ทุกส่วนในบล็อกนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ อุทิศแล้วเพื่อปวงชน. Powered by Blogger.
RSS

คุณกำลังถูกดึงเข้าสู่วังวนของเกมประสาท (Psycho game) ของใครหรือไม่?

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องเกร็ดเล็กๆ ที่ ไม่ถึงขั้นบรรลุธรรมอะไร มาเล่าให้ ฟัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านอาจจะได้พบใน ชีวิตจริงครับ มันมีมากทีเดียว จะได้ เท่าทันถ้าท่านกำลังตกเป็นเหยื่อของ ผู้ที่กำลังดึงท่านเข้าสู่ "เกมประสาท" ของเขา (Psychologic game) กล่าวคือ มีบางคนสร้างเกมหนึ่งขึ้น มันเป็นเกมทางจิตวิทยาที่เขาจะดึง เราเข้าไปเล่นเกมนั้นด้วย เอาละ ที นี้เริ่มจะเอ๊ะใจแล้วมั้ยครับว่าท่านก็ อาจจะเคยโดนเหมือนกัน งั้นก็มาดู เรื่องนี้กัน แบบง่ายๆ สบายๆ นะครับ


สงครามจิตวิทยา, เกมประสาท ที่คุณอาจถูกดึงเข้าไปร่วมเล่นเกมนั้นด้วย


อย่างแรกคือ คำว่า "psychological games" หมายถึง เกมที่ช่วยฝึก พัฒนาจิตใจของคน นะครับ แต่ผมขออนุญาติเอาคำว่า "psychologic game" (เขียนต่างกันนิดหน่อย) มาใช้อธิบายพฤติกรรมของคนที่ชอบ เล่นเกมประสาท, สร้างกฏกติกา, สร้างเกมทางจิต มาเล่นกับเรา แล้วดึง เราเข้าไปเล่นด้วย เช่น ผู้หญิงอาจงอนผู้ชาย แล้วตั้งกติกาขึ้นมาในใจว่า "ถ้าเขามาง้อนะ จะคืนดีด้วย" แล้วก็เล่นเกมจิตวิทยากับผู้ชาย เพื่อจะให้ เขามาง้อ มาขอคืนดีสารพัดวิธี ถ้าเขามาง้อก็จะรู้สึกว่าตนเอง "ชนะ" แต่ ถ้าเขาไม่มา ก็จะรู้สึกว่า "แพ้" พอแพ้ก็จะกลายเป็น "ขี้แพ้ชวนตี" เกิดมี อาการแปลกๆ อารมณ์แปลกๆ ก่อกวนผู้ชายสารพัดประการ อะไรแบบนั้น นี่แหละครับ ที่เรียกว่า "เกมจิตวิทยา" ซึ่งอีกฝ่ายจะไม่ทราบครับว่าเขามี กติกาไว้อย่างไร อะไรคือสิ่งที่เขาต้องการและไม่ต้องการ? อะไรที่เรียกว่า แพ้อะไรที่เรียกว่าชนะ เพราะเขาจะไม่ยอมบอกแต่จะกำหนดเองไว้ในใจนี้ แล้วจึงดึงเราเข้าไปร่วมเล่นเกมครับ ทีนี้ ถ้าเราอ่านใจเขาออก เราก็จะรู้ว่า เขาเล่นเกมอะไร? และต้องการอะไร? บางที เราก็จะไม่สนองตอบเขาครับ เพราะจะทำให้เขา "เคยตัวและติดเป็นนิสัย" แก้ไม่หายครับ ดังนั้น จึงจะมี การ "ดัดนิสัย" กันบ้าง เพื่อให้เขา "แพ้" และต้องเลิกเล่นเกมไปเองครับ


