ทุกส่วนในบล็อกนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ อุทิศแล้วเพื่อปวงชน. Powered by Blogger.
RSS

"ร่างอวตารของสิ่งศักดิสิทธิ์" เช่น ร่างอวตารของพระกวนอิม, พระศรีอาร์ฯ ฯลฯ เป็นอย่างไร?

สวัสดีครับ วันนี้ เรามาคุยกันเรื่องง่ายๆ เล็กๆ คือ เรื่อง "ร่างอวตารของสิ่งศักดิสิทธิ์" เช่น ร่างอวตารของพระศรีอาร์ฯ ท่านคงอยากทราบว่า เป็นใครกันบ้าง? และจะดูออกได้อย่างไร? เอาละ เรามาคุยกันง่ายๆ สบายๆ ในประเด็นนี้กันครับ


"ภาคแบ่งฯ" กับ "ร่างอวตารฯ" จะมีการดำเนินในในวัฏฏะฯ ที่ต่างกัน


อย่างแรกที่ท่านควรทราบและแยกแยะให้ได้ก่อนคือ "ภาคแบ่งฯ" และ "ร่างอวตาร" สองอย่างนี้ คล้ายกันมาก แต่ไม่เหมือนกันนะครับ มันต่างกันอย่างไรละ? อย่างนี้ ภาคแบ่งฯ นี้ ถ้าแบ่งภาคมาจากองค์ใด ท่านจะเดินตามรอยองค์นั้นเพื่อกลับสู่ "จิตเดิมแท้" ไม่เปลี่ยนแนวทางไปอย่างอื่น เช่น ภาคแบ่งของพระเมตตรัยโพธิสัตว์ ถ้าแบ่งออกมาบำเพ็ญบารมีสมมุติแบ่งได้เป็น "เทพเต่ามังกร" เมื่อบำเพ็ญบารมีแล้ว ก็จะกลับคืนสู่สภาวะเดิม นั่นคือ การดำเนินไปของ "ภาคแบ่ง" ดังนั้น ท่านจะมี "องค์ต้นธาตุต้นธรรม" ที่แบ่งภาคท่านมาเป็น "ตัวตนในมิติที่สูงขึ้น" ซึ่งเป็น "ตัวตนที่สว่างไสว" อยู่เบื้องบนคอยชี้นำทาง ท่านจะมีรอยกรรมและจะกระทำหน้าที่คล้ายกัน เดินตามรอยกันเลย ทว่า "ร่างอวตาร" นั้น จะไม่เป็นเช่นนั้น ร่างอวตารฯ จะเปลี่ยนวิธีการบำเพ็ญของตนไปตามแต่ว่าจะ "อวตารเป็นอะไร" ยกตัวอย่างเช่น พระศรีอาร์ฯ อาจอวตารมาเกิดเป็นผู้หญิงหนึ่งชาติ (ชาติเดียวเท่านั้น) ก็จะอวตารเป็นพระอวโลกิเตศวรก่อนแล้วมาเกิดเป็นผู้หญิง สมมุติว่าเป็น "บูเช็คเทียน" ก็แล้วกันนะ นี่ วิถีการบำเพ็ญารมีก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ต่างกันออกไป อย่างนี้เรียกว่าอวตารฯ



พระศรีอาร์ฯ อวตารเป็นพระรามเจ้า, พระรามเจ้าอวตารเป็นพระศรีอาร์ ?


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ สิ่งศักดิสิทธิ์และพระนิตยโพธิสัตว์ สามารถจะอวตารเป็นอีกองค์ได้เช่น พระรามเจ้าอวตารเป็น "พระเมตตรัยโพธิสัตว์" ในขณะที่พระเมตตรัยโพธิสัตว์อวตารเป็น "พระรามเจ้า" อย่างนี้ ก็เป็นไปได้ เพื่ออะไร เพื่อที่จะศึกษาแนวทางการบำเพ็ญบารมีของกันและกันนั่นเอง ซึ่งมันก็คือ การแลกเปลี่ยนแนวทางการศึกษาเรียนรู้ในวัฏฏะฯ ที่ต่างมุมมองกันนั่นเอง ดังนั้น ท่านที่ติดตามพระเมตตรัยโพธิสัตว์ก็อาจจะได้บำเพ็ญบารมีร่วมกับ "พระรามเจ้า" ซึ่ง "อวตารเป็นพระเมตตรัย" ก็ได้ ทั้งนี้เนื่องจากผลแห่ง "การอวตาร" นั่นเอง ดังนั้น แม้แต่พระเมตตรัยเองก็อวตารเป็นพระโพธิสัตว์องค์อื่นๆ ได้ด้วย เช่น พระกษิติครรภ์อวตาร, พระสมันตรภัทรอวตาร, พระมัญชุศรีอวตาร ฯลฯ เป็นต้น แต่ "จิตเดิมแท้ของท่านมาจากพระเมตตรัยโพธิสัตว์" นั่นเอง หรือถ้าท่านต้องการ นามแบบเต็มๆ ก็ควรจะเรียกว่า "พระเมตตรัยะ-กษิติครรภ์อวตาร" (พระเมตตรัยะที่อวตารเป็นพระกษิติครรภ์ เป็นต้น) แต่ปกติจะไม่ตั้งนามอย่างนี้นะครับ อันนี้ เราตั้งกันเพื่อให้เข้าใจเรื่องอวตารเท่านั้นเอง ในความเป็นจริงก็มีหลายท่านที่เป็นร่างอวตาร เช่น พระถังซัมจั๋ง นี่ก็ร่างอวตารของพระ "เมตตรัยโพธิสัตว์" ที่อวตารเป็นพระกษิติครรภ์อีกที เหมือนกับพระนางบูเช็คเทียน ก็เป็นร่างอวตารของพระเมตตรัยโพธิสัตว์ ที่อวตารเป็น พระอวโลกิเตศวรอีกที พอจะเข้าใจไหมครับ? เอาละ ต่อไปผมจะบอกวิธีจับสังเกตุว่า "ร่างอวตาร" นั้น ท่านสวมรอยอวตารเป็นสิ่งศักดิสิทธิ์องค์อื่นแล้วเล่นละครไม่ค่อยเหมือน "องค์ต้นแบบ" อย่างไร? ในโพสต่อไปครับ



"องค์ต้นแบบ" จะคงเดิม 100% แต่ "องค์อวตาร" จะแตกต่างไป ?


