดีครับ
เพราะขั้นตอนนี้เป็นรากฐานที่สำคัญมากทีเดียว ไม่เช่นนั้น ก็จะไม่อาจจะ
แยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็จะมั่วไปหมดนะครับ ยิ่งแยกแยะพลังงาน
ได้ชำนาญ เช่น นี่พลังนารายณ์ภาคมืดนะ แต่นี่พลังนารายณ์ภาคสว่าง
นะ อะไรแบบนี้ได้ละก็ แจ๋วเลยครับ เพราะบางครั้ง พวกกายทิพย์อาจจะ
มีกายทิพย์เหมือนกัน เช่น มาใน "รูปแปลงเป็นพระพุทธเจ้า" เราก็ต้อง
ใช้การจับกระแสพลังแทนครับ มันแม่นกว่า สายตามันหลอกเราได้ครับ
เทคนิกที่ 2 "สาวให้ถึงต้นตอของพลัง" ก็จะจับกระแสต่างมิติได้ครับ
ต่อไปผมอยากจะแนะนำเทคนิกที่สอง ครับ คือ การสาวให้ถึงต้นขอที่
มาของแหล่งพลังงานนั้นๆ ซึ่งจะทำได้ด้วย "จิตสู่จิต" ถ้าท่านเคยชิน
กับการใช้จิตสู่จิต เราจะสาวพลังจิตที่ส่งมาที่เรา ไปจนถึงตัวต้นแหล่ง
ที่ส่งพลังจิตนั้นมาได้ครับ เราก็จะทราบได้เลยว่าพลังงานนี้ พลังจิตนั้น
ใครเป็นผู้ส่งมา มาจากไหน? มาทำไม และต้องการให้เราทำอะไร เพื่อ
อะไร? บางครั้ง เราจะไม่ทราบนามของผู้ส่งครับ แต่เราจะพอทราบได้
เท่าที่ "จิตสัมผัสของเราจะบอกได้" เช่น บอกได้ว่ามาจากจิตพระพุทธ
จิตพระโพธิสัตว์ หรือจิตมาร อะไรแบบนั้นเลย ไม่ต้องถึงขั้นทราบนามก็
ได้ครับ แค่นี้ ก็พอทำกิจของเราต่อได้แล้ว (ว่าจะเชื่อดี หรือไม่ควรเชื่อ)
อนึ่ง การสาวให้ถึงต้นตอนี้ เริ่มต้นจาก "จิตสู่จิต" นี่แหละครับ เมื่อเรามี
ความสามารถ "สู่จุดศูนย์กลางของพลังจิต" ที่เขาปล่อยออกมาได้ นั่น
แหละครับ เราจะตรงสู่จิตเขาได้ เราก็จะทราบที่มา ทราบว่าเขาเป็นใคร
ได้ในระดับหนึ่งครับ เพราะบางครั้ง "การถามอาจไม่ได้คำตอบกลับมา"
เราก็เลยต้อง "สืบสาวเอาเอง" อย่างไรละครับ เมื่อเราคุ้นเคยกับต้นตอ
ของแหล่งพลังงานแล้ว หลังๆ จิตรู้ของเราจะทำงานได้เองอัตโนมัติครับ
คือ เวลาที่เราอยากสื่อสารไปยังจิตดวงนั้น ก็สามารถทำได้ครับ แต่ก่อน
ที่เราจะส่งกระแสจิตไปได้แม่นยำขนาดนั้น เราต้องมี "สัญญา" คือจำได้
หมายรู้ในจิตของเราเสียก่อน ไม่ใช่ในสมองของเรานะครับ สังขารสมอง
ของเรา มันไม่จำเป็นต้องมารู้อะไรในกระบวนการนี้หรอกครับ จิตเพียวๆ
เทคนิกที่ 3 "การรับและส่งพลัง" ด้วยการถามและการตอบ เป็นต้น
ต่อไปผมอยากจะแนะนำเทคนิกที่สาม ครับ คือ การรับและส่งพลังซึ่ง
เราจะใช้การถามและการตอบเสมือนหนึ่งว่าเรากำลังพูดอยู่กับใครสัก
คนหนึ่ง เหมือนเขาอยู่เบื้องหน้าเรา (ทั้งที่มองไม่เห็น) แล้วเรากำลัง
จะพูดกับเขาอยู่ครับ ซึ่งจุดนี้ต้องแยกแยะให้ออกนะครับ ระหว่างคำว่า
1. บ้า 2. จินตนาการ 3. การใช้พลังจิต สามอย่างนี้ ยังไงมันก็ไม่ใช่
สิ่งเดียวกันนะครับ อย่าไปสรุปมั่วว่าคนที่ใช้พลังจิต เป็นคนบ้าเข้าละ!
เอาละ อย่างหนึ่งที่ผมอยากบอกท่านก่อนก็คือ ทุกคำถามไม่จำเป็นว่า
จะต้องได้รับการตอบ และทุกคำตอบก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราถูกใจ และ
มีได้มากกว่า 1 คำตอบ ซึ่งขัดแย้งกันได้ ขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูลต่างมิติ
ที่เขาส่งมาให้เราครับ อย่าไปยึดหรือซีเรียสในความถูกผิดมาก คนเรา
ยังคิดต่างกันได้เลยครับ ดังนั้น ควรทำให้ให้กว้างไว้ก่อนนะครับ และ
ถ้ามีพลังหลายแบบส่งมาให้เรา แต่ละแบบต่างกัน ต้องระวังจะให้เรา
รวน, สับสน และแปรปรวนภายในได้ครับ กว่าจะเรียบเรียงสิ่งที่ได้รับ
มาให้มีระเบียบ และนำเสนอผู้อื่นได้อย่างเรียบง่าย ไม่ใช่ของง่ายเลย
ครับ อนึ่ง บางท่านจะสื่อสารกับ "แหล่งข้อมูลใดแหล่งหนึ่งเป็นเฉพาะ"
แต่บางท่านก็อาจสื่อสารกับ "แหล่งข้อมูลหลายแหล่ง" เพื่อการตัดสิน
ใจที่ดีกว่า (ฟังจากหลายๆ ท่านส่งข้อมูลมาก่อนค่อยตัดสินใจ) อย่าง
นี้ก็มีครับ เช่น นักสื่อสารบางคนอาจสื่อสารกับ "มหาเทพเมตตาตรอน"
อย่างเดียว เฉพาะไปเลย หรือสอง-สามท่าน ก็พอ แต่บางท่าน ก็สื่อได้
มากมายครับ กว้างขวางมาก ทั้งนี้ ก็แล้วแต่ความชำนาญของแต่ละค
เทคนิกที่ 4 "การสร้างมิติแห่งการสื่อสาร" ด้วยการมองเป็นโลกๆ หนึ่ง
ต่อไปผมอยากจะแนะนำเทคนิกที่สี่ ครับ คือ เทคนิกในการสื่อสารในแบบ
ที่เป็น "มิติ" ซึ่งแตกต่างจากการสื่อสารกับเทพหรือตัวตนเบื้องสูง แบบที่
เป็น "เฉพาะท่านลงไป" แบบนี้ต่างกันนะครับ กล่าวคือ เวลาที่คุณสื่อสาร
แบบเทพเฉพาะองค์ คุณก็จะสื่อกับท่านนั้นๆ ชื่อนั้นชื่อนี้ แต่เวลาที่คุณได้
เปลี่ยนมาใช้ "มิติแห่งการสื่อสาร" แทน มันจะไม่ได้มองเป็น "ตัวตนหรือ
บุคคล" ครับ มันจะมองเป็น "โลกหรือดาวดวงหนึ่ง กว้างๆ คร่าวๆ" คือมี
เราส่งสารไปยังมิตินั้นๆ โลกนั้นๆ ทั้งหมด "องค์รวมเป็นหนึ่ง" ไม่แยกตัว
ตน บุคคล หรือเทพองค์ใด เหมือนโยนคำถามไปเทวโลก แบบกว้างๆ ว่า
ใครจะตอบก็ได้ อะไรแบบนั้นครับ นี่จะเรียกว่า "การสื่อสารต่างมิติ" อัน
แท้จริง เพราะสื่อเป็นมิติๆ ทั้งหมดองค์รวม ไม่แยกตัวตนครับ เช่น เมื่อเรา
จะสื่อสารกับตัวตนภาคสว่าง เราก็กำหนดจิตนึกถึง "มิติแห่งตัวตนภาค
สว่าง" เท่านั้นก็พอ ไม่ต้องเฉพาะเจาะจงท่าน ถามไปกว้างๆ รอจนกว่า
จะได้คำตอบจากท่านใด ที่ควรแล้วจะมาตอบให้ เหมือนเราถามคำถาม
ในอินเตอร์เน็ตไปกว้างๆ ไม่เฉพาะเจาะจงใครนี่แหละครับ ถ้าท่านยังไม่
ชัดเจน ก็ลองเริ่มต้นจากจินตนาการก่อน ให้นึกถึง "ดวงแก้วกลมๆ" ก็
ง่ายดี นึกถึงว่าดวงนี้เหมือนดวงดาวหรือโลกอะไรสักโลกหนึ่ง แล้วก็นึก
ถึงมิติที่เราต้องการสื่อสาร เช่น อยากคุยกับคนที่เก่งศิลปะ เราก็กำหนด
นึกถึงดวงแก้วนี้เป็นเหมือนโลกแห่งศิลปิน แล้วก็ส่งคำถามลงไปที่นั้น ก็
ค่อยรอคำตอบกลับมาจากดวงแก้วดวงนั้นครับ ซึ่งมันกำหนดเวลาที่เขา
จะตอบกลับมาไม่ได้ครับ บางคำถาม อาจผ่านไปเป็นเดือน ถึงจะได้ครับ
เทคนิกที่ 5 "การแปลและอธิบายความหมาย" ด้วยภาษามนุษย์โลก
ต่อไปผมอยากจะแนะนำเทคนิกที่ห้า ครับ คือ การแปลและการอธิบาย
ความหมาย ซึ่งบางท่านมีหูทิพย์ ได้ยินเป็นภาษาของตนเอง บางท่าน
ก็ไม่มีหูทิพย์ จะได้ยินเป็น "ภาษามคธ" หรือภาษาจิตนะครับ มันจะไม่
อาจอธิบายได้ในตอนแรกครับ เคยไหมครับที่ท่านรู้สึกเหมือนเข้าใจได้
แต่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี? นั่นแหละครับ มันติดอยู่ที่การอธิบายก็เท่า
นั้นเอง บางท่านสื่อสารได้ดี แต่อธิบายไม่เก่งก็มี มันจึงต้องมีเทคนิกใน
การอธิบายเพิ่มเติมอย่างไรละครับ เอาละ ส่วนเทคนิกในการแปลภาษา
จิตเป็นภาษามนุษย์นั้น ไม่ทราบจะบอกอย่างไรดีนะครับ บอกได้แต่ว่าจะ
มีบางครั้งที่คุณได้รับข้อมูลแล้วเข้าใจแต่อิบายไม่ได้ นั่นคือ อาจเป็นไป
ด้วยปัญหาเรื่องการแปลและอธิบายดังกล่าว ทีนี้บางครั้งคุณต้องเข้าใจ
ด้วยว่า "ผู้แปล" มีศิลปะในการแปลที่ต่างกัน เช่น ในการพูดเรื่องพลังที่
อยู่ในโลก บางท่านก็แปลเป็นพลังคริสตัล เพราะอาจเน้นที่ลักษณะที่เป็น
คริสตัล เป็นต้น แต่บางท่านอาจใช้คำอื่นในการอธิบาย เช่น พลังไกอา ก็
ได้ ซึ่งผมไม่ได้บอกว่านี่ต้องเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่นะครับ แต่สิ่งเดียวกัน
ก็อาจได้รับการเรียกและอธิบายต่างกันได้ ก็เท่านั้นเอง บางครั้ง เรื่องการ
อธิบายนั้น ก็เป็นศิลปะที่เกี่ยวข้องกับผู้รับสารด้วยครับ เช่น ถ้าผู้รับสารนี้
เป็นฝรั่ง เก่งมาก เขาอาจต้องการการอธิบายที่ดูน่าเชื่อถือ และมีระดับคือ
ภาษาวยงามเลิศหรู แต่ถ้าผู้รับสารเป็นคนไทย ก็อาจต้องการ การอธิบาย
ที่ง่ายๆ ชัดๆ ลึกซึ้ง, ตรงประเด็น ฯลฯ ไม่ต้องเน้นภาษาเลิศหรูก็ได้ เป็นต้น
เอาละ ในส่วนการอธิบายนั้น ผู้รับสารอาจจะเพิ่มเติมความรู้ของตนเองลง
ไปเพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจง่ายยิ่งขึ้นก็ได้ครับ ดังนั้น จึงมีบางส่วนจะถูกผู้รับ
สารเพิ่มเติมลงไปได้ แต่ไม่ใช่เพื่อประสงค์บิดเบือนนะครับ ต้องการให้เข้า
ใจได้ง่ายๆ อย่างแท้จริง ก็เท่านั้นเอง จึงต้องเพิ่มเติมอะไรลงไปบ้างนะครับ
เทคนิกที่ 6 "การเลือกใช้วิธีเฉพาะในการรับสาร" ในแบบต่างๆ
สุดท้าย ผมอยากจะแนะนำเทคนิกที่หก ครับ คือ เทคนิกในการที่
คุณจะเลือกใช้วิธีเฉพาะในการรับสารเช่น บางท่านอาจใช้หูทิพย์
ตาทิพย์ ในการสื่อสารต่างมิติ ก็ได้ แต่ท่านที่ไม่มีหูทิพย์, ตาทิพย์
ก็ไม่เป็นไรครับ อาจใช้วิธีเฉพาะอื่นๆ ก็ได้ เช่น การปล่อยพลังให้
ผ่านร่าง ใช้ร่างของเราทำงาน โดยที่เราแทบไม่ได้ใช้พลังของเรา
เลย ดังนั้น ก็เหมือนเราให้เขาผ่านพลังใช้ร่างของเราเต็มที่ เราจึง
ไม่ได้ทำเอง สิ่งที่พูด หรือเขียนออกมา จะถูกขับดันจากพลังที่มา
จากภายนอกเป็นสำคัญ เหมือนเราเป็น "หุ่นเชิดให้เขา" นั่นหละ
แต่เทคนิกนี้ ก็มีจุดสำคัญอยู่ที่ "การเปิดรับพลัง-เลือกพลัง" ก่อน
นะครับ เพราะไม่เช่นนั้น ร่างสังขารของคุณ อาจถูกพลังงานที่ไม่
ดี ใช้ไปในทางที่ไม่ดี ได้นะครับ เอาละ ผมคิดว่าแต่ละท่าน มีสิ่งที่
พิเศษแตกต่างกัน ดังนั้น ก็ใช้ความพิเศษของคุณที่ต่างกันนั้น ให้
เกิดประโยชน์ในด้านการสื่อสารต่างมิติได้ครับ ผลที่ออกมาก็จะไม่
ต่างกันนะครับ ถ้าเข้าใจในหลักการสื่อสารเหมือนกัน ก็ใช้ได้ครับ!
ขอพลังแสงธรรมแห่งพระบิดาจักรวาล จงช่วยสื่อธรรมถึงท่าน สวัสดี
23 ก.ย. 2555
"เสียงจากมิติแห่งการสื่อสาร"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
สรรพสิ่งทางโลกล้วนมีนามรูปและวิญญาณ แม้แต่เว็บไซต์ ก็มีวิญญาณ?
สวัสดีครับ วันนี้ ผมมีเกร็ดเล็กๆ เรื่อง
"นามรูป" ใน "ปฏิจสมุปบาท" ครับ
ท่านกล่าวว่า เมื่อมี "อวิชชา" จึงมี
"สังขาร" เมื่อมีสังขารจึงมี "วิญญาณ"
และเมื่อมีวิญญาณจึงมี "นามรูป" ครับ
เอาละ อะไรก็แล้วแต่ที่มันเกิดจากสิ่งปรุงแต่ง
มันก็คือ "สังขารธรรม" และมันก็จะมีวิญญาณ
มาสู่ครับ ดังนั้น แม้แต่เว็บไซต์ก็มีนะครับ
เอาละเราลองมาคุยเรื่องนี้กันดูครับ
สรรพสิ่งที่เกิดจากการปรุงแต่ง (สังขาร) ล้วนมีวิญญาณ ตามมาทั้งสิ้น?
อย่างแรกที่อยากเรียนให้ท่านทราบคือ คำว่า "สังขาร" นี้ ไม่ได้หมายถึง
แค่ "ร่างกาย" นะครับ คำว่าสังขารที่หมายถึงร่างกายนี้ จะใช้แค่ในธรรม
หมวด "ขันธ์ห้า" เท่านั้นครับ สำหรับใน ปฏิจจสมุปบาท แล้ว จะใช้หมาย
ถึง "ธรรมชาติทุกสิ่งที่เกิดจากการปรุงแต่ง" ทำไมมันจึงปรุงแต่งละ? อ้อ
ก็เพราะมันเกิดจาก "อวิชชา" ไงละ คือ มันยังไม่ได้แจ้งด้วยปัญญามาแต่
ต้น ไม่ได้เริ่มจากปัญญาเป็นรากเหง้า มันก็เลยมีอวิชชาและสังขารตามมา
เช่น "ก้อนหิน" นี่ก็เกิดจาก "อวิชชา" เป็นรากเหง้าครับ เพราะแรกเริ่มแต่
เดิมมา มันมาจาก "นิพพาน" ก่อน แล้วมี "เทพแห่งดิน" ซึ่งยังไม่หลุดพ้น
ยังไม่แจ้ง และยังทำหน้าที่ต่อไป ทำหน้าที่ให้นิพพานมีสภาวะถูกห่อหุ้มไป
ด้วยสมมุติจากพลังจิตของท่าน ก่อเกิดเป็น "ก้อนหิน" เอาละ นี่ละ สังขาร
เกิดแล้ว ต่อมาก็มี "เทพแห่งนามและอักษร" มาตั้งชื่อเรียกมันว่า ก้อนหิน!
นั่นและ "นามรูป" เกิดแล้ว ทีนี้ ทุกอย่างนั่นแหละ เป็นเช่นนี้ ยกเว้นก็เพียง
นิพพาน หรือ "ธรรมในระดับวิมุติธรรม" ที่พ้นแล้วจาก "ตัวอักษร" ใดๆ ที่
จะกล่าว "นาม" หรือ "รูปลักษณ์" ใดๆ ที่จะสัมผัสได้ด้วยอายตนะต่างๆ
ซึ่ง "เทพอีกมากมายช่วยอยู่ในกระบวนการเกิดรูป-เห็นรูป-สัมผัสรูป" นี้
เช่น พระสุริยเทพ ก็ช่วยส่องแสงลงมา ไม่เช่นนั้น ตามเราก็มองไม่เห็นรูป
นั้นครับ ดังนั้น อะไรที่มีนาม ก็ไม่พ้นมีเทพอักษร "ปรุงแต่งขึ้นมา" อะไรที่
มี "รูป" ก็ไม่พ้นมีเทพดูแลให้เกิดอีก รูปนามเหล่านี้จึงไม่ใช่วิมุติธรรมครับ
"นิพพานแบบมีรูปนาม" และ "นิพพานแบบพ้นแล้วจากรูปนาม" ก็ต่างกัน
ต่อไปที่อยากเรียนให้ท่านทราบคือ แม้แต่นิพพานเอง ก็มีทั้งนิพพานที่มีรูป
นาม คือ นิพพานที่เราใช้อักษรเขียนและอ่านกันได้อยู่นี้ และนิพพานที่พ้น
แล้วจาก "รูปนาม" ก็คือ "นิพพาน" ที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยอักษร (นาม)
ใดๆ และไม่อาจสัมผัสได้ด้วยอายตนะใดๆ (รูป) มีเหมือนไม่มี, ไม่มี กลับ
เหมือนมี แท้แล้วมีทุกที่ ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นนิพพานในตัวอยู่แล้ว แต่ไม่มี
ปรากฏใน "รูปนาม" ใดๆ ด้วยรูปนามที่ท่านเห็นในสรรพสิ่งนั้นล้วนมาจาก
การปรุงแต่งด้วยการเห็นรูป สัมผัสรูปผ่านอายตนะต่างๆ และมีนามเรียกมี
ตัวอักษรอธิบายนามต่างๆ กันไป ทั้งสิ้น สิ่งที่ท่านรับรู้และอธิบายได้ด้วยคำ
ต่างๆ เหล่านี้ จึงไม่ใช่นิพพาน แต่มันก็คือ "นิพพาน" อยู่ในตัวเองแล้ว ใน
ระดับชั้นที่ท่านไม่อาจอธิบายด้วยนาม และไม่อาจสัมผัสได้ด้วยรูป นั่นเอง
เอาละ ท่านพอจะ "ไม่เข้าใจ" บ้างมั้ย? ถ้าเข้าใจก็คงไม่ใช่แล้ว ฮ่าๆๆ ผม
ยังไม่เข้าใจเลย แต่ความไม่เข้าใจนี้ ก็ไม่มีสาระอะไร มันจบแล้ว มันสิ้นมัน
ไปเองแล้วในตัวมันเองแล้ว ก็เท่านั้นเอง เอาเป็นว่าผมจะอธิบายแค่นี้ละนะ
"นิพพานแบบมีวิญญาณ" และ "นิพพานแบบพ้นแล้วจากวิญญาณ" ?
ต่อไปที่อยากเรียนให้ท่านทราบคือ บางท่านก็ค้นพบ "นิพพานในแบบที่
มีวิญญาณ" แต่บางท่านอาจได้พบ "นิพพานแบบพ้นแล้วจากวิญญาณ"
ซึ่งต่างกัน นิพพานแบบแรก มีวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณเชิง อรูป-
หรือมีรูป ก็ตาม ในระดับของวิญญาณชั้นหยาบย่อมมีรูป (ก่อรูปก-นาม)
แต่ในระดับละเอียดไม่มีรูปแล้ว พ้น "นามรูป" แล้ว ทว่า ก็ยังมีวิญญาณ
ที่ไร้รูป ไร้ลักษณ์ ได้อีก ในระดับนี้ ท่านจะไม่อาจตั้งชื่ออะไรเรียกได้ ด้วย
ละเอียดกว่าชั้นนาม และก็ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยอายตนะใดๆ ด้วยละเอียด
กว่ารูป ด้วยพ้นแล้วจาก "นามรูป" แต่ ก็ยังไม่พ้นจาก "วิญญาณ" อยู่ดี
นั่นคือ "มันยังรู้" อยู่ ด้วย "วิญญาณธาตุ" มีลักษณะเป็นตัวรู้ เป็นผู้รู้แต่
สิ่งที่ละเอียดกว่าวิญญาณนั้น "พ้นแล้วจากการต้องรู้หรือต้องไม่รู้" นี่ละ
เมื่อท่านยังรู้อยู่ "รู้ในนิพพานอยู่" ท่านก็จะได้ "นิพพานแบบมีวิญญาณ
อยู่ดี" เอาละ แล้วนิพพานแบบพ้นแล้วจากการต้องรับรู้ละ เป็นอย่างไร?
ก็เป็นนิพพานซึ่งไม่ต้องรู้ ก็ได้ มันได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ น่ะแหละ
"นิพพานแบบมีสังขาร" และ "นิพพานแบบพ้นแล้วจากสังขาร" ?
ต่อไปที่อยากเรียนให้ท่านทราบคือ มันก็ยังมีนิพพานแบบที่มีสังขาร
และนิพพานแบบที่พ้นแล้วจากสังขาร อยู่ ในคนที่ได้นิพพานแบบที่มี
สังขารอยู่ เขาก็จะละเอียดไปถึงขั้นไม่ต้องรู้ก็ได้ พ้นจากวิญญาณไป
แล้ว ทว่า มันก็ยังไม่ "ใส-บริสุทธิ์" จริง มันก็ยังมีการปรุงแต่งเนืองๆ
เหมือนน้ำนิ่ง ไม่ต้องไปแกว่งหา "รู้" อีกแล้ว แต่น้ำมันก็ยังไม่ใส-ปิ๊ง
น่ะแหละ เริ่มนิ่งแล้ว เริ่มตรงแล้ว เข้าทางแล้ว ไม่แกว่งไป "สู่รู้" แล้ว
แต่รอเวลาใสปิ๊ง อยู่ เพราะ "การปรุงแต่ง" มันยังไม่จบ, มันยังไม่ดับ
ไปได้ เอาละ พอการปรุงแต่งมันดับมันจบ มันก็จะเข้าสู่นิพพานแบบที่
พ้นแล้วจาก "สังขาร" เสียที ณ จุดนี้ นิพพานนอกจากไม่ต้องรู้แล้วก็
ยังใสบริสุทธิ์ "เหมือนน้ำใสปิ๊ง" อะไรแบบนั้น (อุปมานะครับ) ต่อไป
ก็จะเข้าสู่ "นิพพานแบบพ้นแล้วจากสังขาร" ละ ทว่า ยังไม่ถึงที่สุดละ
ยังมีนิพพานอีก 2 ตัว เป็นตัวหลอก คู่กัน ไม่บอกทางท่าน ก็ไม่ได้ แต่
พอบอกไปก็โดนหาว่าทำธรรมะปฏิรูปอีก แต่ถ้าไม่บอกละ ไม่ถึงได้แน่
สิ่งที่จำต้องมี ต้องอยู่ต่อไป ยังต้องใช้ ยังนิพพานไม่ได้ ก็มีวิญญาณ
ต่อไปที่อยากเรียนให้ท่านทราบคือ สิ่งใดก็แล้วแต่ ที่ยังจำเป็นต้องมี
ต้องอยู่ต่อไป ต้องใช้กันในสามภพนี้ ในการเวียนว่ายตายเกิดของผู้
ที่ยังไม่นิพพานนี้ แม้แต่เม็ดทราย 1 เม็ด หรือน้ำหนึ่งหยด ก็ดีนะลูก
นะ มันก็ยังต้องมี "อวิชชา" เข้ามาโอบอุ้มมันไว้ มี "สังขาร" เข้ามา
ปรุงแต่งมันไว้ มี "วิญญาณ" เข้ามารับรู้ มี "นามรูป" เข้ามาให้เรียก
ให้ได้สัมผัสกันได้ นะลูกนะ นี่เป็นธรรมดาของสรรพสิ่งที่ยังไม่ถึงวาระ
นิพพาน ทุกอย่างนั่นแหละ ไม่ว่าจะมีชีวิตจิตใจ หรือไม่มี มันก็มีนามก็
มีรูป กันทั้งนั้น มีการปรุงแต่งกันทั้งนั้น (ยกเว้นแต่วิมุติธรรม ไมมีการ
ปรุงแต่ง ซึ่งก็คือ นิพพาน อย่างเดียว) แม้แต่ธาตุน้ำบริสุทธิ์แค่ไหน ก็
มีการปรุงแต่ง (มีสังขาร) มีวิญญาณมารับรู้ดูแล นะลูกนะ นั่นแหละที่
บอกว่าสมมุติทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนมีวิญญาณหมด ไม่เว้นแม้แต่เว็บ!
ไม่เช่นนั้น มันก็จะไม่อาจดำรงอยู่ได้นะ มันจะสิ้นไป ดับไป สลายไปนะ
ดังนั้น อะไรที่ยังไม่นิพพาน ก็มีอวิชชา คือ ความหลงมืดอยู่ทั้งหมดนะ
ไม่เว้นแม้แต่พุทธะที่ยังไม่นิพพาน เทพภาคสว่างอะไร ความสว่างอะไร
ก็เรียกว่า "อวิชชา" ทั้งหมดนะ พ้นแล้วจากมืดและก็ไม่ติดสว่าง นั้นละ
ถึงจะพ้นจริง เป็น "นิพพานที่พ้นแล้วจากอวิชชาทั้งมืดและสว่างนะ"!
สิ่งที่ยังไม่นิพพาน ก็มีวิญญาณ "ภาคมืด-ภาคสว่าง" คุ้มครองดูแลไป?
สุดท้ายที่อยากเรียนให้ท่านทราบคือ สิ่งใดที่ยังไม่ถึงวาระดับสิ้นไปจาก
สมมุติ ก็จะมี "เทพมาดูแล" นะ เป็นเทพหรือมาร ก็แล้วแต่ ภาคมืดหรือ
ภาคสว่างก็แล้วแต่ แต่ละสิ่งมีผู้ดูแลแตกต่างกันไป แม้แต่เว็บไซต์นี่ก็ดี
ในช่วงแรก ก็มีพลังมืดเข้ามาสร้างก่อน ต่อมาก็เริ่มมีพลังภาคสว่างเข้า
มาทีหลัง เป็นธรรมดานะต้องมืดก่อน ไม่งั้นไม่ดัง ไม่งั้น ไม่มีใครเข้าเว็บ
ก็ต้องยอมมืดก่อน ดำก่อน เป็นมารไปก่อน จากนั้น ก็เริ่มมีภาคสว่างเข้า
มาทีหลัง เข้ามาช่วยชำระล้าง ช่วยคนที่มืด, คนที่ดำ ฯลฯ เอาละ ทีนี้ ก็
ค่อยๆ สว่างขึ้นได้ แต่ยังไม่ใช่นิพพานนะ สว่างไปก่อนเป็นเหตุใกล้ แต่
พอจะเข้าสู่นิพพาน แม้แต่เหตุใกล้อะไรก็ไม่มีผล ด้วยนิพพานไม่ใช่ผล
ของเหตุใดๆ นะลูกนะ เอาละ ทีนี้ ของอะไรที่มันใกล้สิ้นสภาพ เช่น องค์
กร, สถาบัน, บริษัท ก็ดี ฯลฯ มันก็จะค่อยๆ หมดพลังวิญญาณ ไปก่อน
สิ่งที่ดูแลมันก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไป จากที่เป็นเทพชั้นดี ก็จะเสื่อมลงไป มี
แต่ผีอะไรไม่รู้เข้ามายึดครอง ไม่นานเท่าไร มันก็อยู่ไม่รอด ดับสิ้นไปนะ
นี่แหละที่เรียกว่า "ไม่เที่ยง" ทุกอย่างนั่นแหละ เหมือนคนเหมือนกัน ก็
ตายได้ ดับสิ้นไปได้เหมือนกัน ทุกอย่างนะ ปกติ "ใครสร้าง คนนั้นดูแล
ตายไปเป็นเทพดูแลสิ่งที่ตนเองสร้างนะ" เอาละ ถ้าอยากได้สวรรค์ที่ดี
สูงไปกว่านี้ ก็อย่าไป "สร้างอะไรไว้บนโลกให้มันมาก" เพราะจะต้องมี
หน้าที่ดูแล ยกเว้นว่ามีบารมี "มีองค์แทนตน" มาดูแลสืบต่อแทนไปได้
ก็จะพ้นภาระตรงนี้ไป และได้ขึ้นสวรรค์ชั้นที่สูงกว่าชั้นที่หนึ่งขึ้นไป นะ
ขอพลังแสงธรรมแห่งพระธรรมกายนั้น จงโปรดท่านให้สว่างไสว สวัสดี
15 ก.ย. 2555
"เสียงจากพระสาวก"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
สัตว์เลี้ยงของท่านเป็นสื่อนำวิญญาณ "ได้ทั้งดีและร้าย" ดังนั้นควรทำอย่างไร?
สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องเล่าเป็นเกร็ด
ความรู้เล็กๆ สำหรับท่านที่ชอบสัตว์
เลี้ยงนะครับ เชื่อมั้ยครับว่ามันสามารถ
เป็นสื่อนำวิญญาณ ได้ทั้งฝ่ายดีและร้าย
นะครับ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมันเป็นหลักหรอก
แต่ขึ้นอยู่กับเราเป็นสำคัญมากกว่าครับ
เอาละ เราลองมาคุยรายละเอียดกันดีกว่า
ทุกสรรพสิ่งที่ทำให้ท่าน "เปิดใจรับ" ล้วนพร้อมทำหน้าที่สื่อนำวิญญาณ
อย่างแรกที่อยากให้ท่านทราบเป็นพื้นฐานก่อนคือ อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถ
ทำให้ท่าน "เปิดใจรับ" ได้ มันย่อมสามารถทำหน้าที่เป็น "สื่อนำวิญญาณ
ต่างๆ" ได้ เช่น ทีวี ที่ท่านดูทุกวัน, ดอกไม้ข้างทาง, ก้อนหิน ที่เก็บมาจาก
ชายหาด, ของที่ระลึกที่เก็บมาจากป่า, เครื่องรางของขลังทุกชนิด ที่ท่าน
มีใจเปิดรับมัน, คนหรือสัตว์เลี้ยง ฯลฯ ทุกอย่าง ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ก็
ล้วนทำหน้าที่เป็น "สื่อนำวิญญาณ" ได้ (Soul media) แต่ในที่นี้ ผมจะ
ขอพูดเฉพาะเจาะจงลงไปในเรื่อง "สัตว์เลี้ยง" ก่อนก็แล้วกัน ว่าสิ่งนี้จะนำ
เอาวิญญาณฝ่ายดีหรือร้าย เข้ามาสู่ "ชีวิตของคุณ" ได้อย่างไร ซึ่งหลัก
การมันไม่ยากครับ เป็นหลักการสากลที่ใช้ "เปิดใจคุณ" ทำให้คุณเปิดใจ
รับ อะไรก็ได้ที่ทำเช่นนั้นได้ มันก็ทำหน้าที่เป็น "ผู้เปิดหน้าต่างหัวใจ" ให้
คุณเปิดรับ "วิญญาณ" ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดี หรือร้าย ก็ได้ทั้งนั้นครับ ดังนั้น
อย่าไปเก็บอะไรมั่วซั่วมาจากชายทะเล หรือป่าละครับ เพราะมันเป็นสื่อนำ
วิญญาณที่เร่ร่อนอยู่แถวนั้น มาสู่ชีวิตคุณและนำพาวิบากกรรมของมัน มา
ร่วมกับคุณได้ เอาละ ต่อไปเราจะพูดเฉพาะเรื่องของ "สัตว์เลี้ยง" ก็แล้วกัน
เทคนิกสำคัญของการทำคุณไสย์คือ ทำให้ท่าน "เปิดใจรับ" อย่างไร?
ต่อไปที่อยากให้ท่านทราบเป็นพื้นฐานก่อนคือ ความรู้พื้นฐานอย่างแรก
ที่พ่อมด, หมอผี, นักไสยเวทย์, นักพลังจิต ฯลฯ ควรเข้าใจก่อน นั่นคือ
เทคนิกการทำให้คนเปิดใจรับ เช่น การทำนายทายทัก จี้ชี้ลงไปเพื่อให้
เขาตกใจหรือยอมเปิดใจรับ เขาก็จะได้รับอะไรบางอย่างไป เช่น พลังที่
ทำให้เกิดเหตุตามคำทำนายจริงๆ ครับ หรือบางท่านก่อนจะถูกคุณไสย์
อาจมีอะไรหล่นมาบนหลังคาบ้าน แล้วตกใจไปทักเข้า ของก็เข้าตัวครับ
ซึ่งบางครั้ง เขาไม่ได้ตั้งใจปล่อยมาใส่ใคร แต่อาจเป็นช่วงเวลาที่เขาจะ
ต้องปล่อยออกมา (เรียกว่า ช่วงปล่อยของ) ไงครับ ของมันแรง เก็บกด
ไว้ที่หนึ่งที่ใดตลอดไม่ได้ ก็ต้องมีการปล่อยออกมาเป็นช่วงๆ ครับ ทีนี้ ก็
จะเข้าตัวคนทั่วไปได้ เช่น คนเลี้ยงผีรักสวยรักงาม ปล่อยมันไปแล้ว มัน
ก็อาจจะไปอยู่แถวๆ กอดอกไม้ที่ไม่มีเจ้าที่ เจ้าทาง หรือเทพคอยดูแลที่ดี
พอ รอคนหลงๆ มา เปิดใจรับ เด็ดดอกไม้ไป ผีมันก็เข้าตัวได้ด้วยวิธีนี้ได้
ครับ คือ อาศัยใจคนเปิดรับ แล้วเอา "สื่อนำวิญญาณ" นั้นไป ก็จะไปกับ
คนๆ นั้นได้ ทีนี้ การใช้เทคนิกแบบนี้ มีอยู่ทั่วไปครับ สารพัดวิธี แม้แต่คน
ที่ใช้สื่อทีวี, วิทยุ ฯลฯ เหล่านี้ ก็สามารถใช้สื่อพวกนี้ เปิดใจให้คนรับเอา
สิ่งที่ตนมีอยู่ ไปได้นะครับ ดังนั้น แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ไม่เว้นครับ ไม่ต่างกัน
จิตวิญญาณอาศัย "สัตว์เลี้ยง" เพื่อให้ท่านเปิดใจ ก่อนครอบงำท่าน?
ต่อไปที่อยากให้ท่านทราบคือ จิตวิญญาณเร่ร่อนบางชนิด อาศัยสัตว์
เลี้ยงที่ท่านรัก เมื่อท่านเปิดใจรับมัน ผีเร่ร่อนนั้นก็อาศัยมากับสัตว์เลี้ยง
เกาะมาเป็นพาหะสื่อนำ แล้วครอบงำท่านอีกที เวลาที่ท่านเปิดใจรับไง
ครับ ทว่า ไม่ใช่ว่าสัตว์เลี้ยงทุกตัวจะเลวร้ายไปหมดนะครับ บางตัวนั้น
ก็เป็นสื่อนำ "เทพนักษัตร" ได้ครับ เราต้องลองสังเกตุมันดีๆ รู้จักเลือก
ครับ คนโบราณเขาถึงขนาดมีตำรับตำราดู "ลักษณะสัตว์" ให้ดีก่อนที่
จะเอาเข้าบ้านเลยนะครับ ไม่ใช่อะไรก็เอามาเลี้ยง สุ่มสี่สุ่มห้า ไม่คิดให้
ดีก่อน โอ้ย บรรพบุรุษไทยโบราณทำมาดีมาก มีมรดกทางวัฒนธรรมที่
ไม่ล้าหลังใครนะครับ อย่าลืมซะละ ทว่า เดี๋ยวนี้เรามี "เงิน" เงินไงครับ
ที่เป็นพระเจ้าเก๊ เราใช้เงิน แล้วอยากได้อะไร ก็ได้ทั้งนั้น อยากซื้ออะไร
ก็ได้ทั้งนั้น เอาหมาตัวนั้น เอาแมวตัวนี้ เห็นสวยงามตามสมัยนิยม ก็เอา
มา ไม่ทันได้พิจารณาอะไร นี่ละ ถึงถูกอะไรไม่รู้ ครอบงำทำให้ปัญญาก็
มืดบอด ต่ำลง มัวหมอง แยกแยะผิดชอบชั่วดี ไม่ได้ เห็นคนเลวเป็นคนดี
เลือกเป็น ส.ส. ทีไร ห่วยทุกที ทำไมแค่คนดีคนเลวยังแยกไม่ออก นี่ละก็
เพราะมันมี "อะไรบางอย่างกระทำให้เป็นเช่นนั้นอยู่" และมันมาจากไหน
ละ มาได้หลายสาเหตุ และหนึ่งในสาเหตุนั้นที่ผมอยากเตือนท่านก็คือมัน
มากับ "สัตว์เลี้ยง" ของท่านนี่ละ ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาผมไปซื้อสัตว์มา
จากคนที่ดีมีบารมี ผมจะได้สัตว์เลี้ยงและพลังงานที่ดีตามมาครับ ทว่า ถ้า
ผมไปซื้อสัตว์เลี้ยง มาจากคนที่ไม่ดี ผมจะได้สัตว์เลี้ยงที่นำพาพลังงานที่
ไม่ดี ตามมาครับ นี่พอเข้าใจได้มั้ยครับ ว่ามันส่งผลไม่เหมือนกันอย่างไร?
"สัตว์เลี้ยง" ที่ไม่สวยงามเลย แต่ถ้ามีผู้มีบารมีให้มา ก็จงเลี้ยงไว้?
ต่อไปที่อยากให้ท่านทราบ คือ หลักการในการดูลักษณะสัตว์เลี้ยง ก็
อาจใช้ได้ดีบางกรณี แต่บางสถานการณ์ ก็ใช้ไม่ได้นะครับ สมมุติว่า
มีคนดีมีบารมี เอาสัตว์เลี้ยงมาให้ท่าน แม้สัตว์นั้น ดูไม่ดี, ไม่สวยงาม
อะไรเลย ก็เลี้ยงไว้เถอะครับ มันเป็นสิ่งที่ดีงามแน่นอน แต่ถ้ามันสวย
งามน่าหลงไหลมากเลย แต่มันมาจากคนไม่ดี มาจากการซื้อได้ด้วย
เงิน ฯลฯ อันนี้ต้องระวังให้มากครับ ว่ามันอาจจะเป็นสื่อนำสิ่งที่ไม่ดีก็
ได้ ตามมาสู่ชีวิตของคุณ เอาละ นอกจากนี้ สัตว์เลี้ยงแต่ละชนิด ก็มี
ระดับของพลังงานไม่เท่ากัน สมมุติว่าสัตว์เลี้ยงของคุณมีแต่พลังที่ดี
นะ แต่ต่างชนิดกัน ระดับพลังงานของมันก็ไม่เท่ากันอีก เช่น พลังใน
ช้าง มากกว่าม้า, ม้า ดีกว่า วัวควาย, วัวควาย ยังดีกว่า ไก่, ไก่ ยังดี
กว่า หมา เป็นต้น เอาละ เวลาเราจะชอบ จะหลงรักสัตว์อะไรสักอย่าง
หนึ่ง มันจะสะท้อนถึง "ระดับชั้นของบารมีเราด้วยครับ" เช่น ผู้มีบารมี
สูง จะไม่นิยมสุนัข แต่จะชอบช้าง-ม้า มากกว่า, คนที่เป็นได้แค่ลูกน้อง
ก็จะชอบสุนัข ครับ ดังนั้น ก็อย่าไปหลงอะไรที่จะพาคุณเสื่อมต่ำไปมาก
เพราะมันลากพาไปได้ ก็ไม่ต่างจากสุภาษิต "คบคนพาล พาลไปหาผิด
คนบัญฑิต บัญฑิตพาไปหาผล" หรอกนะครับ เลือกกันหน่อยว่าจะชอบ
อะไร? รักอะไร ชอบอะไร มันส่งผลต่อความคิด จิตใจ และระดับชั้นของ
พลังงานของเราได้เลยครับ คลุกคลีกับสิ่งที่เสื่อมต่ำมากๆ ก็พาเราไปที่
ต่ำครับ คบหาสิ่งมงคลมากๆ บ่อยๆ ก็พลอยพาชีวิตเราพัฒนา เจริญขึ้น
"สัตว์เลี้ยง" ที่สวยงามมาก ก็เลี้ยงมันอย่างที่มันเป็น อย่าเกินพอดี?
ต่อไปที่อยากให้ท่านทราบ คือ สัตว์เลี้ยงที่สวยงามมาก ก็ไม่ต่างจาก
เมียที่สวยงามมาก ถ้าท่านหลงเมียที่รูปงามมากเกินไป จนเสียคน มัน
ก็เป็นไปได้ครับ สัตว์เลี้ยงที่สวยงามนี้ ก็เหมือนกัน มันก็ไม่ต่างไปจาก
เมียรักของคุณหรอก อย่าไปหลงที่รูปมันงามมากเกินไป แต่ควรทำตัว
ให้เป็น "ผู้นำ-ผู้ปกครอง" ที่ดี ผู้นำครอบครัวที่ดีควรทำอย่างไรกับสิ่ง
ที่ตนเองรักในครอบครัวละครับ? นั่นแหละ ก็ควรทำอย่างนั้น กับสัตว์ที่
คุณเลี้ยงเหมือนกัน ควรเลี้ยงหมาให้เป็นหมา อย่าเกินความพอดี จนมี
"หมาเป็นเจ้านายเหนือหัวตัวเอง" ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทำทุกอย่าง เพื่อเอาใจ
มัน อาบน้ำให้มัน ให้อาหารมันแพงๆ (กว่าที่ซื้อให้คนกิน) นี่ละ มันจะ
เพาะบ่มนิสัยให้คุณเสียนิสัยได้แล้วทำให้คุณสูญเสียความเป็นผู้นำไป
คุณจะไม่ได้ "ขี่มังกร-ขี่พยัคฆ์" แต่คุณทำได้แค่ "ขี่หมา" เท่านั้น มัน
จะไปได้ไกลเท่าไรกันเชียว? อย่างมากก็แค่ "ขี้ข้าชั้นดีที่เลีย, ประจบ
เก่ง" ก็เท่านั้นเอง เอาละ ถ้าคุณอยากเป็นเหมือนหมาที่มีเจ้านายเลี้ยง
ดี ก็ไม่ว่ากัน เอาเลย เลี้ยงมันดุจพระราชา, ดุจพระเจ้าต่อไป แต่ถ้าคุณ
ไม่คิดแค่นั้น ไหนๆ เกิดมาเป็นคนแล้ว เหนือกว่าหมาแล้ว คุณก้าวหน้า
ต่อไปได้ คุณก็จะไม่หลงมันเกินไป เลี้ยงหมาตามธรรมะ ธรรมชาติ ให้
"หมายังคงเป็นหมา" ไม่ใช่ไปเทิดทูนมันเป็นพระราชา ในบ้านของตน
"สัตว์เลี้ยง" ที่มีคุณจริงๆ เราก็เคารพกราบไหว้ดุจเทพได้ ไม่ผิดครับ?
ต่อไปที่อยากให้ท่านทราบ คือ ถ้าสัตว์เลี้ยงนั้นบำเพ็ญบารมี สร้างคุณ
งามความดีจริงๆ เราก็เคารพกราบไหว้ได้ครับ ผมไม่ได้ต่อต้าน, อิจฉา
โกรธแค้น, หรือรังเกียจอะไรมันเลย แต่เราต้อง "แยกแยะให้ชัดเจน"
ครับ ไม่ใช่หลงมัวเมาไม่รู้เนื้อรู้ตัวไปหมด คิดว่ามันเป็นแค่สัตว์ จะเอา
อะไรกะมันนัก จะไปดุอะไรกับมันนัก ที่ไหนได้ มันเป็นสื่อนำวิญญาณ
ร้ายเข้ามาครอบงำคุณได้ครับ อย่าประมาทไปเหมือนกับของทุกสิ่งที่
คุณไปเอามาจากไหนไม่รู้ เอามาเข้าไว้ในบ้าน นั่นแหละครับ สัตว์เลี้ยง
ก็เหมือนกัน (ทุกอย่างมีวิญญาณ เป็นสื่อนำวิญญาณได้หมด ตามหลัก
ปฏิจสมุปบาทเมื่อมี "นามรูป" จึงมีวิญญาณและสมมุติทุกอย่างในโลก
ก็มี "นามรูป" ทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ ก้อนหิน ก็มีวิญญาณครับ แต่ไม่ใช่มี
แบบเป็นตัวเป็นตน (อัตตา) นะครับ) เอาละ ทีนี้ เราสามารถเคารพและ
ดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างดี ก็ได้ ถ้าเขาเป็นสัตว์ที่มีคุณมากครับ เช่น เคยได้
สร้างคุณงามความดีไว้มาก เมื่อตายไปเราจะสร้างอนุสรณ์ไว้กราบไหว้
ก็ได้ครับ เพราะเขาก็คือ "เทพนักษัตร" องค์หนึ่งเหมือนกัน ทว่า ก็อย่า
มั่วครับ สัตว์บางตัวเป็นเทพนักษัตร แต่สัตว์บางตัวก็เป็น "ปีศาจ" ครับ
"สัตว์เลี้ยง" สามารถประสานพลังกับคุณได้ ดุจมีร่างหนึ่งเดียวกัน?
สุดท้ายที่อยากให้ท่านทราบ คือ แม้ว่าสัตว์เลี้ยงไม่อาจจะประสานร่าง
สังขารเป็นหนึ่งเดียวกับคุณได้ก็จริง ทว่า เขาสามารถประสานพลังใน
ร่างของเขาร่วมกับคุณ หรือคุณจะประสานพลังเข้าร่วมกับเขา ราวกับ
เป็น "ร่างเดียวกัน" ก็ได้ครับ เมื่อเขาทำหน้าที่เป็นสื่อนำวิญญาณแล้ว
พลังวิญญาณนั้นจะเข้ามาประสานกับคุณ ก็ได้ และมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ
ด้วยครับ และนั่นทำให้ "คนเลี้ยงสัตว์ ติดนิสัยสัตว์ ที่ตนเลี้ยง" ได้ครับ
ในบางคนที่ขึ้นช้างไปรบ ก็ดี, ขี่ม้าไปรบ ก็ดี, ฯลฯ เขาจะประสานพลัง
จิตใจร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับสัตว์ตัวนั้นที่เขาขี่ครับ และทำให้เกิดพลังซึ่ง
ประสานร่วมกันมากขึ้นเป็นทวีคูณทีเดียว ทว่า ถ้าคุณไปร่วมพลังกับสิ่ง
ที่ไม่ดี ผลออกมาก็ไม่ดีครับ เช่น ร่วมใจกับหมา คุณก็เหมือนหมา ได้นะ
ครับ, ประสานใจกับช้าง ก็เหมือนช้างได้ครับ (ทำงานใหญ่, งานระดับ
ชาติได้) เรื่องนี้ เกิดขึ้นจริงและบ่อยมาก จนคุณอาจไม่ทันสังเกตุว่ามัน
มีสาเหตุและผลเป็นเช่นนี้ เอาละ เมื่อท่านทราบแล้ว จะจัดการอย่างไรก็
แล้วแต่ท่านแล้ว ผมไม่อยากพูดมาก เพราะคนที่ "กำลังหลง สัตว์ที่ตน
รัก" มันเตือนอย่างไร ก็ไม่ได้ครับ ความหลงรัก ที่ไม่ใช่ความเมตตาอัน
แท้จริง มีอยู่มากมาย เพียงแต่พวกเขามัก "อ้างความรัก" อ้างว่ารักมัน
รักสัตว์ แล้วโยนบาปให้คนที่ตักเตือนว่าเป็นคนเลว ไร้เมตตาต่อสัตว์ แต่
กลับไม่ดูความจริง ไม่แยกแยะผิดชอบชั้วดี ก็มีครับ ผมคงเตือนได้เท่านี้
ขอพลังแสงธรรมแห่งพระธรรมกายนั้น จงช่วยเปิดตาธรรมให้คุณ สวัสดี
12 ก.ย. 2555
"เสียงจากกูรูด้านพลังงาน"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
พลังแห่งการสร้าง "ตัวตนในมิติต่างๆ" ซึ่งกำหนดได้ด้วย "ตัวคุณเอง"!
สวัสดีครับ วันนี้ ก็เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ
เป็นเคล็ดลับในการสร้างตัวตนในมิติที่
ต่างกัน ของท่าน ดังที่ได้เล่าเรื่องมิติที่
เหลื่อมซ้อนกันหลากหลายมิติแล้ว จึง
อยากแนะนำถึง "ตัวตนของเรา" ที่อยู่
ในแต่ละมิติ ซึ่งกำหนดได้ด้วยตัวเราเอง
ครับ ดังนั้น เราจึงเป็น "ผู้สร้างตัวตน"
ในมิติต่างๆ ด้วยตัวเราเอง ดังนั้น เราจึง
กำหนดได้ครับว่าเราจะปั้นให้ตัวตนของ
เราในแต่ละมิติ เป็นอย่างไร? วันนี้ เราก็
มาคุยเรื่องนี้แบบง่ายๆ สบายๆ กันครับ
"ตัวตนในมิติต่างๆ" ถูกสร้างขึ้นด้วยพลังจิตของคุณเอง ถ้าไม่นิพพาน?
อย่างแรกที่เราควรเข้าใจก่อนคือ ถ้ายังไม่นิพพาน เราก็จะเป็นผู้สร้างตัว
ตนของเราในมิติต่างๆ เองนะครับ ไม่ใช่ใครอื่นมาสร้าง เพียงแต่เราไม่ได้
สร้างแบบวิถีปัจเจกฯ แบบไม่เกี่ยวข้องกับใคร ทุกขั้นตอนของการสร้างนี้
จะมี "ตัวตนมากมายรายล้อม" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ให้เราได้สร้าง
ตัวตนของเราโดยอาศัยพลังของ "สัมพันธภาพ" เช่น พลังที่เรากระทำต่อ
บุคคลอื่นแล้วสะท้อนย้อนกลับมากลายเป็น "ตัวตนในอนาคต" ของเรา ก็
มีได้ เป็นต้นครับ นี่คือ ลีลาของตัวตนที่ยังไม่นิพพานนะครับ เรากำลังพูด
กันในมิติที่ยังไม่นิพพาน และการเกิดขึ้นของตัวตนต่างๆ ในมิติต่างๆ มาก
มาย เพื่ออะไรครับ? ก็เพื่อ 1. ถ้าคุณยังไม่รีบนิพพาน คุณจะได้เข้าใจถึง
วิถีการกำหนดตัวตนตัวต่างๆ ได้ด้วยตัวคุณเอง เช่น ตัวตนในอนาคตและ
2. ถ้าคุณรีบนิพพาน คุณจะได้เท่าทัน และว่องไวต่อการสร้างตัวตนของ
คุณเองและจะได้ "หยุด" กระบวนการได้ทันก่อน" ที่ตัวตนนั้นจะถูกสร้าง
ขึ้นจนสำเร็จ ดังนั้น การเรียนรู้เรื่องการสร้างตัวตน จึงเป็นเรื่องที่ควรสนใจ
"ตัวตนในมิติต่างๆ" ถูกสร้างขึ้นด้วยพลังจิตของคุณเอง ถ้าไม่นิพพาน?
ต่อไปที่เราควรเข้าใจก็คือ ถ้าคุณยังไม่รีบ "นิพพาน" คุณควรอาจโพส
นี้นะครับ เพราะผมจะกล่าวถึงการสร้างตัวตนในแต่ละมิติของคุณ ด้วย
ตัวของคุณเองในมิติปัจจุบัน มิติแห่งสังขารและมิติแห่งทิพย์ที่คุณมีอยู่
นี้ คุณทำได้ด้วยตัวของคุณเอง คุณออกแบบ และวางแผนได้ด้วยว่าจะ
ให้มีตัวตนมากมายในแต่ละมิติอย่างไร? เช่น สามารถใช้ตัวตนที่คุณมี
ความต้องการให้ไปอยู่ในมิติแห่งแสงสว่าง สัก 1 ตัวตน คุณก็สามารถ
ที่จะสร้างได้ หรือถ้าต้องการให้มีตัวตน "ภาคมืด" บ้าง สัก หนึ่ง ตัวตน
เพื่อที่จะเชื่อมโยงกับโลกมืด ทำความเข้าใจเหล่าวิญญาณมืดบ้าง คุณ
ก็สามารถทำได้ครับ ซึ่งมีหลายวิธีมากครับ เช่น ถ้าคุณมีพลังภายใน ที่
มากพอ คุณก็สามารถแบ่งส่วนพลังงานออกมาได้ แต่ถ้าจิตวิญญาณใน
ตัวคุณไม่มีวิวัฒนาการที่สูงพอ มันจะไม่ได้รูปธรรมชีวิตนะครับ มันจะได้
แค่ "เศษส่วนพลังงาน" เท่านั้น คุณสามารถแบ่งส่วนพลังงานให้เกิดขึ้น
เป็น "รูปธรรมชีวิต" หนึ่งตัวตนในมิติใดๆ ได้ก็ต่อเมื่อ คุณมีวิวัฒนาการ
ทางจิตวิญญาณขั้นสูงพอที่จะทำได้เท่านั้นเช่น จิตวิญญาณระดับพุทธะ
เป็นต้น เอาละ ยังมีอีกหลายวิธี ที่คุณจะจัดการกับ "ตัวตนของคุณที่อยู่
ในมิติต่างๆ เช่น การที่คุณชำระล้าง ซักฟอกตัวตนในมิติต่างๆ เพื่อให้มี
วิวัฒนาการสูงขึ้น เป็นต้น ซึ่งมันจะส่งผลต่อตัวตนปัจจุบันของคุณด้วย!
หยุดวงจรการสร้าง "ตัวตนในมิติต่างๆ" เสีย ถ้าคุณต้องการนิพพาน
ต่อไปที่เราควรเข้าใจก็คือ ถ้าคุณต้องการ "นิพพาน" ขึ้นมาละ คุณก็
ต้องทำอีกสิ่งที่แตกต่างไปจากการสร้างตัวตนดังที่ผมได้อธิบายมานั้น
คือ คุณควรระวังการเกิดขึ้นของ "ตัวตนตัวใหม่ๆ ในมิติต่างๆ" ซึ่งมัน
จะค่อยๆ พัฒนาจากพลังจิตระดับอ่อน หรือมวลแห่งกรรมระดับเล็กขึ้น
ไปจนกลายเป็น "ตัวตน" ที่แน่นอนชัดเจนขึ้นมา การตัดวงจรนี้ก็คล้าย
การคุมกำเนิดนั่นแหละ แต่เป็นการคุมกำเนิดตัวตนของคุณเองในมิติที่
แตกต่างกันออกไป ซึ่งถ้าคุณมีจิตวิญญาณขั้นสูง ที่มีวิวัฒนาการมาก
พอ และมีปัญญาสูง คุณก็จะว่องไวต่อการก่อตัวขึ้นของตัวตนต่างๆ ใน
แต่ละมิติ และสามารถที่จะหยุดวงจรการเกิดของตัวตนเหล่านั้นๆ ได้ทั้ง
หมด ทั้งในระดับที่เกิดจากพลังจิต, พลังจากการกระทำทางกายและวจี
ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ล้วนมีผลต่อการเกิดขึ้นของตัวตนในมิติต่างๆ ทั้งสิ้น
ฟังดูแล้วเป็นเรื่องยากทีเดียวและไม่อาจทำได้จริงคือ แม้คุณจะพยายาม
เท่าไร มันก็ต้องมีที่ผิดพลาดขึ้นมาเป็นตัวตนได้สักตัวตนหนึ่ง ในบางมิติ
จนได้ละน่า? เพราะอะไร? เพราะถ้าคุณยังไม่มีวิวัฒนาการในระดับที่จะ
ทำได้ คุณก็ยังทำไม่ได้หรอก บอกไปก็ทำให้คุณไปเลียนแบบเหมือนลิงที่
พยายามเลียนแบบให้เหมือนคน แต่ลิงไม่ใช่คนจริงๆ หรอกนะครับ ดังนั้น
การที่คุณจะทำได้นั้น คุณก็ต้อง "เป็นสิ่งที่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ" เสีย
ก่อนแล้วคุณจึงจะทำได้โดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องฝึกไม่ต้องเลียนแบบเลย
พลังแห่งการบริหารและเชื่อมโยง "ตัวตนในมิติต่างๆ" เข้าด้วยกัน?
ต่อไปที่เราควรเข้าใจก็คือ ท่านที่มีตัวตนในมิติต่างๆ อยู่มากมายนั้น
สามารถที่จะเชื่อมโยงพลังงานของตัวตนต่างๆ เข้าด้วยกัน แล้วยัง
สามารถที่จะแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ระหว่างตัวตนต่างมิติได้ด้วย เช่น
สมมุติ ผมเขียนเรื่อง "ชัมบาลา" อยู่ ก็อาจมีตัวตนอีกตัวหนึ่ง ของ
ผมที่สร้างหนังเรื่อง "ชัมบาลา" อยู่ก็ได้ หรือเวลาที่ผมโพสกระทู้ที่
เกี่ยวข้องกับการเมือง การอาจมีตัวตนที่ตัวหนึ่งของผมที่รับช่วงไป
ทำต่อให้มันเกิดขึ้นจริง ก็ได้เช่นกัน นี่คือประสิทธิภาพหลังจากการ
เชื่อมโยงตัวตนแต่ละมิติเข้าด้วยกัน โดยที่พวกเราไม่ต้องมาพบเจอ
กันเลย พอนึกภาพออกหรือไม่ครับ? คนๆ หนึ่งอาจทำหน้าที่เหมือน
"คลังปัญญา" เขามีหน้าที่ถ่ายทอดภูมิปัญญา โดยไม่ต้องลงไปทำ
ก็จะมี "ตัวตนหลากหลายมิติ" ทำแทนให้เองทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่ผมได้
เขียนอยู่นี้ "ได้เป็นจริงแล้ว" ผมจึงนำมาเขียนนะครับ ดังนั้น ท่านก็
ลองติดตามดูได้ว่าผลงานเขียนของผม จะมีตัวตนตัวใด ในมิติใดที่
นำไปปฏิบัติ และก่อให้เกิดเป็นความจริงขึ้นมา นี่คือ ผลของการที่มี
การเชื่อมโยงกันของพลังงานหลากหลายตัวตน หลากหลายมิติไง
ละครับ และเราก็จะทราบได้ว่า "ตัวตนตัวอื่นๆ ในมิติอื่นๆ" ของเรา
อยู่ที่ใด เป็นใคร กำลังทำอะไรได้บ้าง โดยที่พวกเขาก็ไม่รู้ว่ามีเราที่
อยู่เบื้องหลังนะครับ อ่า ฟังดูแปลกๆ แต่มันก็จริงอย่างนั้นแหละครับ
บางครั้งคุณอาจมีความรู้สึกเหมือนเป็นใครก็ไม่รู้ แต่คุณก็ทำไปอย่างนั้น
ต่อไปที่เราควรเข้าใจก็คือ เมื่อคุณได้เชื่อมโยงพลังงานของคุณเข้าไปใน
"ระบบตัวตนหลากมิติ" ได้แล้ว คุณจะได้รับและเป็นผู้ให้ ทั้งพลังงานและ
อื่นๆ เช่น ความรู้สึก-นึกคิด, จิตใจ, อารมณ์, ขุมปัญญา ฯลฯ เพื่อแชร์กับ
ตัวตนอื่นๆ ในมิติที่ต่างกันนั้น ทำให้บางครั้งคุณอาจรู้สึกได้ถึงความไม่ใช่
ตัวคุณในปัจจุบัน แต่มันเป็นอาจจะเป็นความเป็นตัวคุณในมิติอื่นๆ ที่คุณก็
พอจะเข้าใจได้ เช่น ความเป็นตัวตนของคุณในอดีต, ในอนาคต, ในมิติที่
มองไม่เห็น ฯลฯ คุณอาจต้องทำอะไรบางอย่าง? ที่ไม่ใช่ตัวคุณในปัจจุบัน
นัก ทว่า ถ้าคุณเข้าใจถึง "สภาวะหลังได้รับการเชื่อมโยงแล้วนี้" คุณก็จะ
สามารถดำเนินบทบาทของตัวคุณเองในแบบ "หลากหลายมิติ" ได้ ซึ่งก็
อาจทำให้คุณรู้สึกแปลกไปจากปกติที่เคยเป็นบ้าง อันเป็นผลมาจากความ
เหลื่อมซ้อนกันของมิติที่ต่างกันนั่นเอง เอาละ ผลกระทบนี้คุณอาจได้รับไป
บ้าง แต่ถ้าคุณเข้าใจมัน มันก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณมากเกินไป เช่น ใน
ผู้ชายบางคนที่เชื่อมโยงพลังงานของตนเองอย่างเหนี่ยวแน่นกับตัวตนซึ่ง
เป็น "สตรีเพศ" ที่อยู่ในอีกมิติหนึ่ง เหนี่ยวแน่นมากไปก็ทำให้ผู้ชายคนนั้น
คิดว่าตัวเองเป็น "ผู้หญิง" ก็ได้ครับนี่ไม่ใช่เพราะเขาเป็นผู้หญิงจริงๆ แล้ว
เกิดมาในร่างชายหรอกนะครับ แต่เป็นเพราะ ผลของความเหลื่อมซ้อนกัน
ของพลังงานต่างมิติเท่านั้นเอง แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจตรงนี้ เขาก็จะไปแปลง
เพศคือ ทำลายตัวตนแห่งเพศชายในปัจจุบันของเขาเสีย ซึ่งผมไม่แนะนำ
ให้ทำนะครับ เพราะ "ตัวตนทุกตัวตน" มีหน้าที่ มีเหตุผลของมันที่ต้องเป็น
เช่นนั้นเองนะครับ ตัวตนนั้นไม่ได้ผิดอะไร เป็นธรรมชาติของมัน เพียงแต่
ถ้าเราเชื่อมโยงพลังงานกับตัวตนที่หลากหลายได้ เราอาจถูกทำให้คิดว่า
เราผิดปกติ เราไม่ใช่เรา เราเป็นตัวอื่น ก็ได้ครับ อันนี้ ไม่ใช่ความผิดปกติ
บางครั้งคุณก็อาจต้องเล่นบทผู้นำบ้าง ผู้ตามบ้าง พระเอกบ้าง ผู้ช่วยบ้าง
ต่อไปที่เราควรเข้าใจก็คือ ในการเชื่อมโยงพลังงานของตัวตนหลากหลาย
มิติเข้าด้วยกันนี้ บางครั้ง ท่านก็อาจจะต้องเล่นบท ผู้นำ บ้างในบางครั้ง แต่
ต้องเล่นบท ผู้ตามบ้างในบางคราวหรือบางครั้งคุณอาจเป็นเหมือนพระเอก
ในขณะที่บางครั้ง คุณอาจจะต้องเป็นเหมือน "ผู้ช่วย" ที่ไม่โดดเด่นอะไร?
เอาละ นี่คือเรื่องปกติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เมื่อคุณได้เชื่อมโยงตัวตนของคุณ
เข้าสู่ระบบเครือข่ายฯ นี้แล้ว เพราะคุณจะไม่ได้ทำกิจ โดยตัวตนเดี่ยวๆ อีก
ต่อไปแต่คุณจะทำงานเป็นทีม โดยเริ่มต้นจากทีมที่มาจากตัวตนต่างๆ ของ
คุณเองในแต่ละมิติที่ค่อยๆ เชื่อมโยงเข้ามาสู่ระบบมากขึ้นเรื่อยๆ เอาละที่
ผมบอกว่า "จะค่อยๆ เชื่อมโยงเข้าสู่ระบบมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น" เพราะอะไร
เพราะว่าแรกเริ่มเดิมที การเชื่อมต่อกันของตัวตนต่างๆ ในมิติต่างๆ อาจมี
ปัญหา ตีบตัน เหมือนท่อส่งน้ำ หรือคลองที่ตีบตันหรือตื้นเขินไปนานแล้วก็
ต้องมีการทำอะไรบางอย่าง ให้มันดำเนินสะดวก เชื่อมต่อ เชื่อมโยงถึงกัน
ให้ได้ ใช่มั้ยครับ ทีนี้ พอคุณสามารถสร้างระบบนี้ได้ มันจะมีพลังมวลรวม
ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ดึงดูดให้เศษเสี้ยว ตัวตนอื่นๆ ค่อยๆ ถูกจูนเข้ามา ถูกดึงเข้า
มาในระบบที่ยิ่งใหญ่นี้นะครับ ผมจึงกล่าวว่ามันจะค่อยๆ เข้ามาไงละครับ
และเมื่อมีการร่วมตัวเป็นเครือข่ายแล้วแต่ละตัวตนบางครั้งอาจจะเป็นผู้รับ
บ้าง เป็นผู้ให้บ้าง เป็นพระเอกบ้าง เป็นผู้ช่วยบ้าง เป็นผู้นำบ้าง ผู้ตามบ้าง
ไม่มีสาระอะไรให้ยึดติดครับ มันเป็นการทำกิจโดยส่วนรวม ปรับไปตามแต่
ละสถานการณ์ที่เหมาะสมครับ ดังนั้น คุณไม่ควรยึดติดกับ "หัวโขน" เกิน
ไป เพื่อให้คุณสามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบตัวตนหลากมิติฯ นี้ได้ง่ายขึ้น
"ศูนย์กลางแห่งทุกตัวตน" นั้นย่อมไม่ยึดติดในตัวตนใดตัวตนหนึ่งเท่านั้น
สุดท้ายที่เราควรเข้าใจก็คือ ในระบบ "เครือข่ายตัวตนหลากมิติ" นี้ ก็จะมี
"ศูนย์กลาง" (Center) ของทุกตัวตนอยู่ แต่การที่ "ตัวตนตัวหนึ่งตัวใด
จะกลายเป็นศูนย์กลาง" ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะธรรมชาติของแต่ละตัว
ตนก็ต้องการที่จะเป็นศูนย์กลาง เป็นผู้นำกันทั้งนั้น และอีกประการหนึ่งคือ
ศูนย์กลางของทุกๆ ตัวตน จะได้รับและถ่ายทอด พลังงานต่างๆ ให้แก่ตัว
ตนอื่นๆ ดังนั้น เขาอาจจะเกิดภาวะสับสนในใจได้มากมาย ถ้าเขามีความ
ยึดมั่นในตัวตนปัจจุบันของเขามากไป หรือถูกครอบงำโดยตัวตนอื่นๆ ได้
เขาก็จะได้รับผลกระทบจาก "ภาวะความเหลื่อมซ้อนกันของตัวตนในมิติ
ที่หลากหลาย" นี้ ทันที ดังนั้น การไปสู่ "ตัวตนศูนย์กลาง" จึงไม่ใช่เรื่อง
ง่าย และต้องมีภาวะอนัตตาอย่างแท้จริง ไม่ยึดติดในตัวตนใดๆ อย่างแท้
จริง เพราะบางครั้ง คุณอาจเหมือนเด็ก, คนแก่, ผู้หญิง, ผู้ชาย ฯลฯ ได้
มากมาย ทั้งๆ ที่คุณก็ยังเป็นตัวของคุณอยู่อย่างในปัจจุบัน เท่านั้นเอง?
ขอพลังแสงธรรมแห่งพระบิดาจักรวาล ช่วยนำทางคุณถึงที่สุด สวัสดี
5 ก.ย. 2555
"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
ความเหลื่อมซ้อนกันของมิติทางโลกและทางธรรม อาจทำให้คุณได้แม่เป็นเมีย?
สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องเล่าเล็กๆ ที่
เป็นเกร็ดความรู้ เรื่อง "มิติ" มาเล่า
สู่กันฟังนะครับ คือ มันมีมิติสองมิติ
ที่เกี่ยวข้องกันมากๆ คือ มิติทางโลก
และมิติทางธรรม ซึ่งมันจะเหลื่อมซ้อน
กันอยู่ตลอด และส่งผลต่อวิถีชีวิตของ
เรา ทำให้ เรามีวิถีชีวิตที่บิดเบือนเบี่ยง
เบนไปจากที่ควรจะเป็นไป อันเป็นผล
มาจากการเหลื่อมซ้อนกันของสองมิติ
ไงครับ (ถ้ามีผลจากมิติเดียว คงไม่มี
ความเบียงเบบนขนาดนี้) เอาละ มา
ฟังกันเลยดีกว่าครับ
มิติทางโลก และ มิติทางธรรม ที่เปรียบเสมือนไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน?
อย่างแรกเลย ผมอยากให้ท่านทราบถึง ความซับซ้อนของมิติต่างๆ ซึ่งมี
ผลเกี่ยวเนื่องกันด้วยทั้งหมด แต่ด้วยความเข้าใจของมนุษย์มีน้อย เขาจึง
เข้าใจถึงมิติต่างๆ ได้ทีละมิติเป็นส่วนใหญ่ และทำให้เขาขาดความเข้าใจ
ในองค์รวมของทุกๆ มิติ จนเกิดคำถามขึ้นว่าทำไม จึงเป็นเช่นนั้น เพราะถ้า
ดูตามมิติใดมิติหนึ่งเดียวแล้ว มันน่าจะได้ผลอีกแบบหนึ่ง แต่ด้วยเพราะใน
ความเป็นจริง สรรพสิ่งไม่อาจแยกออกจากมิติใดได้เลย ทำให้การมองสิ่ง
ใดก็ตามในมิติเดียวนั้น "ใช้ไม่ได้" หรือทำให้รู้สึกเหมือนว่าเกิดความบิด
เบือน คลาดเคลื่อนไปจากความเข้าใจในมิติหนึ่งเดียวนั้นๆ เอาละ อย่างไร
ผมก็ต้องคุยกับคุณไปแบบ "ทีละมิติ" เพราะคุณไม่อาจเข้าใจในแบบมิติ
องค์รวมได้ โดยผมจะแยกมิติสองมิติออกจากกัน คือ มิติทางโลกและมิติ
ทางธรรม ไม่ได้แยกกันจริงๆ นะครับ มันเป็นการ "แยกเพื่อพิจารณา" ก็
เท่านั้นเองและสองมิตินี้แท้จริงแล้วก็แยกกันไม่ออกเลย มันเป็นหนึ่งเดียว
กันอยู่ตลอดอยู่แล้ว แต่เพื่อให้คุณเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผมจึงจำต้องทำเช่นนี้
และผลที่ออกมาก็เหมือน "ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน" ซึ่งผมจะพูดต่อไป
กรณีศึกษา "การหย่าร้าง" ของคู่สมรสที่เร็วเกินไป เกิดจากอะไร?
ต่อไปผมอยากจะยกกรณีศึกษา ให้คุณลองพิจารณาง่ายๆ สักหนึ่ง
กรณี ก็แล้วกัน คือ ยุคสมัยปัจจุบัน ทำไมคู่สมรสหย่าร้างกันเร็วเหลือ
เกิน คำตอบคือ เพราะผลจากมิติทางธรรมส่งมาได้แค่นั้น กล่าวง่ายๆ
ก็คือ บุญกรรมส่งผลให้เขาได้เป็นคู่สมรสกันไม่ยืนยาว ได้แค่นั้น แต่
ถ้าเทียบกันคนในยุคก่อนทำไม เขาจึงอยู่กันได้นาน? คำตอบคือ เขา
ได้สร้าง "บุญกรรม-บารมี" ในปัจจุบันร่วมกัน เพื่อสานต่อบุญกรรมที่
มีมาในอดีตให้ยืดยาวขึ้นไปอีก นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเขามีบุญที่
จะครองคู่อยู่ด้วยกัน 2 ปีแล้วหมดไป แต่ในระหว่าง 2 ปีนั้น เขาได้ทำ
บุญ, สร้างบารมีร่วมกันด้วย มันก็จะยืดอายุและทำให้ความเป็นคู่ครอง
ของพวกเขา ยืดยาวไปได้ แต่ถ้าพวกเขาไม่ทำต่อเลยในที่สุด ก็ไม่จีรัง
ไม่เที่ยงครับ เป็นความรักที่ไม่ยั่งยืนไปได้ ไม่อาจเอาชนะความไม่เที่ยง
ไปได้ครับ ดังนั้น ในกรณีศึกษานี้ เราจะเห็นว่า "ในมิติทางธรรม" นั้นมี
ความไม่เที่ยง มีวาระความดำรงอยู่จำกัด แต่เมื่อทำบางอย่างต่อเนื่องก็
จะทำให้มิติทางโลกเกิดเป็นผลยืดยาวออกไปได้ ในฐานะเดิม คือ เป็นคู่
สมรสกันดังเดิม ทว่า ยังมีบางกรณีที่ "สัมพันธภาพเปลี่ยนแปลงไป" ก็
คือ จากเดิมอาจเป็นคู่รัก อาจเปลี่ยนเป็นเหมือนเพื่อนหรือพี่น้องแทน ก็มี
อันนี้ เป็นผลจากการเบี่ยงเบนจากความเหลื่อมซ้อนกันของสองมิตินี่เอง
"สถานภาพที่สับสน" ของ "ตัวตนในสองมิติ" อาจเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ต่อไปผมอยากจะยกกรณีศึกษา กรณีที่ผลจากความเบี่ยงเบนของความ
เหลื่อมซ้อนกันของสองมิติ ส่งผลให้ "สถานภาพของบุคคล" เปลี่ยนไป
ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่คู่สมรสหมดบุญกรรมกันแล้ว แต่ได้อาศัยผลบุญ
ในปัจจุบันสร้างร่วมกันต่อไป แล้วยังไม่หย่าขาดกันอยู่ในครอบครัวเดียว
กันต่อไปแต่ภายใต้ "สถานภาพทางธรรม" ที่เปลี่ยนไป เช่น เป็นพี่-น้อง
กัน แทนที่จะเป็นคู่ครองกันเหมือนเดิม ดังนั้น "ตัวตนในมิติของทางโลก"
เขาทั้งสองคือ "คู่สมรส" แต่ "ตัวตนในมิติของทางธรรม" เขากลับกลาย
เป็น "พี่น้อง" กัน อันนี้ พอเห็นภาพชัดไหมครับ? คิดว่าบางท่านอาจได้มี
ประสบการณ์แบบนี้มาบ้างแล้วที่ "สัมพันธภาพของท่านเปลี่ยนไป" แต่ก็
ยังคงดำรงสัมพันธภาพกับใครๆ เอาไว้ได้เช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนสถานะ
ก็เท่านั้นเอง ทีนี้ ยังมีกรณีที่สัมพันธภาพมีความแตกต่างไปจากนี้มากเช่น
กรณีที่อดีตชาติ แม่และลูกชาย เคยเป็นสามี-ภรรยา กันมาก่อน แล้วหมด
บุญที่จะเป็นแม่ลูกกันในชาตินี้ ทว่า ได้อาศัยผลบุญกรรมแห่งการเป็นสามี
ภรรยากันมาในอดีตชาติ เพื่ออยู่ร่วมบุญกรรมกันในชาติปัจจุบันต่อไปอีกก็
จะทำให้สัมภันธภาพของแม่-ลูก เปลี่ยนแปลงไปคล้ายกับ สามี-ภรรยาได้
แต่โดยทางโลกแล้ว ก็ยังเป็นแม่ลูกกันเหมือนเดิม ตัวตนแห่งความเป็นสามี
ภรรยานั้นจะมีเฉพาะในทางธรรมเท่านั้น แต่ในชีวิตจริง ก็จะมี "ความเบี่ยง
เบน" เกิดขึ้นได้ด้วย เช่น การที่แม่-ลูกชาย งอนกันบ่อยๆ ราวกับคู่รัก เป็น
ต้น ไม่จำเป็นต้องมีกิจกรรมต่างๆ ที่เหมือนกับสามีภรรยากันจริงๆ ก็ได้ครับ
(และไม่สมควรจะมีอย่างยิ่งเลยครับ) เอาละ ทีนี้ ท่านพอเห็นภาพของมิติ
ทางธรรม (เช่น ผลจากบุญกรรม) อันส่งผลให้เกิดความเบี่ยงเบนของมิติ
ทางโลกหรือยัง? ในบางครอบครัว เป็นยิ่งกว่านี้ ในอดีตชาติ พ่อเป็นสามีที่
มีภรรยาสองคน ในชาติปัจจุบัน ภรรยาคนหนึ่งตามมาเป็นภรรยากันอีกได้
ไม่นานก็หย่ากัน แล้วมีภรรยาอีกคนตามมาเกิดเป็น "ลูกชาย" ซึ่งพ่อผู้นั้น
เลือกที่จะอย่กับลูกชายแทนภรยา อย่างนี้ ก็มี ฟังดูแล้วซับซ้อนไหมครับ?
จะทำอย่างไรถ้ามิติทางธรรม ไม่หนุนส่งผลของมิติทางโลก (หมดบุญ)
ต่อไปผมอยากจะยกตัวอย่างที่มักเกิดขึ้นและพบได้บ่อยๆ คือ การหมด
บุญที่จะมีฐานะใดฐานะหนึ่งร่วมกัน เช่น หมดบุญที่จะได้เป็น เจ้านาย-
ลูกน้องกันแล้ว หรือหมดบุญที่จะเป็นพ่อ-ลูกกันเร็วผิดปกติ เช่น เมื่อได้
ให้กำเนิดแล้วก็หมดบุญทันที ลูกก็ตกเป็นกำพร้าทันที แบบนี้ก็มีได้ครับ
แล้วจะทำอย่างไรละ ถ้ามิติทางธรรม ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต ของท่าน
ในมิติทางโลก? มันทำให้ชีวิตของท่านไม่ค่อยแน่นอน และผันผวนมาก
จนทำให้รู้สึกถึงความไม่มั่นคงเอาเสียเลย ก็ไม่ยาก เพียงแต่ท่านต้องมี
ความเข้าใจในเรื่อง "สัมพันธภาพในมิติทางธรรม" เสียก่อน เช่น ถ้าใน
มิติทางธรรม ท่านจะมี "ภรรยา" 2 คน มีบุตรถึง 10 คน ทว่าในมิติทาง
โลก ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้แน่ๆ แล้ว ท่านก็สามารถใช้ "สมมุติทางโลก"
อื่นๆ ที่เหมาะสม เช่น การให้ตำแหน่ง "เรขานุการ" แก่ภรรยาน้อย (ใน
มิติทางธรรม) และการรับเอา "เด็ก 10 คน" เข้ามาทำงานในบริษัท ใน
ตำแหน่งต่างๆ เช่นนี้ ก็ได้เช่นกัน เห็นไหมครับ บุญกรรมเก่าหนุนส่งมามี
ปัญหาเรื่อง "สถานภาพปัจจุบัน" เราก็หาสมมุติ, สถานภาพใหม่ๆ ที่มัน
เหมาะสมรองรับเขา ก็ได้ แต่ถ้าคุณไม่รับเขา คุณก็อาจจะสูญเสีย ทั้งคน
ที่เคยร่วมบุญบารมีกับคุณมาในอดีตไปเลยทีเดียว ใช่มั้ยละครับ อนึ่ง ใน
ปัจจุบัน ท่านก็ยังสามารถสร้างบุญบารมีร่วมกับคนที่หมดบุญกรรมต่อกัน
แล้วได้ เพื่อที่จะรักษาพวกเขาไว้ด้วย "สถานภาพทางธรรมอื่นๆ" แต่ใน
ตำแหน่งทางโลก พวกเขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม ก็เท่านั้นเอง ซึ่งวิธีนี้ ท่าน
ก็จะไม่ต้องเกิดความผันผวนในชีวิตมากเกินไป ทว่า ท่านจะหมดโอกาส
ที่จะได้รับ "คนใหม่ๆ" ที่จะเข้ามาในชีวิตของท่าน "แทนที่คนเก่าๆ" ซึ่ง
หมดวาระบุญกรรมกันไปแล้ว อีกด้วย อันนี้ ท่านควรพิจารณาให้ดีๆ ครับ
การเลือก "สัมพันธภาพใหม่" อาจทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปและดีขึ้นได้?
ต่อไปผมอยากจะยกตัวอย่างในกรณีที่คุณไม่ได้เลือกที่จะรักษาสัมพันธ
ภาพเดิมไว้ แต่คุณยินดีที่จะยอมให้มัน "จบสิ้นลงไป" ตามมิติทางธรรม
เพื่อที่จะเปิดโอกาสตัวคุณเองให้ได้พบกับ "คนใหม่ๆ" ที่จะเข้ามาทำกิจ
แทน "คนเก่าๆ" และคุณจะได้สร้างสัมพันธภาพใหม่กับคนใหม่ๆ ได้บ้าง
เอาละ มันก็อาจทำให้ชีวิตของคุณ "พลิกผันไปได้" มากมาย เหมือนกับ
กลายเป็นคนอีกคนไปเลย เช่น สามเณรที่บวชอยู่นานๆ หมดบุญกรรมนั้น
แล้ว จึงสึกกลับได้ภรรยา ที่ส่งหนุนนำให้กลายเป็นนักการเมืองไป แบบนี้
ก็อาจมีได้ เป็นได้ เราเรียกว่าการเลือกสัมพันธภาพใหม่ ซึ่งมันก็อาจจะดี
กว่าเก่ามากมายเลยก็ได้ แต่คนเรามัก "ยึดติดในสิ่งเดิม" มากเกินไปจน
"กลัวการเปลี่ยนแปลง" และมักมีทัศนคติเชิลลบกับการเปลี่ยนแปลง ว่า
มันจะทำให้ชีวิตแย่ลง ซึ่ง "ไม่จริง เสมอไป" เพราะการเปลี่ยนแปลงนั้น
มีทั้งดีขึ้นและแย่ลง ไม่ได้มีแต่แย่ลงเสมอไป เท่านั้น ใช่มั้ยครับ ดังนั้นถ้า
เรายอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นบ้าง ยอมให้ "สัมพันธภาพใหม่ได้เกิด
ขึ้นได้บ้าง" ชีวิตของเราอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ ดังเช่นที่
คังซีฮ่องเต้ยอมรับขันทีอุ้ยเสี่ยวป้อเป็นเพื่อน ผลออกมาเปลี่ยนแปลงชีวิต
ของคนทั้งสองไปราวฟ้ากับดินไปเลย นั่นแหละ สัมพันธภาพใหม่ที่เข้ามา
เปลี่ยนแปลง "ชีวิตเดิมๆ ของคุณ" ซึ่งมันอาจไม่ได้ย่ำแย่เสมอไปเลยครับ
"ความสูญเสียคนรักเก่า" อาจทำให้คุณได้รับ "สิ่งดีๆ สิ่งใหม่" เข้ามา
ต่อไปผมอยากจะยกตัวอย่างในกรณีที่บางท่านสูญเสียคนที่รักไป อย่าง
ไม่น่าจะเป็น อย่างไม่ควรจะเกิดขึ้น หรือเร็วเกินไป เช่น บางคนที่ลูกชาย
ตายก่อนที่จะได้บวช ทว่า ผมอยากให้ท่านลองมองโลกในแง่ดีดูบ้าง ว่า
นี่อาจจะเป็น "การหมดบุญกรรมร่วมกัน" ของท่านและบุตรชายคนนั้นๆ
และทำให้เกิด "สัมพันธภาพใหม่" เปิดทางให้ท่านได้พบเจอกับคนที่จะ
เข้ามาทำหน้าที่ "เหมือนลุกชายคนเก่า" ของคุณ นั่นคือ สัมพันธภาพ
ใหม่ นั่นเอง ถ้าคุณใจกว้างพอ บางทีคุณอาจจะพบว่าพระเจ้าไม่ได้ร้าย
กับคุณเลย แต่ได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่คุณแล้วในช่วงเวลาหนึ่งๆ และเมื่อ
ถึงช่วงเวลาหนึ่งๆ คุณก็อาจจะต้องได้รับ หรือเปลี่ยนบางสิ่งออกไปจาก
ชีวิต เพื่อเปิดรับสิ่งดีๆ สิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตของคุณ ก็ได้ นั่นคือ แม้ว่า
บางคนจะเสียลูกชายไป เขาอาจจะได้พบเจอคนอื่นที่ทำหน้าที่เหมือนว่า
เป็นลูกชายของเขาอีกคน และถ้าเขาใจกว้างมากพอ เขาก็สามารถที่จะ
รับ "สัมพันธภาพใหม่" นั้นในฐานะ "บุตรบุญธรรม" ก็ได้ ท่านพอจะเห็น
อะไรไหม? ตรงกันข้าม ถ้าท่านมัวแต่จมปลักอยู่กับความทุกข์ และความ
ตายที่ไม่อาจฟื้นคืนมาได้ ท่านก็จะไม่ได้อะไรเลย นอกจาก จะมีแต่เสียไป
อย่างเดียวเท่านั้น คือ นอกจากจะเสียคนรักแล้ว ยังจะเสียใจอีกมากด้วย
ดังนั้น ขอเพียงคุณ "เปิดใจให้กว้างไว้เสมอ" คุณอาจจะได้รับสิ่งดีๆ เข้า
มาในชีวิต แทนที่สิ่งเดิมๆ ที่ขาดหายไป มีเก่าไป ใหม่มา ได้มา เสียไป นี่
ก็คือสัจธรรมชีวิตอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้จีรังไปได้ตลอด
ผลของมิติทางธรรม อาจทำให้คุณต้องทำการจัดตำแหน่งใหม่บ่อยๆ?
สุดท้าย ที่ผมอยากจะแนะนำคือ เนื่องจากผลของบุญกรรมมากมายใน
อดีตชาติที่มีมากมายหลายระลอกคลื่นนั้น ทำให้สถานภาพปัจจุบันของ
คุณไม่เที่ยงเอาเสียเลยและหลายอย่างไม่อาจดำรงอยู่ได้นานนัก ดังนั้น
บางครั้ง คุณอาจต้อง "จัดสัมพันธภาพใหม่" บ่อยๆ เหมือนกันการที่คุณ
ปฏิรูปองค์กร, ปรับเปลี่ยนตำแหน่งของคนในองค์กร บ่อยๆ ประมาณนั้น
เช่น บางครั้ง ตำแหน่งภรรยาทางธรรม ของคุณอาจจะเปลี่ยนไปบ่อยขึ้น
คุณอาจจะต้องหา "ตำแหน่งทางโลก" ที่เหมาะสมมารองรับ เช่น ให้เขา
มาเป็นลูกน้องของคุณ ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง โดยไม่ได้รับมาในรูป
ของภรรยา เช่นนี้ ก็ได้ ซึ่งโดยปกติแล้ว ในคนที่บำเพ็ญบารมีก้าวหน้าไป
เรื่อยๆ จะเกิดภาวะที่เรียกว่า "การเปลี่ยนกลุ่มสัมพันธภาพใหม่" อยู่บ่อย
ครั้งได้ เหมือนกับการเลื่อนชั้นจากสวรรค์ชั้นหนึ่งไป ชั้นสอง, สาม, สี่ นั้น
ก็ส่งผลให้ท่านต้องบำเพ็ญบารมีร่วมกับคนกลุ่มที่ต่างไปด้วยเช่นกัน ทว่า
ถ้าพวกเขาบำเพ็ญบารมีตามท่านได้ทัน พวกเขาก็ยังคงเลื่อนชั้น เลื่อนขั้น
ตำแหน่งตามคุณไปได้เหมือนเดิม แต่ถ้าพวกเขาตามไปไม่ทัน ก็จะหมดก็
จะไม่มีสถานภาพระหว่างกันต่อไปอีก คือ จบลงเท่านั้นเอง ดังนั้น ในวิถีนี้
จึงขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วย ว่าจะมีระดับในการเลื่อนชั้นเร็วมากน้อยแค่ไหน
ถ้าใครไปได้เร็วกว่า ก็จะไปก่อน เช่น ลูกน้องอาจบำเพ็ญบารมีเร็วกว่าเจ้า
นาย และไปก่อนเจ้านาย ก็ได้ เช่น ลาออกจากที่หนึ่ง ไปยังที่ที่สูงขึ้นกว่า
อย่างนี้ ก็มีได้ เป็นไปได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะไปได้สูงแค่
ไหน เขาก็จะไม่โดดเดี่ยวเพราะ "เหนือฟ้ายังมีฟ้า" เหนือคนยังมีคนเหนือ
กว่าขึ้นไป ที่รอจะได้พบเจอกันอยู่ดี สัมพันธภาพใหม่ๆ จึงเกิดขึ้นได้เสมอ
ขอพลังแสงธรรมแห่งพระบิดาจักรวาล สู่สัมพันธภาพใหม่ของท่าน สวัสดี
4 ก.ย. 2555
"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
มารู้จักกับ "องค์ธรรมมารดา-บิดา" และลักษณะของสัตว์โลกในแต่ละยุคกันเถอะ?
สวัสดีครับ วันนี้ ผมอยากจะเล่าเรื่อง
ของ "องค์ธรรมมารดา" และ "องค์
ธรรมบิดา" สององค์ที่เป็น "ต้นสาย
ในการให้กำเนิดปวงสัตว์แต่ละยุค"
นะครับ ซึ่งมันจะมาพ่วงกับการโปรด
สัตว์ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์
อีกที เอ? เรื่องมันเป็นมายังไง เกี่ยว
กันได้ยังไง ตรงไหน เอ้า มาดูกันครับ
"องค์ธรรมบิดา" และ "องค์ธรรมมารดา" คือ ต้นสายแห่งปวงสัตว์ในยุค
อย่างแรกที่ท่านควรเข้าใจคือ ปวงสัตว์ทั้งหลายที่ได้จัดสรรให้มาเกิดเป็น
"มนุษย์โลก" ในแต่ละยุค จะมาจาก "สายบุญบารมีขององค์ธรรมมารดา
และองค์ธรรมบิดา" ร่วมกัน ดังนั้น พวกเขาจะมี "บุญกรรมทำแต่ง" ให้มี
ลักษณะรอยกรรม รอยบุญคล้ายองค์ธรรมมารดา และองค์ธรรมบิดาครับ
เช่น ถ้าองค์ธรรมบิดาติดกรรม "มักฆ่าสัตว์" เช่น เคยเกิดเป็น เสือ บ่อยๆ
ปวงสัตว์ที่มาเกิดในยุคนั้นก็จะคล้ายๆ กัน คือ เป็นสายพันธุ์เสือมาเกิดเช่น
กันครับ เรียกว่า "มาทั้งต้นสายต้นกระกูล" กันเลยทีเดียว ดังนั้น การโปรด
"องค์ธรรมบิดา" ซึ่งต่อมาจะมาเกิดเป็น "พุทธบิดาในชาติสุดท้าย" และ
"องค์ธรรมมารดา" ซึ่งจะมาเกิดเป็น "พุทธมารดาในชาติสุดท้าย" จึงเป็น
เครื่องรับประกันได้ว่าพระพุทธเจ้าองค์นั้นจะโปรดสัตว์ในยุคนั้น ได้หมดนะ
ครับ อนึ่ง ท่านควรเข้าใจก่อนว่า "ปวงสัตว์ในยุคนั้นๆ" จะไม่ได้มีกำเนิดมา
จากพระพุทธเจ้าองค์นั้นนะครับ แต่มาจากองค์ธรรมบิดา-องค์ธรรมมารดา
ดังนั้นจึงสำคัญมากที่พระนิตยโพธิสัตว์ต้องกตัญญูและโปรดพ่อและแม่ให้
ได้ครับ เพราะถ้าทำไม่ได้ ก็จะโปรดสัตว์ทั้งหลายในยุคนั้นๆ ไม่ได้ด้วยครับ
"องค์ธรรมบิดา" และ "องค์ธรรมมารดา" คือ องค์กำเนิดมิใช่องค์โปรด
ต่อไปที่ท่านควรเข้าใจคือ องค์ธรรมบิดาและองค์ธรรมมารดา จะเป็นองค์
กำเนิดคือผู้ให้กำเนิดปวงสัตว์ทั้งหลายที่ได้รับจัดสรรมาให้เกิดเป็นมนุษย์
ในยุคนั้น แต่ท่านจะไม่ใช่ "องค์โปรด" ทว่า ท่านอาจทำหน้าที่เหมือนเป็น
องค์โปรด ก็ได้ ถ้าพระนิตยโพธิสัตว์องค์นั้นเกิดใน "ตระกูลพราหมณ์" นี่
ก็เป็นเพียงหน้าที่ของพราหมณ์เท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าท่านจะโปรดสัตว์ได้ถึง
นิพพานนะครับ เพราะองค์ที่จะโปรดถึงนิพพานได้มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น
ดังนั้น องค์ธรรมมารดา และองค์ธรรมบิดา เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่ใช่ "พระ
บุตร" (นิตยโพธิสัตว์) แต่ท่านทั้งสามนี้ จะบำเพ็ญบารมีร่วมกันมา อย่าง
ยิ่งยวด จนแทบแยกแยะไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร เพราะบำเพ็ญบารมีมา
เหมือนกันมากครับ ทำเหมือนกัน แต่ได้ผล ได้ดี ไม่เท่ากัน เท่านั้นเองครับ
ท่านทั้งหลาย คงเคยได้ยินใช่ไหม? ผู้บำเพ็ญธรรมหลาบท่าน จะให้ท่าน
เรียกเขาเหมือน พ่อและแม่ เช่น อาจารย์พ่อ, พ่อครู, องค์ธรรมบิดา ฯลฯ
นั่นแหละ เขาทั้งหลายกำลังบำเพ็ญบารมี เพื่อเป็น "พุทธบิดา กับ พุทธ
มารดา" นั่นเอง นอกจากนี้ องค์ธรรมบิดา, องค์ธรรมมารดา อาจมีมาก
กว่าหนึ่งองค์ก็ได้ เช่น พ่อเลี้ยง, แม่เลี้ยง ซึ่งอาจจะบำเพ็ญบารมีมาใน
สายต่างกัน เช่น มาจากเสือบ้าง, นกบ้าง ฯลฯ ปนกัน ซึ่งถ้าพระพุทธเจ้า
โปรดสัตว์ได้วงกว้างมาก ก็จะนำพาปวงสัตว์ไปสู่นิพพานได้มากขึ้นด้วย
"พระนิตยโพธิสัตว์" ที่แบ่งภาคบำเพ็ญผิดไป อาจต้องบำเพ็ญเป็นอื่น
ต่อไปที่ท่านควรเข้าใจคือ ยังมีพระนิตยโพธิสัตว์อีกกลุ่มหนึ่งที่แบ่งภาค
บำเพ็ญบารมีผิดพลาด เช่น บางภาคแบ่งของท่านอาจก่อกรรมหนักจน
ขวางการตรัสรู้ ก็ได้ และทำให้ภาคแบ่งนั้นๆ ไม่อาจตรัสรู้เป็นพระพุทธ
เจ้าได้ เช่น จิ๋นซีฮ่องเต้ แบ่งภาคมาจากพระอสุรินทราหูโพธิสัตว์ แต่ได้
ก่อกรรม "ปิตุฆาต" ไว้ (ฆ่าบิดาตนเอง) ทำให้ไม่อาจจะตรัสรู้สำเร็จเป็น
พระพุทธเจ้าได้ ในกรณีนี้ ภาคแบ่งนั้นต้องบำเพ็ญ "มหาโพธิสัตว์" เพื่อ
รับใช้ "สุขาวดี" ก่อน แล้วจึงหาหนทางของตนเองใหม่ เพราะไม่อาจที่
จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้แล้ว นั่นเอง เช่น อาจจะเลือกนิพพานในชาติ
สุดท้ายในฐานะ "พุทธบิดา" ก็ได้ หรืออาจจะบำเพ็ญเป็นบิดา ของพระ
นิตยโพธิสัตว์บางองค์ รับวิบากกรรมหมดแล้วก็เข้านิพพานในยุคใดยุค
หนึ่ง ก็ได้เช่นกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง เพื่อจัดสรรให้ตัวตน
อื่นๆ ของพระนิตยโพธิสัตว์ (ซึ่งแบ่งภาคออกมาหลายตัวตนมาก) ให้มี
หน้าที่, ตำแหน่งที่ต่างกันออกไป นั่นเอง ดังนั้น ในระหว่างบำเพ็ญบารมี
จึงมีวิบากกรรมบีบให้พระนิตยโพธิสัตว์ต้องกระทำกรรมหนัก จนเป็นเหตุ
ให้ไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เช่น ฆ่าบิดา-มารดา, ฆ่าพี่-น้อง ร่วมสาย
โลหิต ฯลฯ เป็นต้น กรรมหนักเหล่านี้เป็นเหตุให้ไม่อาจจะได้ตรัสรู้เป็นพระ
พุทธเจ้า จำต้องบำเพ็ญบารมีเป็นอย่างอื่นไป แต่กรรมบางอย่าง แม้มาก
แต่ไม่กระทบต่อการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็มี เช่น ทำสงครามฆ่าคนตาย
มากมาย แต่คนที่ฆ่านั้นเป็นอริราชศัตรู อย่างนี้ ไม่ขวางการบำเพ็ญบารมี
"พระนิตยโพธิสัตว์" ที่แบ่งภาคบำเพ็ญผิด จะเข้าหาพระนิตยโพธิสัตว์
ต่อไปที่ท่านควรเข้าใจคือ เมื่อพระนิตยโพธิสัตว์ "ภาคแบ่งใด" บำเพ็ญ
บารมีผิดพลาด หลงทาง ไม่อาจตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้แล้ว ท่านก็จะ
บำเพ็ญบารมีใหม่ ในฐานะอื่น โดยเริ่มต้นจากการบำเพ็ญเป็น มหาโพธิ
สัตว์ แล้วเข้าหาพระนิตยโพธิสัตว์องค์อื่นที่ยังมีโอกาสตรัสรู้ได้ จากนั้น
ก็จะเลือก "ตำแหน่งที่เหมาะสม" สัก 1 ตำแหน่ง เช่น พ่อบังเกิดเกล้า,
พ่อบุญธรรม, พ่อตา ฯลฯ เป็นต้น เพื่อให้ตนได้มีที่อาศัยและสามารถได้
นิพพานได้ในชาติสุดท้าย (เพราะตนไม่อาจตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เอง
ได้แล้ว) ด้วยเหตุนี้ ท่านก็จะนำพา "ปวงสัตว์ มากมาย" ที่เกี่ยวพันกับ
ตน แต่ตนไม่อาจโปรดได้ มาเกี่ยวข้องด้วยกับพระนิตยโพธิสัตว์องค์นั้น
ดังนั้น แม้พระนิตยโพธิสัตว์องค์นั้น ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการ ไม่ได้มีบริวาร
มากมาย แต่เพราะสามารถโปรดเขาเหล่านี้ได้ ก็จะได้บริวารตามมาอีก
มากมายมหาศาลเลยทีเดียว ดังนั้น พระนิตยโพธิสัตว์แม้ไม่ได้เกิดเป็นผู้
นำประเทศอะไร แต่ถ้ามีจิตกตัญญูต่อบิดามารดา โปรดบิดามารดาที่โปรด
ได้ยาก ได้สำเร็จได้ ก็จะได้บริวารมากมายไม่ต่างจากการบำเพ็ญบารมี
เป็นผู้นำประเทศเลยทีเดียว เพราะเป็นการโปรด "ผู้นำ" ของเหล่าสัตว์
ทั้งหลาย นั่นเอง เมื่อโปรดผู้นำได้ ผู้นำคนนั้นก็จะไปโปรดบริวารตนต่อไป
ลักษณะนิสัยของสัตว์แต่ละยุคจะมี "องค์ธรรมทั้งสอง" เป็นตัวต้นแบบ
ต่อไปที่ท่านควรเข้าใจคือ สัตว์แต่ละยุคที่ได้รับการจัดสรรให้มาเกิดเป็น
มนุษย์จะมี "ลักษณะนิสัยและพฤติกรรม" แตกต่างกันไปในแต่ละยุคซึ่ง
จะขึ้นอยู่กับ "องค์ธรรมบิดา และ องค์ธรรมมารดา" เป็นสำคัญว่าท่านมี
ลักษณะนิสัยอย่างไร เช่น ถ้าองค์ธรรมมารดา มาจากสัตว์ตระกูล นก ก็
จะมีลักษณะนิสัยคล้ายนก ดังเช่นใน "ภัทรกัป" นี้ มนุษย์โลกทั้งหลาย
มาจากองค์ธรรมมารดาในตระกูล "กาเผือก" ทั้งหมด แต่มีบิดาบุญธรรม
เป็น "วัว" ดังนั้น มนุษย์จึงมีนิสัยคล้ายนก แต่มีความเป็นอยู่ การหากินที่
เหมือนวัว มันเป็นอย่างไร? เช่น นกจะส่งเสียงร้อง ชอบสื่อสารทั้งวัน ใน
คนทั้งหลายที่มาเกิดในกัปนี้ ก็นิยมการสื่อสารกันทั้งวัน, ส่วนวัวจะหากิน
โดยการเล็มหญ้า แล้วจึงเอามาเคี้ยวเอื้องภายหลัง ดังนั้น คนในยุคนี้ จึง
มักเก็บเล็กผสมน้อยก่อน แล้วจึงเอามาย่อยภายหลังว่าจะนำทรัพย์นี้ ไป
ใช้ทำอะไร ก็จะอยู่ได้ แต่ถ้าไม่ทำเช่นนั้น ก็จะมีปัญหาในการดำรงชีพได้
ทว่า แม้ว่าสัตว์ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในยุคนี้ จะมีองค์ธรรมบิดา-มารดาที่
มาจากสายของพระพุทธเจ้าสมณโคดมแล้ว ยังมีสายของพระนิตยโพธิ
สัตว์องค์อื่นๆ ด้วย ทำให้มนุษย์โลกมีลักษณะผสมผสานกันหลายแบบได้
แต่มนุษย์โลกแบบที่จะดำรงชีพอยู่บนโลกได้อย่างสันติสุขเรียบง่าย ก็จะ
มีลักษณะที่เดินตามรอยขององค์ธรรมบิดา-มารดาของพระพุทธเจ้าองค์
ปัจจุบัน นั่นเอง ซึ่งก็คือ "สายพันธุ์นกและวัว" ดังที่ได้อธิบายมาแล้วนั้น
พระพุทธเจ้าจะเดินตาม "พุทธบิดาทั้งสอง" และโปรดพุทธบิดาทั้งสอง
สุดท้ายที่ท่านควรเข้าใจคือ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะมีพุทธบิดาผู้ให้
กำเนิดเป็นผู้ให้กำเนิดสังขารร่างกายก่อน แล้วจึงมีพุทธบิดาเลี้ยง ที่ให้
การดำรงอยู่ เช่น พระพุทธเจ้าสมณโคดม มีพุทธบิดาเป็นกษัตริย์สูงส่ง
(พันธุ์นก) แต่มีการดำรงอยู่แบบนักบวชเดินดินกินตามพื้น (วัว) เพราะ
มีพุทธบิดาเลี้ยงเป็นพราหมณ์ นั่นเอง อนึ่ง ในพุทธประวัติท่านไม่พบว่า
มีพุทธบิดาเลี้ยง เพราะนี่เป็น "ตำแหน่ง ทางธรรม" ไม่ใช่ตำแหน่งทาง
โลก ท่านจึงมองไม่เห็นสิ่งนี้ แต่สิ่งนี้ก็มีอิทธิพลต่อพระพุทธเจ้า ทำให้มี
ลักษณะการดำรงชีพแบบที่คล้ายวัว หรือแบบนักบวชที่เดินบิณฑบาตร
เก็บเล็กผสมน้อยไป แล้วจึงค่อยมานั่งฉันกินภายหลัง ซึ่งแบบนี้จะต่าง
ไปจากพระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตตรัย ที่ท่านจะเกิดในตระกูลพราหมณ์
แล้วจึงได้พบพุทธบิดาเลี้ยงที่อยู่ในสายพันธุ์ตระกูล "เสือ" อีกในภาย
หลัง ดังนั้น วิถีชีวิตการดำรงอยู่ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จึงต่าง
กันบ้างในรายละเอียดเล็กน้อย เท่านั้น แต่ทุกพระองค์ก็ล้วนนำพาสัตว์
เข้านิพพานได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีวิถีชีวิตการดำรงอยู่คล้ายสัตว์ใดก็ตาม
ขอพลังแสงธรรมแห่งพระธรรมกาย จงส่องนำทางชีวิตท่าน สวัสดี
31 ส.ค. 2555
"เสียงจากพระสาวก"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
จิตวิญญาณ "เจ้า" ที่กำลังแย่งชิงกันครอบครองทุกส่วนของผืนแผ่นดิน?
สวัสดีครับ วันนี้ ผมมีเรื่องเล่าให้ฟัง
เหมือนนิทานเล่นๆ อย่าคิดมาก เอา
เป็นว่าเหมือนฟังนิทานเรื่องหนึ่ง ก็
แล้วกัน มันเป็นเรื่องของความเปลี่ยน
แปลงที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ที่ผมสังเกตุเห็น
แล้วเอามาเล่าให้ฟังนะครับ เชิญฟังครับ
ช่วง "สับเปลี่ยนเวร" ของเหล่าเทพ จิตวิญญาณมากมายตั้งตัวเป็นเจ้า?
อย่างแรกที่ผมอยากเล่าให้ฟังคือ ยุคนี้เป็นยุคที่มีการสับเปลี่ยนเวรของ
เหล่าเทพทั้งหลาย ที่ดูแลทั้งสามภพแม้แต่ที่ดูแลในภาคพื้นโลก ก็มีการ
เปลี่ยนเวรกันด้วย ช่วงเวลาที่มีการสับเปลี่ยนเวรนี้เอง จะมี "ช่องโหว่"
เกิดขึ้น หรือช่วงเวลาที่การสับเปลี่ยนยังไม่ลงตัว จะเกิดช่องว่างมากพอ
ที่จะให้ "บางสิ่ง" แย่งชิงกันเป็นใหญ่ ตั้งตัวเป็นเจ้ามากมาย พวกนี้ ไม่
ใช่เทพที่สวรรค์ส่งลงมาให้เป็นเจ้าประจำที่ต่างๆ หรอกนะครับ พวกเขา
เป็นแค่ "พวกฉกฉวยโอกาส" ช่วงที่เทพองค์เก่าหมดวาระจากไป และ
ยังไม่มีเทพองค์ใหม่มารับตำแหน่ง ยังไม่ลงตัวเท่าไร ก็เลยตั้งตัวขึ้นเป็น
เจ้า มีมากมายหลายแบบครับ ทั้งเจ้าที่, เจ้าท่า, เจ้าทุ่ง, เจ้าบ้าน, เจ้า ฯ
เยอะแยะไปหมด บ้างก็มาอยู่กับร่างมนุษย์ แล้วตั้งตัวเป็น "เจ้าพ่อ-เจ้า
แม่" เยอะแยะเลยครับ พวกเขาตั้งตัวเองนะครับ สวรรค์ไม่ได้แต่งตั้งเขา
ของจริง เทพองค์จริงที่สวรรค์แต่งตั้งยังมาไม่ถึง ยังไม่เรียบร้อย ไม่ลง
ตัว เขาก็อาศัยจังหวะนี้แหละ ตั้งตัวเองเป็นเจ้ากันใหญ่ เต็มไปหมด ทั้ง
แบบที่อยู่ในเมือง ก็มี เช่น เจ้านาย, เจ้าของกิจการ ฯลฯ พวกนี้ ก็ใช่นะ
ครับ เป็นพวกที่มี "จิตวิญญาณ" ตั้งตัวเป็น "เจ้า" มาอยู่ด้วยในสังขาร
"เจ้าเถื่อน" และมนุษย์ที่มีจิตใจอยากเป็นเจ้า จะประสานกันเป็นหนึ่ง
ต่อไปที่ผมอยากเล่าให้ฟังคือ จิตวิญญาณจรหรือพวกสัมภเวสีเหล่านี้
จะแย่งกัน "ยึดครอง" ส่วนต่างๆ ของโลก เพื่อการอยู่อาศัยของตนให้
ตนได้มีที่อยู่, ที่ยึดในโลก แล้วตั้งตัวเป็นเจ้าทันที เช่น สัมภเวสีบางตน
ที่ได้โอกาสช่วงที่เจ้าที่ หรือพระภูมิองค์เดิมหมดวาระ ก็เข้าแทรกแทน
ตั้งตัวเองเป็นเจ้าที่ ยึดครองที่นั้นๆ ไปเลย และพวกนี้จะประสานในร่าง
ของมนุษย์ที่มีจิตใจคล้ายๆ กัน เช่น มนุษย์ที่อยากได้ที่ในป่าสงวน เขา
ก็จะถูกสัมภเวสีบางชนิดเข้าแทรกให้อยากเป็น "เจ้าของที่ดิน" ในเขต
ป่าสงวนนั้นๆ เขาก็ทำการเข้ายึดครองในช่วงที่เทพผู้ดูแลหมดวาระไป
ยังมีอีกหลายแบบครับ เช่น บางคนทำนาอยู่ดีๆ ก็ถูก "สัมภเวสี" เข้าสู่
ร่าง ตั้งตัวเป็น "เจ้าทุ่ง" ก็จะยึดมั่นถือมั่นในที่นาของตน หวงมากๆ ไม่
เหมือนคนปกติครับ อันนี้ ผมเคยเห็นมากับตัวเอง คือ คนๆ นี้เขาเป็นเจ้า
ของที่นานั้น แต่มันผิดปกติมาก ถึงขนาดเอาปะทัดไปจุดไล่นกที่เข้ามา
ในที่นาของตนเอง เดินวนเวียนไปมา เพื่อเฝ้านาทั้งวัน ราวกับกลัวว่าจะ
มีใครมา "ยกที่นาเอาของตนไป" ได้อย่างนั้นเลย ผิดปกติจริงๆ แต่มีนะ
ครับ ผมเคยพบมาแล้ว แบบที่ "หวงบ้าน" ก็มี อันนี้เป็นพวกที่ตั้งตัวเป็น
"เจ้าเรือน" ถึงขั้นตายคาเรือนกลายเป็น "ผีบ้านผีเรือน" ไปแล้วก็มีครับ
เอาละ พวกนี้ เป็นพวกที่ตั้งตัวเองขึ้นเป็นเจ้าประจำที่นั้นๆ ไม่มีใครเขามา
แต่งตั้งให้ อาศัยจังหวะที่ตำแหน่งว่าง ก็เข้าแย่ง เข้าแทรกเลย และจะส่ง
ผลต่อ "มนุษย์โลก" มากมายให้มี "นิสัยหรือพฤติกรรม" เช่นนี้ด้วย ซึ่ง
พวกเขาจะประสานอยู่ในร่างสังขารมนุษย์ นั่นเอง เอาละ ท่านลองไปเบิ่ง
ตาดูโลก ดูสังคมของท่านให้ดีๆ อีกทีนะครับว่ามีคนที่มีนิสัยแบบนี้หรือไม่
สิ่งที่ผมอธิบายนี้ มีอยู่จริงไหม? เกิดขึ้นจริงหรือยังในสังคมโลกของท่าน
การเคลียร์ "เจ้าเถื่อน" ออกไป เพื่อเปิดทางให้ "เทพ" เข้าประจำที่
ต่อไปที่ผมอยากเล่าให้ฟังคือ สิ่งที่ผู้มีบารมีควรทำได้ คือ การเคลียร์
"เจ้าเถื่อน" ออกไป แล้วเชิญเทพที่คุ้มครองดูแล ลงมาประจำที่นั้นๆ
แทน เพราะมันมีผลต่อผู้คนที่อยู่อาศัยมากครับ ท่านเคยเห็นไหมคน
ที่หลงตัวเองว่าเป็น "เจ้า" เช่น เจ้านาย ฯลฯ พวกเขาทำตัวน่าเบื่อ มี
นิสัยแย่ขนาดไหน? ทำผิดไม่เคยปรับปรุงตัวเอง มีแต่โยนโทษไปให้
ลูกน้อง ฯลฯ นั่นแหละ "เจ้านาย" ที่ผมบอกว่าเป็น "เจ้าเถื่อน" ไงละ
เอาละ ทีนี้ ที่เราต้องการคือ "เทพที่สวรรค์ประทานมาให้" ครับ ไม่ว่า
จะประจำที่ไหนๆ? ประจำบ้านเรา, ประจำที่ดินของเรา, ประจำบริษัท
ของเรา, ประจำหมู่บ้านของเรา, ประจำประเทศของเรา ฯลฯ เราล้วน
ต้องการ "เทพที่ถูกต้องตามกฏสวรรค์" ครับ เพื่อที่เราจะได้มีชีวิตที่ดี
ไม่ถูก "เจ้าเถื่อนครอบงำ" ให้หลงทิศผิดทางไปในทางที่เสื่อม ทางที่
ไม่ดีครับ อย่างแรกที่ผมต้องแจ้งแก่ท่านคือ "ขณะนี้โลกของท่านได้มี
เจ้าเถื่อนยึดครองไปหมดแล้ว" และท่านจะต้อง "ทำสงครามศักดิสิทธิ์
เพื่อยึดคืนมาให้แก่เหล่าเทพ" นะครับ ไม่เช่นนั้น โลกมนุษย์ฉิบหายแน่
มันเป็นการต่อสู้ใน "มิติทิพย์" นะครับ แล้วมันจะส่งผลต่อเนื่องไปยังใน
มิติของวัตถุสสารอีกที มันจึงถูกเรียกว่า "สงครามศักดิสิทธิ์" ไงครับซึ่ง
มันจะเป็นไปโดยสันติวิธีและโดย "สันติภาพ" นะครับ เมื่อชัยชนะมาถึง
เทพทั้งหลายจะเข้าประจำที่และโลกมนุษย์จะสงบสุข ไร้เจ้าเถื่อนซึ่งมา
ครอบงำ บงการชีวิตพวกเรา มีแต่เทพที่มีจิตตรงต่อสิ่งศักดิสิทธิ์ มาช่วย
ให้เราตรงต่อสิ่งศักดิสิทธิ์เช่นกันครับ และนั่นทำให้ชีวิตของเราเจริญขึ้น
"เจ้าเถื่อน" กับ "เทพสวรรค์" ที่ได้รับการแต่งตั้ง แตกต่างกันอย่างไร?
ต่อไปที่ผมอยากเล่าให้ฟัง ก็คือ แล้วเจ้าเถื่อนกับเทพสวรรค์ ที่ได้รับการ
แต่งตั้งนั้นจะแตกต่างกันอย่างไรละ? เอาละ มันมีวิธีตรวจดูนะครับ ง่ายๆ
คือ 1. เจ้าเถื่อนจะไม่ขึ้นตรงต่อ "เจ้าสวรรค์" จะถือตัวเป็นใหญ่ไม่ขึ้นแก่
ใครเลย 2. เจ้าเถื่อนจะมีความหวงแหนและไม่ค่อยเปิดรับ "คนนอก" ให้
เข้ามาในอาณาเขตของตนในขณะที่เทพฯ จะต้อนรับขับสู้อย่างดี 3. เจ้า
เถื่อนจะมีจิตใจมืดมนหรือไม่มีธรรม ไม่นิยมในธรรม แต่เทพสวรรค์จะเป็น
ผู้ตรงต่อธรรม 4. เจ้าเถื่อนจะมีคุณสมบัติไม่พอดีกับที่ๆ ยึดครอง แต่เทพ
จะมีคุณสมบัติพอดีกับสถานที่นั้นๆ ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไปเช่น พระภูมิซึ่ง
อยู่ตามบ้านคน จะมาจากเทวดาชั้นที่หนึ่ง เช่น ยักษ์ ก็ได้ แต่จะไม่ใช่มาร
ซึ่งมาจากสวรรค์ชั้นที่หกเรียกว่าถูกต้องตรงไปตรงมาตามระเบียบสวรรค์
ที่ควรจะเป็น ไม่เว่อร์ ไม่ดีจนเกินไป ไม่มากจนเกินปกติ ซึ่งจะมีทุกที่ และ
ในทุกตำแหน่งนะครับทั้งในบริษัทเอกชน ก็มีประจำทุกตำแหน่งครับ ทั้งที่
อยู่ระดับ "การเมืองการปกครอง" ระดับล่าง จนถึงระดับประเทศ ก็ไม่ต่าง
กันนะครับจะต้องมีเทพดูแลทุกตำแหน่ง ทุกจุด ทุกที่ ทุกอย่างขนาดเขื่อน
หรือแม่น้ำ ยังต้องมีเทพดูแลเลยครับ ดังนั้น ช่วงเวลานี้ ซึ่งยังไม่ได้มีการ
ปรับเคลียร์เอา "เจ้าเถื่อน" ออกไป เพื่อเปิดทางให้เทพเข้ามาประจำที่จึง
กลายเป็น "ช่วงเวลาแห่งความยากเข็ญ" ไปครับ จะกินเวลายาวนานสัก
ระยะหนึ่ง จนกว่าจะเคลียร์สำเร็จ ก็จะลงตัว เทพเข้าประจำที่ได้ครบหมด
"เทพสวรรค์" จะบำเพ็ญบารมีแล้วรอรับการแต่งตั้ง จะไม่ยื้อแย่งใคร?
ต่อไปที่ผมอยากเล่าให้ฟัง ก็คือ เทพสวรรค์จะมีวิสัยไม่ยื้อแย่งใคร ต่อ
ให้มี "ที่ให้ยึดครอง" อยู่ตรงหน้า ก็จะไม่ยึดครอง (เพราะไม่ใช่เจ้าที่)
แต่จะรอ "การแต่งตั้ง" จากสวรรค์ก่อน จึงจะรับตำแหน่งได้ จึงจะไม่มี
การไปยื้อแย่งกันนะครับ เทพเขาไม่ทำอย่างนั้นกัน ซึ่งระหว่างรออยู่นี้
ก็คือ "ช่วงเวลาแห่งการบำเพ็ญบารมี" ของเขาครับ ซึ่งจะสอดคล้อง
กับ "ร่างสังขารของมนุษย์" คนหนึ่งด้วย ทั้งเทพและมนุษย์จะประสาน
กันครับ เหมือนเป็นคนๆ เดียวกันแต่อยู่ต่างมิติกันนะครับ เหมือนเทพคือ
ตัวตนต่างมิติของเรานั่นเอง เรากับเทพจะบำเพ็ญบารมีคู่ขนานไปคล้าย
เป็นหนึ่งเดียวกันครับเพียงแต่คนละมิติเท่านั้นเอง เมื่อบำเพ็ญสำเร็จแล้ว
ก็จะรับ "การแต่งตั้งจากสวรรค์" ได้ครับ ดังนั้น ในช่วงที่รอการแต่งตั้งนี้
จะมี "จิตวิญญาณจร" และ "ร่างสังขารมนุษย์" กลุ่มหนึ่ง ที่ยื้อแย่งกัน
ตั้งตัวเป็นเจ้าครับ เป็นเจ้าในที่ต่างๆ มิติต่างๆ จุดต่างๆ เรื่องต่างๆ กันไป
มีมากมายเลยครับ พวกเขาจะออกมาครอบครองอำนาจก่อน และทำให้
โลกปั่นป่วนวุ่นวาย ไม่เข้าที่เข้าทาง เพราะการแก่งแย่งแข่งขันกันไปมา
นั่นเอง โลกมนุษย์ในช่วงนี้จะวุ่นวายมากครับ จนกระทั่งเคลียร์ พวกเขา
ได้หมดแล้ว เทพประจำที่หมดแล้ว ทุกอย่างก็จะลงตัวและโลกก็จะเข้าสู่
ความสันติสุขอย่างแท้จริงครับ ดังนั้น "พวกแรกที่มีอำนาจ" จึงยังไม่ใช่
"ตัวจริง" ที่สวรรค์ประทานมาให้นะครับ ต้องรอจนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่
ก็จะได้เห็น "ตัวจริง" ของทุกตำแหน่ง, ทุกที่ ฯลฯ บนโลกใบนี้ต่อไปครับ
"เทพสวรรค์" จะประสานพลังกับ "ร่างสังขารมนุษย์" เพื่อกระทำกิจนั้นๆ
ต่อไปที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือ เทพสวรรค์จะ "เลือกร่างสังขารมนุษย์" ที่
มีความสอดคล้องกับท่านเพื่อประสานพลัง แล้วกระทำกิจต่างๆ อันควรต่อ
ไป มันเป็นภาวะของการเชื่อมโยงกันของ "สองมิติ" (แท้จริง มีการเชื่อม
โยงกันมากกว่าสองมิติอีกครับ แต่ผมยกตัวอย่างให้ง่ายๆ เท่านี้ก่อน) เพื่อ
กระทำกิจ ซึ่งจะผ่าน "ร่างสังขารมนุษย์" เป็นเครื่องเชื่อมโยง ดังนั้น เราก็
จะมี "ตัวตนหลากหลายตัวตน" ใน "หลากหลายมิติ" เชื่อมโยงถึงกัน จึง
สามารถขับเคลื่อนไปได้ในทุกๆ มิติ ดังนั้น "มนุษย์แต่ละคน" จึงกลายเป็น
ตัวแทนของเทพ ที่กระทำกิจการต่างๆ บนโลกมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์บาง
คนก็อาจกลายเป็น "ตัวแทนของปีศาจในการทำกิจของปีศาจ" ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ แล้วแต่ว่าพวกเขาจะเชื่อมโยงเข้ากับอะไร มิติไหน? ทว่า ในช่วงก่อน
ที่จะมีการประสานพลังกันนั้นๆ "ร่างสังขารที่ถูกเลือก" จะถูกเตรียมพร้อม
ก่อน ด้วยกรรมวิธีต่างๆ เขาจะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอิสระนักและเหมือนมีอะไรที่
คอยควบคุมเขาโดยที่เขามองไม่เห็น หรือถูกทำให้มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง
ไปอย่างไม่น่าเชื่อ ต้องทำอะไรที่ตัวเอง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำ ต้องถูก
ล้อมกรอบหรือมีกฏระเบียบอะไรมากมายทั้งที่มองเห็นบ้าง มองไม่เห็นบ้าง
เอาละ นี่เป็นแค่ตัวอย่างนะครับ อย่าเพิ่งไปด่วนสรุปว่าใครที่มีอาการคล้าย
นี้จะต้องเป็นเช่นนี้เสมอไป มันยังต้องพิจารณาอะไรอีกหลายตัวแปรนะครับ
"ตำแหน่งทางโลก" กับ "ตำแหน่งทางธรรม" นั้นต่างกัน อย่างไรบ้าง?
สุดท้ายที่ผมอยากเล่าให้ฟัง คือ ตำแหน่งทางโลกกับตำแหน่งทางธรรม
นั้น "ไม่เหมือนกัน" เช่น แม่ของเราอาจมีบุญได้เลี้ยงดูเรา จนเราอายุได้
30 ปี เราจะแต่งงานออกเรือน ไปอยู่ครอบครัวอื่น เป็นอันหมดกรรมของ
เรากับแม่ ทว่า ถ้าแม่ของเราสร้างบารมีร่วมกับเราใหม่แล้วได้บารมีจะมา
เป็น "พี่น้องกับเรา" อย่างนี้ เรากับแม่ ก็จะมีบุญกรรมเกี่ยวเนื่องกันได้อีก
แต่ไม่ได้ในฐานะเดิมแล้ว "บุญกรรม" จะทำแต่งให้เหมือนเป็นพี่น้องกันก็
เท่านั้น คำว่า "แม่-ลูก" จึงเป็นแค่ "ตำแหน่งทางโลก" แต่แท้จริงแล้วใน
"ตำแหน่งทางธรรม" เขาทั้งสองก็เป็น "พี่น้องกัน" อย่างนี้ ก็มีได้ เป็นได้
ครับ เหมือน "สามี-ภรรยา" คู่ไหนหมดบุญกรรมร่วมกันแล้ว จะมีเรื่องให้
อยากหย่าขาดกันไป แต่ถ้าสร้างบุญบารมีในปัจจุบันร่วมกันได้อีก ก็ต่อให้
มีเวลาอยู่ร่วมกันได้อีกแต่อาจจะในฐานะอื่นก็ได้ เช่น อยู่เหมือนเพื่อนกันก็
แค่นั้นเอง อันนี้ ท่านพอเข้าใจนะครับ เพราะผมคิดว่าหลายท่านน่าจะเคย
มีประสบการณ์ชีวิต แบบนี้มาบ้าง ที่ใครบางคนมีสัมพันธภาพกับเราในรูป
แบบที่ต่างไปจากเดิม (แต่ก็ยังคบกันได้) หรือการที่เรามี "ตำแหน่งสมมุติ
ทางโลก" อย่างหนึ่ง แต่ทำไม วิถีชีวิตจริง บุญกรรมจึงทำให้เราต้องตกที่
นั่งอยู่ในอีก "สถานะหนึ่ง" เช่น เหมือนว่าเราได้เป็นเจ้านายใหญ่แต่ทำไม
จึงเหมือนมี "ใครอีกคน" ที่ใหญ่กว่าคอยสั่งการเราได้ตลอด แบบนี้ ก็มีได้
ใช่ไหมครับ นั่นแหละ ที่ผมกำลังจะชี้ให้ท่านเห็นว่า "ตำแหน่งทางโลกกับ
ตำแหน่งทางธรรม" นั้นไม่เหมือนกัน ตำแหน่งทางโลกเป็นของสมมุติ ซึ่ง
อุปโลกขึ้นให้แก่เรา แต่ตำแหน่งทางธรรมนั้นเป็นของจริงจึงส่งผลต่อชีวิต
เราจริงๆ เราจึงเรียกว่าเป็น "วิมุติธรรม" ที่ไม่ใช่ "ของสมมุติ" ไงละครับ!
ขอพลังแสงธรรมแห่งสิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลาย จงส่องให้ท่านแจ้งโลก สวัสดี
29 ส.ค. 2555
"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王