คนที่เล่น "สงครามจิตวิทยา, เกมประสาท" คือ คนที่มีสภาพจิตที่ไม่ดี


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ คนที่เล่นเกมประสาท หรือสงครามจิตวิทยา คือ คนที่มีความเครียดมาก, จิตใจไม่ผ่องใส, เป็นทุกข์ และหาทางจะ ระบายความเครียดและความทุกข์นั้นด้วยการ "เล่นเกมประสาท" ไง ละครับ นั่นคือ "ระบบบรรเทาอาการเครียดของเขา" เช่น แฟนเครียด ขึ้นมา ก็อาจจะหาเรื่องทะเลาะกัน เพื่อใช้อีกคน เป็นที่ระบายความตึง เครียดของตน "ที่มีสาเหตุมาจากเรื่องอื่น" ครับ เช่น ผู้ชายถูกเจ้านาย ด่ามา, ตำหนิมามากๆ เครียดเลยมาลงที่ลูกเมีย ได้ครับ โดยที่เขาอาจ จะเล่น "เกมแมวจับหนู" ไล่จับผิดลูกเมีย สารพัดประการ ก็มีได้นะครับ เอาละ "เกมประสาท" มันมีมากมายหลายเกมเหลือเกิน และคนที่เล่นก็ ได้ "ตั้งกฏกติกา" ของตนเองไว้ เหมือนวางหลุมพรางกับดักไว้ โดยจะ ไม่บอกอีกฝ่าย แล้วรอให้อีกฝ่ายตกหลุมพรางเอง ตนเองได้ชัยชนะแล้ว ก็จะรู้สึกสบายใจ ระบายทุกข์ของตนไปได้ แต่ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาอัน ตรงสาเหตุเลย เป็นการเบี่ยงเบนเอาความทุกข์ไประบายลงอีกที่หนึ่ง ก็ เท่านั้น เมื่อทำบ่อยๆ เข้า ก็จะติดเป็นนิสัยและกลายเป็นการ "ล่าเหยื่อ" คือ เหยื่อตัวหนึ่งไม่ไหวแล้ว รองรับการเล่นเกมไม่ไหว (เช่น ก็อาจหย่า ขาดกันไป) ก็หาคนใหม่ต่อไป มาเป็นเหยื่อในเกมประสาทของตนเอง!


"เกมประสาท" ในคนที่มีพลังจิตมาก อาจกระทำต่อคนเป็นหมู่มากได้?


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ ในคนที่มีพลังจิตมากๆ อาจใช้พลังจิตของตน ดึงดูดผู้คนหมู่มาก เข้ามาร่วมเล่นเกมประสาทของตนได้เช่นกัน เช่น คน ที่พยายามหาวิธีดึงคนเข้ามาร่วมในเรื่องราวที่ตนได้สร้างขึ้น เพื่อมุ่งหวัง ให้เกิดผลบางอย่าง เมื่อเกิดผลแล้ว เขาจะรู้สึก "ชนะ" แล้วก็จะสบายใจ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ก็จะรู้สึกแพ้และ "เป็นทุกข์" บางเกมประสาท ยังทำ การขยายวงกว้างออกไปในระดับ "สาธารณชน" ก็มีนะครับ เช่น การใช้ จิตวิทยาหมู่กับคนหมู่มาก เพื่อสนองความรู้สึกบางอย่างของตน เยียวยา หรือสนองตอบความต้องการบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็มของตน ก็ มี แต่ในการเล่นเกมประสาทนั้น ผู้เล่นจะ "อำพรางตัวเอง" ให้ดูเป็นคนดี เพราะไม่มีใครอยากจะถูกคนมองว่าเป็นคนเลวหรือคนประสาทใช่ไหมละ ครับ เขาจึงต้องทำตัวให้ดูดี, เหมือนคนมาดี, ประสงค์ดี, พูดดี, ช่างพูด ช่างเจรจาดีกับคนทั่วไปหมด นั่นแหละ วิธีการอำพรางตัวเองของเขา ซึ่ง ผู้คนส่วนใหญ่จะจับไม่ได้ นอกจากคนที่มีความรู้หรือมีระดับจิตใจที่สูงขึ้น ก็จะดูออกได้ไม่ยากครับ ว่าเขาสร้างเรื่องราวมาเพื่อวัตถุประสงค์อันใด? แต่ถ้าท่านอยู่ในระดับ "พลังจิต" ที่ต่ำกว่าเขา ก็จะไม่อาจดูออกได้ว่าเขา สร้างเรื่องมาเพื่อวัตถุประสงค์อันใด และกว่าจะรู้ก็ตกเป็นเหยื่อของเขาไป เสียแล้ว เช่น การใช้สงครามจิตวิทยาระดับประเทศ หรือในระดับโลก ก็มี ดังนั้น ถ้าท่านเริ่มรู้จัก "เกมประสาท" แล้ว ท่านจึงจะเข้าใจถึง "สงคราม จิตวิทยา" ได้ง่ายขึ้นครับ ว่าเขามีวิธีการเล่น หรือกระทำกันอย่างไรบ้าง?


ผู้เริ่มเล่น "เกมประสาท" จะทราบทั้งกติกาและวิธีการชนะเพียงคนเดียว


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ ปกติแล้ว "ผู้เริ่มเล่นเกมประสาท" จะเป็นผู้ที่รู้ "กฏกติกา และ วิธีการเอาชนะ" เพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะเขาสร้างมัน ขึ้นมาเอง เขาจึงตั้งกฏกติกาลับๆ ขึ้นในใจของเขาเองเพียงคนเดียวโดย ที่ไม่ต้องบอกให้เหยื่อทราบเลยก็ได้ ดังนั้น เหยื่อจึงไม่ทราบว่า ตนได้แพ้ หรือชนะไปเท่าไรแล้ว เสียไปเท่าไรแล้ว ได้มาเท่าไรบ้าง? เพราะเขาจะมี ความรู้ที่ผูกขาดไว้เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น เมื่อเขารู้อยู่คนเดียวและหาทาง ชนะได้ฝ่ายเดียวเท่านั้น จึงทำให้เขาเริ่มสนุกและติดใจกับการเล่นเกมซึ่ง อีกฝ่ายไม่มีทางรู้ได้นี้ ทว่า สำหรับท่านที่มี "พลังจิตระดับสูง" อาจจะใช้ การ "อ่านจิต" ของเขาได้ว่าเขาได้สร้างกฏกติกาอะไรไว้บ้าง และต้องมี วิธีการอย่างไรจึงจะชนะหรือพ่ายแพ้ในเกมนั้นก็สามารถที่จะทำให้ฝ่ายผู้ เริ่มเล่นและเป็นคนตั้งและควบคุมกติกาไว้หมดนั้น "พ่ายแพ้ไปเองได้" นี่ ต้องมีพลังจิตในการหยั่งรู้ระดับสูงจริงๆ นะครับ และจะเป็นการเล่นเกมที่ "รู้กันอยู่แค่สองคน" เท่านั้น เพราะคนเริ่มเล่นเกมก็ไม่บอกใคร และคนที่ ถูกดึงให้เป็นเหยื่อก็ไม่สามารถบอกใครได้ เพราะมันเนียนจนเหมือนว่ามี แต่เราคิดไปฝ่ายเดียวหรือเปล่าอะไรแบบนั้นเลยละ ทว่า เมื่อท่านชนะเขา ได้ เขาก็จะมี "อาการแปลกๆ" แสดงออกมา จึงทำให้เราจับได้ว่าเขาเล่น เกมประสาทกับเราจริงๆ เขาตั้งกฏกติกานั้นไว้จริงๆ เช่น เมื่อเขาแพ้เราก็ จะทำตัวเหมือนคนโมโห มีอาการประสาทกำเริบ แสดงออกมาได้เลยครับ


"เกมประสาท" มีทั้งที่เป็นไปในทางสร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์ ก็ได้


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ เกมประสาทมีทั้งแบบที่สร้างสรรค์ และแบบ ที่ไม่สร้างสรรค์ ในแบบที่สร้างสรรค์อาจเป็นการแข่งขันกันสร้างความ ดีต่อมวลมนุษยชาติ เป็นต้น แต่แบบที่ไม่สร้างสรรค์คือ แบบที่ไม่ก่อให้ เกิดสิ่งดีงามอะไร แต่เป็นไปเพื่อสนองความต้องการทางจิตใจของผู้ที่ เล่มเกมเท่านั้น ก็มี นอกจากนี้ "เกมประสาท" ยังสามารถประยุกต์ ไป ใช้ในงานด้านอื่นๆ ได้อีกมาก เช่น การทำงานเป็นทีม, การสร้างข่าวที่ ไม่ต้องใช้เงินซื้อสื่อ (หลอกล่อให้เกิดการแพร่สะพัดของข่าวนี้ไปเอง) หรืออะไรได้อีกมากมาย ซึ่งมุ่งเน้นไปในทาง "ผลทางจิตวิทยา" ทั้งสิ้น เช่น หวังผลให้เกิดความคิด, ความเชื่อ, การรับรู้ ฯลฯ ที่บิดเบือนผิดไป จากความเป็นจริง เช่น การโยนความผิดให้ฝ่ายอื่นรับไป แล้วยุยงให้มี การทะเลาะบาดหมางกันของสองฝ่ายนั้น ก็ได้ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ได้นำ มาประยุกต์ใช้ใน "การทำสงครามเย็น" ได้มากมายหลายวิธี และยังมี ความนิยมเพิ่มมากขึ้นในยุคนี้อีกด้วย ดังนั้น ท่านสามารถศึกษาสิ่งเหล่า นี้ได้อย่างง่ายดายและมากมาย ในยุคของท่าน เพราะมันกำลังแพร่มาก ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทีเดียว ทว่า หากท่านนำ หลักการทำสงครามทาง จิตวิทยานั้น มาใช้ในทางสร้างสรรค์ก็ได้เหมือนกัน เช่น การใช้เพื่อการ กระตุ้นความมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับรากหญ้าในแบบการเข้ามา "ปฏิบัติจริง" ร่วมในเหตุการณ์จริง ไม่ใช่แค่นั่งเรียนในห้องเรียน เป็นต้น


"เกมประสาท" มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายกติกา แล้วแต่ผู้เล่น