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ องค์อวตารจะไม่สามารถบำเพ็ญบารมีได้ดังเช่น องค์ต้นแบบถึง 100% ได้เลย มันจะมี "ข้อแตกต่าง" เฉพาะตัวของท่าน อันอาจเกิดจากบุญกรรมทำมา ไม่เหมือนกัน เบี่ยงเบนให้มันมีวิถีทางที่ต่างออกไปครับ และเหตุนี้เอง ท่านจึงสามารถจับสังเกตุ ได้ว่า "องค์ไหนคือองค์อวตาร" เพราะมันมีพิรุจน์ ที่จับผิดได้ว่าแตกต่างไปจากองค์ต้นแบบ นั่นเอง เช่น พระอวโลกิเตศวร จะไม่มีวิสัยที่ทำตัวเสมอชายหรือเหนือกว่าชายแบบ "พระนางบูเช็คเทียน" เช่นนั้น นี่ละที่เราพอจับสังเกตุได้ว่า "องค์นี้เป็นองค์อวตาร" ไม่ใช่องค์ฯ ที่มาจากองค์ต้นแบบจริงๆ หรือพระถังซัมจั๋งที่เผลอไปหลงเสน่ห์นางแมงมุมจนไปให้สัจจะว่าจะแต่งงานด้วย ต่อมา ก็ผิดสัจจะไม่ยอมแต่งงานเพราะรู้ว่านางเป็นปีศาจแมงมุม อันนี้ ก็เป็นพิรุจน์ที่เราจับได้ว่าไม่ใช่องค์พระกษิติครรภ์องค์ต้นแบบนะครับ (องค์ต้นแบบจริงๆ ไม่หนีไป เพราะกลัวปีศาจแบบนี้ แต่ท่านจะกล้าหาญและยอมเสี่ยงตายที่จะโปรดสัตว์ครับ) เอาละ ทีนี้ ในโลกของเรา มีทั้งองค์อวตารและภาคแบ่งฯ มาเกิดร่วมกันถ้าท่านต้องการ "เดินตามรอย" ดั้งเดิมที่ถูกต้อง ท่านก็ควรดูตัวอย่างที่ได้จาก "องค์ภาคแบ่ง" ดีกว่า เพราะองค์อวตารนั้น จะมีอะไรที่แตกต่างไป ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ทว่า มันก็เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่งของการบำเพ็ญบารมี ก็เท่านั้นเอง ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้โลกเรานี้มีสีสันขึ้นมากเลยทีเดียว ซึ่งผมจะได้เล่าต่อไปว่าเรื่องราวความวุ่นวายนั้นเป็นอย่างไร?



แล้ว "ท่าน" ละ เป็นองค์อวตารขององค์ใด หรือองค์ภาคแบ่งฯ กันแน่ ?


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ "ตัวท่านเองละ" แบ่งภาคมาจากจิตเดิมแท้ขององค์ใด? หรือเป็น "ร่างอวตาร" ขององค์ใดบ้างไหม? เอาละ อย่าคิดว่าผมชวนคุณให้หลงตัวเองนะ แต่มันเป็นความจริงว่าในโลกนี้ คนเราทุกคน ก็มาจากสิ่งศักดิสิทธิ์กันทั้งนั้น แต่เราหลงลืม และไม่เคยคิดที่จะ "ติดตามรากเหง้า-กำเนิดแห่งจิตวิญญาณ" ของตนเองเลย เราจึงไม่เห็นคุณค่าและความสามารถของตนเอง เอาละ ผมยกประเด็นนี้ขึ้นมา ไม่ได้ต้องการให้คุณหลงตัวเองมากขึ้น แต่ต้องการให้คุณลอง "ค้นหาจุดกำเนิดของจิตวิญญาณของคุณเอง" ว่ามารากเหง้ามาจากท่านใด สิ่งศักดิสิทธิ์องค์ใด และท่านจะได้เดินตามรอยนั้นได้ถูกต้องไม่หลงทางไปทางมืด หรือทางมาร ไม่ทำตัวเหลวแหลก เหลวไหล เพราะท่านก็คือ "ตัวแทนของสิ่งศักดิสิทธิ์องค์หนึ่ง" เหมือนกัน (ท่านก็ควรที่จะทำตัวให้ดี เพื่อเป็นเกียรติ์แก่สิ่งศักดิสิทธิ์นั้นๆ ใช่ไหมครับ) เอาละ ทีนี้เรามาติดตามหา "จุดกำเนิดของจิตวิญญาณของพวกเรากัน" ว่ามีที่มาจากที่ใด? ซึ่งมันไม่ยากเลย เพราะสิ่งศักดิสิทธิ์นั้นๆ จะส่งพลังลงมานำทางเราอยู่ตลอด และถ้าเรามีจิตสัมผัสละเอียดหรือช่างสังเกตุสักนิดก็จะทราบได้ว่า "ต้นกำเนดของพลังงานที่ส่งมานั้น มาจากท่านใด" เราก็จะเดินตามทางของท่านได้ไม่ยากเลยครับ เอาละ ท่านผู้อ่านท่านใด ที่สัมผัสได้บ้างแล้ว ก็ลองเล่าประสบการณ์มาแชร์ให้กันดูบ้าง ก็ได้นะครับ



องค์อวตารของพระยูไลจะสำเร็จ "พุทธะ" ได้ในชาติเดียวที่เกิดนั้นเลย


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ สำหรับองค์อวตารของพระยูไล จะสามารถได้ "พุทธะ" ได้ชาติเดียวที่มาเกิดนั้นเลย ถ้าตั้งใจปฏิบัติธรรมให้ดี แต่ถ้าไม่ตั้งใจให้ดี หรือมีสิ่งอื่นดึงให้ออกนอกทางไป ก็จะไม่ได้พุทธะในชาตินั้นๆ ทว่า จะมีอะไรมากมายมาน้อมนำดึงไปให้ "ปฏิบัติอย่างยิ่งยวด" เพื่อให้ได้พุทธะในชาตินั้นๆ เลย ทำให้ "ร่างอวตารของพระยูไล" จะได้รับวิบากกรรม หรือต้องทำกิจอะไร มากกว่าคนทั่วไปได้ เพื่อเร่งให้ได้ถึง "พุทธะ" ในชาติเดียว นั่นเอง ทีนี้ "พุทธะ" หรือพระยูไล ก็มีหลายแบบ เช่น พุทธะที่มาจากตำแหน่ง "ดาวเทพนพเคราะห์ทั้ง 7" ก็อย่างหนึ่ง พุทธะบำเพ็ญทาง "ไภษัชยคุรุพุทธะ" ก็แบบหนึ่ง (แบบนี้ จะไม่ถือบัญชีบุญ-กรรม แต่จะถือหม้อยา "ธรรมโอสถ" แทน) พุทธะที่บำเพ็ญทาง "พระอมิตาภะ" ก็อย่างหนึ่ง แล้วยังมีพุทธะในแบบอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ พระยูไลเองก็อาจจะ "อวตารเป็นยูไลองค์อื่น" ก็ได้เช่น พระยูไลไภษัชฯ อาจจะอวตารเป็นพระยูไลแห่งดาวเทพนพเคราะห์ ก็ได้ อนึ่ง ท่านควรทราบด้วยว่าการที่สิ่งศักดิสิทธิ์จะอวตารเป็นสิ่งศักดิสิทธิ์องค์อื่นได้นั้น ท่านก็ต้องมีบารมีมากพอที่จะเข้าถึงสิ่งที่ท่านอวตารนั้นๆ ไม่ใช่ว่าพระโพธิสัตว์จะอวตารเป็นพระยูไลได้ (เพราะบารมีต่ำกว่า) เราจะไม่เรียกว่าการอวตาร ถ้าพระโพธิสัตว์สำเร็จพุทธะ เราจะเรียกว่าการบำเพ็ญบารมีถึงพุทธะ แต่ไม่เรียกว่าอวตาร



พระกวนอิม ก็คือ "องค์อวตารของพระอมิตาภะพุทธเจ้า" แห่งสุขาวดี


ต่อไปที่ท่านควรทราบ คือ พระยูไลบนสุขาวดี ได้อวตารพระองค์เองลงมาทำหน้าที่ในระดับที่ล่างลง มากมาย เช่น ระดับเทพ, ระดับโพธิสัตว์เพื่อให้ปวงสัตว์สามารถเอื้อมถึงท่านได้ หรือแม้แต่พระโพธิสัตว์บางองค์เช่น พระศรีอาริยเมตตรัย ที่จะมาโปรดสัตว์ในยุค "ยากเข็ญ - ซึ่งสัตว์มีบุญน้อย-กรรมมาก" นี้ ท่านยังต้องอวตารลงมาเป็น "พระกษิติครรภ์" ก็มี เพื่อให้ท่านสามารถโปรดสัตว์ที่มาจากนรกได้ (มนุษย์โลกในยุคนี้จะมีที่มาจากสัตว์เบื้องล่าง จากอบายภูมิสี่) นี่คือวิธีที่ "ท่านที่มีบุญบารมีมากจะใช้เอื้อมลงมาโปรดสัตว์" ท่านจึงต้อง "อวตารลงมา" อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าบุญบารมีเต็มของท่าน นอกจากนี้ ท่านก็ควรทราบว่าพระโพธิสัตว์ที่มีบุญบารมีพอเหมาะ พอควรกับสัตว์โลกยุคปัจจุบัน คือ พระโพธิสัตว์ในรูปกายแห่ง "อวโลกิเตศวร" สำหรับพระโพธิสัตว์ที่อยู่ในรูปกายอื่นจะมีบุญบารมีสูงเกินไป สัตว์โลกจะเอื้อมไม่ถึง ดังนั้น ท่านไม่ต้องแปลกใจ ถ้าเราจะได้ยิน ได้ฟัง ได้รับรู้เรื่องราวของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่มากกว่าพระโพธิสัตว์องค์อื่นๆ และเพราะเหตุนี้ นี่เอง "พระยูไลอมิตาภะ" จึงต้องแบ่งภาคแล้วอวตารมาเป็น "พระกวนอิม" ซึ่งมีรูปกายแบบอวโลกิเตศวรและเพราะเหตุนี้ พระโพธิสัตว์รูปกายอื่น จึงไม่ค่อยมีบทบาทโดดเด่นท่ามกลางหมู่สัตว์เท่าใด และเพราะเหตุนี้ ด้วยเหมือนกันที่ "องค์ดาไลลามะ" จะนับว่าเป็นองค์แทนของ "พระอวโลกิเตศวร" ในขณะที่ "ปันเชนลามะ" ซึ่งเป็นองค์แทนของ "พระยูไล" กลับมีอำนาจน้อยกว่าและอยู่อย่างลับๆ มูลเหตุนี้ท่านพอจะเข้าใจหรือไม่? ที่ไม่เลือกองค์แทนของพระยูไล (ปันเชนลามะ) ให้มีอำนาจกว่าองค์แทนของพระอวโลกิเตศวร (ดาไลลามะ)



พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีมากจะอยู่เบื้องหลังพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีน้อย ?


สุดท้ายที่ท่านควรทราบ คือ ในยุคยากเข็ญ ที่ปวงสัตว์มีกรรมมาก-บุญน้อยนี้ พวกเขาจะเอื้อมถึงได้แต่พระโพธิสัตว์ที่มีบารมีน้อย คือ ท่านที่มีรูปกายเป็น "อวโลกิเตศวร" เท่านั้น น้อยคนนักที่จะเอื้อมได้ถึงท่านที่มีบุญบารมีมากกว่านี้ ดังนั้น ท่านไม่ต้องแปลกใจถ้า "ผู้หญิง" กลายเป็น"ผู้นำประเทศ" ทั้งๆ ที่มีผู้ชายที่มีความสามารถสูงกว่า มากมาย แต่ว่าคนก็ไม่เลือกเขา หรือทำไมผู้หญิงจึงมีตำแหน่งสำคัญมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้นในโลกยุคสมัยนี้ นั่นแหละ ยุคนี้ มนุษย์ทั้งหลาย เอื้อมได้เท่านั้นไม่อาจเอื้อมพระโพธิสัตว์ที่มีบุญบารมีมากกว่านั้นได้และท่านใดที่ได้ทำบารมี "มากเกินเอื้อมแล้ว" ปวงสัตว์ก็ไม่อาจเอื้อมเอาท่านกลับมาได้อีกท่านก็อาจจะต้องจรออกไปนอกประเทศ ทั้งๆ ที่คนมากมายร้องหาให้มาท่านก็ไม่อาจกลับมาได้ เพราะอะไร? เพราะท่านสร้างบารมีมากเกินกว่าที่พวกเขาจะเอื้อมถึงได้ ไปแล้ว! ดังนั้น ท่านเหล่านี้ จึงต้องกลายมาเป็น"ผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง" ผู้นำหญิงทั้งหลายแทน ทว่าผู้ชายหลายคนที่มีบารมีเป็น "อวโลกิเตศวร" ก็มีมาก ท่านจะสังเกตุเห็นได้ว่าผู้ชายเจ้าสำอางค์ หน้าขาวใส ตี๋ๆ จีนๆ แต่งตัวดีๆ ทั้งหลาย (ซึ่งเป็นลักษณะของอวโลกิเตศวร) มักจะได้มีอำนาจ มีบทบาทในทางโลกมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้ชายที่มีความสามารถสูงๆ เก่งมากๆ บารมีล้นเกินไป จะไม่ได้เข้ามาถึงจุดนี้ได้เลย ทว่า แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีอำนาจหรือตำแหน่งใดๆ เหตุไฉน? พวกเขาจึงมี "อิทธิพล" ต่อสังคมโลกนี้ อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ ได้เล่า?


ขอพลังแห่งสิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลาย จงปลุกเหล่าร่างอวตารให้ตื่นขึ้น สวัสดี



22 ส.ค. 2555


"เสียงจากร่างอวตาร"
รับสื่อสารโดย


瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

สิ่งศักดิสิทธิ์จะอวตารมาในปางใดเพื่อช่วยโลกในยุคใดกันบ้าง?

สวัสดีครับ วันนี้มีเรื่องเล็กๆ คือ เรื่อง "การจุติของเทพเทวดา" ซึ่งมีหลายแบบ เป็นเกร็ดความรู้ ให้ฟังกันง่ายๆ นะครับ แต่คิดว่ามันจะมีประโยชย์พอที่จะช่วยให้ท่านได้หลุดพ้นจากการถูกครอบงำด้วย "ตัวปลอม" ได้ครับ ถ้าพร้อมแล้ว เรามาคุยกันง่ายๆ เลย


การจุติของเทพเทวดา อย่างไรที่เราจะเรียกว่า "อวตาร" และ "ปาง"?


เอาละ อย่างแรกที่คุณควรเข้าใจก่อนคือ การจุติของเทพเทวดา อาจจะมาจากหลายสาเหตุ 1. หมดบุญ 2. ต้องโทษทัณฑ์ 3. อาสามาเกิดเอง 4. รับ "กิจ" จากสวรรค์ ฯลฯ เอาละ อย่างแรกที่ท่านควรเข้าใจคือ คำว่า"อวตาร" นั้น จะใช้เฉพาะเทพเทวดาที่จุติมาตามแบบที่ 4. คือ รับกิจจากสวรรค์ ซึ่งท่านจะมาเกิดแล้วมี "รูปนาม" ที่เปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพระนารายณ์อวตารลงมาเกิด ท่านจะไม่เหลือมีรูปนามเดิม เป็นนารายณ์อีก นี่คือ ความไม่เที่ยง ท่านจะมีรูปนามใหม่ ตามแต่สวรรค์ จะกำหนดให้เช่น หมูเผือก (ปางที่ 1), เต่าทอง (ปางที่ 2) ฯลฯ คือ ท่านอาจลงมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ได้ (รูปนามเปลี่ยนไป) และเมื่อตายลงแล้วจากชาตินี้จะต้อง "ท่องไปในวัฏฏะสงสารเอง" นั่นหมายความว่า พระนารายณ์องค์ใดที่ยอม "อวตาร" ลงมาในปางใดปางหนึ่ง ท่านต้องยอมสละ "ความสุขในวิมานของตน" แล้วลงมาเวียนว่ายในวัฏฏะสงสาร ในรูปนามอื่น ซึ่งยังไม่ทราบเลยว่าเบื้องหน้าถัดจากชาติที่อวตารแล้วจะไปเกิดเป็นอะไรต่อไปแต่ก็ต้องมี "ผู้เสียสละ" เมื่อมีผู้เสียสละแล้ว เหล่าทวยเทพฯ ต่างก็จะช่วยอำนวยพรชัย และคอยช่วยเหลือท่านมากมาย อย่างแรกเลย พระพรหมก็จะช่วยเปิด "ยุคสมัยให้ท่าน" มียุคสมัยของตนเอง ท่านจะเป็นหนึ่งในยุคของท่านนั้นๆ และเหล่าพราหมณ์ทั้งหลาย จะได้รับสาร์นจาก องค์พรหมเพื่อรอคอยพร้อมต้อนรับการ "อวตารมา" ของสิ่งศักดิสิทธิ์นั้นๆ สืบต่อไป



คำว่า "ปาง" และ "ยุคสมัย" ของสิ่งศักดิสิทธิ์แต่ละองค์ต่างกันไฉน?


ต่อไปที่คุณควรเข้าใจ คือ คำว่า "ปาง" นั้น ท่านจะนับให้เฉพาะท่านที่ได้รับ "กิจจากสวรรค์" เท่านั้น การจุติลงมาโดยไม่ได้รับกิจจากสวรรค์เช่น ลงมาเก็บบารมีเพิ่มของตนเอง เมื่อเห็นท่านอื่นๆ ได้รับกิจสวรรค์ลงมาตนก็ลงมาช่วยบ้าง จะได้บารมีบ้าง อย่างนี้ เขาไม่นับ "ปาง" ให้ แต่จะนับปางให้เฉพาะ "ภาคกิจจากสวรรค์" เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้ากิจของพระนารายณ์ใน "กัปนี้" มีทั้งหมด 10 ชาติที่ต้องลงมากระทำ ท่านก็จะนับให้ว่ามี "10 ปาง" จากนั้น เจ้าสวรรค์ท่านก็จะเรียกประชุมองค์ที่มีบารมีคือ พระนารายณ์ทั้งหมด สมมุติว่าในพรหมโลก มีทั้งหมด 1 ล้านองค์ ท่านก็จะเรียกถามความสมัครใจก่อนว่า "พระนารายณ์องค์ใด ที่จะยอมสละตนลงไปเกิดในปางใดบ้าง?" ถึงตอนนี้ ก็จะเหลือไม่มากนักจากนั้น ก็ค่อยมาคัดตามคุณสมบัติและความเหมาะสมอีกทีเช่น ถ้ามี 1 แสนองค์อาสาเป็น "ปางกัลกี" (ได้เกิดเป็นมนุษย์) แต่มีเพียง 0 องค์ ที่อาสามาเป็น "ปางวราหาวตาร" (หมูป่า) อย่างนี้ ของมันก็แน่อยู่แล้ว ใครๆ ก็ต้องอยากได้ปางดีๆ ใช่ไหมครับ แต่สุดท้าย ก็ต้องเลือกตามคุณสมบัติที่เจ้าสวรรค์ท่านจะทราบดีด้วย "ญาณของท่าน" ว่าท่านใดเหมาะสมที่จะอวตารลงมาในปางใด ท่านก็จะประชุม จัดสรร กันจนได้ครบ 10 ปาง จึงจะนับปางให้ท่านเหล่านั้น และท่านเหล่านั้นเมื่อได้ปางแล้ว ท่านก็จะได้มีบริวารเทพเทวดาที่คอยช่วยเหลือ "ทั้งสวรรค์" เพื่อให้ภารกิจของท่านนี้ประสบผลสำเร็จ และหลังจากลงไปเกิดแล้ว ท่านจะเวียนว่ายในวัฏฏะนี้อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับท่านเองแล้ว อันนี้ "ต้องพึ่งตัวเอง" ไม่มีผู้ใดช่วยได้เมื่อท่านได้ปางแล้ว ท่านก็จะได้ "ยุคสมัย" ของตัวเองตามมาด้วย กล่าวคือ ท่านจะมาเกิดในยุคสมัยของตนๆ ก็จะยิ่งใหญ่มากในยุคสมัยนั้นๆ ไม่มีใครเหนือกว่าได้ ท่านก็นั่งรอยุคสมัยของตนไปบนสวรรค์ จนกว่าจะถึงวาระท่านก็จะ "อวตาร" ลงมาในรูปลักษณ์นั้นๆ เพื่อทำกิจของตนต่อไป



เทพเทวดาที่ไม่ได้จุติมาในรูปปางนั้น สามารถมาได้ในรูปแบบใดบ้าง?


ต่อไปที่คุณควรเข้าใจ คือ เทพเทวดาไม่จำเป็นต้องรอให้ได้รับ "ปาง" ก่อน สามารถจุติลงมา "ก่อนจะหมดอายุขัยบนสวรรค์" ก็ได้ เพื่ออะไรก็เพื่อหลายสาเหตุครับ เช่น 1. เพื่อเก็บบารมีเพิ่ม 2. เพื่ออวตารใหม่3. เพื่อชดใช้ความผิดบนสวรรค์ และ 4. เพราะว่าหมดวาระบุญแล้วฯลฯ เอาละ เราจะมาพูดกันทีละกรณีไป ท่านจะได้เข้าใจนะครับ เช่น กรณีที่ 1 คือ มาเก็บบารมีเพิ่ม เช่น เทพ-เทวดาและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ที่จุติลงมาเกิดในยุคนี้ เพื่อช่วยกิจพระพุทธศาสนา ตนก็จะได้บารมีเพิ่มครับ กรณีที่ 2 คือ จุติลงมาเพื่ออวตารใหม่ เช่น เดิมตนได้เสวยบุญบารมีในรูป "เทพ" อาจจะลงมาเพื่อบำเพ็ญให้ได้อวตารในรูป "เซียน" (แต่อวตารนี้ ไม่มีปางนะครับ เขาไม่นับปางให้) กรณีที่ 3 คือ ชดใช้ความผิดบนสวรรค์ เช่น เทพตือโป้ยก่าย ได้ทำผิดกฏบนสวรรค์ต้องโทษทัณฑ์มาเกิดเป็นหมูหลายชาติแล้วจึงเป็นคน ต้องพบความรักที่สุดแสนรันทดอีกหลายชาติ เมื่อพบพระถังซัมจั๋งแล้ว จึงจะหมดกรรมได้ขึ้นสวรรค์ตามเดิม เอาละ และแบบที่ 4 หมดบุญนี้ คงไม่ต้องอธิบายมากนะครับ หมดบุญแล้วก็ต้องจุติตามระเบียบนั่นเองครับทีนี้ ผมขออธิบายเพิ่มในกรณี "อวตาร" เพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่กันบ้าง ยกตัวอย่างเช่น จากรูปลักษณ์ "กษิติครรภ์" สามารถอวตาร มาเพื่อจะได้รูปลักษณ์ใหม่เป็น "เมตตรัยโพธิสัตว์" ก็ได้ครับ อันนี้ พอจะเข้าใจไหมครับ? อย่าไปยึดว่าความเป็นรูปลักษณ์กษิติครรภ์ หรือพระเมตตรัยยะนี่เป็น "ตัวตนของตน" ของใครคนใดคนหนึ่งนะครับ มันก็ไม่ต่างจากรูปลักษณ์ของพญานาค, พญาครุฑ ฯลฯ ที่ก็มีได้หลายตนดังนั้น แม้แต่พระกวนอิมฯ ก็ "อวตาร" ลงมาเป็น "พระกาลี" ก็ได้ครับ



เทพเทวดาที่ไม่ได้จุติมาในรูปใดเลย สามารถใช้วิธีใดบ้างทำกิจบนโลก?


ต่อไปที่คุณควรเข้าใจ คือ แล้วถ้าเทพเทวดาไม่ได้จุติลงมาบนโลก ท่านจะมีวิธีทำกิจของตนได้อย่างไรบ้าง ก็มีได้หลายแบบครับ เช่น 1. ลงมาประสานงานกับมนุษย์ชั่วคราว 2. ประสานพลังกับสังขารมนุษย์ 3. แบ่งภาคส่วนลงมาแทนตน ฯลฯ ลองมาดูแบบแรกก่อน คือ การลงมาประสานงานกับมนุษย์ ก็ไม่ยากครับ มาได้ 2 กรณี 1. เจ้าสวรรค์ท่านให้กิจจึงลงมาได้ 2. เพราะมนุษย์ร้องขอ ถือเอาเป็นกิจนิมนต์ ก็ได้ครับ เช่น "วันไหว้เจ้า" ถ้ามนุษย์ไหว้ท่านๆ ประสงค์จะลงมาให้พร ท่านก็มาได้ครับ อ้างเหตุนี้ลงมาได้ แต่ต้องผ่าน "พระอินทร์" ก่อน สมมุติว่าท่านมาจากพรหมโลกก็ดี หรือ "สุขาวดีโลกธาตุ" ก็ดี ก็มาที่สวรรค์ชั้นที่สองก่อน ติดต่อที่ "กองอำนวยการ คือ พระอินทร์" ครับ แค่เรื่องจัดเวรเทพเทวดาที่จะลงมาเกี่ยวข้องกับโลกนี้ ก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย พระอินทร์เหนื่อยแลว ไม่มีเวลาที่จะไปใช้บัญชีบุญกรรม ดูกรรมของสัตว์ทีละกรรม ทีละตนได้ไหวนะครับ เอาแค่ใช้ "การจัดตารางเวรเทพเทวดา" นี่ ก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วครับ พระอินทร์จึงเป็น "ศูนย์กลางของการโปรดสัตว์โลก" สำหรับเทพเทวดาที่มาจากทุกสารทิศก็มาติดต่อท่านก่อนทั้งหมด เอาละ เราจะเรียกท่านว่า "เง็กเซียนฮ่องเต้ฯ" ก็แล้วกัน จะได้เข้าใจ นึกภาพออก ทีนี้ ลองมาดูเทพเทวดาที่ประสานพลังกับมนุษย์บ้าง แบบนี้ท่านจะเลือก "ร่างสังขาร" ที่เหมาะสมนะครับ แล้วจึงประสานพลังลงมา ทำให้คนๆ นั้นเหมือน "ตัวแทน" ของท่าน บ้างก็จะเป็นร่างทรง ก็มี แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นร่างทรงนะครับ ทำตัวเหมือนคนปกติ แต่ได้รับพลังจากท่าน อันนี้ ก็ได้เหมือนกัน ส่วนแบบสุดท้าย คือ การแบ่งภาคให้ "ตัวตน" อีกตัวหนึ่งลงไปทำกิจโปรดสัตว์ แล้วท่านก็จะคอยช่วยอยู่ในสวรรค์อีกที แบบนี้ ก็เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด ใน "สุขาวดีโลกธาตุ" นะครับ



"เทพนอกรีต" จะไม่ได้อยู่ในระบบการทำกิจแบบนี้ แล้วพวกเขาทำยังไง?


ต่อไปที่คุณควรเข้าใจ คือ นอกจากระบบปกติที่ผมกล่าวถึงมาแล้วนี้ ยังมี "เทพนอกรีต" ที่ทำหน้าที่นอกระบบออกไปอีก เอาละ พวกเขาก็คือ เทพที่ "หนีทัณฑ์สวรรค์ลงมา" กบดานในโลกมนุษย์ที่เราเรียกว่า "ซาตาน" ก็ดี ภาคมืด ก็ดี นั่นแหละ ทีนี้ เขาก็ทำกิจเหมือนกับว่าเป็นเทพที่ถูกต้องเลย คำถามคือ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรละครับ ว่าเรากำลังประสานงานอยู่กับผู้ที่ทำตามกฏสวรรค์หรือว่า "เทพนอกรีต" นี่ละปัญหาละ? เพราะมันเหมือนกันมาก จนแทบแยกแยะไม่ออกเลย เทพนอกรีต ก็ทำกิจเหมือนเดิม เพราะเขายังไม่ตายจากความเป็นเทพ เขาก็ดูเหมือนเดิมทุกประการ มนุษย์ก็ไม่รู้เขาได้รับกิจสวรรค์มาไหม? มาอย่างถูกต้องหรือไม่? บางก็มาทำดี มาให้พรแก่เรา ฯลฯ อย่างนี้ เราจะทราบได้อย่างไรละว่าเขามาแบบไหน? นอกรีตหรือไม่? คำตอบคือ "มนุษย์ไม่มีทางรู้หรอก" นอกจากจะมี "ญาณขั้นสูง" ที่มากพอจะเชื่อมต่อกับ "เจ้าสวรรค์ได้" ก็จะถามท่านได้โดยตรงว่าท่านนี้มาทำกิจตามบัญชาสวรรค์หรือไม่? แล้วทั้งเทพที่มาอย่างถูกต้องและเทพนอกรีต ก็ทำงานแข่งกันบนโลก อย่างนี้ มนุษย์จะแยกแยะได้ยังไง? เป็นไปได้ยากมากครับ แต่ถ้าท่านมีปัญญาจริงๆ ท่านก็อาจจะเข้าใจได้เช่น ถ้าท่านเข้าใจเรื่อง "ยุคสมัย" และ "ปาง" ท่านก็จะทราบว่าภายใน 5,000 ปีนี้เป็นยุคสมัยของ "พระนารายณ์ปางที่ 9" หรือ "พระพุทธเจ้า" นั่นเอง ไม่มี "นารายณ์องค์อื่น" มาอีก ถ้าท่านเห็น "รูปลักษณ์ของนารายณ์มาโปรดท่าน" แสดงว่าเขาไม่ใช่อวตารครับ เพราะถ้าอวตารไปแล้วจะไม่เหมือนเดิม แต่จะเหมือนรูปลักษณ์ที่สวรรค์กำหนดไว้ให้นะครับดังนั้น ถ้ามีพระนารายณ์รูปลักษณ์นี้มาติดต่อท่านก็ต้องเช็คว่าท่านมาได้อย่างไร? ถูกกฏสวรรค์หรือเปล่า? ยิ่งถ้ามาแบบ "ตามกิเลส" ของเรา ก็ต้องระวังหน่อย เช่น เราอยากได้ตำแหน่ง ส.ส. อ้าว ท่านก็มาให้พร นี่มันก็แปลกๆ อะไรมันจะง่ายขนาดนั้น ถ้าเจอแบบนี้ ก็ควรระวัง ตั้งสติ นะครับ



สิ่งศักดิสิทธิ์ "อวตาร" มาในปางต่างๆ อาจทำกิจที่ส่งผลลบต่อมนุษย์ได้


ต่อไปที่คุณควรเข้าใจคือ เทพสวรรค์ที่มาในปางต่างๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องมา "สนองกิเลสมนุษย์" เลยแม้แต่น้อย แต่ท่านมาด้วย "กิจสวรรค์" ซึ่งก็อาจนำมาซึ่งภัยต่างๆ แก่มนุษย์ก็ได้ ทว่า นั่นอย่าได้โทษใครอื่นเลย คนที่ได้รับผลร้าย ภับพิบัติทั้งหลาย ก็ล้วนได้รับเพราะ "กรรมของตน ก่อไว้เป็นเหตุมาก่อนทั้งนั้น" เช่น พระกาลี เมื่อท่านอวตารลงมา ใน "กลียุค" ก็จะมาพร้อมความมืดมนและการเข่นฆ่ามากมาย แต่อย่าไปโทษท่านละมันเป็นกรรมของปวงสัตว์ในยุคนั้น สมัยนั้น ทว่า ท่านจะลงมาหรือทำกิจก่อนยุคของท่านไม่ได้ เช่น ในยุคนี้ ยังไม่ใช่ "กลียุค" เพราะยังเป็นยุคที่พระพุทธเจ้าทำกิจอยู่จนกว่าจะครบ 5,000 ปี ยังนับว่าอยู่ในยุคนารายณ์ปางที่ 9 อยู่ จะยังไม่ใช่ "กลียุค" ยังไม่ใช่ "ยุคของพระกาลี" อันนี้พอจะเข้าใจ ใช่ไหมครับ? (ก่อนหน้าที่ ก็มีคนเข้าใจผิดเยอะมากว่ายุคนี้เป็นกลียุค ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่นะครับ) เอาละ ตราบใดที่ท่านทั้งหลาย ยังคงช่วยให้พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ต่อไป มันจะไม่เกิด "กลียุค" ขึ้นครับ ท่านพอเข้าใจหรือยัง? มันจะยังเป็นยุคของการ "รักษา" อยู่คือ เราต้องรักษาพระพุทธศาสนาไว้ เหมือนแนวทางของพระนารายณ์เทพแห่งการรักษานี่เอง พอเข้าใจนะครับ ส่วนอีกพวกหนึ่งที่บอกว่า "พระศรีอาร์ฯ" จะมาเป็นใหญ่แล้วในยุคนี้ ก็ไม่ใช่นะครับ ยังไม่ใช่ยุคของท่านเลย มันยังไม่ถึงครับรอไปอีกครับ รอให้หมดยุคของพระพุทธเจ้าองค์นี้ก่อน แล้วค่อยว่ากัน แต่ก็มีบางท่านพยายาม "สวมรอยเป็นพระศรีอาร์" และตั้งตนเป็นใหญ่สร้างยุคสมัยของตนเองขึ้น ในขณะที่พระศรีอาร์ฯ องค์จริงนี้ ก็ลงมาครับแต่มาแต่ลงมาแบบ "เก็บบารมีส่วนตัว" เหมือนพระบรมโพธิสัตว์ที่ต้องมาสร้างบารมีของตนนะครับ ไม่ได้มาในฐานะ "ปางใด" ดังนั้น ท่านจึงยังไม่ได้มี "ยุคสมัยของตน" มันยังไม่ใช่ยุคของท่าน ทำอะไร ก็ไม่ได้ดีนักครับ ยังมีความยากลำบากไปหมด เหมาะกับการสร้างบารมียิ่งยวดครับ ดังนั้น ท่านก็ไม่ต้องมีชื่อเสียง หรือความเด่นดังเป็นที่รู้จักอะไรเลย เพราะมันไม่จำเป็นในการ "ลงมาเก็บบารมี" ครับ แบบนี้ เขาจะลงมาเงียบๆ เก็บบารมีเงียบๆ เพราะถ้าดังมากไป ก็จะไม่ได้บารมีนะครับ มันจะบำเพ็ญเพี้ยนไปหมดเลยส่วนหนึ่ง บางตัวตนของท่าน ก็ลงมา "ค้ำศาสนา" ครับ แบ่งงานกันไป ก็มี "หลายตัวตน" นี่ครับ ภาระหน้าที่ก็มีหลายอย่าง ตัวตนไหน จับงานใดได้ ที่สร้างบารมีให้แก่ตัวได้ ก็จับงานนั้นไป ทำไป เพราะถ้าไม่ทำก็จะไม่มีบารมีเลี้ยงตัว เมื่อเวียนว่ายในวัฏฏะสงสารแล้วก็อาจไม่รอดจากนรกครับ



สิ่งศักดิสิทธิ์ที่ไม่ได้ "อวตาร" มาในปางต่างๆ อาจเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้


ต่อไปที่คุณควรเข้าใจคือ สิ่งศักดิสิทธิ์ที่ไม่ได้อวตารลงมาในปางใดๆ ก็อาจกลายเป็น "ที่พึ่ง" ของมวลมนุษย์ได้ เช่น ในกลียุคนั้น พระกาลี ได้รับกิจสวรรค์ลงมาโดยตรง โลกจะมืดมน เต็มไปด้วยการเข่นฆ่า ทว่า ยังมีเหล่าสิ่งศักดิสิทธิ์อีกกลุ่มที่อาจจะไม่ได้รับโองการสวรรค์ลงมา แต่ท่านก็อาจทำกิจที่ตรงข้ามและขัดแย้งกับสวรรค์ได้ เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากเวรกรรมเหล่านั้น "ด้วยบารมีของท่านเอง" ดังนั้น ท่านควรเข้าใจในเทพ-เทวดาด้วยว่า "พวกเขาต้องทำตามบัญชาสวรรค์" แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ส่งผลลบต่อมนุษย์ก็ตาม ท่านควรให้เกียรติ์เทพเทวดาเหล่านั้น ทว่า ท่านก็ยังสามารถร้องขอหรือเชื่อมต่อกับ "เทพเทวดาเหล่าอื่น" ที่ไม่ได้มีปางลงมาเกิด เพื่อที่จะได้รับความช่วยเหลือจากท่านเหล่านั้น ได้เช่นกันทว่า ท่านเหล่านี้ "จะต่ำต้อย" และขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง ทำอะไร ก็ไม่ขึ้น เพราะไม่ใช่ยุคของท่าน ท่านจะฝืนกรรม ฝืนธรรมชาติ มากไม่ได้ท่านก็ต้องมีสภาพที่ตกต่ำและไม่อาจจะช่วยเหลือใครได้มากนัก แบบนั้นเป็นธรรมดา ไม่ว่าท่านจะเคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขนาดไหน เช่น เป็นพระศรีอาร์มาเกิด ถ้าไม่ใช่ยุคของท่านๆ ก็ต้องต้อยต่ำ เป็นธรรมดา แต่ถ้าท่านจะฝืนกรรม ฝืนธรรมชาติ เข้าร่วมกับ "ภาคมืด" เมื่อไร ท่านก็อาจได้รับการปั้นให้ยิ่งใหญ่ ร่ำรวย มีชื่อเสียง มีอำนาจ มีพวกพ้องบริวาร มากมายได้ ทว่าสุดท้าย ท่านก็จะต้องพบกับความมืดมน และตกลงสู่ภพมืดในที่สุด นั่นเอง


ขอพลังแห่งสิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลาย จงช่วยให้ท่านตื่นจากโลกนี้เถิด สวัสดี



21 ส.ค. 2555


"เสียงจากพระบุตร"
รับสื่อสารโดย


瑠璃王

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS