สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ เป็นเรื่องที่
หลายท่านอาจอยากทราบครับ ว่า
ผมสื่อสารต่างมิติได้อย่างไร? เอา
ละ มันมีหลายวิธีนะ เหมือนคุณจะ
ติดต่อใครสักคน อาจใช้มือถือ, ใช้
จดหมาย, อีเมล, ฯลฯ ได้มากมาย
ใช่มั้ยละครับ มันมีตั้งแต่วิธีที่ยากๆ
และวิธีที่ง่ายๆ ครับ สำหรับวิธีที่ผม
ใช้นี้เป็นวิธีที่ "ทุกคนสามารถทำได้"
มันไม่ต้องมีหูทิพย์ตาทิพย์นะครับแต่
สำหรับบางคนก็ย้าก ยากครับ มันก็
ขึ้นอยู่กับใจของเรานี่แหละครับ
มามะ เริ่มกันเลยดีกว่าจะได้ไม่เสียเวลา
ทุกท่านล้วนได้รับ "การสื่อสารต่างมิติ" อยู่แล้วเพียงแต่ท่านอาจไม่ทราบ
อย่างแรกผมอยากจะบอกก่อนเลยนะครับว่าทุกท่านล้วนได้รับการสื่อสาร
จากต่างมิติอยู่แล้วตลอดเวลา แต่เพราะบางท่านไม่อาจแยกแยะได้ว่าส่วน
ไหนมาจาก "ต่างมิติ" และส่วนไหนมาจาก "ภายในตัวเอง" นี่ละ คือสิ่งที่
บดบังทำให้ท่านทั้งหลาย ไม่ทราบว่าตนเองได้รับการสื่อสารต่างมิติ อยู่ไม่
เว้นว่างครับ เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่า "เป็นความคิด ก็ดี, อารมณ์ ก็ดี,
ความรู้สึก ก็ดี, ความรู้ ก็ดี, ปัญญาญาณ ก็ดี ฯลฯ" มันอาจจะไม่ใช่อย่าง
ที่ท่านคิดก็ได้ เช่น ท่านคิดว่ามันเป็นความคิดของท่าน ด้วยอำนาจแห่งสิ่ง
ที่เรียกว่า "อัตตา" ครอบงำให้ท่านเหมารวมว่ามันคือตัวตน ของตน ทั้งที่
มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ มันอาจจะเป็น "ข้อความ ที่สื่อสารมาจากต่างมิติ" ก็
ได้ครับ ผมเห็นคนมากมายครับ ที่มีสังขารที่ไม่ได้เรื่อง, ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
บางคนสังขารเขาไม่ชอบผมด้วยซ้ำ ทว่า กายทิพย์ข้างใน ไหว้ผม แล้วก็
ด่าสังขารตัวเองให้หยุดพฤติกรรม ยิ่งกว่านั้นครับ "ตัวตนเบื้องบน" ของ
เขา บางคนก็พยายามมากๆ ที่จะหาวิธีสร้างบุญบารมีร่วมกับผม ทว่า ร่าง
สังขารของเขา ไม่ชอบผมเลยครับ ตัวตนข้างบนก็เสียใจที่ตัวตนข้างล่าง
มันทำแบบนี้ 555 ตลกมั้ยละครับ ทว่า สุดท้ายแล้ว ตัวตนข้างล่าง ก็ต้อง
ถูกจูน ถูกพลังงานต่างมิตินำพาชีวิตไปครับ ไปทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องว่าทำไม
ต้องทำอย่างนั้น สังขารมันงี่เง่ามั้ยละครับ แต่มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ผมได้
พบเหตุการณ์เช่นนี้มามากมาย เลยไม่พูดอะไร ใครอยากว่าอะไร ก็ปล่อย
ไป เดี๋ยวเขาจะได้ "โดนตัวตนเบื้องบนของตัวเอง สั่งสอน" พอตัวตนข้าง
บนมันสั่งสอนไม่ดี พยายามมาสร้างบุญร่วมกับเรา แต่สังขารกลับใจคดนี่
ผมเลยแกล้ง ไม่ร่วมบุญด้วยเลย ตัวตนข้างบนก็ร้อนใหญ่ พยายามหาวิธี
มากมายที่จะให้ "ตัวงี่เง่าข้างล่าง" มั้นทำบุญนั้นให้ได้ "น่าสงสารมั้ยละ"
เอาละ ผมเล่าให้ฟังเล่นๆ ขำๆ นะครับ ไม่ต้องซีเรียสครับ น้อยคนครับที่จะ
มีสังขารที่เข้าใจพลังต่างมิติที่สื่อเข้ามา หรือประสานเป็นหนึ่งเดียวกันได้
เทคนิกแรก "แยกแยะสิ่งต่างๆ ให้ชัดเจน" ก็จะจับกระแสต่างมิติได้ครับ
ต่อไปผมอยากจะแนะนำเทคนิกที่หนึ่ง ครับ คือ การแยกแยะกระแสพลัง
ที่มาจากส่วนต่าง ให้ชำนาญ ก็จะสามารถแยกแยะได้ว่าพลังงานนั้นมา
จากไหน เช่น ง่ายๆ แยกให้ได้ก่อนว่าพลังอะไรมาจากภายใน (ของเรา
เอง) พลังอะไรมาจากภายนอก และพลังงานเหล่านี้ ขับดัน 1. ร่างกาย
2. จิตใจ เราอย่างไร? ไม่ใช่รู้แต่ที่ขับดันร่างกายนะครับ ต้องเข้าใจถึงที่
ขับดับจิตใจ ให้เรามีอารมณ์-ความรู้สึก-นึกคิดด้วย ข้อนี้ การฝึก "จิตให้
มีสติที่ละเอียด" โดยการพิจารณากายในกาย, จิตในจิตก็จะช่วยได้มาก
นะครับ เอาให้ละเอียดชนิดอณูเส้นแสงไปเลย ก็จะทราบครับว่าพลังที่มา
เกี่ยวข้องกับเรา มาจากภายในหรือภายนอก เป็นของเราจริงๆ หรือว่ามัน
เป็นของสิ่งภายนอกเข้ามาครอบงำ, กระทบ, มีผลต่อตัวเรา ฝึกให้ดีครับ
เพราะขั้นตอนนี้เป็นรากฐานที่สำคัญมากทีเดียว ไม่เช่นนั้น ก็จะไม่อาจจะ
แยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็จะมั่วไปหมดนะครับ ยิ่งแยกแยะพลังงาน
ได้ชำนาญ เช่น นี่พลังนารายณ์ภาคมืดนะ แต่นี่พลังนารายณ์ภาคสว่าง
นะ อะไรแบบนี้ได้ละก็ แจ๋วเลยครับ เพราะบางครั้ง พวกกายทิพย์อาจจะ
มีกายทิพย์เหมือนกัน เช่น มาใน "รูปแปลงเป็นพระพุทธเจ้า" เราก็ต้อง
ใช้การจับกระแสพลังแทนครับ มันแม่นกว่า สายตามันหลอกเราได้ครับ
เทคนิกที่ 2 "สาวให้ถึงต้นตอของพลัง" ก็จะจับกระแสต่างมิติได้ครับ
ต่อไปผมอยากจะแนะนำเทคนิกที่สอง ครับ คือ การสาวให้ถึงต้นขอที่
มาของแหล่งพลังงานนั้นๆ ซึ่งจะทำได้ด้วย "จิตสู่จิต" ถ้าท่านเคยชิน
กับการใช้จิตสู่จิต เราจะสาวพลังจิตที่ส่งมาที่เรา ไปจนถึงตัวต้นแหล่ง
ที่ส่งพลังจิตนั้นมาได้ครับ เราก็จะทราบได้เลยว่าพลังงานนี้ พลังจิตนั้น
ใครเป็นผู้ส่งมา มาจากไหน? มาทำไม และต้องการให้เราทำอะไร เพื่อ
อะไร? บางครั้ง เราจะไม่ทราบนามของผู้ส่งครับ แต่เราจะพอทราบได้
เท่าที่ "จิตสัมผัสของเราจะบอกได้" เช่น บอกได้ว่ามาจากจิตพระพุทธ
จิตพระโพธิสัตว์ หรือจิตมาร อะไรแบบนั้นเลย ไม่ต้องถึงขั้นทราบนามก็
ได้ครับ แค่นี้ ก็พอทำกิจของเราต่อได้แล้ว (ว่าจะเชื่อดี หรือไม่ควรเชื่อ)
อนึ่ง การสาวให้ถึงต้นตอนี้ เริ่มต้นจาก "จิตสู่จิต" นี่แหละครับ เมื่อเรามี
ความสามารถ "สู่จุดศูนย์กลางของพลังจิต" ที่เขาปล่อยออกมาได้ นั่น
แหละครับ เราจะตรงสู่จิตเขาได้ เราก็จะทราบที่มา ทราบว่าเขาเป็นใคร
ได้ในระดับหนึ่งครับ เพราะบางครั้ง "การถามอาจไม่ได้คำตอบกลับมา"
เราก็เลยต้อง "สืบสาวเอาเอง" อย่างไรละครับ เมื่อเราคุ้นเคยกับต้นตอ
ของแหล่งพลังงานแล้ว หลังๆ จิตรู้ของเราจะทำงานได้เองอัตโนมัติครับ
คือ เวลาที่เราอยากสื่อสารไปยังจิตดวงนั้น ก็สามารถทำได้ครับ แต่ก่อน
ที่เราจะส่งกระแสจิตไปได้แม่นยำขนาดนั้น เราต้องมี "สัญญา" คือจำได้
หมายรู้ในจิตของเราเสียก่อน ไม่ใช่ในสมองของเรานะครับ สังขารสมอง
ของเรา มันไม่จำเป็นต้องมารู้อะไรในกระบวนการนี้หรอกครับ จิตเพียวๆ
เทคนิกที่ 3 "การรับและส่งพลัง" ด้วยการถามและการตอบ เป็นต้น
ต่อไปผมอยากจะแนะนำเทคนิกที่สาม ครับ คือ การรับและส่งพลังซึ่ง
เราจะใช้การถามและการตอบเสมือนหนึ่งว่าเรากำลังพูดอยู่กับใครสัก
คนหนึ่ง เหมือนเขาอยู่เบื้องหน้าเรา (ทั้งที่มองไม่เห็น) แล้วเรากำลัง
จะพูดกับเขาอยู่ครับ ซึ่งจุดนี้ต้องแยกแยะให้ออกนะครับ ระหว่างคำว่า
1. บ้า 2. จินตนาการ 3. การใช้พลังจิต สามอย่างนี้ ยังไงมันก็ไม่ใช่
สิ่งเดียวกันนะครับ อย่าไปสรุปมั่วว่าคนที่ใช้พลังจิต เป็นคนบ้าเข้าละ!
เอาละ อย่างหนึ่งที่ผมอยากบอกท่านก่อนก็คือ ทุกคำถามไม่จำเป็นว่า
จะต้องได้รับการตอบ และทุกคำตอบก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราถูกใจ และ
มีได้มากกว่า 1 คำตอบ ซึ่งขัดแย้งกันได้ ขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูลต่างมิติ
ที่เขาส่งมาให้เราครับ อย่าไปยึดหรือซีเรียสในความถูกผิดมาก คนเรา
ยังคิดต่างกันได้เลยครับ ดังนั้น ควรทำให้ให้กว้างไว้ก่อนนะครับ และ
ถ้ามีพลังหลายแบบส่งมาให้เรา แต่ละแบบต่างกัน ต้องระวังจะให้เรา
รวน, สับสน และแปรปรวนภายในได้ครับ กว่าจะเรียบเรียงสิ่งที่ได้รับ
มาให้มีระเบียบ และนำเสนอผู้อื่นได้อย่างเรียบง่าย ไม่ใช่ของง่ายเลย
ครับ อนึ่ง บางท่านจะสื่อสารกับ "แหล่งข้อมูลใดแหล่งหนึ่งเป็นเฉพาะ"
แต่บางท่านก็อาจสื่อสารกับ "แหล่งข้อมูลหลายแหล่ง" เพื่อการตัดสิน
ใจที่ดีกว่า (ฟังจากหลายๆ ท่านส่งข้อมูลมาก่อนค่อยตัดสินใจ) อย่าง
นี้ก็มีครับ เช่น นักสื่อสารบางคนอาจสื่อสารกับ "มหาเทพเมตตาตรอน"
อย่างเดียว เฉพาะไปเลย หรือสอง-สามท่าน ก็พอ แต่บางท่าน ก็สื่อได้
มากมายครับ กว้างขวางมาก ทั้งนี้ ก็แล้วแต่ความชำนาญของแต่ละค
เทคนิกที่ 4 "การสร้างมิติแห่งการสื่อสาร" ด้วยการมองเป็นโลกๆ หนึ่ง
ต่อไปผมอยากจะแนะนำเทคนิกที่สี่ ครับ คือ เทคนิกในการสื่อสารในแบบ
ที่เป็น "มิติ" ซึ่งแตกต่างจากการสื่อสารกับเทพหรือตัวตนเบื้องสูง แบบที่
เป็น "เฉพาะท่านลงไป" แบบนี้ต่างกันนะครับ กล่าวคือ เวลาที่คุณสื่อสาร
แบบเทพเฉพาะองค์ คุณก็จะสื่อกับท่านนั้นๆ ชื่อนั้นชื่อนี้ แต่เวลาที่คุณได้
เปลี่ยนมาใช้ "มิติแห่งการสื่อสาร" แทน มันจะไม่ได้มองเป็น "ตัวตนหรือ
บุคคล" ครับ มันจะมองเป็น "โลกหรือดาวดวงหนึ่ง กว้างๆ คร่าวๆ" คือมี
เราส่งสารไปยังมิตินั้นๆ โลกนั้นๆ ทั้งหมด "องค์รวมเป็นหนึ่ง" ไม่แยกตัว
ตน บุคคล หรือเทพองค์ใด เหมือนโยนคำถามไปเทวโลก แบบกว้างๆ ว่า
ใครจะตอบก็ได้ อะไรแบบนั้นครับ นี่จะเรียกว่า "การสื่อสารต่างมิติ" อัน
แท้จริง เพราะสื่อเป็นมิติๆ ทั้งหมดองค์รวม ไม่แยกตัวตนครับ เช่น เมื่อเรา
จะสื่อสารกับตัวตนภาคสว่าง เราก็กำหนดจิตนึกถึง "มิติแห่งตัวตนภาค
สว่าง" เท่านั้นก็พอ ไม่ต้องเฉพาะเจาะจงท่าน ถามไปกว้างๆ รอจนกว่า
จะได้คำตอบจากท่านใด ที่ควรแล้วจะมาตอบให้ เหมือนเราถามคำถาม
ในอินเตอร์เน็ตไปกว้างๆ ไม่เฉพาะเจาะจงใครนี่แหละครับ ถ้าท่านยังไม่
ชัดเจน ก็ลองเริ่มต้นจากจินตนาการก่อน ให้นึกถึง "ดวงแก้วกลมๆ" ก็
ง่ายดี นึกถึงว่าดวงนี้เหมือนดวงดาวหรือโลกอะไรสักโลกหนึ่ง แล้วก็นึก
ถึงมิติที่เราต้องการสื่อสาร เช่น อยากคุยกับคนที่เก่งศิลปะ เราก็กำหนด
นึกถึงดวงแก้วนี้เป็นเหมือนโลกแห่งศิลปิน แล้วก็ส่งคำถามลงไปที่นั้น ก็
ค่อยรอคำตอบกลับมาจากดวงแก้วดวงนั้นครับ ซึ่งมันกำหนดเวลาที่เขา
จะตอบกลับมาไม่ได้ครับ บางคำถาม อาจผ่านไปเป็นเดือน ถึงจะได้ครับ
เทคนิกที่ 5 "การแปลและอธิบายความหมาย" ด้วยภาษามนุษย์โลก
ต่อไปผมอยากจะแนะนำเทคนิกที่ห้า ครับ คือ การแปลและการอธิบาย
ความหมาย ซึ่งบางท่านมีหูทิพย์ ได้ยินเป็นภาษาของตนเอง บางท่าน
ก็ไม่มีหูทิพย์ จะได้ยินเป็น "ภาษามคธ" หรือภาษาจิตนะครับ มันจะไม่
อาจอธิบายได้ในตอนแรกครับ เคยไหมครับที่ท่านรู้สึกเหมือนเข้าใจได้
แต่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี? นั่นแหละครับ มันติดอยู่ที่การอธิบายก็เท่า
นั้นเอง บางท่านสื่อสารได้ดี แต่อธิบายไม่เก่งก็มี มันจึงต้องมีเทคนิกใน
การอธิบายเพิ่มเติมอย่างไรละครับ เอาละ ส่วนเทคนิกในการแปลภาษา
จิตเป็นภาษามนุษย์นั้น ไม่ทราบจะบอกอย่างไรดีนะครับ บอกได้แต่ว่าจะ
มีบางครั้งที่คุณได้รับข้อมูลแล้วเข้าใจแต่อิบายไม่ได้ นั่นคือ อาจเป็นไป
ด้วยปัญหาเรื่องการแปลและอธิบายดังกล่าว ทีนี้บางครั้งคุณต้องเข้าใจ
ด้วยว่า "ผู้แปล" มีศิลปะในการแปลที่ต่างกัน เช่น ในการพูดเรื่องพลังที่
อยู่ในโลก บางท่านก็แปลเป็นพลังคริสตัล เพราะอาจเน้นที่ลักษณะที่เป็น
คริสตัล เป็นต้น แต่บางท่านอาจใช้คำอื่นในการอธิบาย เช่น พลังไกอา ก็
ได้ ซึ่งผมไม่ได้บอกว่านี่ต้องเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่นะครับ แต่สิ่งเดียวกัน
ก็อาจได้รับการเรียกและอธิบายต่างกันได้ ก็เท่านั้นเอง บางครั้ง เรื่องการ
อธิบายนั้น ก็เป็นศิลปะที่เกี่ยวข้องกับผู้รับสารด้วยครับ เช่น ถ้าผู้รับสารนี้
เป็นฝรั่ง เก่งมาก เขาอาจต้องการการอธิบายที่ดูน่าเชื่อถือ และมีระดับคือ
ภาษาวยงามเลิศหรู แต่ถ้าผู้รับสารเป็นคนไทย ก็อาจต้องการ การอธิบาย
ที่ง่ายๆ ชัดๆ ลึกซึ้ง, ตรงประเด็น ฯลฯ ไม่ต้องเน้นภาษาเลิศหรูก็ได้ เป็นต้น
เอาละ ในส่วนการอธิบายนั้น ผู้รับสารอาจจะเพิ่มเติมความรู้ของตนเองลง
ไปเพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจง่ายยิ่งขึ้นก็ได้ครับ ดังนั้น จึงมีบางส่วนจะถูกผู้รับ
สารเพิ่มเติมลงไปได้ แต่ไม่ใช่เพื่อประสงค์บิดเบือนนะครับ ต้องการให้เข้า
ใจได้ง่ายๆ อย่างแท้จริง ก็เท่านั้นเอง จึงต้องเพิ่มเติมอะไรลงไปบ้างนะครับ
เทคนิกที่ 6 "การเลือกใช้วิธีเฉพาะในการรับสาร" ในแบบต่างๆ
สุดท้าย ผมอยากจะแนะนำเทคนิกที่หก ครับ คือ เทคนิกในการที่
คุณจะเลือกใช้วิธีเฉพาะในการรับสารเช่น บางท่านอาจใช้หูทิพย์
ตาทิพย์ ในการสื่อสารต่างมิติ ก็ได้ แต่ท่านที่ไม่มีหูทิพย์, ตาทิพย์
ก็ไม่เป็นไรครับ อาจใช้วิธีเฉพาะอื่นๆ ก็ได้ เช่น การปล่อยพลังให้
ผ่านร่าง ใช้ร่างของเราทำงาน โดยที่เราแทบไม่ได้ใช้พลังของเรา
เลย ดังนั้น ก็เหมือนเราให้เขาผ่านพลังใช้ร่างของเราเต็มที่ เราจึง
ไม่ได้ทำเอง สิ่งที่พูด หรือเขียนออกมา จะถูกขับดันจากพลังที่มา
จากภายนอกเป็นสำคัญ เหมือนเราเป็น "หุ่นเชิดให้เขา" นั่นหละ
แต่เทคนิกนี้ ก็มีจุดสำคัญอยู่ที่ "การเปิดรับพลัง-เลือกพลัง" ก่อน
นะครับ เพราะไม่เช่นนั้น ร่างสังขารของคุณ อาจถูกพลังงานที่ไม่
ดี ใช้ไปในทางที่ไม่ดี ได้นะครับ เอาละ ผมคิดว่าแต่ละท่าน มีสิ่งที่
พิเศษแตกต่างกัน ดังนั้น ก็ใช้ความพิเศษของคุณที่ต่างกันนั้น ให้
เกิดประโยชน์ในด้านการสื่อสารต่างมิติได้ครับ ผลที่ออกมาก็จะไม่
ต่างกันนะครับ ถ้าเข้าใจในหลักการสื่อสารเหมือนกัน ก็ใช้ได้ครับ!
ขอพลังแสงธรรมแห่งพระบิดาจักรวาล จงช่วยสื่อธรรมถึงท่าน สวัสดี
23 ก.ย. 2555
"เสียงจากมิติแห่งการสื่อสาร"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王
เทคนิกในการสื่อสารต่างมิติ ที่คุณก็สามารถฝึกทำได้ ไม่ยากดังนี้ครับ
พลังงานในจักรวาลนี้มีมากมาย ค้นหาแล้วลองใช้ดูสิ อย่ามัวหลงยึดแต่น้ำมัน
เจ้าข้าเอ้ยๆ น้ำมันจะหมดโลกแล้ว
ทำยังไงดีละ โอ้ย ทำสงครามใน
โลกมุสลิมดีมั้ย จะได้ได้น้ำมันมา
ครอง อ่ะ หรือว่าไปแย่งหมู่เกาะ
สแปซลี่ ดีละ จะได้ครอบครอง
น้ำมันไง โอ้ย คิดแล้วคิดอีก ก็ไม่
พ้นการกระทบกระทั่งและเรื่องน่า
ปวดหัวนะครับ
โล๊ะมันทิ้งไป เปิดกว้างให้ตัวเอง
แล้วเบิ่งตาดูจักรวาลที่กว้างขวาง
นี้ครับ ว่ามันยังมีอะไรอีกมากมาย
โดยเฉพาะ "พลังงานที่มนุษย์รู้จัก"
มียังไม่ถึง 0.1% ของพลังงานที่
มีอยู่ในจักรวาลนี้เลย ทว่า มนุษย์
ก็ยังยึดติดกับน้ำมัน พลังงานมืด
พลังงานสกปรก ที่ก่อมลพิษอยู่นั่น
เมื่อไรจะเริ่มค้นหา และค้นพบพลัง
งานใหม่ๆ ได้ซะทีละ
เอาละ วันนี้ เรามาคุยเรื่องนี้กันครับ
"พลังงานใหม่" ทางออกของมนุษย์โลก เพื่อสันติภาพและความยั่งยืน
อย่างแรกผมอยากเรียนให้ท่านทราบว่า ขณะนี้พลังงานเก่าๆ ในโลกนั้น
กำลังลดน้อยลงมาก แม้ว่ามันไม่ใช่พลังงานที่ดีนัก และก่อมลภาวะมาก
แต่มนุษย์โลก ก็ยังยึดติดใช้มันอย่างยิ่ง จนนำไปสู่ปัญหาการแก่งแย่งใน
กรรมสิทธิ์ครอบครอง เช่น หมู่เกาะสแปซลี่ เป็นต้น หรือแม้แต่สงครามซึ่ง
เกิดในโลกมุสลิม ก็มีต้นเหตุส่วนหนึ่งมาจาก "น้ำมัน" นี่แหละครับ ดังนั้น
ถ้าเราแก้ไขที่ต้นเหตุได้ คือ "หาแหล่งพลังงานใหม่ๆ" ที่ดีกว่า และมีอยู่
มากมายได้ ทดแทนน้ำมันได้ ปัญหาความขัดแย้งก็จะจบลง จะกลายเป็น
"สันติภาพ" และ "ความยั่งยืนของโลก" ขึ้นมาแทนที่ครับ โลกของเราก็
จะปลอดภัยจากมลพิษ, สะอาดขึ้น, มีพลังงานใช้ทั่วถึง ไงละครับ นี่หละ
ผมจึงเน้นให้เห็นความสำคัญของ "พลังงานใหม่" ซึ่งพลังงานหลายชนิด
ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา ยกตัวอย่างง่ายๆ ไฟฟ้า นี่ตามก็มองไม่เห็น คลื่น
รังสีบางชนิด ตาก็มองไม่เห็น ใช่มั้ยครับ แถมเรายังไม่มีความรู้พื้นฐาน ใน
การค้นหาพลังงานใหม่ๆ นั้นเลย แล้วเราจะเริ่มต้นจากอะไรดีละ? 0 หรือ?
ไม่หรอก หลายครั้งของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ มักเกิดขึ้นด้วย
"ความบังเอิญ" เป็นสำคัญนะครับ แต่ด้วยนักวิทยาศาสตร์ ใส่ใจ และไม่
ละเลยสิ่งที่เกิดขึ้นจาก "ความบังเอิญ" นี้ พวกเขาจึงค้นพบสิ่งใหม่ๆ ได้
ครับ และนั่นแหละจึงทำให้เขากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์สำคัญของโลก
รากเหง้าของปัญหาวิกฤติโลกเริ่มต้นจาก "พลังงาน" แล้วลุกลามไป
ต่อไปผมอยากเรียนให้ท่านทราบว่า ปัญหาของโลกปัจจุบันอย่างหนึ่ง
คือ ปัญหาที่มีรากเหง้ามาจาก "การขาดแคลนพลังงาน" ครับ ซึ่งคือ
พลังงานน้ำมัน นั่นเอง จนเป็นเหตุให้ราคาสินค้าแพงขึ้น (เพราะน้ำมัน
แพงขึ้น ค่าขนส่งสินค้า ก็สูงขึ้น) ทำให้กระทบตลาดสินค้าบางชนิดที่
ขายไม่ออก เพราะราคาแพงเกินไป และกลายเป็น "วิกฤติเศรษฐกิจ"
ในที่สุด เอาละ มันคือ "รากเหง้าของปัญหาของโลกอย่างหนึ่ง" เลย
ทีเดียว ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขแบบ "เฉพาะหน้า-เร่งรีบ" ไม่ได้แก้ไข
ที่รากเหง้าสาเหตุ คือ แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ ให้รอดไปแต่ระยะสั้นๆ
ที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น (เช่น เป็นประธานาธิบดีอยู่ 4 ปี ก็มองสั้นๆ แค่
4 ปี) เช่น การเข้าไปควบคุมตลาดน้ำมันในโลกมุสลิมด้วยการทำให้มี
สงครามระหว่างประเทศ, การแก่งแย่งหมู่เกาะสแปซลี่ เพราะมีน้ำมัน,
และอีกมากมายหลายเรื่อง ที่กลายเป็น "ปัญหาที่ยุ่งเหยิงใหม่ๆ ของ
โลก" นี้ครับ ย้ำนะครับ มันเป็นปัญหาระดับโลก ไม่ใช่แค่ประเทศหนึ่ง
ประเทศใด เท่านั้น ก็หาไม่ ดังนั้น หนึ่งในปัญหาระดับโลก นอกจากใน
เรื่อง "โลกร้อน-ธรรมชาติถูกทำลาย" แล้ว ยังมีเรื่อง "พลังงาน" อีก
นะครับ สิ่งที่เราต้องการและตอบโจทย์แก่เราได้คือ พลังงานใหม่ที่ไม่มี
มลภาวะมากเกินไป (แบบน้ำมัน ไม่เอา) และมีใช้ได้มากกว่าน้ำมันครับ
แต่หมู่เกาะสแปซลี่ ไม่ใช่คำตอบสำหรับอนาคตที่ดี ของเราครับ เพราะ
เราอาจจะเลิกใช้ "น้ำมันกันแล้วในอนาคตครับ" ดังนั้น อย่าล้าหลังคิด
แย่งชิงน้ำมันกันอยู่เลย คิดหา "พลังงานใหม่" ดีกว่าครับ จริงไหมครับ
"พลังงานใหม่" ที่สะอาดและมีอยู่มากมาย อยู่ไม่ไกลเกินความฝัน?
ต่อไปผมอยากเรียนให้ท่านทราบว่า "พลังงานใหม่" ที่สะอาด ไม่มี
มลภาวะมากเกินไป และมีอยู่มากมายบนโลกนี้ "มีอยู่จริงครับ" และ
ไม่ไกลเกินฝัน มันคือความเป็นจริงที่รอคอยการค้นพบโดยผู้ที่ยังไม่
ละความพยายามในการค้นหาครับ คิดดูนะครับว่าเราค้นพบพลังงาน
น้ำมันมานานแค่ไหนแล้ว? วิทยาศาสตร์ของเรา ก็หยุดชะงักลงแค่นี้
หรือครับ? หรือว่าเราควรก้าวหน้าต่อไป เพื่อค้นหาพลังงานใหม่ๆ ให้
ได้ดีกว่านี้ เพื่อทดแทนหรือแทนที่พลังงานเก่า เอาละ ท่านคิดว่าจะยัง
มีพลังงานที่ยังไม่ถูกค้นพบในจักรวาลนี้อีกเท่าไร? ผมบอกได้เลยว่า
มันมีมากกว่า "จำนวนของสัตว์และพืชทั้งหมดในโลกและสารเคมีใน
โลกรวมกัน" เสียอีก ในเมื่อคุณขยันและพยายามค้นหาสัตว์และพืช
ขนิดใหม่ๆ เพื่อจะได้ใช้ชื่อของคุณตั้งให้นั้น คุณกลับละเลยและมอง
ข้ามพลังงานใหม่ๆ และใช้เวลาทุ่มเทค้นหามันน้อยมากครับ ทั้งๆ ที่นี่
คือ "สิ่งที่สำคัญมากในการขับเคลื่อนโลกของเรานะครับ" ดังนั้น ผม
จึงอยากให้ท่านลองแบ่งความพยายามในเรื่องอื่นๆ กิจกรรมอื่นๆ ลง
มาให้กับ "การค้นหาพลังงานใหม่" ให้มากขึ้นครับ เพราะมันคือ สิ่ง
ที่โลกรอคอย มันคือคำตอบของการแก้ปัญหาหลายอย่าง ทั้งในเรื่อง
ความขัดแย้งในโลกมุสลิม, ความขัดแย้งของจีน-ญี่ปุ่น, สินค้าแพง,
หนี้สินยูโร, เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ฯลฯ ทุกอย่างครับ เห็นไหมละครับว่า
มันคุ้มค่ากับการลงทุนค้นหา "พลังงานใหม่" นี้แค่ไหน ใช่มั้ยละครับ
"พลังไกอา พลังงานใหม่" พลังงานสะอาด, มีอยู่มากมาย ที่โลกรอคอย
ต่อไปผมอยากเรียนให้ท่านทราบว่า "ดาวทุกดวง" มีพลังงานอย่างหนึ่ง
ที่แผ่ออกมาได้ ไม่ต่างอะไรกับการแผ่รังสีความร้อนของสิ่งที่มีความร้อน
หรอกครับ และดาวทุกดวงมีการหมุนและเคลื่อนไหว ดังนั้น มันจึงก่อให้
เกิด "พลังงานมากมาย" ปลดปล่อยไปสู่ "จักรวาล" ครับ ทุกอย่างก็คือ
"สาธารณะจักรวาล" หมายความว่า ในขณะที่ดาวโลก กำลังได้รับพลัง
งานจากทุกสรรพสิ่งในจักรวาล โลกเองก็ปลดปล่อยพลังงาน แผ่ออกไป
สู่ทุกสรรพสิ่งในจักรวาลเช่นกัน นี่แหละ ภาวะที่ผมเรียกว่า "สาธารณะ
จักรวาล" และสิ่งที่อยู่ใกล้โลก, ติดพื้นโลกมากที่สุด ก็คือ สิ่งที่จะได้รับ
พลังงานของโลกก่อนใคร ใช่มั้ยละครับ เอาละ อย่าไปยึดติดแต่พลังซึ่ง
คุณมองเห็นได้ หรือสัมผัสได้ด้วยอวัยวะใดๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์
เพราะโลกของคุณ ไม่ได้รับพลังงานน้อยชนิดอย่างนั้นแต่มันได้รับแบบ
นับชนิดไม่ถ้วนเลยครับ และที่มากที่สุดยิ่งกว่าพลังงานแสงอาทิตย์ก็คือ
พลังงานที่มาจาก "ดาวโลก" นี่เองแหละครับ พลังงานนี้เหมือน "คลื่น
รังสีเฉพาะตัว ที่ปลดปล่อยออกมา จากดาวแต่ละดวง" ซึ่งไม่เหมือนกัน
และมาจากกิจกรรมต่างๆ ของดาวดวงนั้นตามปกติครับ เช่น การเคลื่อน
ที่ของดาว ทำให้เกิดพลังงานคลื่นรังสี ที่แตกต่างกันของแต่ละดวงดาว
และมันได้ปลดปล่อยพลังงานคลื่นรังสีเฉพาะตัวนี้ ไปสู่ทุกสรรพสิ่งที่อยู่
ในจักรวาลนี้ด้วยครับ แต่ปัญหาก็คือ "มนุษย์โลกกลับมองไม่เห็นคลื่นที่
ว่านี้สิครับ" เรามองเห็นแต่คลื่นแสงอาทิตย์เท่านั้น เรามองไม่เห็นคลื่นที่
มาจากดาวดวงอื่นๆ เลย (เพราะอะไรนะ ?) คือ ผมกำลังจะบอกว่าอย่า
ไปคิดว่าดาวฤกษ์ เช่น ดวงอาทิตย์เท่านั้นที่มี "คลื่นรังสี" แผ่ออกมา แต่
"คลื่นรังสี" มีอยู่ในทุกสิ่งครับ และแผ่ออกมาจากทุกสิ่งในแบบที่ต่างกัน
ความถี่ไม่เท่ากัน ก็เท่านั้นเองครับ เพราะอะไร ก็แค่อตอมแต่ละตัวเคลื่อน
ที่ มันก็แผ่รังสีได้แล้วไงครับ ดังนั้น ดาวหนึ่งดวงที่ใหญ่มาก ก็มีพลังงาน
นี้แผ่ออกมาครับ แต่เราอาจมองไม่เห็นเท่านั้นเอง (เหมือนรังสีเอ็กซ์ ที่ตา
ของเราก็มองไม่เห็น) และคลื่นพลังงานเหล่านี้ "ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของ
แรงดึงดูดของดวงดาวจะกักมันไว้ได้ครับ" เอาละ ผมกำลังจะบอกคุณว่า
"โลกของเรา ก็มีคลื่นแสงที่มองไม่เห็น" ส่องประกายออกไป ไม่ต่างจาก
ดาวฤกษ์-ดวงอาทิตย์ เหมือนกันครับ และนี่คือ "พลังงานของโลก" ครับ
"พลังไกอา พลังงานใหม่" ที่มนุษย์ได้รับ และได้ใช้ก่อนใครในจักรวาล
ต่อไปผมอยากเรียนให้ท่านทราบว่า "พลังไกอา" ที่ผมกล่าวถึงนี้ มนุษย์
โลกจะได้รับก่อนใครในจักรวาล เพราะอยู่อาศัยบนโลกไงครับ มันจึงเป็น
พลังงานที่หาง่ายและมีมากที่สุดในโลกนี้เลย ทว่า มนุษย์โลกกลับไม่ค่อย
ได้ใช้ประโยชน์จากพลังงานเหล่านี้สักเท่าไร? เพราะมนุษย์โลกมีเชื้อสาย
มาจาก "สุริยเทพ" เทพแห่งแสงสว่าง จึงมองเห็นผ่านแสงอาทิตย์มาก่อน
ที่จะมองเห็นแสงจากดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ได้ครับ เอาละ อย่างไรก็ตาม ใน
เมื่อมนุษย์โลกก็ได้ถูกส่งให้ลงมาเกิดบนโลกนี้ เพื่อการเรียนรู้เพิ่มเติม และ
เราก็ได้กลายเป็นสัตว์โลกนี้โดยสมบูรณ์กันแล้ว เราก็ควรที่จะปรับตัวให้ได้
กับโลกใบนี้ และใช้พลังงานของโลกใบนี้ให้ถูกต้อง และมันจะทำให้เราไม่
ต้องเหนื่อยยากมากเกินไป ในการแสวงหาพลังงานใหม่ๆ มาทดแทนพลัง
งานเก่าๆ ที่กำลังลดจำนวนลงไปอีกด้วยครับ เอาละ นอกจากนี้ พลังไกอา
ยังเป็นพลังงานที่มีอยู่ทุกที่ในโลก หาได้ทุกที่ และมนุษย์ทุกคนก็สามารถ
รับได้ครับ ดังนั้น มันจึงเป็นพลังงานที่เหมาะสมที่สุด ที่จะใช้ในโลกนี้ ครับ
ยกระดับตัวคุณเองสู่ "อุลตร้าแมน ไกอา" เพื่อพร้อมรับพลังงานใหม่!
ต่อไปผมอยากเรียนให้ท่านทราบว่า คุณสามารถรองรับพลังไกอา ได้ดี
มากขึ้น เมื่อคุณเลื่อนระดับไปสู่ระดับ "อุลตร้าแมน ไกอา" ได้ คุณก็จะ
ได้รับพลังไกอาที่มากขึ้นจนสามารถใช้พลังไกอาได้หลากหลายยิ่งขึ้น
อีกด้วย แม้ว่าทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ จะได้รับพลังไกอาเช่นเดียวกัน ทว่า
แต่ละสิ่งรองรับพลังไกอาได้มากมาย ไม่เท่ากัน และนำไปใช้ประโยชน์
ได้ไม่เท่ากันอีกด้วย ดังนั้น มันจึงมีความจำเป็นเมื่อคุณต้องการใช้พลัง
ไกอาให้ได้มากขึ้น คุณจึงต้องยกระดับตัวคุณเองให้ไปสู่ระดับ "อุลตร้า
แมน ไกอา" ดังกล่าวด้วย อย่าลืมว่า "ระดับและพลังงาน" นั้นสัมพันธ์
กัน กล่าวคือ ผู้ที่มีระดับใด ก็จะใช้พลังงานในระดับนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น
คนที่อยู่ ระดับภาคมืด ก็จะใช้พลังภาคมืดในการทำกิจกรรมต่างๆ ให้ได้
ผลสำเร็จ แต่คนที่อยู่ระดับภาคสว่าง ก็จะใช้พลังภาคสว่าง ในการทำกิจ
ดังนั้น หากท่านต้องการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังไกอาให้มากขึ้น คุณจึงจะ
ต้องยกระดับตัวคุณเองให้รองรับกับพลังงานนั้นๆ ด้วย ซึ่งก็คือ การเลื่อน
ระดับไปสู่อุลตร้าแมน ไกอา ดังกล่าว นั่นเอง เอาละ สำหรับในเรื่องการยก
ระดับนั้น ผมจะไม่ลงลึกในรายละเอียดมากนักเพราะท่านที่มีความชำนาญ
ในเรื่องการยกระดับมากกว่าผมจะได้มาแนะนำต่อไปในวาระเหมาะสมครับ
"โลกที่สะอาดสดใส" จะเกิดขึ้นได้ เมื่อมนุษย์โลกหันมาใช้พลังงานที่ดี!
สุดท้ายผมอยากเรียนให้ท่านทราบว่า เมื่อมนุษย์โลกหันมาใช้พลังงานที่
ดีจะทำให้เราได้อยู่ร่วมกันในโลกที่สะอาดสดใสเป็นโลกใบใหม่ โลกแห่ง
อนาคตของพวกเขา ที่สร้างสรรค์ด้วยจิตใจที่ดีงามของพวกเขาทั้งหลาย
เป็นโลกที่เป็นมิตรกับมนุษย์ โลกที่มีธรรมชาติงดงาม ไม่ถูกทำลาย และมี
ความบริสุทธิ์มาก ไม่ค่อยมีภัยพิบัติอีกต่อไป มันเป็นโลกที่มนุษย์ทุกคนจะ
รักและรอคอยมันครับ แต่มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นมาได้เลย ถ้ามนุษย์โลกยัง
ไม่ร่วมมือกัน เพื่อกำหนดอนาคตของโลกที่สว่างไสวนี้ ให้เป็นความจริง !
ขอพลังแสงธรรมแห่งพระบิดาจักรวาล จงนำพลังงานใหม่มาสู่ท่าน สวัสดี
22 ก.ย. 2555
"เสียงจากกูรูด้านพลังงาน"
รับสื่อสารโดย
瑠璃王