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ เกมประสาทนั้นเริ่มสร้างโดย "ผู้เริ่มเล่น" ที่ ไม่ได้บอกแก่ผู้อื่นก่อน จากนั้นจึงใช้ผู้อื่นมาเป็นเหยื่อในเกมของตน ซึ่ง เขาสามารถที่จะสร้างระบบ, กฏกติกาในการแพ้-ชนะ ต่างๆ ของเขานี้ ขึ้นมาได้เอง "ฝ่ายเดียว" ทำให้อีกฝ่ายที่เป็นเหยื่อไม่ทราบเลย แต่ถ้ามี ความรู้, มีปัญญาพอควร ท่านก็อาจ "อ่านเกมของเขาออก" ได้ว่าเขามี เล่ห์กลมาอย่างไร? เขากำลังต้อนท่านเข้าสู่ "กับดัก-หลุมพราง" นั้นๆ อย่างไรบ้าง? ทว่า บางท่านสร้างเกมขึ้นมาแบบพิเศษ คือ แบบที่ตนเอง ก็ยังไม่รู้กฏกติกาเลย กรณีนี้ก็มีเหมือนกัน ท่านไม่อาจอ่านจิตใจเขาได้ ว่าเขาสร้างเกมมาอย่างไร? มีกฏกติกาอย่างไร? และทำอย่างไรจึงจะ ชนะหรือแพ้ได้? อย่างนี้ก็มี แบบนี้ก็ "ยากที่จะรอด" เลยทีเดียวครับ มี เหมือนกัน แต่ทำได้น้อยมากครับ ดังนั้น เมื่อท่านรู้ตัวแล้ว ว่าท่านกำลัง ตกอยู่ใน "วังวนของเกมประสาท" ที่ใครบางคนสร้างขึ้นมา ท่านก็ต้อง "หาทางออกจากวังวนนั้นให้ได้" เพื่อจะได้ไม่ถูกใครเขา "ปั่นหัวเล่น" อีกต่อไป ทว่า อย่าลืมว่าอีกฝ่ายก็อาจดูท่านอยู่ และเมื่อท่านแก้เกมนั้น ของเขาได้แล้ว ท่านก็อาจตกอยู่ใน "เกมใหม่" ในทันทีที่ท่านหาทาง ออกมาได้เลยก็มี? (ทางออก ก็คือ ทางเข้าของเกมประสาท เกมใหม่) เอาละ ถ้าท่านเจอแบบนั้นเข้า ท่านจะแก้เกมของเขาอย่างไรดีละครับ?


"เกมประสาท" ที่เป็น "ระบบกลจักรแห่งพลังจิต" นั้นเป็นอย่างไร?


สุดท้ายที่ท่านควรทราบ คือ เกมประสาทบางชนิด สามารถสร้างได้ ถึง "ระบบกลจักรแห่งพลังจิต" เลยทีเดียว เช่น การทำให้คนเข้ามา เชื่อ, ส่งพลังแห่งความเชื่อร่วมกันมากๆ ว่าจะเกิดภัยพิบัติ แล้วก็ใช้ พลังแห่งความเชื่อของพวกเขาเหล่านั้นเองนั่นแหละ ก่อให้เกิดสิ่งที่ เรียกว่า "ภัยพิบัติ" ขึ้นมา คนทั้งกลุ่มที่ร่วมเล่น ที่รวมพลังความเชื่อ นั้นๆ ก็จะ "ดีใจ" เหมือนตนได้ชนะแล้วว่าสิ่งที่ตนเชื่อนั้นๆ เป็นความ จริงขึ้นมาได้ สะใจ สบายใจ "ฉันชนะคนที่ไม่ยอมเชื่อฉันแล้ว" อะไร แบบนั้น แล้วก็เข้าสู่วังวน "รอบต่อไป" คือ การทำให้เชื่อว่าจะมีภัยที่ มาอีกใหม่ๆ อีกไปเรื่อยๆ ก็จะมีพลังดึงดูดคนให้หมุนวนอยู่กับสิ่งนี้ ใน ระบบพลังจิตที่ร่วมกันสร้างขึ้นมานี้ ต่อไปและต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด ทว่า "ระบบกลจักรแห่งพลังจิต" ที่สร้างสรรค์ ก็มี บางแบบสร้างขึ้นมาเพื่อ ให้โลกก้าวไปข้างหน้าในแบบที่พวกเขาต้องการ เช่น ระบบทุนนิยม ก็ ต้องมี "ระบบความเชื่อ" บางอย่างที่ทุกคนที่ก้าวเข้ามาจะต้องส่งพลัง แห่งความเชื่อมา "ลงทุนทางพลังจิตร่วมกัน" เอาง่ายๆ เช่น คนที่เขา "กู้เงินไปลงทุน" เขาก็ต้องเชื่อก่อนใช่ไหม ว่าสิ่งที่เขาทำ จะได้กำไร คืนกลับมาอย่างแน่นอน นั่นแหละ เขาได้แชร์พลังจิตร่วมในระบบนี้ไป แล้ว และเขาก็ต้องร่วมเล่มเกมจิตวิทยาระดับโลกนี้ด้วยกันกับคนอื่นๆ เขาทั้งหลายต้องใช้พลังจิต พลังแห่งความเชื่อ ร่วมกันเพื่อขับดันให้ สิ่งที่พวกเขาเชื่อนั้นเป็นความจริงขึ้นมา พวกเขาจึงจะชนะได้ นั่นหละ "เกมจิตวิทยาระดับโลก" ละ เห็นไหมว่าสิ่งที่ผมแนะนำให้ท่านศึกษา นี้ "มันไปสู่ระดับโลก" ได้อย่างไร เอาละ เอาแค่นี้ก่อนจะเครียดเกินไป


ขอพลังแสงธรรมแห่งพระบิดาจักรวาล ช่วยท่านเลื่อนระดับจิตใจ สวัสดี


2 ก.ย. 2555

"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ระบบพลังงานสากลและการเชื่อมโยงเพื่อแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างบุคคล

สวัสดีครับ วันนี้ มีเกร็ดความรู้เล็กๆ เกี่ยวกับพลังงาน ในลักษณะที่มัน เป็นสากล ไม่เที่ยง ไม่อาจยึดเป็นตัว ตนของตนได้ และมีลักษณะแชร์กัน ได้นะครับ ซึ่งผมขอเรียกว่า "ระบบ พลังงานสากล" ก็แล้วกันครับ ซึ่ง จะได้อธิบายแบบง่ายๆ ต่อไปดังนี้ครับ


พลังงาน-พลังจิต ก็เหมือนพลังงานทั่วไป ที่ไม่เที่ยงและถ่ายเทไปมาได้


อย่างแรกเราคงต้องกล่าวถึง เรื่องพลังงานที่สามารถถ่ายเทได้ ไม่เที่ยง และไม่อาจยึดเป็นตัวตนของตนได้ ก่อนนะครับ ง่ายๆ เลย เรื่องการถ่าย เทของพลังงานนั้น คือ จะถ่ายเทจากที่ๆ มีความเข้มข้นของพลังงานชนิด หนึ่งมากไปสู่ที่ๆ มีความเข้มข้นของพลังงานชนิดนั้นๆ น้อย เช่น พลังงาน ความร้อน จะถ่ายเทจาก "จุดที่มีความร้อนมาก" ไปยัง "จุดที่มีความร้อน น้อยกว่า" ใช่ไหมครับ เอาละ ทีนี้ ดูร่างสังขารมนุษย์บ้างมันจะมีสิ่งที่เรียก ว่า "กำแพงพลังจิต" นะครับ กั้นอยู่ถ้ากำแพงนี้ทำงานอยู่มันจะเข้าสู่ระบบ ปิด และไม่มีการแลกเปลี่ยนพลังงานกัน นะครับ แต่ถ้ากำแพงพลังจิตนี้ลด ลงหรือเปิดออกก็จะมีการแลกเปลี่ยนพลังจิตกันได้ง่ายขึ้นครับ อันนี้ คือข้อ แตกต่างของ "ระบบสังขารมนุษย์" กับระบบทั่วๆ ไปตามธรรมชาตินะครับ ทว่า "กำแพงพลังจิต" นี้ ก็มี "ขีดจำกัด" ในการปิดกั้นตัวเองนะครับ ด้วย เหตุว่าการปิดกั้นตัวเองนี้ เป็นสิ่งที่ "ขัดแย้งกับธรรมชาติ" มันจึงเป็นไปได้ ไม่นานครับ ปกติแล้ว คนเราก็จะเปิดและปิดระบบนี้ ไม่ได้เปิดหรือปิดตลอด เวลา คือ มีทั้งช่วงเวลาที่เปิดและปิด ขึ้นอยู่กับปัจจัย-การกระตุ้น ด้วยครับ


ผู้ฝึกพลังจิต สามารถพัฒนาให้เกิดรูปแบบการถ่ายเทพลังงานไปมาได้


ต่อไปเราคงต้องกล่าวถึง การฝึกพลังจิตของบางท่าน อาจจะสามารถที่ จะพัฒนารูปแบบของการ "ถ่ายทอดพลังงานได้" กล่าวคือ เขาสามารถ ที่จะทำให้พลังงานบางชนิด "ถ่ายเทออก" และสามารถเปิดรับพลังงาน บางชนิดเข้าไปได้ สำหรับท่านที่ฝึกพลังจิตแบบนี้บ่อยๆ ก็จะมีรูปแบบใน การถ่ายพลังบางนิดออกจากร่างสังขารไป และสามารถเปิดรับพลังงาน บางชนิดหรือหลายชนิดเข้าสู่ร่างกายได้ด้วย ซึ่งมันจะดีกว่าการที่มีการ ไหลถ่ายเทของพลังงานไปแบบที่ไม่อาจรู้ได้ เพราะท่านอาจสูญเสียพลัง งานบางชนิดไปโดยที่ไม่เจตนา และอาจได้รับพลังงานบางชนิดมาได้ทั้ง ที่ไม่ต้องการ เป็นต้น ดังนั้น การที่มี "รูปแบบ" ในการถ่ายเทพลังงานเข้า และออกที่ดีและควบคุมได้ จึงอาจจะเป็นทางออกให้สำหรับท่านที่ไม่ต้อง การให้เกิดการไหลถ่ายเทของพลังงานอย่างไม่รู้ทิศทาง ซึ่งการที่ท่านมี รูปแบบในการรับและถ่ายเทพลังงานเช่นนี้ จะช่วยให้ท่านไม่อยู่ในระบบ ปิดตลอดเวลา ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อท่านและขัดแย้งกับธรรมชาติอีกด้วย แต่ ถ้าท่านมีรูปแบบในการแลกเปลี่ยนพลังงานที่ดี คือ มีพลังงานบางชนิด ที่ ไหลออกไปโดยที่ท่านไม่เครียดว่ามันจะออกไปสู่ใครมากเท่าใดและมีบาง ชนิดหรือหลายชนิดที่ไหลเข้ามา ซึ่งท่านก็พร้อมที่จะรับมันเช่นกัน เช่นนี้ ก็จะทำให้เกิดพลวัตรในการไหลเวียนของพลังงาน ภายในและภายนอก ระหว่างร่างสังขารของท่านและ "สิ่งแวดล้อม" ทำให้เกิดสมดุลของพลัง งานที่ดีได้ และทำให้เกิดการพัฒนาตัวเองเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้นด้วย


พลังงานบางชนิดเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างบุคคลสองคนทำให้ใจตรงกัน?


ต่อไปเราคงต้องกล่าวถึง พลังงานบางชนิด ก็เคลื่อนย้ายไปมาระหว่างคน สองคนได้ ผลคือ ทำให้บุคคลสองคนมีความคิด, จิตใจ, อารมณ์, การทำ ตัวที่คล้ายคลึงกันได้ เหมือนกับเป็นคนๆ เดียวกันในเรื่องบางเรื่อง ก็มี เช่น พลังงานที่เป็น "รูปธรรมชีวิต" มีจิตใจของตนเอง และจูนเข้ากับสังขาร ที่ มากกว่า 1 สังขาร ทำให้สังขารที่ถูกจูนด้วยพลังงานชนิดนั้นๆ มีความคิด แบบเดียวกันได้ จนบางครั้งทำให้เกิดความสงสัยว่าคนอีกคนอ่านใจเราได้ หรือไม่? เขาอ่านความคิดเราออกหรือเปล่า? เป็นต้น แท้แล้วเป็นเพราะได้ รับพลังงานชนิดเดียวกันมาดลจิตดลใจ ขับดันให้เราคิดและรู้สึกไปนั่นเอง ด้วยวิธีนี้ จึงทำให้เกิดการ "แชร์อารมณ์, ความรู้สึก-นึกคิด" ระหว่างคนที่ มากกว่าหนึ่งคนได้ ทำให้เกิด "กระแสความคิด กระแสความรู้สึก" เหมือน กันได้ การไหลเวียนของพลังงานแบบนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน เกิด ความเข้าใจเดียวกันระหว่างคนสองคน ทำให้คนสองคนปรับตัวเข้าหากัน ได้ดียิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่า "มึจิต-ใจร่วมกัน" นั่นเอง ช่วยทำให้เกิดการทำ งานเป็นทีมได้ดีขึ้น ก็ได้, ทำให้เกิดความสามัคคี ก็ได้, ทำให้เกิดจุดหมาย ร่วมกัน ก็ได้ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีการ "จูนคลื่นพลังความคิดแบบหมู่" อีก เช่น การที่คนแห่กันเข้ามาทำกิจกรรมเดียวกันร่วมกันก็ก่อให้เกิดคลื่นพลัง จิตร่วมกันได้เช่นกัน ซึ่งถ้า "ผู้นำกระแสคลื่นจิต" นำพาไปในทางที่ดี ก็จะ นำพาคนมากมายไปทางที่ดี แต่ถ้านำพาไปทางที่เสื่อม ผู้คนมากมายก็จะ พบกับความเสื่อมได้ ดังนั้น การจูนคลื่นพลังจิต จึงควรมีทิศทางที่ถูกต้อง


ดุลยภาพของพลังงานภายในระบบ ไม่มีใครที่เอาแต่รับหรือให้ได้ตลอดไป


ต่อไปเราคงต้องกล่าวถึง "ดุลยภาพของพลังงาน ในระบบใดระบบหนึ่ง" ซึ่งมันจะมีอยู่ในทุกระบบ ไม่ว่าระบบนั้นจะใหญ่หรือเล็กเท่าใดก็ตาม เช่น ในร่างสังขารมนุษย์ ก็นับว่าเป็นระบบย่อย, ระบบหนึ่ง ซึ่งมีดุลยภาพของ พลังงานภายในระบบมันเอง ดังนั้น มันจึงไม่อาจที่จะอยู่ในฐานะผู้รับหรือ ผู้ให้ได้อย่างเดียวเท่านั้น กล่าวคือ ไม่มีใครจะดูดพลังงานคนอื่นได้ตลอด ไป และไม่มีใครที่จะถ่ายทอดพลังงานให้คนอื่นได้แต่ฝ่ายเดียว เพราะมัน มีดุลยภาพของพลังงานของมันเอง "ในทุกระบบ" เหมือนเราพยายามที่ จะเอาน้ำใส่โอ่ง ถึงจุดหนึ่งมันก็จะ "ล้น" ออกมาเอง มันจะทำให้เกิดการ "เคลื่อนย้ายถ่ายเทของพลังงาน" ระหว่างระบบสองระบบเอง ตามธรรม ชาติ ไม่มีใครที่จะ "ยึดมั่นถือมั่น" พลังงานของตนเองเอาไว้ได้ตลอดไป เพราะนี่คือ "สัจธรรมแห่ง อนัตตา" สภาวะแห่งความไม่อาจยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวตนของตนได้ ดังนั้น การเคลื่อนย้ายถ่ายเทกันของพลังงาน จึง เป็นเรื่อง ธรรมะ, ธรรมดา, ธรรมชาติ ซึ่งท่านควรจะเตรียมตัวเตรียมใจที่ จะเป็นทั้ง "ผู้ให้และผู้รับ" ในขณะเดียวกันด้วย และด้วยวิถีนี้ จะทำให้มี การแลกเปลี่ยนกันของพลังงาน อันเป็นมูลเหตุรากฐานที่ขับดันให้เราได้ ความคิด, อารมณ์, ความรู้สึก, จิตใจแบบต่างๆ นั่นคือการแชร์ที่จะทำให้ เราเข้าใจกันมากขึ้น นั่นเอง มันไม่ใช่การขโมย, การทำร้ายกัน หรือการ แย่งชิงพลังงานของใครเลย เพราะระบบนี้ มีทั้งการให้และการรับนั่นเอง


บุคคลย่อยๆ จะกลายเป็น "แหล่งพลังงานสาธารณะ" ที่แตกต่างกันไป


ต่อไปเราคงต้องกล่าวถึง บุคคลย่อยๆ แต่ละบุคคลที่อยู่ในระบบนี้ จะเริ่ม พัฒนาตัวเองจนกลายเป็น "แหล่งพลังงานสาธารณะ" ได้เช่น คนบาง คนที่ฝึกถ่ายทอดพลังแสงสว่างให้แก่สาธารณชนอยู่เรื่อยๆ เขาก็จะเริ่ม กลายเป็น "แหล่งพลังงานแสงสว่างในระดับสาธารณะ" ในขณะที่เขา เองก็ได้รับพลังงานชนิดอื่นๆ มาจากสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน ในขณะที่ คนอื่นๆ อาจจะทำตัวเป็นแหล่งพลังงานชนิดอื่นๆ เช่น เป็นแหล่งพลังขั้ว บวกบ้าง แหล่งพลังงานขั้วลบบ้าง ฯลฯ แตกต่างกันไป ภายใต้ระบบการ แชร์กันนี้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ของพลังงานชนิดต่างๆ เพราะคน แต่ละคนสามารถจะเชื่อมโยงและจูนเข้ากับ "พลังงานได้ ไม่เหมือนกัน" เช่น บางคนอาจจูนเข้ากับพลังแสงสว่างได้ดี จนชำนาญแล้ว แต่ไม่อาจ ที่จะจูนเข้ากับพลังงานแบบมีขั้ว เช่น พลังงานขั้วบวกได้ เขาก็อาจจำจะ ต้องพึ่งพาอาศัยคนที่สามารถจูนเข้ากับพลังงานขั้วบวกได้เพื่อที่จะเรียน รู้และเข้าใจพลังงานชนิดนั้นๆ ดังนั้น คนแต่ละคนจึงทำหน้าที่เหมือนเป็น "แหล่งพลังงานสาธารณะ" ให้แก่คนอื่นๆ ได้ด้วย ! จนในที่สุด คนแต่ละ คนก็จะมีหน้าที่เฉพาะในการแบ่งปันพลังจำเพาะชนิดให้แก่คนอื่นๆ กล่าว คือ ใครที่มีพลังงานชนิดใด ก็จะทำหน้าที่แผ่พลังงานชนิดนั้นๆ ให้คนอื่นๆ


บุคคลที่เป็นเป็น "แหล่งพลังงานสาธารณะ" จะไม่หมดพลังงาน ถ้าเขา...


ต่อไปเราคงต้องกล่าวถึง "บุคคลที่เป็นแหล่งพลังงานสาธารณะ" เมื่อเขา ถ่ายทอดพลังงานออกไปเรื่อยๆ แล้วเขาจะหมดพลังหรือไม่? คำตอบก็คือ เขาจะไม่มีปัญหาในการถ่ายทอดพลังจนหมดสิ้นพลังงาน ถ้าเขาเชื่อมต่อ กับ "แหล่งพลังงานจักรวาล" ได้ เขาก็จะได้รับพลังงานจากแหล่งพลังต้น ทางมาเรื่อยๆ จากแหล่งพลังงานจากจักรวาลนั้น จะถ่ายเทมาที่เขาเรื่อยๆ ด้วยวิธีนี้ เขาก็จะไม่หมดสิ้นพลังงานไปได้ เพราะเขาได้รับพลังงานมาจาก "จักรวาล" อีกที เขาเองเป็นเพียง "เครื่องจูนคลื่นพลังงานจักรวาล" ที่จะ ช่วยกระจายพลังงานจักรวาลชนิดนั้นๆ ออกไปสู่สาธารณชนอีกทีก็เท่านั้น เขาเองไม่ได้ถ่ายทอดพลังงานหรือพลังชีวิตของตนให้แก่คนอื่น เขาก็เป็น แค่ "ตัวเหนี่ยวนำพลังงาน" มาจากแหล่งพลังงานอื่นๆ เพื่อที่จะถ่ายเทให้ แก่คนอื่นๆ ได้ต่อไป เท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีปัญหาว่าเขาจะหมดพลัง สิ้นพลังภายในไป เพราะการทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสาธารณะให้แก่ ผู้อื่นก็หาไม่ เอาละ หวังว่าท่านคงคลายความวิตกบางประการไปบ้างครับ


ตัวกลางที่ช่วยในการ "เชื่อมโยงระบบพลังงาน" ให้เป็นระบบสาธารณะ


สุดท้าย เราคงต้องกล่าวถึง "ตัวกลาง" ที่ช่วยในการเชื่อมโยงระบบพลัง งานให้แต่ละบุคคล, เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน กลายเป็นระบบพลังงาน สาธารณะ ซึ่งมีได้มากมายครับ เรียกว่า "รูปนาม" ใดก็ได้ที่ทำให้จิตเกิด การเชื่อมโยงถึงกัน เช่น การดูทีวีรายการเดียวกัน ก็ทำให้คนเหล่านั้น ได้ จูนคลื่นพลังจิตเข้าร่วมกันเป็นระบบสาธารณะได้ครับ การนึกถึงคนๆ เดียว กันเช่น ผู้นำประเทศ ผู้นำทางศาสนา ฯลฯ ก็ช่วยในการเชื่อมโยงพลังงาน เป็นระบบเดียวกันได้ครับ แม้แต่รูปภาพ, คำศัพท์, ภาษา, อักษร, ทุกอย่าง จะสามารถใช้ในการเชื่อมโยงพลังงาน ของแต่ละบุคคลเข้าด้วยกัน กลาย เป็นระบบพลังงานสาธารณะได้ครับ ดังนั้น โดยธรรมชาติเหล่านี้แล้ว จึงจะ เป็นการยากที่ใครคนหนึ่ง จะปิดกั้นตัวเอง และสร้างกำแพงกั้นจิตใจตนเอง ไว้ได้ตลอดไปได้ครับ สุดท้ายแล้วก็จะเข้าสู่ "อนัตตา" ไม่อาจยึดมั่นถือมั่น เอาพลังงานของตน เป็นตัวตนของตนได้ตลอดไป เป็นไปตามสัจธรรมครับ


ขอพลังแสงธรรมแห่งจักรวาล จงเชื่อมโยงท่านสู่การยกระดับจิตใจ สวัสดี


1 ก.ย. 2555

"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย

瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS