สวัสดีครับ วันนี้ มีเรื่องง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ท่านอาจจะได้พบเจออย่างแน่นอน มาอธิบายกันแบบง่ายๆ จะได้มีความเข้าใจเป็นพื้นฐาน คือ เรื่องของ "ตัวตนเทียม" ของเหล่าอัศวินแห่งแสงสว่าง ยกตัวอย่างเช่น พระสุริยเทพ ก็จะมี "ตัวตนเทียม" ของท่านที่เป็น "ภาคมืด" ซึ่งอยู่ใกล้กับมนุษย์เข้าถึงมนุษย์ได้ง่ายกว่า ให้มนุษย์ได้สัมผัสเป็นเบื้องต้น ก่อนที่จะได้สัมผัส "องค์จริง" ซึ่งยากแก่การเอื้อมถึงในภายหลังนะครับ เอาละ เข้าเรื่องกันเลย
เหล่าอัศวินแห่งแสงสว่างล้วนมีเงาหรือ "ตัวตนเทียม" จากภาคมืดทั้งนั้น
อย่างแรกที่ท่านควรทราบคือ "สิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลาย" ต่างก็มี "เงา" หรือ "ตัวตนเทียม" ที่ปลอมตัวเป็นท่าน อยู่บนโลกทั้งสิ้น เพื่อรอทดสอบเหล่าผู้คนที่ต้องการเชื่อมต่อกับท่านเหล่านี้ พวกเขาจะคอยทดสอบความศรัทธาของท่านทั้งหลาย ก่อนเป็นเบื้องต้น ที่ท่านจะพร้อมที่จะสัมผัสกับของจริงหรือ "องค์จริง" ดังนั้น ท่านจึงต้องสอบผ่าน และแยะแยะของปลอมออกให้ได้ก่อน จึงจะได้พบของจริง และสิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลาย ก็มีของเทียมนี้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น พวกเขาก็คือ "ภาคมืด" ที่คอยหลอกล่อให้คนออกจาก "ธรรม" หรือ "เส้นทางที่ถูกต้อง" นั่นเอง เมื่อท่านไม่หวั่นไหว ไม่ถูกยั่วยุให้ออกจากธรรม หรือเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว ท่านจึงจะได้พบสิ่งศักดิสิทธิ์ที่แท้จริง ในลำดับต่อไป ดังนั้น บางครั้ง ท่านอาจได้พบ "ของเทียม" ก่อนและของเทียมก็ทำตัวได้เหมือนของจริงเลย ท่านต้อง "แยกแยะ" ออกให้ได้ว่า "ของเทียม" มีอะไรที่แตกต่างจาก "ของจริง" นั่นแหละ จึงผ่านได้
"ตัวตนเทียม" มี "แทบทุกอย่าง" ที่เหมือนตัวตนจริง ท่านจึงต้องระวัง?
ต่อไปที่ท่านควรทราบคือ "ตัวตนเทียม" มีทุกอย่างที่แทบจะเหมือนตัวตนจริงเลย เช่น พระสุริยเทพภาคมืด จะมีแสงสว่างออกมาได้เหมือนองค์จริงทำให้ท่านสัมผัสพลังแสงสว่างนั้นได้ ทั้งยังมี "ธรรม" ไม่ต่างกันอีก อ้าวแล้วอย่างนี้ จะทราบได้อย่างไร? จะแยกแยะได้อย่างไร? นี่ละ ปัญหาซึ่งท่านจะต้องแก้เอง ผมขอยกตัวอย่าง เลยก็แล้วกัน "พระสุริยเทพ" องค์เทียม (ภาคมืด) จะมี "พลังมืดด้านหลัง" ของท่าน ท่านจะไม่ได้สว่างรอบทิศดังเดิมอีกแล้ว พลังแสงสว่างของท่านลดลง และถูกแทรกด้วยพลังมืด แต่ท่านย้ายไปไว้ทางด้านหลัง จึงหลอกปวงสัตว์ที่มาจากทางด้านหน้าได้ เอาละ ทีนี้ ท่านจะเช็คได้อย่างไรละ? แหม ไม่ใช่ของง่ายๆ เลย ดังนั้น ท่านจึงต้องมี "ปัญญาที่สว่างไสวโดยรอบ" ให้เหนือกว่าเขาให้ได้ ท่านก็จะได้ทราบเองว่าเขา "มีช่องว่าง-ช่องโหว่ที่ไหน?" เอาละ ถ้าเป็น "พระพุทธเจ้าองค์ปลอม" ละ ก็มีเหมือนกันนะ ท่านมีธรรมะที่ไม่ต่างจากไตรปิฎก เหมือนกันชนิดแยกไม่ออกเลยทีเดียว เอาละ ท่านต้องค้นหาเองละนะ ผมก็ขอยกตัวอย่างแค่ 1 ตัวอย่างก็พอ ที่เหลือท่านก็ค้นหาด้วยตัวเอง ก็แล้วกัน หลักสำคัญคือ "ท่านต้องมีธรรมไม่ต่างจากของจริง" เมื่อนั้น ท่านจึงจะทราบได้ว่า "อะไรเป็นของปลอม?" ก็เท่านั้นเอง
ภาคมืด ก็มีทุกอย่างที่ภาคสว่างมี แล้วอะไรละ ที่จะทำให้เราแยกแยะได้?
ต่อไปที่ท่านควรทราบ ก็คือ "ภาคมืด" พยายามเลียนแบบทุกอย่างที่ภาคสว่างมี และเขาก็ทำได้เหมือนมาก จนคนทั่วไปไม่อาจที่จะแยกแยะได้เลยยกตัวอย่างเช่น "พระนารายณ์" ก็มี "ลูซิเฟอร์" เป็นเงา เป็นตัวปลอม ซึ่งทำหน้าที่แทนบนโลก ทว่า "ท่านจะทราบได้ว่าเขาจริงหรือปลอม" ก็ต้องดูที่ "ยุคสมัย" คือพระนารายณ์จะทำหน้าที่ "ตามยุคของท่าน" ถ้ายังไม่ถึง "ยุคสมัยของท่าน" ท่านจะ "บรรทมศิลป์" อยู่ก่อนท่านจะไม่ออกมาทำกิจ"ข้อนี้คือจุดสังเกตุ" เอาละ ถามว่า "ยุคสมัยนี้ จนถึง พ.ศ. 5,000" จะมีพระนารายณ์ลงมาหรือไม่ คำตอบคือ "ก็คือ พระพุทธเจ้านั่นแหละ" ท่านจะทำหน้าที่จนครบ 5,000 ปี โดยไม่มีนารายณ์องค์อื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว ซึ่งนับเป็นยุคของนารายณ์องค์ที่ 9 ใช่ไหมละ องค์ต่อไปคือ "กัลกี" จะยังไม่มาตอนนี้ แต่จะมาหลังจากองค์ที่ 9 ทำกิจเสร็จแล้ว ข้ามไปอีกนาน ยกให้ท่านอื่นมาทำบ้าง เว้นวรรคยุคนารายณ์บ้าง จากนั้น นารายณ์องค์สุดท้ายคือ องค์ที่ 10 (กัลกี) จึงจะลงมาทำหน้าที่ "ในกัปนี้" จะมีพระนารายณ์ทั้งสิ้น 10 ปางเท่านี้เอง ทว่า กัปนี้ ยังเหลือเวลาของยุคพระศรีอาร์ฯ อีกนี่ลองคึดดูสิ กว่าจะ "ปิดกัป" อีกนานแค่ไหน? ถ้าท่านลงมาทำกิจก่อน มันก็ไม่เหลือองค์นารายณ์มาทำกิจในช่วงยุคของพระศรีอาร์ฯ กันพอดี ใช่มั้ยองค์สุดท้ายของกัปนี้ ก็เลย ยังไม่มาอีกนานมากนะครับ ส่วนท่านที่ทำกิจนี้ไม่ใช่ "ของจริง" อาจเป็นพลังภาคมืด (ลูซิเฟอร์) หรือพลังคลาสสิคเท่านั้น
ท่านต้องมี "ญาณหยั่งรู้ที่สูงทะลุชั้นสวรรค์" จึงจะหยั่งถึงของจริงได้
ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ หากท่านยังไม่ญาณหยั่งรู้ไม่สูงพอ กำลังก็ไปไม่ถึงของจริงที่อยู่เบื้องบนได้ ไม่ว่าจะเป็นกำลังญาณของอะไร เช่นกำลังญาณของตาทิพย์, หูทิพย์ ฯลฯ ทุกอย่างมีกำลังของมันเองในตัวเหมือนกล้องส่องทางไกล แต่ละตัว ก็มีกำลังในการส่อง ได้ไกลแค่ไหนเหมือนกัน ดังนั้น เมื่อท่านไม่รู้กำลังญาณของตัวเอง ท่านอาจคิดไปว่าท่านได้เชื่อมต่อถึงองค์นั้น องค์นี้แล้ว ทว่า ไม่จริง ท่านก็แค่ถูกแทรกไปด้วย "ของปลอม" ที่อยู่บนภาคพื้นโลกเท่านั้นเองคือ ท่านถูกของเทียมแทรกเข้าแล้วแต่มันเหมือนจริงมาก จนท่านอาจจะคิดว่าเป็นของจริงไปเพราะกำลังญาณท่านสูงไม่พอ แต่ท่านฝืนที่จะเชื่อมต่อกับสิ่งศักดิสิทธิ์ที่อยู่สูงเกินไป เกินกำลังของท่าน ขอยกตัวอย่างนะ ถ้าท่านจะเชื่อมต่อกับ "พระสยามเทวาธิราช" ท่านใช้กำลังญาณหยั่งไป สูงเพียงสวรรค์ชั้นที่สอง ก็พอ ถึงแล้ว แต่ถ้าท่านจะเชื่อมต่อกับพระอาทิตย์ยูไล อันนั้นท่านจะต้องผ่านพ้นสวรรค์ทั้ง 6 ชั้นของโลกนี้ไปให้ได้ก่อน และแน่นอนว่าญาณของท่านจะพุ่งผ่าน "เหล่ามาร" และถูกทดสอบ โดยเหล่ามารอย่างแน่นอน ไม่อาจที่จะหนีได้พ้น ท่านต้องผ่านการทดสอบโดยเหล่ามารก่อน ท่านจึงจะเข้าถึงพระอาทิตย์ยูไลได้ ซึ่งมันไม่ใช่ของง่านเลยเมื่อญาณหยั่งรู้ท่านสูงมาก "พ้นโลก-เหนือโลก" แล้ว ท่านจึงหยั่งไปยัง "ต่างดาว" หรือ "โลกธาตุอื่นๆ" ได้ ท่านก็จะรับธรรมจากท่านอื่นที่อยู่ในดาวดวงอื่นได้ ซึ่งกว่าท่านจะ "ยกระดับตัวเอง" ถึงจุดนี้ได้ ก็ยากไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้น ท่านไม่ควรฝืนเกินกำลัง หากท่านจะรับสารที่มาจาก "ต่างดาว" ก็ควรไต่ระดับไปทีละน้อย และตรวจเช็คให้ดีๆ ก่อน
ท่านต้องมี "จิตที่ละเอียดในการแยกพลังงาน" จึงจะรับของจริงได้
ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ อีกวิธีที่จะทำให้ท่านได้รับพลังธรรมจาก"ต่างดาว" ได้ แต่ท่านไม่อาจใช้ญาณหยั่งไปได้ไกลขนาดนั้น ท่านก็สามารถ "รอรับอยู่บนภาคพื้นโลก" ก็ได้ แต่ท่านจะต้องมี "จิตใจที่ละเอียดอ่อนมากในการแยกแยะพลังงาน" เพราะพลังงานแทรกที่มาพร้อมกับพลังงานจากต่างดาว จะมีเยอะมาก ท่านจะได้รับพลังงานที่แทรกเข้ามาปลอมปนเยอะมาก จนท่านสับสนในข้อมูลที่ได้รับ และยังมีบางครั้งที่ข้อมูลขัดแย้งกันเองอีกด้วย เอาละ วิธีแรกคือ การใช้สมาธิเป็นกำลังสำคัญ ทำให้ญาณหยั่งรู้สูงขึ้น แต่วิธีที่สองนี้ เป็นการใช้ สติที่ละเอียดอ่อน ในการแยกแยะพลังงานต่างๆ ที่เข้ามาพร้อมๆ กัน และท่านจะไม่อาจห้ามพลังงานปลอมปน หรือแทรกเหล่านี้ได้เลย ต่างจากการใช้ญาณหยั่งรู้ หยั่งขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะญาณหยั่งรู้ที่พ้นโลก, เหนือโลกแล้ว เช่น ญาณหยั่งรู้ตั้งแต่ "พระโสดาบัน" ขึ้นไปนั้น พอจะพ้นโลก, เหนือโลกได้ แต่ก็ใช่ว่าพระโสดาบันทุกท่าน จะทำได้ เพราะส่วนใหญ่ท่านได้เข้าถึงธรรมเพราะอาศัยผู้อื่นช่วย ดังนั้น ท่านอาจจะไม่มีญาณหยั่งได้ด้วยตนเอง เอาละ สำหรับท่านที่มีญาณหยั่งได้ด้วยตนเอง ก็สามารถหยั่งขึ้นไปเหนือโลกได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็ให้รอรับอยู่บนภาคพื้นโลก ซึ่งท่านจะต้องแยกแยะข้อมูลมากเลยทีเดียว
ใช้ "ของปลอม" เป็น "บันใดพื้นฐาน" ให้ท่านเชื่อมต่อกับของจริง?
ต่อไปที่ท่านควรทราบคือ อีกวิธีหนึ่งที่ทรงประสิทธิภาพมากเพราะมันเอื้อต่อการทำหน้าที่ของคนที่ไม่ชำนาญนัก คือ การใช้ "ของปลอม" เป็น "บันไดพื้นฐาน" ในการก้าวไปสู่ "ของจริง" นั่น ท่านจะต้องใช้"ปัญญา" อย่างมาก ในการที่จะพิจารณาข้อมูลที่มาจากของปลอมไปก่อน แล้วจึงจะเชื่อมต่อ หรือตรงเข้าสู่ของจริง ได้ด้วย "ปัญญา" ของท่านเอง มันก็คือ "การใช้วิจารณญาณ" หรือการใช้ปัญญาในการแยกแยะความจริงเท็จออกจากกันให้ได้ เพราะ "ของปลอม" นั้นก็เหมือนของจริงมาก แต่จะมี "จุดเล็กๆ" เท่านั้นที่แตกต่างกันออกไปท่านจะต้องจับให้ได้ว่ามันคืออะไร จึงจะนำข้อมูลที่ได้จาก "ของเทียม" ไปใช้ได้ วิธีนี้ ท่านไม่จำเป็นต้องมี "สมาธิ หรือ สติ" มากเหมือนสองวิธีแรก แต่ท่านจะต้องมี "ปัญญา" มากทีเดียว เพราะการใช้ข้อมูลซึ่งไม่ได้มีความจริง 100% นั้น ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าข้อมูลนั้นมีทั้งส่วนที่จริงและเท็จอยู่ปนกัน? วิธีนี้ จึงเหมาะกับผู้ที่มี ปัญญาพละ มากมากกว่าผู้ที่มีสมาธิพละ หรือสติพละมาก แตกต่างจากสองวิธีข้างต้น
"ศรัทธาที่แน่วแน่ตรงทาง" จะช่วยให้ท่านเชื่อมต่อตรงต่อสิ่งศักดิสิทธิ์
ต่อไปที่ท่านควรทราบคือ ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายมากในคนที่มีความศรัทธาแน่วแน่ตรงต่อสิ่งศักดิสิทธิ์จริงๆ คือ ท่านจะต้องใช้ "ความศรัทธาที่แน่วแน่ตรงทาง" ไม่เป๋ไปอื่นนั้น ในการเชื่อมต่อกับสิ่งศักดิสิทธิ์นั้นๆ ที่ท่านต้องการเชื่อมต่อด้วย ซึ่งระหว่างทางนั้น ท่านจะถูกดึงให้เป๋ไปทางอื่นๆ เยอะมาก และถ้าท่านไม่แน่วแน่ต่อสิ่งศักดิสิทธิ์จริงๆ ท่านก็จะถูกทำให้เป๋ออกไปผิดทิศ ผิดทางได้ ไม่ยากเลย เอาละ วิธีนี้ง่ายมาก เพราะว่าท่านไม่ต้องมีญาณหยั่งรู้สูงอะไรเลย ท่านไม่ต้องมีสมาธิมาก หรือมีสติที่ละเอียดอ่อนก็ได้ แต่ท่านต้องมีศรัทธาที่แท้จริง สิ่งศักดิสิทธิ์ก็จะมาโปรดท่านเอง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิสิทธิ์ในศาสนาใด เช่น ในยามที่ท่านกำลังจะอธิษฐานถึงพระเจ้า ก็ดี, หรือกำลังทำละหมาดอยู่ก็ดี ก็สามารถสำเร็จได้ด้วย "ความศรัทธา" นั้นๆ วิธีนี้ จึงนับว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ที่ใครๆ ก็ทำได้มากกว่าวิธีอื่น ขอเพียงท่านมี "ศรัทธาแน่วแน่ตรงต่อสิ่งศักดิสิทธิ์" ก็พอ
ขอพลังของสิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลาย จงช่วยเชื่อมต่อแสงธรรมถึงท่าน สวัสดี
20 ส.ค. 2555
"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
ท่านต้องผ่าน "ตัวตนเทียม" ของเหล่าอัศวินแห่งแสงสว่างก่อนจึงจะได้พบของจริง?
ท่านจะได้รับบุญกรรมอย่างไร? เป็นไปตามบัญชีบุญกรรมซึ่งใครกันแน่ดูแล
สวัสดีครับ วันนี้ยังคงไต่ระดับไปเรื่องที่สูงขึ้นระดับวิทยาการต่างดาว ยังไม่ได้นะครับ เพราะยังมีหลายท่านยังตามไม่ทัน เอาละ ผมจึงต้องขอปูพื้นฐานเรื่องกรรมและระบบจัดการของเหล่าเทพฯ สักนิดหนึ่ง เพื่อให้ท่านเข้าใจครับ
บุญกรรมของมวลมนุษย์ตาม "ธรรมชาติ" และตาม "ระบบเทพจัดการ"
อย่างแรกที่ท่านควรทราบคือ "บุญกรรม" ที่เกิดแก่มวลมนุษย์นั้นเป็นผลมาจากสองประการ เช่น มาโดยธรรมชาติ ซึ่งแบบนี้จะไม่มีระบบ และถ้าจัดการไม่ดี อาจกลายเป็นความยุ่งเหยิง หรือภาระกรรมที่แก้กันไม่จบ ก็ได้ เช่น คนที่ทำกรรมเลวและมีฤทธิ์มาก บางคนจะก่อกรรมไปเรื่อยๆ ด้วยไม่มีใครปราบได้ เขาจะมีกรรมสั่งสมมากเกินตัว จนไม่รู้ว่าจะได้นิพพานที่ยุคไหนได้เลยครับ เอาละ ดังนั้น เพื่อให้มีกระบวนการจัดการที่ดี สวรรค์ก็มีระบบการจัดการกรรมนะครับ ซึ่งดูแลโดย "สิ่งศักดิสิทธิ์" ผู้ดูแลมนุษย์ซึ่งท่านจะแยกกันดูแลครับ เช่น คนที่นับถือพระพุทธศาสนา จะมีพระยูไลดูแล คนที่นับถือพราหมณ์ฮินดูก็จะมีพระพรหมดูแลเรียกว่า "พรหมลิขิต" ในทีมของพระยูไลที่ดูแลระบบกรรมนั้นจะมีด้วยกัน 7 พระองค์ ที่เรียกว่า "ดาวเทพนพเคราะห์" นะครับ (ถ้าไม่เคยได้ยิน ก็นับว่าเชยมากนะครับ) เช่น พระอาทิตย์ยูไล, พระจันทร์ยูไล เป็นต้น ที่เขาสวดบูชาดาวเทพนพเคราะห์เพื่อให้เรามีเคราะห์ดีกันนั่นแหละครับ (ถ้าไม่รู้นับว่าล้าหลังมาก) ดังนั้น เรื่องที่มีเทพหรือสิ่งศักดิสิทธิ์ "ดูแลกรรมให้มนุษย์เป็นระบบ" นั้น จึงเป็นความจริงนะครับ ซึ่งบรรพบุรุษของเราท่านรู้และถ่ายทอดมานานแล้ว เราเป็นลูกหลานถ้าไม่รู้จริง ก็ไม่ควรไปลบหลู่ครับ (อาจโชคร้ายได้)
มนุษย์ที่บรรลุ "พุทธะ" สามารถถือ "บัญชีบุญกรรม" ของผู้อื่นได้?
ต่อไปที่ท่านควรทราบคือ มนุษย์ที่บรรลุ "พุทธะ" แล้ว และยังไม่รีบนิพพาน นั้นสามารถนั่งแท่นตามรอยดาวเทพนพเคราะห์ทั้ง 7 องค์ได้ (ไม่ใช่องค์ปฐมฯ เป็นเป็นลำดับหลังๆ ตามๆ กันมา แต่ก็ทำหน้าที่ได้ครับ) ดังนั้น อาจมีมนุษย์บางคนที่ถือบัญชีบุญกรรมและทำกิจ "ดูแลระบบบุญกรรม" ของมวลมนุษย์ได้ "ส่วนหนึ่ง" เช่น ถ้ามีคนที่ไม่รีบนิพพานแล้วได้รับกรรมมาก มาหาเขา เขาอาจช่วยผ่อนปรนกรรมลงได้แต่ต้อง "เข้าระบบของเขาก่อนครับ" หมายความว่าท่านก็ต้องมี "บุญบารมี" ได้เป็น "สาวกของพุทธะองค์นั้นก่อน" ท่านจึงจะทำให้ได้นะครับ เพราะการกระทำนี้ จะต้องมี "บุญบารมีของผู้ทำรองรับผลให้ผู้ถูกกระทำ" แต่ก็มีบางท่าน ที่ได้บารมีระดับ "พรหม" ก็ทำได้ครับ (ซึ่งจะต่ำกว่าพระยูไล) คนที่ไปขอให้ทำ ก็จะขึ้นตรงที่คนผู้นั้น ยกบุญกรรมของตนให้ท่านั้นดูแล ก็จะขึ้นบัญชีบุญกรรมซึ่งตรงต่อคนผู้นั้น (ซึ่งมีบารมีชั้นพรหม) ท่านก็จะลิขิตให้ครับ นี่ละเขาเรียกว่า "พรหมลิขิต" มันทำกันได้ แต่คนทำ ก็ต้อง "มีบุญบารมีรองรับผลนั้นเองนะครับ" ไม่ใช่ใครก็ทำได้ ไปทำกันเล่น มันจะเข้าตัวเอา
มนุษย์ที่บรรลุ "พุทธะ" สามารถปรับเปลี่ยนบุญกรรมลิขิตชีวิตคนอื่นได้
ต่อไปที่ท่านควรทราบคือ เมื่อมนุษย์ที่มี "อาญาสิทธิ์อาญาธรรม" ได้ถือ "บัญชีบุญกรรม" ของผู้อื่นแล้ว ด้วยอาญาสิทธิ์ แห่งพุทธะ ก็ดี, อาญาสิทธิ์แห่งพรหมลิขิต ก็ดี ฯลฯ ได้ถือเอา "มนุษย์ผู้หนึ่งเข้าไว้ในระบบซึ่งตนจะจัดการบุญกรรมให้" แล้วด้วย "พิธีขึ้นขันธ์ให้กัน" ก็ดี, หรือพิธีอื่นใด ก็ดี อันหมายความเป็นที่ยอมรับกันได้ว่า "รองรับให้แก่กันแล้ว" เขาก็สามารถ "ใช้อาญาสิทธิ์อาญาธรรม" นั้น ในการจัดการระบบบุญกรรมให้แก่กันได้ เช่น สมมุติว่า นาง ก. มีกรรมต้องเป็นหม้าย ทั้งชีวิตทว่า นาง ก. รับกรรมนี้ไม่ไหว (เพราะถ้าอยู่คนเดียวต่อไป จะเข้าสู่วิถีแห่งพระปัจเจกฯ ได้) ในกรณีนี้ เมื่อพิจารณาแล้ว ท่านฯ ก็อาจจะช่วยให้นาง ก. ไม่ต้องเป็นหม้าย ได้มีสามีได้ แต่ก็ต้องพิจารณาผลที่จะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้าด้วย (เพราะจะกระทบยาวไปทั้งหมด) ดังนั้น ท่านที่จะทำหน้าที่นี้ได้จึงต้องมี "ญาณหยั่งอดีต-อนาคต" ที่ค่อนข้างแม่นยำเพื่อจะประเมิณประมาณ ผลข้างหน้า ที่เกิดจากการแก้ไขกรรมในอดีตนั้นได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้ไม่ได้ ก็หาไม่ครับ! ทว่า การที่ผู้บรรลุพุทธะแล้ว จะช่วยคนด้วยวิธีนี้นั้น ท่านก็ไม่ได้ช่วยกันง่ายนัก ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าเองก็เคยช่วยคนผู้หนึ่ง ที่ได้รับคำทำนายว่าจะตายแล้วและกำลังป่วยใกล้ตายจริงๆ ท่านช่วยด้วยการให้ "สวดมนต์บทหนึ่ง" แล้วชายผู้นั้นก็รอดตายได้ อย่างนี้ก็มีได้ เป็นไปได้
ผู้ไม่มีอาญาสิทธิ์อาญาธรรม ทำเองแล้วมารและภาคมืดจะครอบงำได้?
ต่อไปที่ท่านควรทราบคือ ผู้ที่ไม่มีอาญาสิทธิ์อาญาธรรม ไม่อาจทำสิ่งนี้ได้ หรือแม้แต่ท่านที่มีอาญาสิทธิ์อาญาธรรมเองก็ดี บางท่าน ก็ไม่รับทำในกรณีที่ "กรรมมากเกิน" ซึ่งท่านจะทราบด้วยญาณของท่านเอง นั้นในกรณีที่ไปทำกันเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็อาจเป็นได้ เกิดได้ด้วยผลแห่ง "อำนาจลึกลับ-พลังพิเศษ" เช่น พลังอำนาจของภาคมารหรือภาคมืด ก็ดี ซึ่งจะนำมาซึ่งความวิบัติของผู้กระทำในท้ายที่สุด ดังนั้น การไปเปลี่ยนแปลงวิถีบุญกรรมของผู้อื่นจึงไม่ใช่ "ของเล่นๆ" ยกตัวอย่างเช่น การที่คนบางคนไปตั้งตนเป็น "อาจารย์ถ่ายทอดอนุตรธรรม" ซึ่งไม่ได้มี "บารมีธรรม" มากพอ แล้วไปรับคนอื่นเข้า ด้วยว่าจะช่วยให้คนๆ นั้นได้พ้น "ภัยพิบัติ" ที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจารย์ที่รับไปนั้นก็รับไปเต็มๆ และยังมีหลายท่านที่เมื่อทำงานแบบนี้ไปถึงจุดหนึ่ง ก็ "ล้มป่วย" บางท่านตายก่อนอายุขัยของตน เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ "ของเล่น" ที่ใครจะมาทำก็ได้ ขอเพียงแค่มี "เงินสร้างสถานธรรม" ของตัวเอง ก็ยกตัวเองเป็นอาจารย์ ผู้ถ่ายทอดอนุตรธรรมแล้ว ทั้งๆ ที่บารมีธรรมยังไม่มี ยังไม่เกิดเลย เอาละนี่เป็นแค่การเตือน แต่คงไม่มีประโยชน์แล้วเพราะยามนี้ ท่านทั้งหลายที่อยู่ใน "อนุตรธรรม" ได้ทำเช่นนั้น "ตั้งตัวเองเป็นอาจารย์" ด้วยบารมีธรรมยังไม่เกิด ยังไม่พร้อม แต่เพราะมีเงินตั้งสถานธรรมด้วยตนเองได้ เลยยกตัวเองขึ้นเป็นอาจารย์และผลตามมาคือ "ภาคมืด-ภาคมาร" ก็เข้าแทรกทำให้ "ผู้มีบารมีธรรม" ที่แท้จริงไม่อาจเข้าถึง "ภารกิจ" ที่ตนควรทำได้
"วิถีอนุตรธรรม" มี "พุทธะจี้กง" คอยดูแลระบบกรรมให้แก่มวลมนุษย์
ต่อไปที่ท่านควรทราบคือ เบื้องบนได้ส่ง "วิถีอนุตรธรรม" ลงมาบนโลกเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ จาก "ภัยพิบัติทั้ง 10 ประการ" นั้น "ก็จริง" ทว่า เรื่องไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดและปัญหาก็เกิดขึ้นมากเกินกว่าจะหาคนจัดการได้ โดยระบบเริ่มต้นนั้น "พุทธะจี้กง" คือพุทธะผู้มีบารมีถือบัญชี "บุญกรรมของมนุษย์ได้" ซึ่งท่านจะเข้าสู่ระบบของพระพุทธะจี้กงได้ก็ต้องไป "เข้าพิธีรับธรรมในอนุตรธรรม" ก่อน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับกันว่าท่านได้ยอมให้บุญกรรมของท่านได้รับการจัดการโดยพุทธะจี้กงแล้วจึงจะไม่มีปัญหาในภายหลัง (ดังนั้น จึงต้องมีพิธีกรรมเพื่อให้เป็นที่ยอมรับโดยประจักษ์ก่อน) และท่านจะได้รับการช่วยเหลือผ่อนปรนกรรม ให้ลดลง ก็จะพ้นจากภัยพิบัติทั้ง 10 ประการ "ได้บ้าง" ผ่อนหนักเป็นเบา ได้บ้าง ทว่า ก็ยังมี "ผู้มีบุญบารมีท่านอื่นๆ" อีกที่ทำเช่นนี้ได้เช่น ท่านที่ได้ "พุทธะ" แล้ว ก็ทำได้ ซึ่งอาจปรากฎในรูป "วิถีธรรมสายอื่นๆ" อีกก็ได้ นอกจากนี้ วิถีอนุตรธรรมนั้น ก็ถูกแทรกโดยภาคมารและภาคมืดไปมากไม่อาจทำกิจได้ตามวัตถุประสงค์ ด้วยสาเหตุจาก "ร่างสังขารอาจารย์" ผู้ถ่ายทอดธรรมไม่มีบารมีธรรมมากพอ จึงต้องใช้พลังภาคมืดภาคมารเข้าเสริมพลังตัวเองโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิด "ช่องว่าง-ช่องโหว่" ให้มารแทรกเข้าสู่วิถีอนุตรธรรมจนถึงทุกวันนี้ ผู้บรรลุธรรมจริงๆ "จึงหายาก" ที่เหลือก็เป็น "ผู้บรรลุธรรมจอมปลอม" ที่ต่างอุปโลกน์กันไปเอง ทั้งนั้น
อาจารย์ไม่มีธรรม แต่ผ่านพิธีอนุตรธรรมแล้ว ก็เข้าสู่ระบบท่านแล้ว!
ต่อไปที่ท่านควรทราบคือ ท่านอาจจะสงสัยว่า ในเมื่ออาจารย์บางคนก็ไม่ได้มีบารมีธรรมจริงๆ เป็นแต่ "ร่างทรง-องค์แทน" กันทั้งนั้นแล้วจะสามารถช่วยคนให้พ้นจาก "ภัยพิบัติ" ได้จริงหรือ? คำตอบ ก็คือ ตัวเขานั้นไม่มีปัญญาอะไรจะไปช่วยใครได้ แม้แต่ตัวเองก็ช่วยไม่ได้แต่เพราะ "พิธีกรรม" นั้น ทำให้ "พุทธะจี้กง" รับผู้ทำพิธีเข้าสู่ระบบและดูแลจัดการให้เขาเองแล้ว นับว่าเขาได้เข้าสู่ระบบแล้ว แม้ว่าร่างทรง-องค์แทน หรืออาจารย์ผู้ถ่ายทอดธรรมจะไม่มีบารมีธรรม ก็ตามและผู้ที่เข้าวิถีนี้ทั้งหมด ต้องบำเพ็ญบารมีด้วยจึงจะอยู่ใน "วงธรรม" ของพระพุทธะจี้กงได้ ไม่เช่นนั้น ก็ไม่มีบุญบารมีจะได้อยู่ และจะไม่มีวิมานได้อยู่กับท่านที่สุขาวดี แต่จะเป็นสายธรรมที่ต่ำลงไป ทอดลงสู่สวรรค์ชั้นต่ำลงไปก็เท่านั้นเอง ทว่า ผมไม่ได้มาเพื่อสื่อวิถีอนุตรธรรมเท่านั้น ผมเพียงแต่ยกตัวอย่างสักหนึ่งตัวอย่างเท่านั้น ที่ทำหน้าที่ในการ "จัดการกรรม" ของผู้อื่นได้ และช่วยให้ผู้อื่น "พ้นกรรมบางตัว" ได้เหมือนกัน เช่น กรรมที่ต้องได้รับภัยพิบัติ 10 ประการ เป็นต้น ทว่า ท่านยังไม่ "ทางเลือกอื่นๆ" อีกมากมายตามแต่ใจท่านจะเลือก ผมมิได้มีเจตนาจะให้ท่านเลือกทางหนึ่งทางใดเป็นการเฉพาะ เพราะผู้ที่มีบารมีธรรมได้มาเกิดมากมายเต็มไปหมด ท่านจึงสามารถเลือกได้เองเพราะ "ผู้มีบารมีธรรมบางท่านอาจไม่ได้มีสำนักใหญ่" หรือตั้งตัวเป็นอาจารย์ถ่ายทอดอะไรเลยก็ได้ สุดท้ายก็แล้วแต่ บุญวาสนา ก็แล้วกัน
ท่านที่ไม่รีบนิพพาน จะขอผ่อนปรนกรรมให้ชีวิตดีขึ้นในระบบใครก็ได้
ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ ถ้าท่านยังไม่รีบนิพพาน ท่านก็สามารถร้องขอต่อ "ผู้มีบารมีธรรม" เพื่อขอให้ท่านช่วย "ผ่อนปรนวิบากกรรมในชาตินี้" ให้ชาตินี้ของท่านดีขึ้น วิบากกรรมลดลงก็ได้ โดยท่านไปขึ้นตรงต่อ "ผู้มีบารมีธรรม" สักท่านหนึ่ง (มีหลายท่านๆ ก็เลือกเอาเอง) ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. หมดบุญแล้ว จึงล้มละลาย แถมมีหนี้ท่วมตัวเขาต้องการทำความดี ยังไม่รีบนิพพานจึงได้เข้าไปหาผู้มีบารมีธรรมร้องขอว่าถ้าเขาฟื้นตัวเองได้ เขาจะสร้างสถานธรรมให้และคอยเป็นผู้อุปถัมภ์สถานธรรมแห่งนั้น ในที่สุด ผู้มีบารมีธรรมก็รับรองให้เขา เขาก็กลับมาฟื้นตัวเองได้อีกครั้ง แต่บางคน ไม่ได้พึ่งผู้มีบารมีธรรม ในใจของเขาเรียกร้องขอให้ตัวเองพ้นจากวิบากกรรมนั้นๆ ให้ได้ "ภาคมืด" ก็มาช่วยเขา (โดยที่เขาไม่รู้ ไม่เห็น) โอเค เข้าพ้นจากวิบากกรรมนั้นมาได้ ทว่า เขาก็กลายเป็น "คนของภาคมืด" ไปเสียแล้ว เมื่อเขาตายลงจะไม่มีบัญชีชื่อได้เกิดเป็นมนุษย์อีกยาวนาน ต้องตกลงสู่ภพมืดเท่านั้น นี่เพราะเขาไม่รู้จักเลือก "ผู้มีบารมีธรรม" คิดว่าจะไปได้ด้วยตัวเอง เอาละ เดี๋ยวจะเครียดเกินไป ทำใจสบายๆ ทุกอย่างมีทางออก แต่จะหาทางออกทางไหน? อย่างไร? อันนี้ "ผู้มีปัญญากับผู้มืดหลง" ก็ต่างกัน
ขอพลังแห่งดาวเทพนพเคราะห์ จงปลุกท่านให้ตื่นจากความมืด สวัสดี
17 ส.ค. 2555
"เสียงจากดาวเทพฯ"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王





